- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 37 : การอวดของวิเศษของดรุณีผู้เย็นชา!
บทที่ 37 : การอวดของวิเศษของดรุณีผู้เย็นชา!
บทที่ 37 : การอวดของวิเศษของดรุณีผู้เย็นชา!
บทที่ 37 : การอวดของวิเศษของดรุณีผู้เย็นชา!
ยามอัสดง
ณ ตำหนักหยูชิง
เจ้านิกายเต้าเสวียนทอดสายตามองลู่เสวี่ยฉีด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างเอ็นดู
ทางด้านอาจารย์อย่างสุ่ยเยว่ ยิ่งพินิจมองศิษย์รักผู้นี้ก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจอย่างที่สุด
ศิษย์ของนางช่างดีพร้อมไปเสียทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นรูปโฉมที่งดงาม นิสัยใจคอที่เรียบร้อย พรสวรรค์ที่เลิศล้ำ แถมในอนาคตยังมีสามีที่ดีรออยู่...
ทันใดนั้น ความกังวลบางอย่างก็ผุดขึ้นในใจของสุ่ยเยว่
เฮ้อ...
ทำไมหนอ…ชีวิตในอดีตของนางถึงไม่ราบรื่นสมหวังดั่งเช่นศิษย์รักบ้างนะ
“ท่านลุงเจ้านิกาย”
ลู่เสวี่ยฉีย่อกายคารวะเจ้านิกายเต้าเสวียนอย่างนอบน้อม
“เด็กดี”
เจ้านิกายเต้าเสวียนยิ้มร่าพลางยื่นมือทำท่าประคองนางให้ลุกขึ้น
จากนั้นเขาก็ล้วงหยิบกระจกบานเล็กออกมาจากแขนเสื้อ มันคือรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศในการประลองเจ็ดสังกัดในครั้งนี้...
กระจกหกประสาน!
กระจกหกประสานนี้เป็นสมบัติวิเศษที่ตกทอดมาจาก ‘อู๋ฟางจื่อ’ ปรมาจารย์รุ่นที่สิบของนิกายชิงหยุน
มันมีรูปลักษณ์ดูเก่าแก่คลาสสิก ขอบทองสัมฤทธิ์ฉลุลาย ด้านบนสลักรูปมังกร ด้านล่างสลักรูปพยัคฆ์ บนตัวกระจกสลักทิศทั้งแปดแห่งปากั้ว ส่วนใจกลางกระจกนั้นขุ่นมัวเป็นสีเหลืองนวลจนมองไม่เห็นสิ่งใด
ว่ากันว่า...สมบัติชิ้นนี้มีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งเป็นเลิศ
ขอเพียงแค่ผู้ใช้มีพลังตบะที่กล้าแข็งพอ มันจะสามารถสะท้อนการโจมตีได้ทุกรูปแบบ...
แน่นอนว่า...คำกล่าวอ้างนี้ก็เป็นเพียงตำนานที่เล่าขานกันมาเท่านั้น
หากกระจกหกประสานเทพขนาดนั้นจริง เจ้านิกายเต้าเสวียนคงถือมันไว้แล้วกลายเป็นผู้ไร้เทียมทานไปนานแล้วกระมัง
“เสวี่ยฉี…รับไปสิ”
เจ้านิกายเต้าเสวียนส่งยิ้มบางๆพลางยื่นกระจกหกประสานส่งให้
เมื่อได้ยินดังนั้น ดรุณีสาวผู้เย็นชาก็กระพริบตาปริบๆ
นางรับกระจกหกประสานมาด้วยความคาดหวังเล็กๆในใจ พร้อมกับไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณ
“ขอบพระคุณท่านลุงเจ้านิกายที่เมตตามอบสมบัติวิเศษเจ้าค่ะ!”
ทว่าหลังจากได้รับกระจกหกประสานมาแล้ว...จิตใจของลู่เสวี่ยฉีกลับเริ่มล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เพราะกระจกบานนี้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศของผู้ชนะเลิศเจ็ดสังกัด
ในเมื่อนางคว้าเกียรติยศนี้มาได้ สิ่งแรกที่นางคิดคือการนำมันไปแบ่งปันความปิติยินดีนี้ร่วมกับเย่ฉางเฟิง
สายตาของดรุณีสาวเริ่มเหม่อลอย
ดวงตาคู่งามจ้องมองตรงไปข้างหน้า ทว่าหัวใจของนางกลับล่องลอยไปไกลถึงที่ใดก็สุดจะรู้
“เสวี่ยฉี?”
เจ้านิกายเต้าเสวียนเอ่ยเรียกนางอยู่หลายครั้ง
แต่ผลลัพธ์คือ...เขาไม่ได้รับคำตอบใดๆกลับมา
เห็นเพียงลู่เสวี่ยฉียืนนิ่งค้างอยู่ที่เดิม ใบหน้างดงามไร้ที่ตินั้นเรียบเฉย นัยน์ตาที่เคยใสกระจ่างกลับดูว่างเปล่าราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
….
“อะแฮ่ม”
สุ่ยเยว่อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย นางจึงเอ่ยเรียกเสียงเรียบ
“ฉีเอ๋อร์”
“คะ…คะ?”
ลู่เสวี่ยฉีสะดุ้งโหยง ดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น เจ้านิกายเต้าเสวียนก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าหัวเราะเบาๆ
เขาไม่ได้ถือสาอาการเหม่อลอยของนาง แต่กลับถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“เสวี่ยฉี ข้ามีเรื่องอยากจะถามเจ้าสักหน่อย”
“เชิญท่านลุงเจ้านิกายถามมาได้เลยเจ้าค่ะ”
ใบหน้างามของลู่เสวี่ยฉีขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อยด้วยความเขินอายที่เผลอใจลอย
“คืออย่างนี้นะ...”
“สองวันนี้เจ้าคงได้สังเกตเห็นศิษย์ยอดฝีมือจากทั้งเจ็ดสังกัดมาบ้างแล้ว…
“เจ้า…พอจะระแคะระคายถึงตัวตนที่แท้จริงของ ‘เขา’ คนนั้นบ้างหรือไม่?”
เขา?
หัวใจของลู่เสวี่ยฉีกระตุกวูบ
นางย่อมรู้อยู่เต็มอกว่า ‘เขา’ ที่เจ้านิกายเต้าเสวียนเอ่ยถึงคือผู้ใด แต่เพราะเย่ฉางเฟิงเคยกำชับนางไว้ล่วงหน้าว่าในนิกายชิงหยุนมีไส้ศึกแฝงตัวอยู่
ดังนั้น นางจึงตัดสินใจที่จะโกหกคำโตออกไป
ลู่เสวี่ยฉีกระพริบตาเบาๆก่อนตอบเสียงใส
“เรียนท่านลุงเจ้านิกาย ศิษย์ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆเจ้าค่ะ”
“อย่างนั้นรึ?”
เจ้านิกายเต้าเสวียนพยักหน้าด้วยรอยยิ้มละมุน
เขาปรายตามองลู่เสวี่ยฉีแวบหนึ่ง ทว่าเลือกที่จะไม่ซักไซ้ไล่เลียงในเรื่องนี้ต่อ
ฝ่ายสุ่ยเยว่ได้แต่ลอบถอนหายใจด้วยความระอาปนเอ็นดู
เด็กโง่...
เวลาเจ้าโกหกช่วยอย่ากระพริบตาถี่ๆแบบนั้นจะได้ไหม
ถึงกระนั้น นางก็ไม่ได้คิดจะเปิดโปงศิษย์รักของตนแต่อย่างใด ทำเพียงแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นและเบือนหน้ามองไปทางอื่นเสีย
เจ้านิกายเต้าเสวียนยังคงสนทนากับลู่เสวี่ยฉีต่ออีกครู่ใหญ่ จนกระทั่งสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะมีอาการใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จึงได้โบกมืออนุญาตให้นางกลับไปพักผ่อนได้...
เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูตำหนักหยกชิง ลู่เสวี่ยฉีแหงนหน้ามองท้องฟ้า พบว่าเวลายังไม่ดึกมากนัก นางจึงไม่ได้จากไปในทันที หากแต่ยืนรออาจารย์ของตนอยู่ ณ ตรงนั้น
นางเฝ้ารอแล้วรอเล่า...ท้องฟ้าเริ่มมืดสนิทลงเรื่อยๆ
ความร้อนรนเริ่มเกาะกุมจิตใจของลู่เสวี่ยฉี และในจังหวะนั้นเอง สุ่ยเยว่ก็ค่อยๆเยื้องย่างออกมาจากตำหนักหยกชิงอย่างเชื่องช้า
“ท่านอาจารย์”
ลู่เสวี่ยฉีย่อกายคารวะอย่างนอบน้อม
จากนั้นนางก็กระพริบตาปริบๆแสร้งทำสีหน้าขึงขังจริงจังกล่าวว่า
“ศิษย์รู้สึกง่วงนอนแล้ว จึงอยากจะขอกลับไปพักผ่อนเจ้าค่ะ”
เจ้า…ง่วงจริงๆหรือ?
สุ่ยเยว่ปรายตามองศิษย์รักตัวน้อยของตน นางคร้านที่จะเปิดโปงคำโกหกตื้นๆนั่น
ง่วงนอนอะไรกัน…ข้าว่าเจ้ากำลังคิดถึงบุรุษเสียมากกว่ากระมัง!
สุ่ยเยว่ลังเลอยู่ชั่วอึดใจ ท้ายที่สุดก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรมากความ เพียงแค่โบกมือเบาๆแล้วกล่าวว่า
“เช่นนั้นเจ้าก็กลับไปพักผ่อนเถอะ ไม่ต้องมาคอยปรนนิบัติข้าที่นี่แล้ว”
“เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์”
ลู่เสวี่ยฉีรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะแสร้งทำทีเป็นเดินมุ่งหน้ากลับไปยังเรือนพัก
ทว่าเพียงคล้อยหลังไม่นาน นางก็ลอบเปลี่ยนเส้นทาง อ้อมไปยังสถานที่นัดพบเมื่อคืนวาน ซึ่งเป็นจุดที่นางได้พบกับเย่ฉางเฟิง
และเป็นดังคาด…
นางพบเย่ฉางเฟิงยืนรออยู่ ณ ที่แห่งนั้น
ดรุณีสาวผู้มีบุคลิกเย็นชาบัดนี้กลับทำท่าทางลับๆล่อๆราวกับขโมย นางเหลียวซ้ายแลขวาจนมั่นใจว่าไร้ผู้คน จึงค่อยๆย่องเข้าไปหาเขาอย่างระมัดระวัง
เย่ฉางเฟิงชะงักไปเล็กน้อย
หูแว่วเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านหลัง เขาก็รู้ได้ทันทีว่าว่าที่ภรรยาตัวน้อยมาถึงแล้ว...
ทว่า…ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากทักทาย
ลู่เสวี่ยฉีก็รีบปรี่เข้ามาคว้าตัวเขา แล้วฉุดลากให้วิ่งเข้าไปในป่าเล็กข้างทางอย่างรวดเร็ว
การกระทำนั้นเล่นเอาเย่ฉางเฟิงตะลึงงันไปชั่วครู่ ก่อนจะส่ายหน้าหัวเราะออกมาเบาๆ
เขาเข้าใจดีว่านางคงกลัวใครมาพบเข้า ทั้งสองจึงพากันมุดหายเข้าไปในแมกไม้อันร่มรื่น
เมื่อเข้ามาอยู่ภายในป่าทึบ หัวใจของดรุณีสาวก็เต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ
ใบหน้างามแดงปลั่งด้วยเลือดฝาด นี่นับเป็นครั้งแรกที่นางกล้าทำเรื่องอุกอาจและบ้าบิ่นถึงเพียงนี้…
ความจริงแล้ว นางมิได้หวาดกลัวว่าผู้ใดจะล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ลับๆระหว่างนางกับเขา หากแต่สิ่งที่นางกังวลใจยิ่งกว่า คือเกรงว่าตัวตนที่แท้จริงของเย่ฉางเฟิงจะถูกเปิดโปงต่างหาก...
ที่นางยอมทำเรื่องบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ ทั้งหมดก็เพื่อปกป้องเขาเพียงคนเดียว
...
ราตรีมาเยือน
สายลมยามค่ำคืนพัดโชยแผ่วเบา แสงจันทร์นวลตาสาดส่องลงมาอย่างเป็นใจ
เส้นผมดำขลับของดรุณีผู้เยือกเย็นปลิวไสวไปตามแรงลม ชายกระโปรงชุดขาวพลิ้วไหวราวกับผีเสื้อเริงระบำ
ใบหน้าอันสมบูรณ์แบบของนางเมื่อต้องแสงจันทร์ยิ่งดูงดงามจับตา ผิวพรรณขาวผ่องเนียนละเอียดดุจกระเบื้องเคลือบ ไร้ซึ่งตำหนิใดๆให้ระคายตา
นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ด้วยส่วนสูงที่น้อยกว่าเย่ฉางเฟิงอยู่เกือบครึ่งศีรษะ
ดวงตาคู่สวยที่เคยเย็นชา บัดนี้กลับทอประกายระยับราวกับดวงดาว
นางจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะล้วงหยิบสิ่งของบางอย่างออกมาจากด้านหลังราวกับเด็กน้อยที่ต้องการอวดของเล่นชิ้นโปรด
มันคือเกียรติยศแห่งผู้ชนะเลิศเจ็ดสังกัด…กระจกหกประสาน!
“ดูสิ!”
หญิงสาวยื่นกระจกออกมาอวดด้วยความภาคภูมิใจ
น้ำเสียงของนางแม้จะยังคงความเย็นชาตามปกติ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความออดอ้อนนุ่มนวลอย่างน่าประหลาด
ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง ร่างในชุดขาวที่พลิ้วไหว เส้นผมที่ลู่ลม แววตาที่เป็นประกาย และพวงแก้มที่แดงระเรื่อ
ภาพลักษณ์ของนางในยามนี้ ช่างดูงดงามบริสุทธิ์และเจิดจรัสราวกับ 'แสงจันทร์ขาว' ในดวงใจอย่างแท้จริง
เปล่งประกายระยิบระยับจับตา
ในวินาทีนั้น เย่ฉางเฟิงถึงกับตะลึงลานไปชั่วขณะ
เขาได้แต่ยืนจ้องมองดรุณีตรงหน้าอย่างเหม่อลอย หัวใจพลันเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่
ส่วนหญิงสาวยื่นกระจกหกประสานให้ดูพลางเอ่ยย้ำ
“ดูดีๆสิ!”
“สวยจริงๆ!”
เด็กหนุ่มตอบกลับพลางจ้องมองใบหน้าของนางไม่วางตา
สิ่งที่เขาชมว่าสวยนั้นคือคนหรือของ?
คำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว…
เเละเมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เสวี่ยฉีก็เอียงคออย่างงุนงงเล็กน้อย ก่อนจะสังเกตเห็นว่าสายตาของเย่ฉางเฟิงไม่ได้มองที่กระจกเลย แต่กลับจับจ้องมาที่ตัวนางเพียงอย่างเดียว
ใบหน้างามพลันร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ความขัดเขินแล่นริ้วเข้าสู่หัวใจ แต่นางก็ยังแสร้งทำเป็นโมโหกลบเกลื่อน
“ข้าให้เจ้าดูระจกหก...”
ทว่า…ยังไม่ทันที่นางจะกล่าวจบประโยค ร่างของเย่ฉางเฟิงก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวในพริบตา
“ฟึ่บ!”
ฝ่ามือหนารวบเอวบางของนางเข้ามาแนบชิด
จากนั้น...ริมฝีปากนุ่มนิ่มก็ถูกปิดผนึกด้วยจุมพิตอันร้อนแรงในทันที
“อื้อ!!!”
.......................