- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 20 : การประลองเจ็ดยอดเขา! ความสงสัยของลู่เสวี่ยฉี!
บทที่ 20 : การประลองเจ็ดยอดเขา! ความสงสัยของลู่เสวี่ยฉี!
บทที่ 20 : การประลองเจ็ดยอดเขา! ความสงสัยของลู่เสวี่ยฉี!
บทที่ 20 : การประลองเจ็ดยอดเขา! ความสงสัยของลู่เสวี่ยฉี!
กาลเวลาผันผ่านอย่างรวดเร็ว
เวลาหนึ่งเดือนกว่าๆ…ผ่านไปในชั่วพริบตา
บรรยากาศภายในนิกายชิงหยุนได้เปลี่ยนจากความตึงเครียดในวันวาน กลายเป็นความคึกคักและมีชีวิตชีวาขึ้นมาแทน
เหล่าศิษย์แห่งเจ็ดยอดเขาต่างก็ตื่นเต้นกันเป็นพิเศษ เพราะว่าการประลองเจ็ดยอดเขาที่จัดขึ้นทุกๆหกสิบปี...ได้มาถึงแล้ว
…..
ยอดเขาไผ่ใหญ่
ณ เบื้องหน้าหอโส่วจิ้ง
ซ่งต้าเหรินและคณะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
พวกเขาต่างก็พูดคุยกันถึงเรื่องการประลองเจ็ดยอดเขาอย่างออกรสออกชาติ สายตาคอยชำเลืองมองเข้าไปในหออยู่เป็นระยะๆเพื่อรอคอยการปรากฏตัวของสองสามีภรรยาเถียนปู้อี้และซูหรู
ส่วนเย่ฉางเฟิงเอนกายพิงอยู่อีกด้านหนึ่งด้วยท่าทีเกียจคร้าน...
เมื่อเทียบกับการประลองเจ็ดยอดเขาแล้ว...อันที่จริง เขาสนใจมากกว่าว่าม่านฟ้ารอบใหม่จะเปิดเผยข้อมูลอะไรออกมาบ้าง
‘ลองนับเวลาดูแล้ว...’
‘กำหนดสามเดือนก็น่าจะใกล้ครบแล้ว’
‘การเปิดเผยม่านฟ้ารอบที่สองน่าจะใกล้จะเริ่มแล้วสินะ’
เย่ฉางเฟิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย...สายตาของเขามองไปยังม่านฟ้าที่อยู่บนท้องนภา
บัดนี้...ทั่วทั้งดินแดนเซินโจวคงจะมีผู้คนมากมายที่กำลังรอคอยการเปิดเผยม่านฟ้ารอบใหม่อยู่เป็นแน่
ฟุ่บ!
ในตอนนั้นเอง...มันก็มีเสียงฝีเท้าหลายเสียงดังขึ้นมาจากในหอโส่วจิ้ง
ปรากฏร่างในอาภรณ์สีแดงสดใสร่างหนึ่งเดินออกมาเป็นคนแรก
เถียนหลิงเอ๋อร์ในชุดสีแดงพลิ้วไหว รูปร่างอรชรบอบบาง เอวคอดกิ่วที่แทบจะกำได้รอบนั้นมี ‘หูโพจูหลิง’ เส้นหนึ่งผูกอยู่
ทั้งร่างเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความเยาว์วัย ดวงตาคู่กลมโตสดใสมองตรงมายังเย่ฉางเฟิงในทันที
“นี่…เย่ฉางเฟิง!”
“เจ้าดูสิ ว่าวันนี้ข้าสวยหรือไม่”
เด็กสาวผู้เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวารู้สึกว่าวันนี้ตนเองแต่งตัวได้สวยเป็นพิเศษ
นางวิ่งมาอยู่เบื้องหน้าเย่ฉางเฟิงด้วยความคาดหวัง กะพริบตาปริบๆด้วยท่าที ‘รีบชมข้าเร็วเข้า’
เมื่อได้ยินดังนั้น...เย่ฉางเฟิงก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เขากำลังคิดถึงเรื่องม่านฟ้าอยู่พอดี…
ดังนั้นจึงเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยตอบอย่างขอไปที
“สวยๆ ศิษย์น้องหญิงน้อยสวยทุกวันอยู่แล้ว...”
เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเถียนหลิงเอ๋อร์พลันแข็งค้างไป
“เย่! ฉาง! เฟิง!”
นางก้าวเข้ามาด้วยความโมโห หมายจะลงโทษคนที่ทำตัวขอไปทีคนนี้
ทว่าในตอนนั้นเอง...สองสามีภรรยาเถียนปู้อี้และซูหรูก็เดินออกมา
แม้ว่าเถียนปู้อี้จะแต่งกายอย่างเป็นทางการ แต่ก็ยังคงไม่สามารถบดบังเนื้อหนังบนใบหน้าของเขาได้อยู่ดี กลับกันเป็นซูหรูต่างหากที่ทำให้ผู้คนต้องตะลึง...
นางสวมชุดกระโปรงยาวสีเขียวหม่นที่ดูงดงาม รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น สูงโปร่ง ใบหน้าที่งดงามดูภูมิฐานฉายแววอ่อนโยน ดวงตาเป็นประกาย ผมยาวสยายถึงกลางหลัง
เมื่อยืนอยู่ข้างๆเถียนปู้อี้แล้ว...ช่างแตกต่างกันราวกับโฉมงามเเละเจ้าชายอสูร​
“หลิงเอ๋อร์”
ซูหรูเอ่ยเรียกเถียนหลิงเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้ม เพื่อหยุดยั้งความซุกซนของนาง
พร้อมกันนั้นนางก็หันไปมองเย่ฉางเฟิง แล้วเอ่ยถาม
“ฉางเฟิง…เจ้าไม่ต้องการศาสตราวุธจริงๆหรือ”
บัดนี้...ทุกคนบนยอดเขาไผ่ใหญ่ต่างก็มีศาสตราวุธเป็นของตนเองคนละชิ้น
แม้แต่จางเสี่ยวฝานก็ยังมีท่อนไม้เผาอัคคีอยู่หนึ่งท่อน…มีเพียงเย่ฉางเฟิงเท่านั้นที่มือเปล่า
เดิมทีซูหรูยังเตรียมที่จะมอบดาบเทพม่อเสวี่ยให้แก่เขาด้วยซ้ำ แต่ในท้ายที่สุดเย่ฉางเฟิงก็มิได้รับไว้
เพราะเขาตั้งใจว่าจะไปหาวัตถุดิบด้วยตนเอง...แล้วสร้างดาบคู่กายที่เป็นของตนเองขึ้นมาหนึ่งเล่ม
ศาสตราวุธของผู้อื่น...ใช้แล้วมันรู้สึกไม่ค่อยเข้ามือเท่าไหร่
“ท่านอาจารย์หญิง”
เย่ฉางเฟิงหยิบดาบไม้ไผ่เล่มหนึ่งออกมาจากด้านหลังอย่างสบายๆ แล้วเหน็บไว้ที่เอว ก่อนจะเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
“ข้าใช้แค่นี้ไปก่อนก็พอแล้วขอรับ...”
สายตาของทุกคนมองไป...พลันเห็นว่าดาบไม้ไผ่ในมือของเย่ฉางเฟิงแผ่ไอพลังปราณออกมาจางๆราวกับเป็นศาสตราวุธธรรมดาที่สร้างขึ้นจากไผ่จิตวิญญาณต้นหนึ่ง!?
ซูหรูพยักหน้ารับเบาๆมิได้เอ่ยคำใดต่อ
นางทราบถึงความตั้งใจของเย่ฉางเฟิง
รอให้การประลองเจ็ดยอดเขาในครั้งนี้จบลงเสียก่อน เขาก็คงเตรียมจะลงเขาไปตามหาวัตถุดิบสำหรับสร้างศาสตราวุธ...
….
“เอาล่ะ…ออกเดินทางได้”
เถียนปู้อี้เหินดาบขึ้นไปเป็นคนแรก
เย่ฉางเฟิงเดินเข้าไปอยู่ข้างๆเถียนหลิงเอ๋อร์ แล้วเอ่ยขึ้น
“ศิษย์น้องหญิงน้อย พาข้าไปด้วยสิ”
“หึ!”
เถียนหลิงเอ๋อร์แค่นเสียงออกมาอย่างแง่งอนเล็กน้อย...
นางเบือนหน้าหนี ไม่อยากจะสนใจเจ้าคนน่ารำคาญที่ชื่อเย่ฉางเฟิงคนนี้ แต่ก็มิได้จากไปในทันที หากแต่ยังคงยืนรออะไรบางอย่างอยู่ที่เดิม...
เมื่อเห็นภาพนั้น...ในใจของเย่ฉางเฟิงก็พลันเข้าใจในทันที
เขาตีกับเด็กสาวที่ชื่อเถียนหลิงเอ๋อร์คนนี้มานาน ย่อมรู้ดีว่านางหมายความว่าอย่างไร…นางก็แค่ต้องการให้เขาพูดจาดีๆเอาอกเอาใจนางก็เท่านั้นเอง
สำหรับเรื่องนี้...เย่ฉางเฟิงก็รีบเข้าไปอยู่ข้างๆอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานก็ทำให้เถียนหลิงเอ๋อร์ที่กำลังแง่งอนอยู่ยิ้มออกมาได้
จากนั้น เด็กสาวผู้แง่งอนก็เรียกใช้อสูรหูโพจูหลิงออกมา...แล้วพาเย่ฉางเฟิงบินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของยอดเขาธงสวรรค์ตลอดเส้นทาง
…
ยอดเขาธงสวรรค์
ในฐานะยอดเขาหลักของนิกายชิงหยุน...ที่นี่ได้มีการจัดตั้งค่ายกลต้องห้ามเวหาไว้โดยเฉพาะ ห้ามมิให้ผู้ใดเหินดาบบินอยู่บนท้องฟ้า มิเช่นนั้นจะถูกค่ายกลโจมตีอย่างไม่เลือกหน้า
โทษสถานเบาคือบาดเจ็บสาหัส โทษสถานหนักเกรงว่าอาจจะมีอันตรายถึงชีวิต...
ฟุ่บ!
ประกายดาบหลายสายร่อนลงสู่บริเวณกลางเขาของยอดเขาธงสวรรค์...
เถียนปู้อี้กำชับให้เหล่าศิษย์รออยู่ด้านนอก จากนั้นจึงเดินทางไปยังตำหนักหยูชิงพร้อมกับซูหรู
เย่ฉางเฟิงยืนอยู่ในฝูงชนด้วยความเบื่อหน่ายเล็กน้อย...
เเต่ทันใดนั้น...ก็มีเสียงจอแจดังขึ้นมาจากที่ไม่ไกลนัก
เมื่อมองไป ก็ปรากฏร่างของเหล่าศิษย์หญิงมากมายเดินมาเป็นกลุ่มจากแดนไกล
พวกนางแต่ละคนล้วนดูอ่อนเยาว์และงดงามราวกับดอกไม้แรกแย้ม ในวินาทีที่ปรากฏตัวขึ้นก็ได้ดึงดูดสายตาของทุกคนที่อยู่ในที่นั้นในทันที
“เป็นศิษย์หญิงจากยอดเขาไผ่น้อย!”
ดวงตาของเหล่าศิษย์แห่งเจ็ดยอดเขาที่อยู่โดยรอบพลันเป็นประกายขึ้นมา
ในตอนนั้นเอง...พวกเขาราวกับสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่าง สายตารีบสาดส่องมองไปยังเบื้องหน้าสุดของกลุ่มคนจากยอดเขาไผ่น้อย
ณ ที่แห่งนั้น มีเด็กสาวผู้มีท่าทีเย็นชาผู้หนึ่งอยู่
นางสวมชุดสีขาวดูองอาจสง่างาม รูปร่างสูงโปร่ง ผมยาวสยายถึงกลางหลัง งดงามราวกับหยกขาว
ณ เวลานี้…ดวงตาคู่เย็นชาคอยกวาดมองไปรอบๆเพื่อตามหาบางสิ่งบางอย่าง
….
“ลู่เสวี่ยฉี!”
เหล่าศิษย์ของนิกายชิงหยุนที่อยู่โดยรอบจำตัวตนของลู่เสวี่ยฉีได้ในทันที...
ทันใดนั้น พวกเขาต่างก็เริ่มพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นมา
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่แล้ว ล้วนเป็นเรื่องที่ว่าลู่เสวี่ยฉีคือฮูหยินเจ้านิกายชิงหยุนในอนาคต
เพราะว่า...เรื่องนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งดินแดนเซินโจวแล้ว
“หืม?”
เย่ฉางเฟิงชะงักไปเล็กน้อยเช่นกัน
คาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่านางจะไม่ได้ตามอาจารย์สุ่ยเยว่ไปยังตำหนักหยูชิงด้วย?
ไม่สิ...
เย่ฉางเฟิงสังเกตเห็นสายตาของลู่เสวี่ยฉี...
นางคอยกวาดตามองไปในฝูงชนโดยรอบอยู่ตลอดเวลา ราวกับกำลังตามหาบางสิ่งบางอย่างอยู่
‘กำลังตามหาข้ารึ’
เย่ฉางเฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ในคืนนั้น...แม้ว่าเขาจะไม่ได้เปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริง...
แต่...เขารู้สึกว่าหากตนเองไปยืนอยู่เบื้องหน้าของลู่เสวี่ยฉี นางน่าจะจำตนเองได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้...ในใจของเย่ฉางเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย...
นาง...จะจำเขาได้หรือไม่?
แม้ว่าเย่ฉางเฟิงจะไม่อยากเปิดเผยตัวตน เพราะมันจะนำมาซึ่งความยุ่งยากมากมาย
แต่สำหรับลู่เสวี่ยฉีแล้ว...เขากลับไม่ได้รู้สึกต่อต้านเท่าไหร่นัก
ก็แน่ล่ะสิ...นี่คือว่าที่ภรรยาในอนาคตของเขาเชียวนะ
จะเปิดเผยตัวตนก็เปิดเผยไปสิ
เมื่อคิดได้ดังนั้น...เย่ฉางเฟิงก็ยังคงยืนอยู่เด่น​เป็นสง่าในฝูงชน
สายตาอันลุ่มลึกของเขามองไปยังลู่เสวี่ยฉีที่อยู่ไม่ไกล...
…..
ฟุ่บ!
ลู่เสวี่ยฉีราวกับมีโทรจิต...นางสัมผัสได้ถึงสายตาที่ไม่เหมือนใครสายหนึ่งในทันที สายตาของนางจึงมองตามความรู้สึกนั้นไปในชั่วพริบตา
‘เป็นเขา...รึเปล่านะ...’
เด็กสาวผู้เย็นชาจ้องมองไปเบื้องหน้าด้วยสายตาเหม่อลอย...
ทันใดนั้น พลันเห็นว่าในฝูงชนที่อยู่ไม่ไกลนั้น มีเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีขาวผู้หนึ่งยืนอยู่
รูปร่างของเขาสูงโปร่ง คิ้วดาบตาคมดั่งดวงดาว ปลายคางคมคายราวกับสลักเสลานั้นช่างดูคุ้นตาอยู่บ้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ดวงตาคู่ลุ่มลึกคู่นั้น
ตุบๆๆ!
หัวใจของลู่เสวี่ยฉีพลันสั่นสะท้านขึ้นมาเบาๆ
เป็นเขา!
เป็นเขาอย่างแน่นอน!
…………