- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 39 เลิกซ่อนเร้น? เจ้านิกายชุดครามลงจากยอดเขา!
บทที่ 39 เลิกซ่อนเร้น? เจ้านิกายชุดครามลงจากยอดเขา!
บทที่ 39 เลิกซ่อนเร้น? เจ้านิกายชุดครามลงจากยอดเขา!
บทที่ 39 เลิกซ่อนเร้น? เจ้านิกายชุดครามลงจากยอดเขา!
ณ ยอดเขาเสียดฟ้า
ภายในตำหนักหยูชิง
ดูเหมือนว่าเย่ฉางเฟิงจะเป็นคนสุดท้ายที่เดินทางมาถึง เพราะเมื่อเขาก้าวเท้ามาถึงหน้าตำหนัก ก็พบว่าลู่เสวี่ยฉีและคนอื่นๆได้ยืนรออยู่ก่อนนานแล้ว
เย่ฉางเฟิงประสานมือคารวะฉีฮ่าวและเจิงซูซูตามมารยาท
ทว่าหลังจากนั้น…เขากลับหันไปขยิบตาข้างหนึ่งให้ลู่เสวี่ยฉีอย่างทะเล้น พร้อมเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงปกติว่า
“คารวะศิษย์พี่หญิงลู่”
เมื่อได้ยินคำทักทายนั้น
ใบหน้างดงามของลู่เสวี่ยฉีก็อดไม่ได้ที่จะขึ้นสีแดงระเรื่อ
ดูเหมือนว่าภาพความทรงจำอันวาบหวามเมื่อไม่กี่วันก่อนจะย้อนกลับมาในห้วงความคิด แววตาที่เคยใสกระจ่างฉายแววขัดเขินวูบหนึ่ง
“อืม”
นางพยักหน้ารับคำสั้นๆแสร้งทำวางท่าเย็นชาตามปกติ
แต่หารู้ไม่ว่า…ปฏิกิริยาตอบรับเพียงเล็กน้อยนี้ กลับทำให้ฉีฮ่าวและเจิงซูซูถึงกับประหลาดใจ
เพราะก่อนหน้านี้ ยามที่พวกเขาเอ่ยทักทายศิษย์น้องหญิงผู้นี้ นางเพียงแค่ใช้สายตาเย็นชามองตอบแล้วพยักหน้าคืนตามมารยาทเท่านั้น มิได้มีท่าทีอื่นใด
ถึงกระนั้น ทั้งฉีฮ่าวและเจิงซูซูก็มิได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจให้มากความ
สาเหตุหลักเป็นเพราะฉีฮ่าวเริ่มรู้สึกหวาดระแวงในตัวศิษย์น้องหญิงผู้นี้อยู่ลึกๆเขาเกรงว่าหากพูดอะไรผิดหูไป อาจจะโดน ‘เคล็ดวิชาดาบเทวะบัญชาอัสนี’ ฟาดใส่หน้าเอาได้
ส่วนเจิงซูซูนั้น…เขาเป็นคนประเภทที่ไม่เคยคิดลึกซึ้งไปในทางชู้สาวเช่นนั้นอยู่แล้ว
ทั้งสี่คนก้าวเท้าเข้าสู่ภายในตำหนักหยูชิง
เพียงชั่วพริบตาก็มองเห็นร่างของเจ้านิกายเต้าเสวียนนั่งตระหง่านอยู่บนแท่นสูง
“ศิษย์คารวะท่านลุงเจ้านิกาย”
เย่ฉางเฟิงและสหายต่างประสานมือคารวะพร้อมเพรียงกัน
“ดีมาก”
เจ้านิกายเต้าเสวียนพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
สายตาของเขากวาดมองศิษย์ทุกคนอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ลู่เสวี่ยฉี แล้วเอ่ยถามว่า
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า เหตุใดข้าจึงเรียกพวกเจ้ามาพบในวันนี้?”
ทั้งสี่คนต่างหันมองหน้ากัน
แม้เย่ฉางเฟิงจะล่วงรู้คำตอบอยู่เต็มอก แต่ในสถานการณ์เช่นนี้เขาย่อมแสร้งทำเป็นไม่รู้ความ แล้วกล่าวว่า
“ขอท่านลุงเจ้านิกายโปรดชี้แนะด้วยขอรับ”
“เฮ้อ...”
เจ้านิกายเต้าเสวียนถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“เมื่อหลายเดือนก่อน ข้าได้ส่งศิษย์คนโต ‘เซียวอี้ไฉ’ ให้แฝงตัวเข้าไปเป็นสายลับในนิกายหลอมโลหิต
“ทว่านับตั้งแต่เดือนก่อนเป็นต้นมา...ไม่ว่าข้าจะพยายามส่งข่าวไปหาเขาอย่างไร เขาก็ไม่ตอบกลับมาเลยแม้แต่น้อย”
สิ้นคำกล่าวนั้น
สีหน้าของทุกคนในที่นั้นพลันแปรเปลี่ยนไปทันที แม้แต่เย่ฉางเฟิงเองก็ยังอดตกใจมิได้
“หรือว่า...”
สมองของเย่ฉางเฟิงประมวลผลอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วครู่เขาก็พอจะคาดเดาความน่าจะเป็นได้เกือบทั้งหมด
ในเมื่อ ‘ม่านสวรรค์’ ได้เปิดเผยอนาคตของเขาออกไป ผู้คนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางย่อมต้องเชื่อมโยงไปถึงตัวเซียวอี้ไฉอย่างแน่นอน เพราะเซียวอี้ไฉคือผู้สืบทอดโดยชอบธรรมของเจ้านิกายเต้าเสวียน
หากไม่มีตัวแปรอย่างเย่ฉางเฟิงอยู่ละก็…ในอนาคต ตำแหน่งเจ้านิกายย่อมต้องตกเป็นของเซียวอี้ไฉอย่างไม่ต้องสงสัย
ด้วยเหตุนี้...ฝ่ายพรรคมารที่ไม่ล่วงรู้ความจริง ย่อมต้องเพ่งเล็งไปที่เซียวอี้ไฉเป็นแน่
ประจวบเหมาะกับที่ในนิกายชิงหยุนเองก็ยังมีหนอนบ่อนไส้แฝงตัวอยู่…การที่คนของพรรคมารจะสืบทราบร่องรอยของเซียวอี้ไฉนั้น จึงเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ!!
เกรงว่า…ป่านนี้ศิษย์พี่เซียวอี้ไฉคงจะประสบเคราะห์กรรมอันเลวร้ายเข้าเสียแล้ว
แววตาของเย่ฉางเฟิงฉายแววเคร่งเครียดขึ้นวูบหนึ่ง
เจ้านิกายเต้าเสวียนย่อมตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ดี แม้ในใจจะรวดร้าวเพียงใด ทว่าภายนอกเขายังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งเอาไว้
“ที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาในวันนี้ ก็เพื่อจะมอบหมายให้พวกเจ้าเดินทางไปยังเขาคงซาง ลองสืบหาเบาะแสและร่องรอยของศิษย์พี่เซียวของพวกเจ้าดู
“นอกจากนี้...ยังมีศิษย์เอกจากวัดเสียงสวรรค์ และ หุบเขาธูปสวรรค์เดินทางไปสมทบด้วย”
เจ้านิกายเต้าเสวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เมื่อได้ยินดังนั้น เย่ฉางเฟิงและสหายต่างหันมองหน้ากัน ก่อนจะประสานมือคารวะรับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง
“ศิษย์น้อมรับบัญชาท่านลุงเจ้านิกาย!”
เจ้านิกายเต้าเสวียนพยักหน้าเบาๆ
สายตาของเขากวาดมองผ่านร่างของศิษย์ทั้งสี่ไปอย่างเชื่องช้า
ไม่รู้เพราะเหตุใด...ลางสังหรณ์บางอย่างในใจเขากำลังร้องเตือนว่า…‘เจ้านิกายชุดคราม’ ที่ปรากฏในม่านสวรรค์ผู้นั้น อาจจะแฝงตัวอยู่ในกลุ่มศิษย์ทั้งสี่คนนี้ก็เป็นได้
แต่ทว่า...
จะเป็นผู้ใดกันเล่า!?
สายตาอันลึกล้ำของเจ้านิกายเต้าเสวียนหยุดอยู่ที่เย่ฉางเฟิงครู่หนึ่ง
ในวันนี้เย่ฉางเฟิงสวมอาภรณ์สีคราม รูปร่างสูงโปร่ง ศีรษะสวมหมวกสานเพื่อกันแดด ดวงตาคู่คมกล้านั้นจ้องตอบเจ้านิกายเต้าเสวียนอย่างสงบนิ่ง ไร้ซึ่งพิรุธใดๆให้จับสังเกตได้...
ใช่เขาหรือไม่นะ?
เจ้านิกายเต้าเสวียนครุ่นคิดในใจ
ในขณะเดียวกัน...เย่ฉางเฟิงหาได้เกรงกลัวว่าเจ้านิกายจะจับพิรุธได้ไม่
เพราะในยามนี้ศิษย์นิกายชิงหยุนต่างก็นิยมสวมใส่ชุดสีครามกันเกลื่อนกลาด
ต่อให้เขาจะเปลี่ยนสไตล์กลับมาใส่ชุดครามเหมือนเดิม ก็คงไม่มีใครรู้สึกผิดสังเกตอันใด
…..
“เฮ้อ...”
เจ้านิกายเต้าเสวียนถอนหายใจเบาๆอีกครา ก่อนจะโบกมือไล่เย่ฉางเฟิงและพรรคพวก
“ไปกันได้แล้ว”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ ท่านลุงเจ้านิกาย!”
กลุ่มของเย่ฉางเฟิงทำความเคารพเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากตำหนักหยูชิง มุ่งหน้าลงสู่ตีนเขายอดเสียดฟ้าด้วยการเดินเท้า เนื่องจากยอดเขานี้มีค่ายกลป้องกัน ห้ามมิให้ขี่ดาบบิน
ตลอดเส้นทาง...
กลุ่มของฉีฮ่าวต่างพากันเงียบกริบ ไม่มีใครเอ่ยปากพูดจา
เรื่องราวของเซียวอี้ไฉทำให้บรรยากาศหดหู่ลงถนัดตา นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้สัมผัสถึงความน่าสะพรึงกลัวของการเผชิญหน้ากับพรรคมารอย่างแท้จริง
ทว่าเย่ฉางเฟิงกลับไม่ได้รู้สึกกดดันแต่อย่างใด
เขาถือโอกาสเบียดตัวเข้าไปใกล้ชิดลู่เสวี่ยฉี จนแทบจะแนบชิดอิงแอบไปกับร่างบางของนาง
“!!!” ลู่เสวี่ยฉีเบิกตากว้าง
นางไม่ได้รังเกียจสัมผัสอันใกล้ชิดของเขา
แต่ทว่า…ตอนนี้ยังมีคนนอกอยู่ด้วยนะ!
ดรุณีสาวถลึงตาใส่เย่ฉางเฟิงด้วยความตื่นตระหนก สายตานั้นสื่อความหมายชัดเจนว่า
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? ไม่กลัวความแตกหรือไง?”
เย่ฉางเฟิงยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
ความแตกงั้นรึ?
พูดกันตามตรง...เขาเริ่มเบื่อที่จะต้องซ่อนเร้นตัวตนเต็มทนแล้ว
ที่ต้องปิดบังตัวตนในนิกายชิงหยุน ก็เพราะมีคนทรยศอย่างชางซงคอยจ้องเล่นงาน
แต่เมื่ออกสู่โลกภายนอกแล้ว จะต้องปิดบังไปเพื่ออะไร?
นอกจากคนใกล้ชิดไม่กี่คนนี้ ก็ไม่มีใครรู้จักเขาเสียหน่อย
จะซ่อนคมไปทำไม?
เสียเวลาเปล่า!
“ฟึ่บ——”
ภายใต้แสงตะวันที่สาดส่องลงมาอย่างเจิดจ้า
เด็กหนุ่มในอาภรณ์สีคราม รูปร่างสูงโปร่งสง่างาม เส้นผมสีดำขลับปลิวสยายคลอเคลียไหล่
ภายใต้หมวกสานนั้นเผยให้เห็นดวงตาอันลึกล้ำคมกริบ ประกายแห่งเจตจำนงดาบอันแหลมคมวาบผ่านนัยน์ตาคู่นั้น…ดาบคู่ใจแขวนไว้ที่เอว พร้อมแล้วที่จะก้าวเข้าสู่ยุทธภพ...
การแสร้งทำเป็นคนธรรมดาในนิกาย ก็เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจุกจิกกวนใจ
เพราะเขา…เกลียดเรื่องยุ่งยาก
แต่หากก้าวออกสู่โลกภายนอกแล้วยังต้องมานั่งปิดบังซ่อนเร้นอีก?
หึ——
เขาไม่ใช่เต่าหดหัวเสียหน่อย!
เย่ฉางเฟิงหันกลับมาส่งยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยความอิสระเสรีให้กับลู่เสวี่ยฉี
เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดๆ
เพราะ…คำตอบทั้งหมด ได้ถูกซุกซ่อนเอาไว้ในรอยยิ้มพิมพ์ใจนั้นจนหมดสิ้นแล้ว
เมื่อได้เห็นรอยยิ้มนั้น
ลู่เสวี่ยฉีชะงักงันไปชั่วครู่ เพียงพริบตานางก็ตระหนักได้ถึงเจตจำนงของชายหนุ่ม…
ดังนั้น...ดรุณีสาวจึงสูดลมหายใจลึกเพื่อรวบรวมความกล้า
นางค่อยๆเอื้อมมือน้อยๆออกไป แล้วกุมมือของเขาเอาไว้ด้วยความขัดเขินระคนมุ่งมั่น
ณ ห้วงเวลานี้...ภายใต้แสงตะวันที่สาดส่องอย่างเจิดจ้า
เด็กหนุ่มและหญิงสาวเดินเกี่ยวก้อยเคียงคู่ ดาบคู่ใจแขวนอยู่ที่เอว ทั้งสองก้าวเท้าเข้าสู่ยุทธภพด้วยกันอย่างองอาจ พร้อมแล้วที่จะพลิกฟ้าระเบิดดิน สร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหล้า!
…..
“เชี่ย!?”
จู่ๆเจิงซูซูก็หลุดคำหยาบออกมาด้วยความตกใจสุดขีด
“ศิษย์น้องเจิง เกิดอะไรขึ้น?”
ฉีฮ่าวที่เพิ่งได้สติจากอาการเหม่อลอย เอ่ยถามด้วยความงุนงง
“ศิษย์พี่ฉีฮ่าว…ท่าน…ท่าน…ท่านดูนั่นเร็วเข้า!”
เจิงซูซูชี้นิ้วไปยังเบื้องหน้าด้วยอาการตื่นตระหนก
“หือ?”
ฉีฮ่าวขมวดคิ้วด้วยความสงสัย พลางมองตามนิ้วที่ชี้ไป และแล้ว...
“เชี่ย!”
แม้แต่ฉีฮ่าวเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะสบถคำหยาบออกมาเช่นกัน
ภาพที่ปรากฏแก่สายตา—คือร่างของเด็กหนุ่มและหญิงสาวที่กำลังเดินจับมือเคียงคู่กันไปเบื้องหน้า
คนหนึ่งสวมอาภรณ์สีครามบุคลิกสง่างามเปี่ยมด้วยความอิสระ อีกคนสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์บุคลิกเยือกเย็นดุจหิมะ
เมื่อได้ประจักษ์แก่สายตา
ทั้งเจิงซูซูและฉีฮ่าวต่างก็ยืนนิ่งงันราวกับถูกสาป ณ วินาทีนั้น พวกเขาหวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่เคยปรากฏใน 'ม่านสวรรค์' ขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ภาพของบุรุษในชุดสีครามผู้นั้นวนเวียนอยู่ในหัวสมองไม่จางหาย
หรือว่า...แท้จริงแล้ว เย่ฉางเฟิงก็คือ ‘เจ้านิกายชุดคราม’ ผู้เกรียงไกรที่ถูกเปิดเผยในม่านสวรรค์คนนั้น!?
ฉีฮ่าวและเจิงซูซูหันขวับมาสบตากันโดยพลัน
หัวใจของพวกเขากระตุกวูบและเต้นรัวแรงด้วยความตื่นตระหนกถึงขีดสุด
.………