เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 38: จุมพิตเดียวตราตรึงนับหมื่นปี!

บทที่ 38: จุมพิตเดียวตราตรึงนับหมื่นปี!

บทที่ 38: จุมพิตเดียวตราตรึงนับหมื่นปี!


บทที่ 38: จุมพิตเดียวตราตรึงนับหมื่นปี!

ราตรีสลัว

สายลมยามค่ำคืนพัดโชยแผ่วเบา แสงจันทร์นวลตาตกกระทบลงมาอย่างเป็นใจ

ในยามนี้ สิ่งที่ผุดขึ้นมาในใจของเย่ฉางเฟิงมีเพียงประโยคเดียวว่า

"ต่อให้เป็นแม่นางที่เย็นชาปานน้ำแข็งสักเพียงใด ริมฝีปากของนางก็ยังคงอ่อนนุ่มอยู่ดี…อืม ทั้งหอมทั้งนุ่มเสียด้วยสิ"

"อื้อ..."

ดรุณีผู้เยือกเย็นเบิกตากว้าง

นางยืนนิ่งงันอยู่กับที่ สมองของนางประมวลผลไม่ทันกับสิ่งที่เกิดขึ้น

นี่ข้าอยู่ที่ไหน?

ข้ากำลังจะทำอะไรกันแน่?

ลู่เสวี่ยฉีในชุดกระโปรงสีขาวปลิวไสว เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

นางยืนแข็งทื่อราวกับหุ่นยนต์ จ้องมองเย่ฉางเฟิงตรงหน้าด้วยความงุนงง

จู่ๆก็ถูกเขารวบตัวเข้าไปกอดไว้แน่น แล้วก็...

จูบ...

ความจริงแล้ว...เย่ฉางเฟิงก็ไม่ได้ตั้งใจจะหักหาญน้ำใจนางเช่นนี้

แต่เขาทนไม่ไหวแล้วจริงๆ

ดรุณีผู้แสนจะใสซื่อบริสุทธิ์มายืนอยู่ตรงหน้า มอบหัวใจทั้งดวงให้กับเขา แถมยังทำท่าทางน่าเอ็นดูราวกับเด็กน้อยที่รีบเอาของวิเศษที่เพิ่งได้มาอวดให้เขาดูอย่างภาคภูมิใจ

ใครมาเจอแบบนี้ จะไม่ให้หวั่นไหวได้อย่างไร?

วินาทีนี้...เขาเพียงแค่อยากจะสัมผัสความนุ่มนวลของเรือนร่างหญิงสาวและโอบกอดนางไว้อย่างสงบสุข

"อื้อ..."

ดรุณีผู้นิ่งค้างราวกับหุ่นยนต์ ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะดึงสติกลับคืนมาได้

ใบหน้างามแดงก่ำด้วยความขัดเขิน ดวงตาคู่สวยฉายแววขุ่นเคืองระคนอาย นางยกมือขึ้นหมายจะผลักไสเย่ฉางเฟิงออกไปให้พ้นตัว

ทว่า...เย่ฉางเฟิงก้มลงมองนาง

สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความอ่อนโยนอย่างลึกซึ้ง ถูกส่งผ่านมายังนาง ความรักที่ท่วมท้นจนแทบจะกลืนกินลู่เสวี่ยฉีเข้าไปทั้งตัว

เมื่อได้สบประสานกับสายตาคู่นั้น...ลู่เสวี่ยฉีพลันอ่อนระทวย

เรี่ยวแรงที่มีมลายหายไปจนสิ้น ราวกับกระต่ายน้อยที่ไร้ทางสู้ ยอมจำนนอยู่ในอ้อมกอดของเย่ฉางเฟิงโดยดุษณี

"อื้อ..."

หญิงสาวเลิกขัดขืน

เสียงครางอู้อี้ในลำคอฟังดูอ่อนระโหยโรยแรง แฝงไปด้วยความเขินอายและความหวาดหวั่น...

แน่นอนว่านี่เป็นครั้งแรกที่นางได้สัมผัสกับความใกล้ชิดสนิทสนมเยี่ยงนี้

ร่างบางของหญิงสาวอ่อนยวบยาบ ไร้เรี่ยวแรงจะทรงตัว นางทิ้งตัวลงในอ้อมกอดของเย่ฉางเฟิง ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยเป็นระยะ...

เพราะนางกำลังหวาดกลัว

เย่ฉางเฟิงรับรู้อารมณ์ของหญิงสาวได้เป็นอย่างดี

เขาโอบประคองกระต่ายน้อยตรงหน้าไว้อย่างทะนุถนอม ฝ่ามือหนากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น เพื่อมอบความอบอุ่นและความปลอดภัยให้นาง ดุจเดียวกับในค่ำคืนเมื่อหนึ่งเดือนก่อน...

ลู่เสวี่ยฉีค่อยๆลืมตาขึ้น

แพขนตายาวงอนสั่นระริกเล็กน้อย นัยน์ตาใสกระจ่างสะท้อนภาพเงาของเย่ฉางเฟิง ความทรงจำในอดีตผุดพรายขึ้นมาในห้วงความคิดทีละฉากๆ

วินาทีนี้...ความหวาดกลัวในจิตใจของนางมลายหายไปจนสิ้น

มันแปรเปลี่ยนเป็นความรักอันท่วมท้นที่มีต่อชายตรงหน้า

นางรวบรวมความกล้า ยกแขนขึ้นโอบกอดเด็กหนุ่มไว้แน่น ร่างของทั้งสองแนบชิดกันใต้แสงจันทร์ มอบจุมพิตให้แก่กัน...

ทว่า...ช่วงเวลาอันแสนหวานนี้กลับดำรงอยู่ได้ไม่นานนัก

เมื่อมือไม้ของเย่ฉางเฟิงเริ่มซุกซนไม่อยู่นิ่ง คอยแต่จะเลื้อยไต่ขึ้นไปพิชิต...ยอดเขาเสวี่ยฉี

แต่มีหรือที่ดรุณีผู้เคร่งครัดในธรรมเนียมจะยินยอม?!

ทันทีที่นางจับได้ไล่ทันเจตนาแอบแฝงของเย่ฉางเฟิง นางก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบคว้าหมับเข้าที่มือเจ้าปัญหานั้นอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด

แค่จูบก็ถือว่าเกินเลยมากพอแล้วนะ!

นี่ยังคิดจะทำอะไรอีก?

เย่ฉางเฟิงกระพริบตาปริบๆอย่างหน้าตาย

ลู่เสวี่ยฉีทั้งอายทั้งโกรธ นางผลักเขาออกห่าง ยกหลังมือขึ้นเช็ดริมฝีปากที่บวมเจ่อนิดๆก่อนจะสะบัดหน้าทำท่าจะเดินหนีด้วยความแง่งอน

พูดตามตรง...พฤติกรรมของเย่ฉางเฟิงในครั้งนี้ถือว่ารุกหนักเกินไปจริงๆ...

เพราะในยุคสมัยนี้ แค่จับมือถือแขนกันก่อนแต่งงานก็นับว่าผิดจารีตประเพณีอย่างร้ายแรงแล้ว ไม่ต้องพูดถึงขั้นจูบเลย...

เย่ฉางเฟิงย่อมเข้าใจธรรมเนียมนี้ดี

เมื่อเห็นหญิงสาวโกรธ เขาก็รีบคว้าตัวนางดึงกลับเข้ามาสู่อ้อมกอดอีกครั้ง กอดรัดไว้แน่นไม่ยอมปล่อย และชิงเอ่ยปากขอโทษก่อนที่นางจะทันได้ต่อว่า

“เสวี่ยฉี ข้าขอโทษ...”

เย่ฉางเฟิงมิได้เรียกนางว่า 'ศิษย์พี่หญิงลู่' หากแต่เปลี่ยนเป็นคำเรียกขานที่สนิทสนมยิ่งกว่า

“เจ้าสวยเกินไป”

เพียงประโยคเดียว...ความขุ่นเคืองในใจของลู่เสวี่ยฉีก็มลายหายไปกว่าครึ่ง

นางหวนนึกถึงสายตาของเย่ฉางเฟิงที่จ้องมองนางอย่างไม่วางตาก่อนหน้านี้ คิดดูแล้วเขาก็แค่ทำผิดเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ไม่เห็นจะต้องโกรธเคืองกันเลย...

ทว่า...ถึงจะคิดเช่นนั้น ลู่เสวี่ยฉีก็ไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไรดี

ด้วยนิสัยพื้นฐานที่เป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว นางจึงทำได้เพียงเงียบงัน

เรื่องนี้...เย่ฉางเฟิงรู้ดีที่สุด

ขอเพียงแค่ลู่เสวี่ยฉีไม่วิ่งหนีไป เท่านี้ก็ถือว่าไม่มีปัญหาแล้ว

ทั้งสองยืนกอดกันอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง

สักพัก...เสียงหวานใสทว่าแฝงความน้อยใจก็ดังขึ้นแผ่วเบา

“เจ้ายังไม่ได้ดูของข้าเลยนะ”

เย่ฉางเฟิงก้มหน้าลงมอง

เห็นหญิงสาวซุกตัวอยู่ในอ้อมอก สองมือประคองกระจกวิเศษที่เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะในการประลองเจ็ดสังกัดไว้อย่างทะนุถนอม

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างปิดไม่มิด

นางปรารถนาเพียงให้เย่ฉางเฟิงเอ่ยปากวิจารณ์หรือชื่นชมของสิ่งนี้สักหน่อย

แม้เพียงคำเดียวก็ยังดี

เพราะนี่คือผลลัพธ์จากความเพียรพยายามของนาง

นี่คือเกียรติยศที่นางอยากจะร่วมแบ่งปันกับเขาเพียงผู้เดียว

สายลมพัดผ่าน แผ่วพลิ้วชายกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ของนางให้ปลิวไสว

นัยน์ตาคู่สวยใสกระจ่างกระพริบวิบวับ พวงแก้มที่เคยขาวเนียนบัดนี้แดงระเรื่อดุจลูกท้อสุกปลั่ง นางจ้องมองเย่ฉางเฟิงด้วยหัวใจที่พองโต...

เย่ฉางเฟิงระบายยิ้มอ่อนโยน

เขายกมือขึ้นช่วยสางผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่ ทัดปอยผมที่ปรกหน้าไปไว้หลังใบหูเล็กๆของนางอย่างเบามือ

จากนั้นก็อดใจไม่ไหว ต้องบีบแก้มเนียนนุ่มนั้นเบาๆด้วยความหมั่นเขี้ยวพลางเอ่ยชมว่า

“เสวี่ยฉีเก่งมาก!”

เพียงคำชมสั้นๆดวงตาของหญิงสาวก็โค้งลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวด้วยความปิติยินดี

ในค่ำคืนนั้น...ทั้งสองใช้เวลาอยู่ด้วยกันจนล่วงเลยเข้าสู่ช่วงดึกสงัด

ด้วยเหตุผลของลู่เสวี่ยฉีที่ว่า…หลังจากแยกกันคืนนี้ พรุ่งนี้นางก็ต้องเดินทางออกจากยอดเขาเหมันต์แล้ว การจะได้พบหน้ากันอีกคงเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ

เย่ฉางเฟิงไม่ได้โต้แย้งความคิดนั้น

แม้ในใจเขาจะรู้ดีว่า การจะไปมาหาสู่กันนั้นง่ายดายเพียงใด

ไม่ต้องพูดถึงว่าอีกไม่กี่วัน ผู้ชนะสี่อันดับแรกจากการประลองเจ็ดสังกัดจะต้องลงเขาไปทำภารกิจร่วมกัน

ต่อให้ไม่มีภารกิจ เขาก็สามารถลักลอบขึ้นไปยังยอดเขาไผ่เล็ก(เสี่ยวจู๋)ได้ทุกเมื่อ ด้วยระดับวรยุทธ์ของเขาในตอนนี้...

ต่อให้อาจารย์อาหญิงสุ่ยเยว่มีตาทิพย์ ก็คงจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน

แน่นอนว่า...เย่ฉางเฟิงย่อมไม่พูดสิ่งที่คิดออกไป

เพราะลู่เสวี่ยฉีในยามนี้ ยังคงเป็นเด็กดีที่เชื่อฟังคำสอนของอาจารย์อย่างเคร่งครัด…นางจะกล้ามีความคิดนอกลู่นอกทางที่หมิ่นเหม่เช่นนั้นได้อย่างไร?

ลำพังแค่แอบออกมาพลอดรักกันในยามวิกาลเยี่ยงนี้ สำหรับนางแล้ว ก็ถือว่าต้องรวบรวมความกล้าอย่างมหาศาลแล้ว

เมื่อล่วงเข้ายามดึก...

ลู่เสวี่ยฉีโบกมือลาเย่ฉางเฟิงเบาๆด้วยความอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะรีบร้อนเดินกลับไปตามทางเดิมด้วยท่าทีตื่นตระหนก ราวกับกลัวว่าจะบังเอิญไปจ๊ะเอ๋เข้ากับใครกลางทาง...

ภาพนั้นทำให้เย่ฉางเฟิงได้แต่มองตามด้วยความขบขันระคนเอ็นดู

...

รุ่งอรุณวันใหม่มาเยือน

เจ้ายอดเขาแต่ละยอดเขาต่างพาศิษย์ในสังกัดเดินทางกลับถิ่นพำนัก

เย่ฉางเฟิงเองก็ติดตามเถียนปู้อี้และซูหรูผู้เป็นอาจารย์และภริยากลับไปยังยอดเขาไผ่ใหญ่เช่นกัน

ตามการคาดการณ์ของเขา...กว่าจะมีคำสั่งให้ลงเขาไปทำภารกิจ คงต้องรอเวลาอีกสักระยะ

เพราะอาการบาดเจ็บของฉีฮ่าวดูท่าจะสาหัสเอาการ

การต้องรับมือกับเคล็ดวิชา 'ดาบเทวะบัญชาอัสนี' เข้าไปเต็มๆแบบนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

และก็เป็นจริงดั่งคาด

เย่ฉางเฟิงใช้ชีวิตเอื่อยเฉื่อยอยู่บนยอดเขาไผ่ใหญ่ได้สามสี่วัน ก็มีศิษย์จากยอดเขาเหมันต์เดินทางมาแจ้งข่าว

“ศิษย์น้องเย่ ท่านเจ้านิกายเรียกให้เจ้าไปพบที่ยอดเขาเหมันต์”

เถียนปู้อี้ดูเหมือนจะล่วงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

เขาพยักหน้าให้เย่ฉางเฟิงพร้อมกำชับว่า

“ฉางเฟิง ระหว่างเดินทางระวังตัวด้วย”

“ขอรับ ท่านอาจารย์”

….……….

จบบทที่ บทที่ 38: จุมพิตเดียวตราตรึงนับหมื่นปี!

คัดลอกลิงก์แล้ว