- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 38: จุมพิตเดียวตราตรึงนับหมื่นปี!
บทที่ 38: จุมพิตเดียวตราตรึงนับหมื่นปี!
บทที่ 38: จุมพิตเดียวตราตรึงนับหมื่นปี!
บทที่ 38: จุมพิตเดียวตราตรึงนับหมื่นปี!
ราตรีสลัว
สายลมยามค่ำคืนพัดโชยแผ่วเบา แสงจันทร์นวลตาตกกระทบลงมาอย่างเป็นใจ
ในยามนี้ สิ่งที่ผุดขึ้นมาในใจของเย่ฉางเฟิงมีเพียงประโยคเดียวว่า
"ต่อให้เป็นแม่นางที่เย็นชาปานน้ำแข็งสักเพียงใด ริมฝีปากของนางก็ยังคงอ่อนนุ่มอยู่ดี…อืม ทั้งหอมทั้งนุ่มเสียด้วยสิ"
"อื้อ..."
ดรุณีผู้เยือกเย็นเบิกตากว้าง
นางยืนนิ่งงันอยู่กับที่ สมองของนางประมวลผลไม่ทันกับสิ่งที่เกิดขึ้น
นี่ข้าอยู่ที่ไหน?
ข้ากำลังจะทำอะไรกันแน่?
ลู่เสวี่ยฉีในชุดกระโปรงสีขาวปลิวไสว เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
นางยืนแข็งทื่อราวกับหุ่นยนต์ จ้องมองเย่ฉางเฟิงตรงหน้าด้วยความงุนงง
จู่ๆก็ถูกเขารวบตัวเข้าไปกอดไว้แน่น แล้วก็...
จูบ...
ความจริงแล้ว...เย่ฉางเฟิงก็ไม่ได้ตั้งใจจะหักหาญน้ำใจนางเช่นนี้
แต่เขาทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
ดรุณีผู้แสนจะใสซื่อบริสุทธิ์มายืนอยู่ตรงหน้า มอบหัวใจทั้งดวงให้กับเขา แถมยังทำท่าทางน่าเอ็นดูราวกับเด็กน้อยที่รีบเอาของวิเศษที่เพิ่งได้มาอวดให้เขาดูอย่างภาคภูมิใจ
ใครมาเจอแบบนี้ จะไม่ให้หวั่นไหวได้อย่างไร?
วินาทีนี้...เขาเพียงแค่อยากจะสัมผัสความนุ่มนวลของเรือนร่างหญิงสาวและโอบกอดนางไว้อย่างสงบสุข
"อื้อ..."
ดรุณีผู้นิ่งค้างราวกับหุ่นยนต์ ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะดึงสติกลับคืนมาได้
ใบหน้างามแดงก่ำด้วยความขัดเขิน ดวงตาคู่สวยฉายแววขุ่นเคืองระคนอาย นางยกมือขึ้นหมายจะผลักไสเย่ฉางเฟิงออกไปให้พ้นตัว
ทว่า...เย่ฉางเฟิงก้มลงมองนาง
สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความอ่อนโยนอย่างลึกซึ้ง ถูกส่งผ่านมายังนาง ความรักที่ท่วมท้นจนแทบจะกลืนกินลู่เสวี่ยฉีเข้าไปทั้งตัว
เมื่อได้สบประสานกับสายตาคู่นั้น...ลู่เสวี่ยฉีพลันอ่อนระทวย
เรี่ยวแรงที่มีมลายหายไปจนสิ้น ราวกับกระต่ายน้อยที่ไร้ทางสู้ ยอมจำนนอยู่ในอ้อมกอดของเย่ฉางเฟิงโดยดุษณี
"อื้อ..."
หญิงสาวเลิกขัดขืน
เสียงครางอู้อี้ในลำคอฟังดูอ่อนระโหยโรยแรง แฝงไปด้วยความเขินอายและความหวาดหวั่น...
แน่นอนว่านี่เป็นครั้งแรกที่นางได้สัมผัสกับความใกล้ชิดสนิทสนมเยี่ยงนี้
ร่างบางของหญิงสาวอ่อนยวบยาบ ไร้เรี่ยวแรงจะทรงตัว นางทิ้งตัวลงในอ้อมกอดของเย่ฉางเฟิง ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยเป็นระยะ...
เพราะนางกำลังหวาดกลัว
เย่ฉางเฟิงรับรู้อารมณ์ของหญิงสาวได้เป็นอย่างดี
เขาโอบประคองกระต่ายน้อยตรงหน้าไว้อย่างทะนุถนอม ฝ่ามือหนากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น เพื่อมอบความอบอุ่นและความปลอดภัยให้นาง ดุจเดียวกับในค่ำคืนเมื่อหนึ่งเดือนก่อน...
ลู่เสวี่ยฉีค่อยๆลืมตาขึ้น
แพขนตายาวงอนสั่นระริกเล็กน้อย นัยน์ตาใสกระจ่างสะท้อนภาพเงาของเย่ฉางเฟิง ความทรงจำในอดีตผุดพรายขึ้นมาในห้วงความคิดทีละฉากๆ
วินาทีนี้...ความหวาดกลัวในจิตใจของนางมลายหายไปจนสิ้น
มันแปรเปลี่ยนเป็นความรักอันท่วมท้นที่มีต่อชายตรงหน้า
นางรวบรวมความกล้า ยกแขนขึ้นโอบกอดเด็กหนุ่มไว้แน่น ร่างของทั้งสองแนบชิดกันใต้แสงจันทร์ มอบจุมพิตให้แก่กัน...
ทว่า...ช่วงเวลาอันแสนหวานนี้กลับดำรงอยู่ได้ไม่นานนัก
เมื่อมือไม้ของเย่ฉางเฟิงเริ่มซุกซนไม่อยู่นิ่ง คอยแต่จะเลื้อยไต่ขึ้นไปพิชิต...ยอดเขาเสวี่ยฉี
แต่มีหรือที่ดรุณีผู้เคร่งครัดในธรรมเนียมจะยินยอม?!
ทันทีที่นางจับได้ไล่ทันเจตนาแอบแฝงของเย่ฉางเฟิง นางก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบคว้าหมับเข้าที่มือเจ้าปัญหานั้นอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
แค่จูบก็ถือว่าเกินเลยมากพอแล้วนะ!
นี่ยังคิดจะทำอะไรอีก?
เย่ฉางเฟิงกระพริบตาปริบๆอย่างหน้าตาย
ลู่เสวี่ยฉีทั้งอายทั้งโกรธ นางผลักเขาออกห่าง ยกหลังมือขึ้นเช็ดริมฝีปากที่บวมเจ่อนิดๆก่อนจะสะบัดหน้าทำท่าจะเดินหนีด้วยความแง่งอน
พูดตามตรง...พฤติกรรมของเย่ฉางเฟิงในครั้งนี้ถือว่ารุกหนักเกินไปจริงๆ...
เพราะในยุคสมัยนี้ แค่จับมือถือแขนกันก่อนแต่งงานก็นับว่าผิดจารีตประเพณีอย่างร้ายแรงแล้ว ไม่ต้องพูดถึงขั้นจูบเลย...
เย่ฉางเฟิงย่อมเข้าใจธรรมเนียมนี้ดี
เมื่อเห็นหญิงสาวโกรธ เขาก็รีบคว้าตัวนางดึงกลับเข้ามาสู่อ้อมกอดอีกครั้ง กอดรัดไว้แน่นไม่ยอมปล่อย และชิงเอ่ยปากขอโทษก่อนที่นางจะทันได้ต่อว่า
“เสวี่ยฉี ข้าขอโทษ...”
เย่ฉางเฟิงมิได้เรียกนางว่า 'ศิษย์พี่หญิงลู่' หากแต่เปลี่ยนเป็นคำเรียกขานที่สนิทสนมยิ่งกว่า
“เจ้าสวยเกินไป”
เพียงประโยคเดียว...ความขุ่นเคืองในใจของลู่เสวี่ยฉีก็มลายหายไปกว่าครึ่ง
นางหวนนึกถึงสายตาของเย่ฉางเฟิงที่จ้องมองนางอย่างไม่วางตาก่อนหน้านี้ คิดดูแล้วเขาก็แค่ทำผิดเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ไม่เห็นจะต้องโกรธเคืองกันเลย...
ทว่า...ถึงจะคิดเช่นนั้น ลู่เสวี่ยฉีก็ไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไรดี
ด้วยนิสัยพื้นฐานที่เป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว นางจึงทำได้เพียงเงียบงัน
เรื่องนี้...เย่ฉางเฟิงรู้ดีที่สุด
ขอเพียงแค่ลู่เสวี่ยฉีไม่วิ่งหนีไป เท่านี้ก็ถือว่าไม่มีปัญหาแล้ว
ทั้งสองยืนกอดกันอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง
สักพัก...เสียงหวานใสทว่าแฝงความน้อยใจก็ดังขึ้นแผ่วเบา
“เจ้ายังไม่ได้ดูของข้าเลยนะ”
เย่ฉางเฟิงก้มหน้าลงมอง
เห็นหญิงสาวซุกตัวอยู่ในอ้อมอก สองมือประคองกระจกวิเศษที่เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะในการประลองเจ็ดสังกัดไว้อย่างทะนุถนอม
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างปิดไม่มิด
นางปรารถนาเพียงให้เย่ฉางเฟิงเอ่ยปากวิจารณ์หรือชื่นชมของสิ่งนี้สักหน่อย
แม้เพียงคำเดียวก็ยังดี
เพราะนี่คือผลลัพธ์จากความเพียรพยายามของนาง
นี่คือเกียรติยศที่นางอยากจะร่วมแบ่งปันกับเขาเพียงผู้เดียว
สายลมพัดผ่าน แผ่วพลิ้วชายกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ของนางให้ปลิวไสว
นัยน์ตาคู่สวยใสกระจ่างกระพริบวิบวับ พวงแก้มที่เคยขาวเนียนบัดนี้แดงระเรื่อดุจลูกท้อสุกปลั่ง นางจ้องมองเย่ฉางเฟิงด้วยหัวใจที่พองโต...
เย่ฉางเฟิงระบายยิ้มอ่อนโยน
เขายกมือขึ้นช่วยสางผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่ ทัดปอยผมที่ปรกหน้าไปไว้หลังใบหูเล็กๆของนางอย่างเบามือ
จากนั้นก็อดใจไม่ไหว ต้องบีบแก้มเนียนนุ่มนั้นเบาๆด้วยความหมั่นเขี้ยวพลางเอ่ยชมว่า
“เสวี่ยฉีเก่งมาก!”
เพียงคำชมสั้นๆดวงตาของหญิงสาวก็โค้งลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวด้วยความปิติยินดี
ในค่ำคืนนั้น...ทั้งสองใช้เวลาอยู่ด้วยกันจนล่วงเลยเข้าสู่ช่วงดึกสงัด
ด้วยเหตุผลของลู่เสวี่ยฉีที่ว่า…หลังจากแยกกันคืนนี้ พรุ่งนี้นางก็ต้องเดินทางออกจากยอดเขาเหมันต์แล้ว การจะได้พบหน้ากันอีกคงเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ
เย่ฉางเฟิงไม่ได้โต้แย้งความคิดนั้น
แม้ในใจเขาจะรู้ดีว่า การจะไปมาหาสู่กันนั้นง่ายดายเพียงใด
ไม่ต้องพูดถึงว่าอีกไม่กี่วัน ผู้ชนะสี่อันดับแรกจากการประลองเจ็ดสังกัดจะต้องลงเขาไปทำภารกิจร่วมกัน
ต่อให้ไม่มีภารกิจ เขาก็สามารถลักลอบขึ้นไปยังยอดเขาไผ่เล็ก(เสี่ยวจู๋)ได้ทุกเมื่อ ด้วยระดับวรยุทธ์ของเขาในตอนนี้...
ต่อให้อาจารย์อาหญิงสุ่ยเยว่มีตาทิพย์ ก็คงจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน
แน่นอนว่า...เย่ฉางเฟิงย่อมไม่พูดสิ่งที่คิดออกไป
เพราะลู่เสวี่ยฉีในยามนี้ ยังคงเป็นเด็กดีที่เชื่อฟังคำสอนของอาจารย์อย่างเคร่งครัด…นางจะกล้ามีความคิดนอกลู่นอกทางที่หมิ่นเหม่เช่นนั้นได้อย่างไร?
ลำพังแค่แอบออกมาพลอดรักกันในยามวิกาลเยี่ยงนี้ สำหรับนางแล้ว ก็ถือว่าต้องรวบรวมความกล้าอย่างมหาศาลแล้ว
เมื่อล่วงเข้ายามดึก...
ลู่เสวี่ยฉีโบกมือลาเย่ฉางเฟิงเบาๆด้วยความอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะรีบร้อนเดินกลับไปตามทางเดิมด้วยท่าทีตื่นตระหนก ราวกับกลัวว่าจะบังเอิญไปจ๊ะเอ๋เข้ากับใครกลางทาง...
ภาพนั้นทำให้เย่ฉางเฟิงได้แต่มองตามด้วยความขบขันระคนเอ็นดู
...
รุ่งอรุณวันใหม่มาเยือน
เจ้ายอดเขาแต่ละยอดเขาต่างพาศิษย์ในสังกัดเดินทางกลับถิ่นพำนัก
เย่ฉางเฟิงเองก็ติดตามเถียนปู้อี้และซูหรูผู้เป็นอาจารย์และภริยากลับไปยังยอดเขาไผ่ใหญ่เช่นกัน
ตามการคาดการณ์ของเขา...กว่าจะมีคำสั่งให้ลงเขาไปทำภารกิจ คงต้องรอเวลาอีกสักระยะ
เพราะอาการบาดเจ็บของฉีฮ่าวดูท่าจะสาหัสเอาการ
การต้องรับมือกับเคล็ดวิชา 'ดาบเทวะบัญชาอัสนี' เข้าไปเต็มๆแบบนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
และก็เป็นจริงดั่งคาด
เย่ฉางเฟิงใช้ชีวิตเอื่อยเฉื่อยอยู่บนยอดเขาไผ่ใหญ่ได้สามสี่วัน ก็มีศิษย์จากยอดเขาเหมันต์เดินทางมาแจ้งข่าว
“ศิษย์น้องเย่ ท่านเจ้านิกายเรียกให้เจ้าไปพบที่ยอดเขาเหมันต์”
เถียนปู้อี้ดูเหมือนจะล่วงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
เขาพยักหน้าให้เย่ฉางเฟิงพร้อมกำชับว่า
“ฉางเฟิง ระหว่างเดินทางระวังตัวด้วย”
“ขอรับ ท่านอาจารย์”
….……….