เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 : การอวดของวิเศษของดรุณีผู้เย็นชา!

บทที่ 37 : การอวดของวิเศษของดรุณีผู้เย็นชา!

บทที่ 37 : การอวดของวิเศษของดรุณีผู้เย็นชา!


บทที่ 37 : การอวดของวิเศษของดรุณีผู้เย็นชา!

ยามอัสดง

ณ ตำหนักหยูชิง

เจ้านิกายเต้าเสวียนทอดสายตามองลู่เสวี่ยฉีด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างเอ็นดู

ทางด้านอาจารย์อย่างสุ่ยเยว่ ยิ่งพินิจมองศิษย์รักผู้นี้ก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจอย่างที่สุด

ศิษย์ของนางช่างดีพร้อมไปเสียทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นรูปโฉมที่งดงาม นิสัยใจคอที่เรียบร้อย พรสวรรค์ที่เลิศล้ำ แถมในอนาคตยังมีสามีที่ดีรออยู่...

ทันใดนั้น ความกังวลบางอย่างก็ผุดขึ้นในใจของสุ่ยเยว่

เฮ้อ...

ทำไมหนอ…ชีวิตในอดีตของนางถึงไม่ราบรื่นสมหวังดั่งเช่นศิษย์รักบ้างนะ

“ท่านลุงเจ้านิกาย”

ลู่เสวี่ยฉีย่อกายคารวะเจ้านิกายเต้าเสวียนอย่างนอบน้อม

“เด็กดี”

เจ้านิกายเต้าเสวียนยิ้มร่าพลางยื่นมือทำท่าประคองนางให้ลุกขึ้น

จากนั้นเขาก็ล้วงหยิบกระจกบานเล็กออกมาจากแขนเสื้อ มันคือรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศในการประลองเจ็ดสังกัดในครั้งนี้...

กระจกหกประสาน!

กระจกหกประสานนี้เป็นสมบัติวิเศษที่ตกทอดมาจาก ‘อู๋ฟางจื่อ’ ปรมาจารย์รุ่นที่สิบของนิกายชิงหยุน

มันมีรูปลักษณ์ดูเก่าแก่คลาสสิก ขอบทองสัมฤทธิ์ฉลุลาย ด้านบนสลักรูปมังกร ด้านล่างสลักรูปพยัคฆ์ บนตัวกระจกสลักทิศทั้งแปดแห่งปากั้ว ส่วนใจกลางกระจกนั้นขุ่นมัวเป็นสีเหลืองนวลจนมองไม่เห็นสิ่งใด

ว่ากันว่า...สมบัติชิ้นนี้มีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งเป็นเลิศ

ขอเพียงแค่ผู้ใช้มีพลังตบะที่กล้าแข็งพอ มันจะสามารถสะท้อนการโจมตีได้ทุกรูปแบบ...

แน่นอนว่า...คำกล่าวอ้างนี้ก็เป็นเพียงตำนานที่เล่าขานกันมาเท่านั้น

หากกระจกหกประสานเทพขนาดนั้นจริง เจ้านิกายเต้าเสวียนคงถือมันไว้แล้วกลายเป็นผู้ไร้เทียมทานไปนานแล้วกระมัง

“เสวี่ยฉี…รับไปสิ”

เจ้านิกายเต้าเสวียนส่งยิ้มบางๆพลางยื่นกระจกหกประสานส่งให้

เมื่อได้ยินดังนั้น ดรุณีสาวผู้เย็นชาก็กระพริบตาปริบๆ

นางรับกระจกหกประสานมาด้วยความคาดหวังเล็กๆในใจ พร้อมกับไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณ

“ขอบพระคุณท่านลุงเจ้านิกายที่เมตตามอบสมบัติวิเศษเจ้าค่ะ!”

ทว่าหลังจากได้รับกระจกหกประสานมาแล้ว...จิตใจของลู่เสวี่ยฉีกลับเริ่มล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

เพราะกระจกบานนี้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศของผู้ชนะเลิศเจ็ดสังกัด

ในเมื่อนางคว้าเกียรติยศนี้มาได้ สิ่งแรกที่นางคิดคือการนำมันไปแบ่งปันความปิติยินดีนี้ร่วมกับเย่ฉางเฟิง

สายตาของดรุณีสาวเริ่มเหม่อลอย

ดวงตาคู่งามจ้องมองตรงไปข้างหน้า ทว่าหัวใจของนางกลับล่องลอยไปไกลถึงที่ใดก็สุดจะรู้

“เสวี่ยฉี?”

เจ้านิกายเต้าเสวียนเอ่ยเรียกนางอยู่หลายครั้ง

แต่ผลลัพธ์คือ...เขาไม่ได้รับคำตอบใดๆกลับมา

เห็นเพียงลู่เสวี่ยฉียืนนิ่งค้างอยู่ที่เดิม ใบหน้างดงามไร้ที่ตินั้นเรียบเฉย นัยน์ตาที่เคยใสกระจ่างกลับดูว่างเปล่าราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

….

“อะแฮ่ม”

สุ่ยเยว่อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย นางจึงเอ่ยเรียกเสียงเรียบ

“ฉีเอ๋อร์”

“คะ…คะ?”

ลู่เสวี่ยฉีสะดุ้งโหยง ดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น เจ้านิกายเต้าเสวียนก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าหัวเราะเบาๆ

เขาไม่ได้ถือสาอาการเหม่อลอยของนาง แต่กลับถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า

“เสวี่ยฉี ข้ามีเรื่องอยากจะถามเจ้าสักหน่อย”

“เชิญท่านลุงเจ้านิกายถามมาได้เลยเจ้าค่ะ”

ใบหน้างามของลู่เสวี่ยฉีขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อยด้วยความเขินอายที่เผลอใจลอย

“คืออย่างนี้นะ...”

“สองวันนี้เจ้าคงได้สังเกตเห็นศิษย์ยอดฝีมือจากทั้งเจ็ดสังกัดมาบ้างแล้ว…

“เจ้า…พอจะระแคะระคายถึงตัวตนที่แท้จริงของ ‘เขา’ คนนั้นบ้างหรือไม่?”

เขา?

หัวใจของลู่เสวี่ยฉีกระตุกวูบ

นางย่อมรู้อยู่เต็มอกว่า ‘เขา’ ที่เจ้านิกายเต้าเสวียนเอ่ยถึงคือผู้ใด แต่เพราะเย่ฉางเฟิงเคยกำชับนางไว้ล่วงหน้าว่าในนิกายชิงหยุนมีไส้ศึกแฝงตัวอยู่

ดังนั้น นางจึงตัดสินใจที่จะโกหกคำโตออกไป

ลู่เสวี่ยฉีกระพริบตาเบาๆก่อนตอบเสียงใส

“เรียนท่านลุงเจ้านิกาย ศิษย์ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆเจ้าค่ะ”

“อย่างนั้นรึ?”

เจ้านิกายเต้าเสวียนพยักหน้าด้วยรอยยิ้มละมุน

เขาปรายตามองลู่เสวี่ยฉีแวบหนึ่ง ทว่าเลือกที่จะไม่ซักไซ้ไล่เลียงในเรื่องนี้ต่อ

ฝ่ายสุ่ยเยว่ได้แต่ลอบถอนหายใจด้วยความระอาปนเอ็นดู

เด็กโง่...

เวลาเจ้าโกหกช่วยอย่ากระพริบตาถี่ๆแบบนั้นจะได้ไหม

ถึงกระนั้น นางก็ไม่ได้คิดจะเปิดโปงศิษย์รักของตนแต่อย่างใด ทำเพียงแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นและเบือนหน้ามองไปทางอื่นเสีย

เจ้านิกายเต้าเสวียนยังคงสนทนากับลู่เสวี่ยฉีต่ออีกครู่ใหญ่ จนกระทั่งสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะมีอาการใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จึงได้โบกมืออนุญาตให้นางกลับไปพักผ่อนได้...

เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูตำหนักหยกชิง ลู่เสวี่ยฉีแหงนหน้ามองท้องฟ้า พบว่าเวลายังไม่ดึกมากนัก นางจึงไม่ได้จากไปในทันที หากแต่ยืนรออาจารย์ของตนอยู่ ณ ตรงนั้น

นางเฝ้ารอแล้วรอเล่า...ท้องฟ้าเริ่มมืดสนิทลงเรื่อยๆ

ความร้อนรนเริ่มเกาะกุมจิตใจของลู่เสวี่ยฉี และในจังหวะนั้นเอง สุ่ยเยว่ก็ค่อยๆเยื้องย่างออกมาจากตำหนักหยกชิงอย่างเชื่องช้า

“ท่านอาจารย์”

ลู่เสวี่ยฉีย่อกายคารวะอย่างนอบน้อม

จากนั้นนางก็กระพริบตาปริบๆแสร้งทำสีหน้าขึงขังจริงจังกล่าวว่า

“ศิษย์รู้สึกง่วงนอนแล้ว จึงอยากจะขอกลับไปพักผ่อนเจ้าค่ะ”

เจ้า…ง่วงจริงๆหรือ?

สุ่ยเยว่ปรายตามองศิษย์รักตัวน้อยของตน นางคร้านที่จะเปิดโปงคำโกหกตื้นๆนั่น

ง่วงนอนอะไรกัน…ข้าว่าเจ้ากำลังคิดถึงบุรุษเสียมากกว่ากระมัง!

สุ่ยเยว่ลังเลอยู่ชั่วอึดใจ ท้ายที่สุดก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรมากความ เพียงแค่โบกมือเบาๆแล้วกล่าวว่า

“เช่นนั้นเจ้าก็กลับไปพักผ่อนเถอะ ไม่ต้องมาคอยปรนนิบัติข้าที่นี่แล้ว”

“เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์”

ลู่เสวี่ยฉีรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะแสร้งทำทีเป็นเดินมุ่งหน้ากลับไปยังเรือนพัก

ทว่าเพียงคล้อยหลังไม่นาน นางก็ลอบเปลี่ยนเส้นทาง อ้อมไปยังสถานที่นัดพบเมื่อคืนวาน ซึ่งเป็นจุดที่นางได้พบกับเย่ฉางเฟิง

และเป็นดังคาด…

นางพบเย่ฉางเฟิงยืนรออยู่ ณ ที่แห่งนั้น

ดรุณีสาวผู้มีบุคลิกเย็นชาบัดนี้กลับทำท่าทางลับๆล่อๆราวกับขโมย นางเหลียวซ้ายแลขวาจนมั่นใจว่าไร้ผู้คน จึงค่อยๆย่องเข้าไปหาเขาอย่างระมัดระวัง

เย่ฉางเฟิงชะงักไปเล็กน้อย

หูแว่วเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านหลัง เขาก็รู้ได้ทันทีว่าว่าที่ภรรยาตัวน้อยมาถึงแล้ว...

ทว่า…ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากทักทาย

ลู่เสวี่ยฉีก็รีบปรี่เข้ามาคว้าตัวเขา แล้วฉุดลากให้วิ่งเข้าไปในป่าเล็กข้างทางอย่างรวดเร็ว

การกระทำนั้นเล่นเอาเย่ฉางเฟิงตะลึงงันไปชั่วครู่ ก่อนจะส่ายหน้าหัวเราะออกมาเบาๆ

เขาเข้าใจดีว่านางคงกลัวใครมาพบเข้า ทั้งสองจึงพากันมุดหายเข้าไปในแมกไม้อันร่มรื่น

เมื่อเข้ามาอยู่ภายในป่าทึบ หัวใจของดรุณีสาวก็เต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ

ใบหน้างามแดงปลั่งด้วยเลือดฝาด นี่นับเป็นครั้งแรกที่นางกล้าทำเรื่องอุกอาจและบ้าบิ่นถึงเพียงนี้…

ความจริงแล้ว นางมิได้หวาดกลัวว่าผู้ใดจะล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ลับๆระหว่างนางกับเขา หากแต่สิ่งที่นางกังวลใจยิ่งกว่า คือเกรงว่าตัวตนที่แท้จริงของเย่ฉางเฟิงจะถูกเปิดโปงต่างหาก...

ที่นางยอมทำเรื่องบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ ทั้งหมดก็เพื่อปกป้องเขาเพียงคนเดียว

...

ราตรีมาเยือน

สายลมยามค่ำคืนพัดโชยแผ่วเบา แสงจันทร์นวลตาสาดส่องลงมาอย่างเป็นใจ

เส้นผมดำขลับของดรุณีผู้เยือกเย็นปลิวไสวไปตามแรงลม ชายกระโปรงชุดขาวพลิ้วไหวราวกับผีเสื้อเริงระบำ

ใบหน้าอันสมบูรณ์แบบของนางเมื่อต้องแสงจันทร์ยิ่งดูงดงามจับตา ผิวพรรณขาวผ่องเนียนละเอียดดุจกระเบื้องเคลือบ ไร้ซึ่งตำหนิใดๆให้ระคายตา

นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ด้วยส่วนสูงที่น้อยกว่าเย่ฉางเฟิงอยู่เกือบครึ่งศีรษะ

ดวงตาคู่สวยที่เคยเย็นชา บัดนี้กลับทอประกายระยับราวกับดวงดาว

นางจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะล้วงหยิบสิ่งของบางอย่างออกมาจากด้านหลังราวกับเด็กน้อยที่ต้องการอวดของเล่นชิ้นโปรด

มันคือเกียรติยศแห่งผู้ชนะเลิศเจ็ดสังกัด…กระจกหกประสาน!

“ดูสิ!”

หญิงสาวยื่นกระจกออกมาอวดด้วยความภาคภูมิใจ

น้ำเสียงของนางแม้จะยังคงความเย็นชาตามปกติ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความออดอ้อนนุ่มนวลอย่างน่าประหลาด

ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง ร่างในชุดขาวที่พลิ้วไหว เส้นผมที่ลู่ลม แววตาที่เป็นประกาย และพวงแก้มที่แดงระเรื่อ

ภาพลักษณ์ของนางในยามนี้ ช่างดูงดงามบริสุทธิ์และเจิดจรัสราวกับ 'แสงจันทร์ขาว' ในดวงใจอย่างแท้จริง

เปล่งประกายระยิบระยับจับตา

ในวินาทีนั้น เย่ฉางเฟิงถึงกับตะลึงลานไปชั่วขณะ

เขาได้แต่ยืนจ้องมองดรุณีตรงหน้าอย่างเหม่อลอย หัวใจพลันเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่

ส่วนหญิงสาวยื่นกระจกหกประสานให้ดูพลางเอ่ยย้ำ

“ดูดีๆสิ!”

“สวยจริงๆ!”

เด็กหนุ่มตอบกลับพลางจ้องมองใบหน้าของนางไม่วางตา

สิ่งที่เขาชมว่าสวยนั้นคือคนหรือของ?

คำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว…

เเละเมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เสวี่ยฉีก็เอียงคออย่างงุนงงเล็กน้อย ก่อนจะสังเกตเห็นว่าสายตาของเย่ฉางเฟิงไม่ได้มองที่กระจกเลย แต่กลับจับจ้องมาที่ตัวนางเพียงอย่างเดียว

ใบหน้างามพลันร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ความขัดเขินแล่นริ้วเข้าสู่หัวใจ แต่นางก็ยังแสร้งทำเป็นโมโหกลบเกลื่อน

“ข้าให้เจ้าดูระจกหก...”

ทว่า…ยังไม่ทันที่นางจะกล่าวจบประโยค ร่างของเย่ฉางเฟิงก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวในพริบตา

“ฟึ่บ!”

ฝ่ามือหนารวบเอวบางของนางเข้ามาแนบชิด

จากนั้น...ริมฝีปากนุ่มนิ่มก็ถูกปิดผนึกด้วยจุมพิตอันร้อนแรงในทันที

“อื้อ!!!”

.......................

จบบทที่ บทที่ 37 : การอวดของวิเศษของดรุณีผู้เย็นชา!

คัดลอกลิงก์แล้ว