เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 เลิกซ่อนเร้น? เจ้านิกายชุดครามลงจากยอดเขา!

บทที่ 39 เลิกซ่อนเร้น? เจ้านิกายชุดครามลงจากยอดเขา!

บทที่ 39 เลิกซ่อนเร้น? เจ้านิกายชุดครามลงจากยอดเขา!


บทที่ 39 เลิกซ่อนเร้น? เจ้านิกายชุดครามลงจากยอดเขา!

ณ ยอดเขาเสียดฟ้า

ภายในตำหนักหยูชิง

ดูเหมือนว่าเย่ฉางเฟิงจะเป็นคนสุดท้ายที่เดินทางมาถึง เพราะเมื่อเขาก้าวเท้ามาถึงหน้าตำหนัก ก็พบว่าลู่เสวี่ยฉีและคนอื่นๆได้ยืนรออยู่ก่อนนานแล้ว

เย่ฉางเฟิงประสานมือคารวะฉีฮ่าวและเจิงซูซูตามมารยาท

ทว่าหลังจากนั้น…เขากลับหันไปขยิบตาข้างหนึ่งให้ลู่เสวี่ยฉีอย่างทะเล้น พร้อมเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงปกติว่า

“คารวะศิษย์พี่หญิงลู่”

เมื่อได้ยินคำทักทายนั้น

ใบหน้างดงามของลู่เสวี่ยฉีก็อดไม่ได้ที่จะขึ้นสีแดงระเรื่อ

ดูเหมือนว่าภาพความทรงจำอันวาบหวามเมื่อไม่กี่วันก่อนจะย้อนกลับมาในห้วงความคิด แววตาที่เคยใสกระจ่างฉายแววขัดเขินวูบหนึ่ง

“อืม”

นางพยักหน้ารับคำสั้นๆแสร้งทำวางท่าเย็นชาตามปกติ

แต่หารู้ไม่ว่า…ปฏิกิริยาตอบรับเพียงเล็กน้อยนี้ กลับทำให้ฉีฮ่าวและเจิงซูซูถึงกับประหลาดใจ

เพราะก่อนหน้านี้ ยามที่พวกเขาเอ่ยทักทายศิษย์น้องหญิงผู้นี้ นางเพียงแค่ใช้สายตาเย็นชามองตอบแล้วพยักหน้าคืนตามมารยาทเท่านั้น มิได้มีท่าทีอื่นใด

ถึงกระนั้น ทั้งฉีฮ่าวและเจิงซูซูก็มิได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจให้มากความ

สาเหตุหลักเป็นเพราะฉีฮ่าวเริ่มรู้สึกหวาดระแวงในตัวศิษย์น้องหญิงผู้นี้อยู่ลึกๆเขาเกรงว่าหากพูดอะไรผิดหูไป อาจจะโดน ‘เคล็ดวิชาดาบเทวะบัญชาอัสนี’ ฟาดใส่หน้าเอาได้

ส่วนเจิงซูซูนั้น…เขาเป็นคนประเภทที่ไม่เคยคิดลึกซึ้งไปในทางชู้สาวเช่นนั้นอยู่แล้ว

ทั้งสี่คนก้าวเท้าเข้าสู่ภายในตำหนักหยูชิง

เพียงชั่วพริบตาก็มองเห็นร่างของเจ้านิกายเต้าเสวียนนั่งตระหง่านอยู่บนแท่นสูง

“ศิษย์คารวะท่านลุงเจ้านิกาย”

เย่ฉางเฟิงและสหายต่างประสานมือคารวะพร้อมเพรียงกัน

“ดีมาก”

เจ้านิกายเต้าเสวียนพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม

สายตาของเขากวาดมองศิษย์ทุกคนอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ลู่เสวี่ยฉี แล้วเอ่ยถามว่า

“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า เหตุใดข้าจึงเรียกพวกเจ้ามาพบในวันนี้?”

ทั้งสี่คนต่างหันมองหน้ากัน

แม้เย่ฉางเฟิงจะล่วงรู้คำตอบอยู่เต็มอก แต่ในสถานการณ์เช่นนี้เขาย่อมแสร้งทำเป็นไม่รู้ความ แล้วกล่าวว่า

“ขอท่านลุงเจ้านิกายโปรดชี้แนะด้วยขอรับ”

“เฮ้อ...”

เจ้านิกายเต้าเสวียนถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

“เมื่อหลายเดือนก่อน ข้าได้ส่งศิษย์คนโต ‘เซียวอี้ไฉ’ ให้แฝงตัวเข้าไปเป็นสายลับในนิกายหลอมโลหิต

“ทว่านับตั้งแต่เดือนก่อนเป็นต้นมา...ไม่ว่าข้าจะพยายามส่งข่าวไปหาเขาอย่างไร เขาก็ไม่ตอบกลับมาเลยแม้แต่น้อย”

สิ้นคำกล่าวนั้น

สีหน้าของทุกคนในที่นั้นพลันแปรเปลี่ยนไปทันที แม้แต่เย่ฉางเฟิงเองก็ยังอดตกใจมิได้

“หรือว่า...”

สมองของเย่ฉางเฟิงประมวลผลอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วครู่เขาก็พอจะคาดเดาความน่าจะเป็นได้เกือบทั้งหมด

ในเมื่อ ‘ม่านสวรรค์’ ได้เปิดเผยอนาคตของเขาออกไป ผู้คนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางย่อมต้องเชื่อมโยงไปถึงตัวเซียวอี้ไฉอย่างแน่นอน เพราะเซียวอี้ไฉคือผู้สืบทอดโดยชอบธรรมของเจ้านิกายเต้าเสวียน

หากไม่มีตัวแปรอย่างเย่ฉางเฟิงอยู่ละก็…ในอนาคต ตำแหน่งเจ้านิกายย่อมต้องตกเป็นของเซียวอี้ไฉอย่างไม่ต้องสงสัย

ด้วยเหตุนี้...ฝ่ายพรรคมารที่ไม่ล่วงรู้ความจริง ย่อมต้องเพ่งเล็งไปที่เซียวอี้ไฉเป็นแน่

ประจวบเหมาะกับที่ในนิกายชิงหยุนเองก็ยังมีหนอนบ่อนไส้แฝงตัวอยู่…การที่คนของพรรคมารจะสืบทราบร่องรอยของเซียวอี้ไฉนั้น จึงเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ!!

เกรงว่า…ป่านนี้ศิษย์พี่เซียวอี้ไฉคงจะประสบเคราะห์กรรมอันเลวร้ายเข้าเสียแล้ว

แววตาของเย่ฉางเฟิงฉายแววเคร่งเครียดขึ้นวูบหนึ่ง

เจ้านิกายเต้าเสวียนย่อมตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ดี แม้ในใจจะรวดร้าวเพียงใด ทว่าภายนอกเขายังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งเอาไว้

“ที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาในวันนี้ ก็เพื่อจะมอบหมายให้พวกเจ้าเดินทางไปยังเขาคงซาง ลองสืบหาเบาะแสและร่องรอยของศิษย์พี่เซียวของพวกเจ้าดู

“นอกจากนี้...ยังมีศิษย์เอกจากวัดเสียงสวรรค์ และ หุบเขาธูปสวรรค์เดินทางไปสมทบด้วย”

เจ้านิกายเต้าเสวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

เมื่อได้ยินดังนั้น เย่ฉางเฟิงและสหายต่างหันมองหน้ากัน ก่อนจะประสานมือคารวะรับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง

“ศิษย์น้อมรับบัญชาท่านลุงเจ้านิกาย!”

เจ้านิกายเต้าเสวียนพยักหน้าเบาๆ

สายตาของเขากวาดมองผ่านร่างของศิษย์ทั้งสี่ไปอย่างเชื่องช้า

ไม่รู้เพราะเหตุใด...ลางสังหรณ์บางอย่างในใจเขากำลังร้องเตือนว่า…‘เจ้านิกายชุดคราม’ ที่ปรากฏในม่านสวรรค์ผู้นั้น อาจจะแฝงตัวอยู่ในกลุ่มศิษย์ทั้งสี่คนนี้ก็เป็นได้

แต่ทว่า...

จะเป็นผู้ใดกันเล่า!?

สายตาอันลึกล้ำของเจ้านิกายเต้าเสวียนหยุดอยู่ที่เย่ฉางเฟิงครู่หนึ่ง

ในวันนี้เย่ฉางเฟิงสวมอาภรณ์สีคราม รูปร่างสูงโปร่ง ศีรษะสวมหมวกสานเพื่อกันแดด ดวงตาคู่คมกล้านั้นจ้องตอบเจ้านิกายเต้าเสวียนอย่างสงบนิ่ง ไร้ซึ่งพิรุธใดๆให้จับสังเกตได้...

ใช่เขาหรือไม่นะ?

เจ้านิกายเต้าเสวียนครุ่นคิดในใจ

ในขณะเดียวกัน...เย่ฉางเฟิงหาได้เกรงกลัวว่าเจ้านิกายจะจับพิรุธได้ไม่

เพราะในยามนี้ศิษย์นิกายชิงหยุนต่างก็นิยมสวมใส่ชุดสีครามกันเกลื่อนกลาด

ต่อให้เขาจะเปลี่ยนสไตล์กลับมาใส่ชุดครามเหมือนเดิม ก็คงไม่มีใครรู้สึกผิดสังเกตอันใด

…..

“เฮ้อ...”

เจ้านิกายเต้าเสวียนถอนหายใจเบาๆอีกครา ก่อนจะโบกมือไล่เย่ฉางเฟิงและพรรคพวก

“ไปกันได้แล้ว”

“ขอรับ/เจ้าค่ะ ท่านลุงเจ้านิกาย!”

กลุ่มของเย่ฉางเฟิงทำความเคารพเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากตำหนักหยูชิง มุ่งหน้าลงสู่ตีนเขายอดเสียดฟ้าด้วยการเดินเท้า เนื่องจากยอดเขานี้มีค่ายกลป้องกัน ห้ามมิให้ขี่ดาบบิน

ตลอดเส้นทาง...

กลุ่มของฉีฮ่าวต่างพากันเงียบกริบ ไม่มีใครเอ่ยปากพูดจา

เรื่องราวของเซียวอี้ไฉทำให้บรรยากาศหดหู่ลงถนัดตา นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้สัมผัสถึงความน่าสะพรึงกลัวของการเผชิญหน้ากับพรรคมารอย่างแท้จริง

ทว่าเย่ฉางเฟิงกลับไม่ได้รู้สึกกดดันแต่อย่างใด

เขาถือโอกาสเบียดตัวเข้าไปใกล้ชิดลู่เสวี่ยฉี จนแทบจะแนบชิดอิงแอบไปกับร่างบางของนาง

“!!!” ลู่เสวี่ยฉีเบิกตากว้าง

นางไม่ได้รังเกียจสัมผัสอันใกล้ชิดของเขา

แต่ทว่า…ตอนนี้ยังมีคนนอกอยู่ด้วยนะ!

ดรุณีสาวถลึงตาใส่เย่ฉางเฟิงด้วยความตื่นตระหนก สายตานั้นสื่อความหมายชัดเจนว่า

“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? ไม่กลัวความแตกหรือไง?”

เย่ฉางเฟิงยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ

ความแตกงั้นรึ?

พูดกันตามตรง...เขาเริ่มเบื่อที่จะต้องซ่อนเร้นตัวตนเต็มทนแล้ว

ที่ต้องปิดบังตัวตนในนิกายชิงหยุน ก็เพราะมีคนทรยศอย่างชางซงคอยจ้องเล่นงาน

แต่เมื่ออกสู่โลกภายนอกแล้ว จะต้องปิดบังไปเพื่ออะไร?

นอกจากคนใกล้ชิดไม่กี่คนนี้ ก็ไม่มีใครรู้จักเขาเสียหน่อย

จะซ่อนคมไปทำไม?

เสียเวลาเปล่า!

“ฟึ่บ——”

ภายใต้แสงตะวันที่สาดส่องลงมาอย่างเจิดจ้า

เด็กหนุ่มในอาภรณ์สีคราม รูปร่างสูงโปร่งสง่างาม เส้นผมสีดำขลับปลิวสยายคลอเคลียไหล่

ภายใต้หมวกสานนั้นเผยให้เห็นดวงตาอันลึกล้ำคมกริบ ประกายแห่งเจตจำนงดาบอันแหลมคมวาบผ่านนัยน์ตาคู่นั้น…ดาบคู่ใจแขวนไว้ที่เอว พร้อมแล้วที่จะก้าวเข้าสู่ยุทธภพ...

การแสร้งทำเป็นคนธรรมดาในนิกาย ก็เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจุกจิกกวนใจ

เพราะเขา…เกลียดเรื่องยุ่งยาก

แต่หากก้าวออกสู่โลกภายนอกแล้วยังต้องมานั่งปิดบังซ่อนเร้นอีก?

หึ——

เขาไม่ใช่เต่าหดหัวเสียหน่อย!

เย่ฉางเฟิงหันกลับมาส่งยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยความอิสระเสรีให้กับลู่เสวี่ยฉี

เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดๆ

เพราะ…คำตอบทั้งหมด ได้ถูกซุกซ่อนเอาไว้ในรอยยิ้มพิมพ์ใจนั้นจนหมดสิ้นแล้ว

เมื่อได้เห็นรอยยิ้มนั้น

ลู่เสวี่ยฉีชะงักงันไปชั่วครู่ เพียงพริบตานางก็ตระหนักได้ถึงเจตจำนงของชายหนุ่ม…

ดังนั้น...ดรุณีสาวจึงสูดลมหายใจลึกเพื่อรวบรวมความกล้า

นางค่อยๆเอื้อมมือน้อยๆออกไป แล้วกุมมือของเขาเอาไว้ด้วยความขัดเขินระคนมุ่งมั่น

ณ ห้วงเวลานี้...ภายใต้แสงตะวันที่สาดส่องอย่างเจิดจ้า

เด็กหนุ่มและหญิงสาวเดินเกี่ยวก้อยเคียงคู่ ดาบคู่ใจแขวนอยู่ที่เอว ทั้งสองก้าวเท้าเข้าสู่ยุทธภพด้วยกันอย่างองอาจ พร้อมแล้วที่จะพลิกฟ้าระเบิดดิน สร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหล้า!

…..

“เชี่ย!?”

จู่ๆเจิงซูซูก็หลุดคำหยาบออกมาด้วยความตกใจสุดขีด

“ศิษย์น้องเจิง เกิดอะไรขึ้น?”

ฉีฮ่าวที่เพิ่งได้สติจากอาการเหม่อลอย เอ่ยถามด้วยความงุนงง

“ศิษย์พี่ฉีฮ่าว…ท่าน…ท่าน…ท่านดูนั่นเร็วเข้า!”

เจิงซูซูชี้นิ้วไปยังเบื้องหน้าด้วยอาการตื่นตระหนก

“หือ?”

ฉีฮ่าวขมวดคิ้วด้วยความสงสัย พลางมองตามนิ้วที่ชี้ไป และแล้ว...

“เชี่ย!”

แม้แต่ฉีฮ่าวเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะสบถคำหยาบออกมาเช่นกัน

ภาพที่ปรากฏแก่สายตา—คือร่างของเด็กหนุ่มและหญิงสาวที่กำลังเดินจับมือเคียงคู่กันไปเบื้องหน้า

คนหนึ่งสวมอาภรณ์สีครามบุคลิกสง่างามเปี่ยมด้วยความอิสระ อีกคนสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์บุคลิกเยือกเย็นดุจหิมะ

เมื่อได้ประจักษ์แก่สายตา

ทั้งเจิงซูซูและฉีฮ่าวต่างก็ยืนนิ่งงันราวกับถูกสาป ณ วินาทีนั้น พวกเขาหวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่เคยปรากฏใน 'ม่านสวรรค์' ขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

ภาพของบุรุษในชุดสีครามผู้นั้นวนเวียนอยู่ในหัวสมองไม่จางหาย

หรือว่า...แท้จริงแล้ว เย่ฉางเฟิงก็คือ ‘เจ้านิกายชุดคราม’ ผู้เกรียงไกรที่ถูกเปิดเผยในม่านสวรรค์คนนั้น!?

ฉีฮ่าวและเจิงซูซูหันขวับมาสบตากันโดยพลัน

หัวใจของพวกเขากระตุกวูบและเต้นรัวแรงด้วยความตื่นตระหนกถึงขีดสุด

.………

จบบทที่ บทที่ 39 เลิกซ่อนเร้น? เจ้านิกายชุดครามลงจากยอดเขา!

คัดลอกลิงก์แล้ว