- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 17 : แย่แล้วสิ! ตกหลุมรักเข้าแล้วไงล่ะ!
บทที่ 17 : แย่แล้วสิ! ตกหลุมรักเข้าแล้วไงล่ะ!
บทที่ 17 : แย่แล้วสิ! ตกหลุมรักเข้าแล้วไงล่ะ!
บทที่ 17 : แย่แล้วสิ! ตกหลุมรักเข้าแล้วไงล่ะ!
การพบพานกันระหว่างว่านเจี้ยนอีและเย่ฉางเฟิงนั้นเป็นไปอย่างเรียบง่ายสบายๆ
ตลอดการสนทนา ไม่ได้เกิดเหตุการณ์ทำนอง ‘เมื่อจอมดาบพบพานกันย่อมเกิดความรู้สึกนับถือซึ่งกันและกัน จึงจำต้องประลองฝีมือสักครา’ อะไรทำนองนั้นขึ้นเลย
นั่นก็เพราะว่า แม้ว่านเจี้ยนอีในปัจจุบันจะยังคงนับเป็นผู้ฝึกตนสายดาบอยู่ก็ตาม แต่หัวใจแห่งดาบของเขานั้น...มันได้ตายจากไปนานแล้ว...
ตายจากไป...ตั้งแต่เมื่อสามร้อยปีก่อน
สำหรับคนตายคนหนึ่ง...จะมีสิ่งใดให้ต้องใส่ใจอีกเล่า
…
ยอดเขาธงสวรรค์ ณ ตำหนักหยูชิง
เจ้านิกายแห่งเจ็ดยอดเขามารวมตัวกันที่นี่กลางดึก
เหตุผลน่ะหรือ...ก็เพราะว่าบัดนี้ทั่วทั้งนิกายชิงหยุนได้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ขึ้นแล้ว
นักพรตเต๋าเสวียนนั่งอยู่บนตำแหน่งประมุข
สีหน้าของเขามืดครึ้มอย่างถึงที่สุด สายตาจ้องเขม็งไปยังเบื้องหน้า และยังไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมา
เจ้ายอดเขาคนอื่นๆที่อยู่รายล้อมก็มีสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...สุ่ยเยว่
นางแผ่ไอมรณะออกมาทั่วร่าง...จนกระทั่งเถียนปู้อี้ที่นั่งอยู่ข้างๆอดไม่ได้ที่จะขยับก้นหนี
ชั่วครู่ต่อมา...ก็มีศิษย์คนหนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอกตำหนัก นั่นคือฉางเจี้ยนแห่งยอดเขาธงสวรรค์นั่นเอง
เขาประสานมือคารวะนักพรตเต๋าเสวียนด้วยสีหน้าตื่นตระหนก แล้วรายงานว่า
“เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์ได้นำเหล่าศิษย์น้องออกสำรวจทั่วทั้งเจ็ดยอดเขาชิงหยุนตลอดทั้งคืน และได้พบร่องรอยการซ่อนตัวของเหล่ามารในทุกยอดเขาขอรับ...”
สิ้นเสียงนั้น...ทั่วทั้งตำหนักหยูชิงก็พลันเงียบสงัดลง
บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด
“ข้าทราบแล้ว…เจ้าออกไปได้” นักพรตเต๋าเสวียนโบกมือเบาๆ
หลังจากที่ฉางเจี้ยนจากไปแล้ว...นักพรตชางซงก็เป็นคนแรกที่เอ่ยปากขึ้น
เขาประสานมือคารวะนักพรตเต๋าเสวียนด้วยสีหน้าละอายใจ แล้วยอมรับผิดว่า
“ศิษย์พี่เจ้านิกาย เรื่องในค่ำคืนนี้เป็นความผิดของข้าเอง ที่ข้าจัดเวรยามป้องกันภายในนิกายได้ไม่ดีพอ จนทำให้เหล่ามารมีโอกาสฉวยโอกาส...”
เมื่อได้ยินดังนั้น...แววตาของนักพรตเต๋าเสวียนก็วูบไหวเล็กน้อย
เรื่องที่ว่าเหล่ามารลอบเข้ามาในนิกายชิงหยุนได้อย่างไรนั้น...
เขาครุ่นคิดอยู่นาน...และในที่สุด ก็มีเพียงคำว่า ‘หนอนบ่อนไส้’ เท่านั้นที่สามารถอธิบายสถานการณ์นี้ได้
แต่ทว่า...ใครกันเล่าที่เป็นหนอนบ่อนไส้?
นักพรตเต๋าเสวียนจ้องมองชางซงที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่วางตา
แม้ว่าเขาจะสงสัยอีกฝ่ายอยู่บ้าง...
แต่ทว่า...เขาก็ไม่อาจเชื่อได้ลงคอว่าชางซงจะทรยศตนเอง ทรยศนิกายชิงหยุนได้จริงๆ
หรือว่า...ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ?
หรือว่า...หนอนบ่อนไส้เป็นคนอื่น?
นักพรตเต๋าเสวียนได้แต่ปลอบใจตนเองในใจ
ไม่ใช่ว่าเขาไม่ยอมรับความจริง แต่เป็นเพราะตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา ชางซงได้ช่วยเหลือเขามามากเกินไปแล้ว
การที่เขาสามารถทะลวงสู่ระดับไท่ชิงได้อย่างเงียบๆก็เป็นเพราะชางซงช่วยจัดการเรื่องราวส่วนใหญ่ให้...ทำให้เขามีเวลาพอที่จะฝึกปรือ
ชางซงที่ทุ่มเททั้งกายและใจให้กับนิกายชิงหยุนถึงเพียงนี้ จะทรยศได้อย่างไรกัน?
ทันใดนั้น สุ่ยเยว่ก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเย็นชา
“ศิษย์พี่ชางซง ท่านทราบหรือไม่ว่าเพราะความประมาทเลินเล่อเพียงเล็กน้อยของท่าน ทำให้นิกายชิงหยุนของเราเกือบจะถูกเหล่ามารบุกยึดได้สำเร็จ!?”
นิกายอันดับหนึ่งแห่งฝ่ายธรรมะผู้ยิ่งใหญ่…กลับเกือบจะถูกนิกายมารบุกโจมตีถึงรังในยามวิกาลอย่างนั้นรึ?
นี่มันช่างเป็นเรื่องที่น่าขันสิ้นดี!
พูดตามตรง...นอกจากนักพรตเต๋าเสวียนแล้ว แทบจะไม่มีใครเชื่อมโยงการบุกโจมตียามวิกาลของนิกายมารในครั้งนี้เข้ากับคำว่า ‘หนอนบ่อนไส้’ เลย
นั่นก็เพราะว่าทุกคนที่อยู่ในที่นี้ล้วนเป็นเจ้ายอดเขาของแต่ละยอดเขาทั้งสิ้น เป็นผู้ที่ชิงชังความชั่วร้ายดั่งศัตรู...
แล้วพวกเขาจะทรยศไปเข้ากับนิกายมารได้อย่างไรกัน?
นักพรตชางซงก็อาศัยจุดนี้เอง เขามั่นใจว่าทุกคนในนิกายชิงหยุนจะไม่นึกถึงเรื่อง ‘การทรยศ’ ขึ้นมาอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงเลือกที่จะยอมรับผิดแต่โดยดี...เพื่อทำให้เรื่องในค่ำคืนนี้กลายเป็นเพียงอุบัติเหตุ
แน่นอน...ในใจของเขาก็ยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง
เพราะสายตาที่นักพรตเต๋าเสวียนมองมาที่เขาเมื่อครู่นี้ ช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน
“ศิษย์น้องสุ่ยเยว่…เรื่องในค่ำคืนนี้เป็นความผิดของข้าเอง” นักพรตชางซงถอนหายใจออกมาเบาๆ
เมื่อได้ยินดังนั้น...สุ่ยเยว่ก็แค่นเสียงเย็นชาออกมา
โชคยังดีที่ศิษย์รักของนางไม่เป็นอะไรมาก...
มิเช่นนั้นแล้ว...นางไม่มีทางปล่อยชางซงไปอย่างแน่นอน
แววตาของนักพรตเต๋าเสวียนวูบไหวเล็กน้อย
เขาไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องหนอนบ่อนไส้ขึ้นมา แต่ตั้งใจว่าจะแอบสืบสวนเรื่องนี้เป็นการภายใน...
“ศิษย์น้องสุ่ยเยว่”
“อาการบาดเจ็บของศิษย์หลานเสวี่ยฉีเป็นอย่างไรบ้าง แล้วอีกนานเท่าใดนางถึงจะฟื้นขึ้นมา” นักพรตเต๋าเสวียนเอ่ยถาม
อันที่จริงแล้ว สิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจมากที่สุดในค่ำคืนนี้ก็คืออีกเรื่องหนึ่งต่างหาก...
ใครกันแน่ที่สังหารเหล่านักฆ่า…แล้วช่วยลู่เสวี่ยฉีไว้ได้สำเร็จ?!
สำหรับประเด็นนี้...ในใจของเจ้านิกายทั้งเจ็ดยอดเขาต่างก็มีข้อสันนิษฐานอยู่บ้างแล้ว
เพราะว่า...คำตอบมันชัดเจนอยู่แล้ว
เสื้อคลุมสีครามที่ทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ, พลังแห่งวิถีดาบที่ไม่ธรรมดา, การช่วยเหลือลู่เสวี่ยฉีอย่างลับๆ...เรื่องราวทั้งหมดนี้ล้วนชี้ไปยังตัวตนของคนผู้หนึ่ง
ผู้ที่สังหารโจวอิ่นแห่งโถงอายุวัฒนะ...น่าจะเป็นเจ้านิกายชิงหยุนคนเดียวกับที่ถูกเปิดเผยบนม่านฟ้าผู้นั้น
หรือก็คือ...สามีในอนาคตของลู่เสวี่ยฉี ผู้ที่ได้รับสมญานามว่าเซียนดาบอันดับหนึ่งในใต้หล้าผู้นั้น
ในชั่วขณะนี้...เหล่าเจ้านิกายต่างก็สงสัยในตัวตนของ ‘เขา’ เป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้น...
พวกเขาจึงได้แต่รอให้ลู่เสวี่ยฉีฟื้นขึ้นมา เพราะในที่เกิดเหตุ มีเพียงลู่เสวี่ยฉีเท่านั้นที่มีโอกาสได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของ ‘เขา’
สุ่ยเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อาการบาดเจ็บของฉีเอ๋อร์คงที่แล้ว แต่จะฟื้นขึ้นมาเมื่อใดนั้นก็ยังไม่ทราบแน่ชัด”
นักพรตเต๋าเสวียนพยักหน้ารับเบาๆ
ทว่า ในตอนนั้นเอง...ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นมาจากด้านนอกตำหนักหยูชิง
“ศิษย์เหวินหมิ่นขอเข้าพบเจ้าค่ะ”
เสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพดังขึ้น
เมื่อได้ยินดังนั้น...ดวงตาของนักพรตเต๋าเสวียนและทุกคนก็พลันเป็นประกายขึ้นมา
“เข้ามา”
สิ้นเสียงนั้น...เหวินหมิ่นก็รีบเดินเข้ามาในตำหนักหยูชิง
นางประสานมือคารวะเหล่าเจ้านิกายที่อยู่บนแท่นสูง จากนั้นจึงกล่าวว่า
“เรียนท่านอาจารย์ เสวี่ยฉีฟื้นแล้วเจ้าค่ะ”
เหล่าเจ้านิกายต่างก็สบตากัน
นักพรตเต๋าเสวียนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ในเมื่อศิษย์หลานเสวี่ยฉีฟื้นแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็ไปเยี่ยมเยียนนางที่ยอดเขาไผ่น้อยด้วยกันเถอะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น...ในใจของเหวินหมิ่นก็พลันตกตะลึง
เจ้านิกายทั้งเจ็ดยอดเขาจะไปเยี่ยมลู่เสวี่ยฉีที่ยอดเขาไผ่น้อยพร้อมกันอย่างนั้นรึ!?
นี่...ช่างเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่เสียนี่กระไร
เหวินหมิ่นไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นที่ลานชมจันทร์
หากนางทราบเรื่อง...นางก็คงจะเข้าใจว่าเหตุใดเจ้านิกายทั้งเจ็ดยอดเขาถึงได้ให้ความสำคัญถึงเพียงนี้!
…
ยอดเขาไผ่น้อย
ณ เรือนไผ่สงบ
ที่นี่คือที่พักของท่านอาจารย์สุ่ยเยว่
ลู่เสวี่ยฉีค่อยๆฟื้นคืนสติขึ้นมาจากการหมดสติ ใบหน้าของนางซีดเผือดอย่างถึงที่สุด ร่างกายอันบอบบางอ่อนแรงไร้เรี่ยวแรง รู้สึกเพียงแค่ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ด้านหลัง
“อือ...”
เด็กสาวผู้เย็นชาอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงครางออกมาเบาๆ
นางมองไปรอบๆด้วยสายตาเหม่อลอย และในทันทีก็จำได้ว่าที่นี่คือเรือนไผ่สงบ ความระแวดระวังในใจจึงค่อยๆคลายลง
ในเวลาเดียวกัน...ความทรงจำเมื่อครู่ก่อนก็ผุดขึ้นมาในสมอง
ลู่เสวี่ยฉีได้แต่เหม่อลอยอย่างว่างเปล่า
นางหวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ก่อนที่จะหมดสติไป และในสมองก็พลันปรากฏร่างในอาภรณ์สีครามร่างหนึ่งขึ้นมา
เขาผู้นั้นสวมชุดสีครามดูองอาจสง่างาม รูปร่างสูงโปร่ง ผมสีดำยาวสยาย ปลายคางคมคายราวกับสลักเสลา น้ำเสียงราบเรียบ และดวงตาคู่ที่เปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวดระคนห่วงใย...
ในชั่วขณะนี้...หัวใจของลู่เสวี่ยฉีก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมาเบาๆ
เขาคือใคร?
ประเด็นนี้ไม่จำเป็นต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว!
เขาคือ—เจ้านิกายชิงหยุนในอนาคต!
และยังเป็น...สามีที่นางยังไม่เคยได้พบหน้าอีกด้วย!
ลู่เสวี่ยฉีค่อยๆลดสายตาลง
นางพยายามนึกถึงใบหน้าของอีกฝ่าย
แต่ก็น่าเสียดายที่ใบหน้าของ ‘เขา’ ยังคงเลือนรางไม่ชัดเจน
จนถึงตอนนี้ ลู่เสวี่ยฉีจำได้เพียงแค่เสียงของ ‘เขา’ เท่านั้น
และชุดสีครามชุดนั้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้...ลู่เสวี่ยฉีก็ก้มลงมองโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น พลันเห็นว่าบนร่างอันบอบบางของนาง มีเสื้อคลุมสีครามตัวหนึ่งห่มคลุมอยู่ บนนั้นยังคงมีรอยเลือดเปรอะเปื้อนอยู่จางๆ
ในชั่วขณะนี้...ใบหน้างามของลู่เสวี่ยฉีก็พลันแดงระเรื่อขึ้นมา
หัวใจของนางเต้นระรัว ดวงตาคู่เย็นชาราวกับจะละลายกลายเป็นสายน้ำ
นางกระชับเสื้อคลุมสีครามบนร่างแน่นโดยไม่รู้ตัว หวนนึกถึงความอบอุ่นเมื่อครั้งที่ถูก ‘เขา’ โอบประคองไว้ในอ้อมแขนก่อนที่จะหมดสติไป...
ในชั่วขณะนี้...
หากเหวินหมิ่นอยู่ในที่นี่ด้วย...นางก็คงจะหัวเราะแล้วเอ่ยหยอกล้อขึ้นมาว่า
“แย่แล้วสิเสวี่ยฉี….เจ้าตกหลุมรักเข้าแล้ว!”
….…