- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 13 : บารมีแห่งเซียนดาบหญิงอันดับหนึ่งในใต้หล้า
บทที่ 13 : บารมีแห่งเซียนดาบหญิงอันดับหนึ่งในใต้หล้า
บทที่ 13 : บารมีแห่งเซียนดาบหญิงอันดับหนึ่งในใต้หล้า
บทที่ 13 : บารมีแห่งเซียนดาบหญิงอันดับหนึ่งในใต้หล้า
“เเกเป็นใคร?!”
เดิมทีเหล่านักฆ่าจากนิกายมารกำลังจดจ่ออยู่กับการเตรียมแผนลอบสังหารอย่างเต็มที่
แต่เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันนี้ แทบจะทำให้พวกเขาทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความตกใจ
ทั้งหมดรีบหันขวับไปยังต้นเสียงในทันที
เมื่อมองไป…ก็ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีครามผู้หนึ่ง ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ภายใต้แสงจันทร์
รูปร่างของเขาสูงโปร่งสง่างาม ผมสีดำยาวสยายถึงกลางหลัง ชายเสื้อพลิ้วไหวตามสายลม ให้ความรู้สึกหลุดพ้นจากโลกิยะ เปี่ยมด้วยบารมีอันมิอาจประเมินได้
เด็กหนุ่มในชุดสีครามค่อยๆลดสายตาลงเล็กน้อย
เขามองลงไปยังนักฆ่าจากนิกายมารหลายคนที่อยู่เบื้องล่าง ดวงตาคู่ลุ่มลึกฉายแววเจตจำนงดาบอันคมกริบ ภายในนั้นไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆราวกับเป็นนักดาบผู้เย็นชาและเฉยเมยต่อทุกสรรพสิ่ง
“บุกเข้าไปพร้อมกัน!”
นักฆ่าจากนิกายมารหลายคนสบตากันเป็นสัญญาณ
พร้อมกันนั้น พวกเขาก็ได้ปลดปล่อยศาสตราวุธของตนออกมา แล้วพุ่งเข้าโจมตีเย่ฉางเฟิงในทันที
“เหอะ—”
เย่ฉางเฟิงเพียงแค่แย้มยิ้มบางเบา
เขาเอื้อมมือไปเด็ดใบไผ่สีเขียวสดสองสามใบจากกอข้างๆอย่างไม่ใส่ใจ…จากนั้นก็โคจรพลังปราณระดับ ‘ซ่างชิง’ แล้วดีดนิ้วออกไปเบาๆ
ฟิ้ว!
ในพริบตา ใบไผ่เหล่านั้นก็แหวกอากาศออกไป
ฉัวะ!
ฉัวะ!
ฉัวะ!
พวกมันราวกับได้กลายสภาพเป็นคมดาบอันแหลมคม…สังหารนักฆ่าจากนิกายมารไปถึงสามคนในชั่วพริบตา!
เหลือทิ้งไว้เพียงนักฆ่าคนสุดท้ายที่ยืนนิ่งตะลึงงันอยู่กับที่
“เจ้า…”
นักฆ่าคนนั้นจ้องมองเย่ฉางเฟิงด้วยสายตาตื่นตระหนกสุดขีด
แค่ใช้ใบไผ่เพียงไม่กี่ใบก็สามารถสังหารยอดฝีมือของนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ได้ถึงสามคนเชียวรึ?
คนผู้นี้...ต้องเป็นยอดฝีมือระดับ ‘ซ่างชิง’ อย่างแน่นอน!
ภายใต้แสงจันทร์อันนวลใย เขาเพ่งมองไปยังใบหน้าของเย่ฉางเฟิง
มองกี่รอบ เเต่นั่นก็คือเด็กหนุ่มที่ดูเยาว์วัยเป็นอย่างยิ่ง
อาภรณ์สีครามดูองอาจสง่างาม ท่าทีหลุดพ้นจากโลกิยะ ดวงตาคู่ลุ่มลึกทอประกายเจตจำนงดาบอันคมกริบ ราวกับเป็นจอมดาบไร้เทียมทานแห่งยุคสมัย
อายุเท่านี้…
ระดับพลังเท่านี้…
แถมยังสวมชุดสีคราม…
“เขาคือ…”
ประกายแห่งความหวาดหวั่นฉายวาบขึ้นในดวงตาของนักฆ่าที่รอดชีวิตเพียงคนเดียว
ในใจของเขานึกถึงบุคคลที่ถูกเปิดเผยบนม่านฟ้าขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
คนผู้นั้น...ก็สวมชุดสีครามเช่นเดียวกัน และยังได้รับสมญานามว่าเซียนดาบอันดับหนึ่งในใต้หล้าอีกด้วย!
….
เย่ฉางเฟิงมองเชลยที่เหลือรอดเพียงคนเดียวด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงราบเรียบ
“ข้าถาม เจ้าตอบ”
เมื่อได้ยินดังนั้น นักฆ่าจากนิกายมารก็พยักหน้ารับอย่างตัวสั่นงันงก
“พวกเจ้าลอบเข้ามาในนิกายชิงหยุนด้วยจุดประสงค์ใด”
“ลอบ...ลอบสังหารยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของชิงหยุน”
“ยอดเขาอีกหกแห่งก็มีนักฆ่าไปด้วยใช่หรือไม่”
“ยอดเขาธงสวรรค์ไม่มี”
เย่ฉางเฟิงพยักหน้ารับเบาๆ
“แผนลอบสังหารครั้งนี้ เป็นฝีมือของนิกายมารนิกายใด”
“ผู้บงการคือเทพพิษแห่งนิกายหมื่นพิษ ส่วนนิกายราชันย์ภูตและโถงอายุวัฒนะเป็นผู้ร่วมลงมือ…”
อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เย่ฉางเฟิงก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เขาสลักชื่อของทั้งสามนิกายนี้ไว้ในใจอย่างเงียบๆ
หลังจากซักถามเสร็จสิ้น เย่ฉางเฟิงก็ลดสายตาลงมองนักฆ่าที่อยู่เบื้องหน้า แล้วเอ่ยขึ้นอย่างเฉยเมย
“เจ้าจะลงมือเอง หรือจะให้ข้าช่วย”
จะให้ปล่อยไปน่ะหรือ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
อีกฝ่ายอุตส่าห์บุกมาเพื่อจะฆ่าเราแท้ๆ แล้วยังจะคิดปล่อยมันไปอีกงั้นรึ?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ร่างของนักฆ่าที่เหลือรอดก็สั่นสะท้านขึ้นเล็กน้อย
เขารู้ดีว่าตนเองไม่มีทางรอดชีวิตไปได้อีกแล้ว อีกฝ่ายไม่มีทางปล่อยเขาไปอย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้น...เขาก็ค่อยๆก้มศีรษะลงอย่างเงียบงัน
แม้จะไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมา...แต่การกระทำนั้นก็ได้แสดงเจตนาของเขาอย่างชัดเจนแล้ว
เมื่อเห็นภาพนั้น เย่ฉางเฟิงก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เขาเด็ดใบไผ่ขึ้นมาอีกหนึ่งใบ แล้วสังหารอีกฝ่ายอย่างไร้ความปรานี
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เย่ฉางเฟิงก็ทอดสายตาไปยังแดนไกล มองไปยังทิศทางของยอดเขาไผ่น้อย
“นักฆ่า…” เย่ฉางเฟิงพึมพำกับตนเองเบาๆ
ชั่วครู่ต่อมา...เขาก็พุ่งทะยานไปยังยอดเขาไผ่น้อยโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ใยอดเขาไผ่ใหญ่ปลอดภัยดีแล้ว...
แต่ว่าที่ภรรยาในอนาคตกำลังตกอยู่ในอันตรายนี่สิ! (ห่วงจังนะ)​
แม้ระดับพลังของลู่เสวี่ยฉีจะไม่นับว่าต่ำ…ด้วยพลังระดับหยูชิงขั้นที่เก้าบวกกับดาบเทพเทียนหยาคู่กาย นางถือว่าไม่ธรรมดา
แต่ประสบการณ์ต่อสู้ของนางย่อมไม่อาจเทียบกับเหล่ายอดฝีมือของนิกายมารได้อย่างแน่นอน
หากพลาดท่าถูกจับได้ขึ้นมาล่ะก็…ชีวิตของนางคงต้องตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่!
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นในหัว เย่ฉางเฟิงก็เร่งความเร็วขึ้นอีกหลายส่วน
โชคยังดีที่ยอดเขาไผ่น้อยอยู่ไม่ไกลจากยอดเขาไผ่ใหญ่มากนัก ประกอบกับที่เขาเองก็คุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดี...
อะไรนะ?
เจ้าถามว่าเขารู้จักเส้นทางได้อย่างไรอย่างนั้นรึ?
ฮึ่มมมม!
เรื่องที่ไม่ควรถาม ก็อย่าได้ถามเลยจะดีกว่า!
…
ยอดเขาไผ่น้อย ณ ลานชมจันทร์
แสงจันทร์นวลใยส่องลอดผ่านม่านเมฆลงมา สายหมอกอันพร่าเลือนลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบยอดเขา
ณ ที่แห่งนั้น ปรากฏร่างของเด็กสาวผู้มีท่าทีเย็นชาผู้หนึ่งกำลังฝึกปรือเพลงดาบอยู่ แสงจันทร์อันนวลใยสาดส่องลงมารอบกายนาง
สายหมอกที่ดูราวกับภาพฝันเข้าโอบล้อมเรือนร่างอันบอบบางของนางไว้ มีเพียงประกายจากอาภรณ์สีขาวเท่านั้นที่ยังคงส่องสว่างอยู่ท่ามกลางม่านหมอก—
ฟุ่บ!
ประกายดาบสีครามสดใสวาดผ่านอากาศ
เด็กสาวในชุดสีขาวดูสง่างาม ผมยาวสยายกลางหลัง ใบหน้างามล้ำที่ดูเย็นชาของนางบัดนี้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ดวงตาคู่คมกริบราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับดาบเทพเทียนหยา ทั่วทั้งร่างอันบอบบางของนางแผ่กำจายไปด้วยเจตจำนงแห่งดาบ
นับตั้งแต่ม่านฟ้าได้เปิดเผยข้อมูลแห่งอนาคตออกมา...ลู่เสวี่ยฉีก็ยิ่งทุ่มเทให้กับการฝึกปรือมากขึ้นเป็นทวีคูณ
เเละนี่เพราะนางสังเกตเห็นว่าท่านอาจารย์และเหล่าศิษย์พี่หญิงมักจะมองมาที่นางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังอยู่เสมอ
สิ่งนี้ทำให้หัวใจของนางรู้สึกหนักอึ้งอยู่บ้าง...
นางรู้ดี...ว่าท่านอาจารย์และทุกคนต่างคาดหวังให้นางเติบโตขึ้น
เติบโตขึ้นเป็นลู่เสวี่ยฉีคนเดียวกับที่ปรากฏบนม่านฟ้าผู้นั้น...
ผู้มีพลังฝึกปรือถึงขีดสุดแห่งระดับ ‘ไท่ชิง’! และเป็นเซียนดาบหญิงอันดับหนึ่งในใต้หล้า!
ด้วยเหตุนี้...ลู่เสวี่ยฉีจึงไม่อยากทำให้ท่านอาจารย์ต้องผิดหวัง
ดังนั้น ในทุกๆวัน นางจึงฝึกฝนอย่างหนักและพากเพียรอยู่เสมอ
แม้ราตรีจะล่วงเลยเข้าสู่ความเงียบสงัดแล้ว นางก็ยังคงไม่ยอมวางดาบเทพเทียนหยาในมือลง...
“ฟู่!”
ลู่เสวี่ยฉีจบการฝึกฝนลงหนึ่งรอบ
นางหอบหายใจเบาๆพลางกอดดาบเทพเทียนหยาไว้ในอ้อมแขน เอนกายพิงเสาในศาลาชมจันทร์อยู่เพียงลำพัง ค่อยๆเงยดวงตาอันเย็นชาขึ้นมองจันทราที่ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า...
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด...นางถึงได้นึกถึงเจ้านิกายชิงหยุนผู้นั้นที่ถูกเปิดเผยบนม่านฟ้าขึ้นมาเสียอย่างนั้น
หลายวันที่ผ่านมา...นางมักจะนึกถึงเขาอยู่บ่อยครั้ง
และสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่าแท้จริงแล้วเขาคือใครกันแน่
ก็แน่ล่ะสิ...นั่นคือสามีในอนาคตของนางเชียวนะ
อีกฝ่ายคือเจ้านิกายชิงหยุนในอนาคต ผู้นำหนึ่งเดียวแห่งฝ่ายธรรมะ และเซียนดาบอันดับหนึ่งในใต้หล้า การที่คนเช่นนี้จะมาเป็นสามีของตน...
จะมีเด็กสาวคนใดบ้างเล่าที่จะไม่หวั่นไหวในใจ?
บุรุษหนุ่มย่อมถวิลหาอิสตรีรูปงาม สตรีสาวย่อมใฝ่ฝันถึงชายในดวงใจ
มนุษย์เรา—ย่อมเป็นเช่นนี้โดยธรรมชาติ
ลู่เสวี่ยฉีหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่อยู่ในตำหนักหยูชิง ตอนที่ท่านเจ้านิกายได้เอ่ยถามนางเกี่ยวกับเรื่องของ ‘เขา’
แม้ว่าตอนนั้นนางจะตอบไปว่าไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง...แต่นางก็ตอบกลับไปด้วยความจริงจัง
แน่นอนว่า...ประโยคที่นางกล่าวออกไปอย่างจริงจังที่สุดคงจะเป็นประโยคที่ว่า
“ท่านเจ้านิกาย เขาไม่ใช่ศิษย์พี่เซียวอี้ไฉอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ!”
ในตอนนั้น นักพรตเต๋าเสวียนก็เพียงแค่พยักหน้าพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
ใช่...‘เขา’ ไม่ใช่เซียวอี้ไฉ
มิเช่นนั้น เขาคงไม่มาเอ่ยถามเรื่องนี้กับลู่เสวี่ยฉีด้วยตนเองหรอก
จากการสนทนาในตำหนักหยูชิงครานั้น ลู่เสวี่ยฉีสัมผัสได้ว่าน้ำเสียงของนักพรตเต๋าเสวียนนั้นอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งเหล่าผู้อาวุโสของนิกายชิงหยุนก็ยังมอบรอยยิ้มอันเป็นมิตรให้กับนาง...
ลู่เสวี่ยฉีรู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะ ‘เขา’
ถ้าเช่นนั้น...‘เขา’...คือใครกันแน่นะ?
ภายใต้แสงจันทร์...เด็กสาวผู้เย็นชากอดดาบเทพเทียนหยาไว้ในอ้อมแขนอย่างเงียบงัน
นางค่อยๆกะพริบดวงตาคู่เย็นชาของตน ในแววตาสะท้อนภาพของจันทราอันนวลใย ปอยผมเส้นหนึ่งปรกผ่านใบหน้างามล้ำของนาง สายลมยามราตรีพัดปลายผมของนางให้ปลิวไสว...
ในดวงตาของลู่เสวี่ยฉีฉายแววแห่งความสงสัยใคร่รู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
กระทั่ง...ยังเจือไปด้วยความคาดหวังอยู่บ้าง
….
ทว่า ในตอนนั้นเอง!
ฟุ่บ!
ท่ามกลางสายหมอกที่ดูราวกับภาพฝัน พลันปรากฏเงาดำหลายสายพุ่งออกมา!
เเละการโจมตีอันร้ายกาจก็พุ่งเข้าใส่ลู่เสวี่ยฉีในทันที!
นี่คือ—กระบวนท่าสังหาร!
ใบหน้างามของลู่เสวี่ยฉีซีดเผือดลงเล็กน้อย…แต่นางก็ยังคงเรียกใช้ดาบเทพเทียนหยาออกมาในทันที
แคร๊ง—
เสียงดาบดังใสกังวานสะท้านไปทั่วทั้งปฐพี!
ท่ามกลางสายหมอกที่ดูราวกับภาพฝัน ประกายดาบสีครามสดใสพลันสาดส่องออกมา!
นี่น่ะหรือคือบารมีแห่งเซียนดาบหญิงอันดับหนึ่งในใต้หล้า?
ย่อมต้องเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว!
………