- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 21: เปิดม่านฟ้าครั้งใหม่! สำนักเสวียนชา?
บทที่ 21: เปิดม่านฟ้าครั้งใหม่! สำนักเสวียนชา?
บทที่ 21: เปิดม่านฟ้าครั้งใหม่! สำนักเสวียนชา?
บทที่ 21: เปิดม่านฟ้าครั้งใหม่! สำนักเสวียนชา?
ฟุ่บ—
เด็กหนุ่มและเด็กสาวสบสายตากันและกันผ่านฝูงชนที่ขวางกั้น
แม้ว่าเสียงจอแจรอบกายจะดังเซ็งแซ่เพียงใด แต่ทั้งสองกลับมิได้ใส่ใจแม้แต่น้อย
ในดวงตาของพวกเขาราวกับมีเพียงการดำรงอยู่ของอีกฝ่ายเท่านั้น...
"เขาคนนั้น!"
"ต้องเป็นเขาอย่างแน่นอน!"
หัวใจของลู่เสวี่ยฉีพลันสั่นไหวเล็กน้อย
นัยน์ตาอันเย็นชาใสกระจ่างของนางคล้ายกับน้ำในฤดูใบไม้ร่วงที่เริ่มละลาย
ขณะเดียวกันภาพความทรงจำในค่ำคืนนั้นก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างไม่ขาดสาย ถึงแม้ว่านางจะไม่ได้เห็นใบหน้าของ 'เขา' ด้วยตาของตนเอง แต่ทว่าภาพเงาร่างของเขากลับถูกสลักลึกลงไปในจิตใจของนางแล้ว...
และในตอนนี้...
ทันทีที่ได้เห็นเย่ฉางเฟิง
ลู่เสวี่ยฉีก็จดจำได้ในทันทีว่าเขาคือเงาร่างในอาภรณ์สีครามที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือนางในค่ำคืนนั้น เขา...
ก็คือเจ้าสำนักชิงหยุนในอนาคตนั่นเอง!
และในขณะเดียวกัน...ก็คือสามีที่นางยังไม่เคยได้พบหน้า!
ไม่สิ!
ไม่ควรจะพูดว่ายังไม่เคยพบหน้า
เพราะว่า...ตอนนี้พวกเขาได้พบกันแล้ว
"หืม?"
"จำข้าได้แล้วรึ?" เย่ฉางเฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ในใจของเขายังคงรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
ไม่นึกเลยว่าลู่เสวี่ยฉีจะสามารถจดจำเขาได้จากเพียงแค่เงาร่างจริงๆ
….
ฟุ่บ!
และในตอนนั้นเอง พลันปรากฏร่างของศิษย์จากยอดเขาธงสวรรค์คนหนึ่งที่เหินบินลงมาอยู่เบื้องบนของทุกคน พลางเปล่งเสียงอันดังกังวานไปทั่วทั้งลานกว้าง:
"เรียนศิษย์น้องทั้งหลาย"
"ท่านเจ้าสำนักและท่านอาจารย์ลุงทุกท่านได้รอคอยอยู่ที่ตำหนักหยูชิงมานานแล้ว ขอให้ทุกคนเข้าสู่ตำหนักอย่างเป็นระเบียบด้วย"
สิ้นเสียงประกาศนั้น บรรยากาศในลานกว้างก็พลันอึกทึกครึกโครมขึ้นมาทันที
ฝูงชนเริ่มเคลื่อนไหวโกลาหล ผู้คนเบียดเสียดกันไปมาจนแถวที่เคยจัดไว้อย่างเป็นระเบียบถูกสลายลงในพริบตา
ร่างของเย่ฉางเฟิงถูกคลื่นฝูงชนกลืนหายเข้าไป และในเวลาไม่นาน...เขาก็หายไปจากสายตา
ลู่เสวี่ยฉีชะงักงันไปเล็กน้อย
นางรีบกวาดสายตามองไปทั่วฝูงชน แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงไม่เห็นเงาร่างของเย่ฉางเฟิงอยู่ดี
"ศิษย์พี่หญิง"
ลู่เสวี่ยฉีเอื้อมมือไปดึงแขนเสื้อของเหวินหมิ่นเบาๆ
"หืม?" เหวินหมิ่นหันกลับมามองลู่เสวี่ยฉี พร้อมกับเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
"มีอันใดรึ? เสวี่ยฉี"
ลู่เสวี่ยฉีเม้มริมฝีปากเล็กน้อย
ในใจของนางอยากจะถามถึงตัวตนของ 'เขา' ผ่านทางเหวินหมิ่น
แต่เมื่อคิดทบทวนอีกครั้ง…'เขา' คงจะไม่อยากเปิดเผยตัวตนสินะ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่เสวี่ยฉีจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง และในที่สุด นางก็ส่ายศีรษะเบาๆ พลางตอบ
"ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ"
...
เหล่าศิษย์สำนักชิงหยุนผู้เข้าร่วมประลองเจ็ดยอดเขาต่างทยอยเดินเข้าสู่ตำหนักหยูชิง
เนื่องจากการประลองในครั้งนี้ใช้วิธีการจับสลาก
ดังนั้น ทุกคนจึงต้องเดินขึ้นไปจับสลากเพื่อใช้หมายเลขที่ได้มาเป็นตัวกำหนดคู่ต่อสู้ของตนเอง
ลู่เสวี่ยฉีกำลังยืนอยู่ข้างกายของสุ่ยเยว่ ในมือของนางกำสลากหมายเลขหนึ่งไว้แน่น ขณะที่ดวงตาก็กวาดมองไปรอบๆ ตำหนักหยูชิงอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งในที่สุด...นางก็ได้เห็น 'เขา' อีกครั้งท่ามกลางฝูงชน
ลู่เสวี่ยฉีชะงักไปครู่หนึ่ง
นางเอาแต่จ้องมองเย่ฉางเฟิงอย่างไม่วางตา ดวงตาอันเย็นชาใสกระจ่างนั้นไม่แม้แต่จะกะพริบ จนทำให้ดูน่ารักน่าเอ็นดูอย่างน่าประหลาด ราวกับกำลังจะพูดว่า:
"ข้าจำท่านได้แล้วนะ!!!"
เย่ฉางเฟิงดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น และสบเข้ากับสายตาของเด็กสาวผู้เย็นชาที่อยู่ไม่ไกลในทันที
และในจังหวะนั้นเอง พลันมีเสียงเรียกดังขึ้นข้างหูของเขา
"เย่ฉางเฟิง!"
​
ปรากฏร่างของเด็กสาวผู้ร่าเริงสดใสคนหนึ่งกำลังกระโดดเข้ามาหาเย่ฉางเฟิงด้วยท่าทีดีใจ ก่อนจะยื่นศีรษะเข้ามาใกล้ จนทำให้ทั้งสองแทบจะชิดติดกัน
"เจ้าจับได้หมายเลขอะไรหรือ?"
เย่ฉางเฟิงละสายตากลับมา
จากนั้นจึงยื่นสลากในมือของตนให้กับเถียนหลิงเอ๋อร์
เพียงแต่ว่า เขาดูเหมือนจะไม่ได้สังเกตเลยว่า...สีหน้าของลู่เสวี่ยฉีได้เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นแล้ว
บนแท่นประธาน
ลู่เสวี่ยฉีเห็นภาพของเย่ฉางเฟิงกับเถียนหลิงเอ๋อร์ที่แทบจะยืนชิดติดกันกับตาของตนเอง…นางจึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย
แน่นอนว่าลู่เสวี่ยฉีรู้จักเถียนหลิงเอ๋อร์ และในวินาทีที่นางเห็นเถียนหลิงเอ๋อร์ นางก็เข้าใจในทันทีว่าเย่ฉางเฟิงคือศิษย์จากยอดเขาไผ่ใหญ่...
เพียงแต่ว่า…
ความสัมพันธ์ของเย่ฉางเฟิงกับเถียนหลิงเอ๋อร์ดูเหมือนจะดีมากทีเดียว
ดีมากจนทำให้นางรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง...
เด็กสาวผู้เย็นชาค่อยๆ กัดริมฝีปากของตนเองเบาๆ
นางค่อยๆ ละสายตากลับมาอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับกลับไปมีท่าทีเย็นชาดังเดิม ราวกับว่าไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
แต่ทว่า...
แท้จริงแล้วนางใส่ใจหรือไม่?
เห็นทีว่าเรื่องนี้คงจะมีเพียงนางเท่านั้นที่รู้คำตอบ!
...
บนแท่นประธาน
เหล่าเจ้ายอดเขาทั้งเจ็ดยอดเขาสบตากัน
พวกเขาแตกต่างจากศิษย์ที่อยู่เบื้องล่าง เพราะพวกเขาไม่ได้ให้ความสนใจกับการประลองในครั้งนี้มากนัก เนื่องจากกำลังจะมีเรื่องที่สำคัญกว่าเกิดขึ้น...
"ถ้าคำนวณจากเวลาแล้ว"
"ก็น่าจะใกล้แล้วล่ะ"
เจ้านิกายเต้าเสวียนกล่าวขึ้นมาลอยๆ
เมื่อได้ยินดังนั้น เจ้ายอดเขาคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างต่างก็เข้าใจความหมายในทันที
พวกเขาจึงหันไปมองท้องฟ้านอกตำหนักหยูชิงโดยสัญชาตญาณ
ครืนนน—
และในวินาทีนั้นเอง
บนท้องฟ้านภากาศนอกตำหนักหยูชิง พลันเกิดลมพายุพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ทั้งยังมีสายฟ้าฟาดแปลบปลาบ ปรากฏการณ์ฟ้าดินอันน่าสะพรึงกลัวได้อุบัติขึ้น
พลังอำนาจอันไร้ขีดจำกัดแห่งธรรมชาติได้แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งดินแดนเสินโจว
ในชั่วพริบตานั้น ศิษย์สำนักชิงหยุนทุกคนต่างตกตะลึง
พวกเขาพากันหันไปมองท้องฟ้านอกตำหนักหยูชิง และได้เห็นม่านฟ้าอันโอ่อ่าและเก่าแก่กำลังคลี่ขยายออกอย่างช้าๆ
"ม่านฟ้างั้นรึ?"
"นี่คือการเปิดม่านฟ้ารอบที่สองเริ่มต้นขึ้นแล้ว!"
เหล่าศิษย์สำนักชิงหยุนเริ่มตั้งสติได้
เมื่อคำนวณเวลาดูแล้ว บัดนี้ก็เป็นเวลาสามเดือนพอดี
ม่านฟ้ารอบที่สองได้ปรากฏขึ้นต่อหน้าสายตาของชาวโลกอย่างเป็นทางการแล้ว
ท่ามกลางฝูงชน เย่ฉางเฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เขามองขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องบนด้วยความสงสัย พร้อมกับครุ่นคิดว่าม่านฟ้าในรอบนี้จะเปิดเผยข้อมูลอะไรออกมาบ้าง...
….
บนแท่นประธาน
สีหน้าของเจ้ายอดเขาทั้งเจ็ดยอดเขาพลันเคร่งขรึมลงเล็กน้อย
พวกเขาลุกขึ้นยืนพร้อมกันในทันที ก่อนจะปรากฏตัวอยู่นอกตำหนักหยูชิงในชั่วพริบตา
ลู่เสวี่ยฉีเม้มริมฝีปากเบาๆ
นางเหลือบมองไปยังเย่ฉางเฟิงโดยสัญชาตญาณ
แต่ทว่า...พอเห็นเถียนหลิงเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกายเขา ลู่เสวี่ยฉีก็อดไม่ได้ที่จะลดสายตาลง ก่อนจะเดินออกไปนอกตำหนักตามลำพัง แล้วไปยืนอยู่เคียงข้างอาจารย์ของตนเอง
เชอะ!
ข้าไม่อยากจะไปยืนข้างเขาหรอก!
ไม่อยากเลยสักนิดเดียว!
...
ครืนนนนน—
ท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วนที่จับจ้อง
ม่านฟ้าค่อยๆ คลี่ขยายออกกลางอากาศ
กลิ่นอายอันเก่าแก่และโอ่อ่าได้แผ่ซ่านออกมา ปกคลุมไปทั่วทั้งแปดทิศหกภพ สร้างแรงกดดันลงบนบ่าของทุกคน
ฟุ่บ!
และในเวลาเดียวกัน ภาพบนม่านฟ้าก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น
'ตำหนักหยูชิงแห่งสำนักชิงหยุน' ได้ฉายชัดขึ้นมาบนม่านฟ้านั้น
พลันปรากฏเงาร่างพร่ามัวสองร่างค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนม่านฟ้าอย่างช้าๆ
หนึ่งในนั้นสวมอาภรณ์สีคราม รูปร่างสูงสง่า ที่เอวแขวนดาบเจ็ดดาว หากไม่ใช่เจ้าสำนักชิงหยุนแล้วจะเป็นผู้ใดไปได้!?
ส่วนร่างของอีกคนนั้นอรชรอ้อนแอ้น
นางสวมอาภรณ์สีขาวสะบัดพริ้วตามสายลม เส้นผมสลวยยาวสยาย ดวงหน้าหมดจดงดงามบริสุทธิ์ นัยน์ตาเย็นชาใสกระจ่าง ก่อเกิดเป็นกลิ่นอายสูงส่งเหนือโลกีย์ ราวกับเทพธิดาจากสรวงสวรรค์ชั้นเก้า พร้อมด้วยความรู้สึกห่างเหินจางๆ...
เเละจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลู่เสวี่ยฉี
ทั้งสองกำลังโอบกอดกันเบาๆ ยืนมองลงไปยังโลกมนุษย์จากนอกตำหนักหยูชิง ราวกับเป็นคู่รักเซียนที่น่าอิจฉาคู่หนึ่ง...
เมื่อได้เห็นภาพบนม่านฟ้า
ในวินาทีนั้น สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปยังลู่เสวี่ยฉี
ใบหน้าของลู่เสวี่ยฉีพลันแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย นางอยากจะเหลือบมองไปทางเย่ฉางเฟิงตามสัญชาตญาณ
แต่...ในตอนนั้นเอง คู่รักเซียนบนม่านฟ้าก็ได้เอ่ยปากขึ้น
"เสวี่ยฉี"
"หืม?"
"อีกไม่กี่วัน สำนักเสวียนชาจะเริ่มเปิดรับศิษย์อย่างเป็นทางการแล้ว ถึงตอนนั้นเจ้าไปช่วยดูแลหน้าประตูสำนักให้ผิงเอ๋อร์หน่อยก็แล้วกัน ข้าเกรงว่าพวกเศษเดนจากสำนักเหอฮวนอาจจะไปสร้างปัญหาให้นาง..."
…....