เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 : บารมีแห่งเซียนดาบหญิงอันดับหนึ่งในใต้หล้า

บทที่ 13 : บารมีแห่งเซียนดาบหญิงอันดับหนึ่งในใต้หล้า

บทที่ 13 : บารมีแห่งเซียนดาบหญิงอันดับหนึ่งในใต้หล้า


บทที่ 13 : บารมีแห่งเซียนดาบหญิงอันดับหนึ่งในใต้หล้า

“เเกเป็นใคร?!”

เดิมทีเหล่านักฆ่าจากนิกายมารกำลังจดจ่ออยู่กับการเตรียมแผนลอบสังหารอย่างเต็มที่

แต่เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันนี้ แทบจะทำให้พวกเขาทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความตกใจ

ทั้งหมดรีบหันขวับไปยังต้นเสียงในทันที

เมื่อมองไป…ก็ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีครามผู้หนึ่ง ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ภายใต้แสงจันทร์

รูปร่างของเขาสูงโปร่งสง่างาม ผมสีดำยาวสยายถึงกลางหลัง ชายเสื้อพลิ้วไหวตามสายลม ให้ความรู้สึกหลุดพ้นจากโลกิยะ เปี่ยมด้วยบารมีอันมิอาจประเมินได้

เด็กหนุ่มในชุดสีครามค่อยๆลดสายตาลงเล็กน้อย

เขามองลงไปยังนักฆ่าจากนิกายมารหลายคนที่อยู่เบื้องล่าง ดวงตาคู่ลุ่มลึกฉายแววเจตจำนงดาบอันคมกริบ ภายในนั้นไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆราวกับเป็นนักดาบผู้เย็นชาและเฉยเมยต่อทุกสรรพสิ่ง

“บุกเข้าไปพร้อมกัน!”

นักฆ่าจากนิกายมารหลายคนสบตากันเป็นสัญญาณ

พร้อมกันนั้น พวกเขาก็ได้ปลดปล่อยศาสตราวุธของตนออกมา แล้วพุ่งเข้าโจมตีเย่ฉางเฟิงในทันที

“เหอะ—”

เย่ฉางเฟิงเพียงแค่แย้มยิ้มบางเบา

เขาเอื้อมมือไปเด็ดใบไผ่สีเขียวสดสองสามใบจากกอข้างๆอย่างไม่ใส่ใจ…จากนั้นก็โคจรพลังปราณระดับ ‘ซ่างชิง’ แล้วดีดนิ้วออกไปเบาๆ

ฟิ้ว!

ในพริบตา ใบไผ่เหล่านั้นก็แหวกอากาศออกไป

ฉัวะ!

ฉัวะ!

ฉัวะ!

พวกมันราวกับได้กลายสภาพเป็นคมดาบอันแหลมคม…สังหารนักฆ่าจากนิกายมารไปถึงสามคนในชั่วพริบตา!

เหลือทิ้งไว้เพียงนักฆ่าคนสุดท้ายที่ยืนนิ่งตะลึงงันอยู่กับที่

“เจ้า…”

นักฆ่าคนนั้นจ้องมองเย่ฉางเฟิงด้วยสายตาตื่นตระหนกสุดขีด

แค่ใช้ใบไผ่เพียงไม่กี่ใบก็สามารถสังหารยอดฝีมือของนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ได้ถึงสามคนเชียวรึ?

คนผู้นี้...ต้องเป็นยอดฝีมือระดับ ‘ซ่างชิง’ อย่างแน่นอน!

ภายใต้แสงจันทร์อันนวลใย เขาเพ่งมองไปยังใบหน้าของเย่ฉางเฟิง

มองกี่รอบ เเต่นั่นก็คือเด็กหนุ่มที่ดูเยาว์วัยเป็นอย่างยิ่ง

อาภรณ์สีครามดูองอาจสง่างาม ท่าทีหลุดพ้นจากโลกิยะ ดวงตาคู่ลุ่มลึกทอประกายเจตจำนงดาบอันคมกริบ ราวกับเป็นจอมดาบไร้เทียมทานแห่งยุคสมัย

อายุเท่านี้…

ระดับพลังเท่านี้…

แถมยังสวมชุดสีคราม…

“เขาคือ…”

ประกายแห่งความหวาดหวั่นฉายวาบขึ้นในดวงตาของนักฆ่าที่รอดชีวิตเพียงคนเดียว

ในใจของเขานึกถึงบุคคลที่ถูกเปิดเผยบนม่านฟ้าขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

คนผู้นั้น...ก็สวมชุดสีครามเช่นเดียวกัน และยังได้รับสมญานามว่าเซียนดาบอันดับหนึ่งในใต้หล้าอีกด้วย!

….

เย่ฉางเฟิงมองเชลยที่เหลือรอดเพียงคนเดียวด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงราบเรียบ

“ข้าถาม เจ้าตอบ”

เมื่อได้ยินดังนั้น นักฆ่าจากนิกายมารก็พยักหน้ารับอย่างตัวสั่นงันงก

“พวกเจ้าลอบเข้ามาในนิกายชิงหยุนด้วยจุดประสงค์ใด”

“ลอบ...ลอบสังหารยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของชิงหยุน”

“ยอดเขาอีกหกแห่งก็มีนักฆ่าไปด้วยใช่หรือไม่”

“ยอดเขาธงสวรรค์ไม่มี”

เย่ฉางเฟิงพยักหน้ารับเบาๆ

“แผนลอบสังหารครั้งนี้ เป็นฝีมือของนิกายมารนิกายใด”

“ผู้บงการคือเทพพิษแห่งนิกายหมื่นพิษ ส่วนนิกายราชันย์ภูตและโถงอายุวัฒนะเป็นผู้ร่วมลงมือ…”

อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่นเทา

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เย่ฉางเฟิงก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

เขาสลักชื่อของทั้งสามนิกายนี้ไว้ในใจอย่างเงียบๆ

หลังจากซักถามเสร็จสิ้น เย่ฉางเฟิงก็ลดสายตาลงมองนักฆ่าที่อยู่เบื้องหน้า แล้วเอ่ยขึ้นอย่างเฉยเมย

“เจ้าจะลงมือเอง หรือจะให้ข้าช่วย”

จะให้ปล่อยไปน่ะหรือ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

อีกฝ่ายอุตส่าห์บุกมาเพื่อจะฆ่าเราแท้ๆ แล้วยังจะคิดปล่อยมันไปอีกงั้นรึ?

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ร่างของนักฆ่าที่เหลือรอดก็สั่นสะท้านขึ้นเล็กน้อย

เขารู้ดีว่าตนเองไม่มีทางรอดชีวิตไปได้อีกแล้ว อีกฝ่ายไม่มีทางปล่อยเขาไปอย่างแน่นอน

เมื่อคิดได้ดังนั้น...เขาก็ค่อยๆก้มศีรษะลงอย่างเงียบงัน

แม้จะไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมา...แต่การกระทำนั้นก็ได้แสดงเจตนาของเขาอย่างชัดเจนแล้ว

เมื่อเห็นภาพนั้น เย่ฉางเฟิงก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย

เขาเด็ดใบไผ่ขึ้นมาอีกหนึ่งใบ แล้วสังหารอีกฝ่ายอย่างไร้ความปรานี

หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เย่ฉางเฟิงก็ทอดสายตาไปยังแดนไกล มองไปยังทิศทางของยอดเขาไผ่น้อย

“นักฆ่า…” เย่ฉางเฟิงพึมพำกับตนเองเบาๆ

ชั่วครู่ต่อมา...เขาก็พุ่งทะยานไปยังยอดเขาไผ่น้อยโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

ใยอดเขาไผ่ใหญ่ปลอดภัยดีแล้ว...

แต่ว่าที่ภรรยาในอนาคตกำลังตกอยู่ในอันตรายนี่สิ! (ห่วงจังนะ)​

แม้ระดับพลังของลู่เสวี่ยฉีจะไม่นับว่าต่ำ…ด้วยพลังระดับหยูชิงขั้นที่เก้าบวกกับดาบเทพเทียนหยาคู่กาย นางถือว่าไม่ธรรมดา

แต่ประสบการณ์ต่อสู้ของนางย่อมไม่อาจเทียบกับเหล่ายอดฝีมือของนิกายมารได้อย่างแน่นอน

หากพลาดท่าถูกจับได้ขึ้นมาล่ะก็…ชีวิตของนางคงต้องตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่!

เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นในหัว เย่ฉางเฟิงก็เร่งความเร็วขึ้นอีกหลายส่วน

โชคยังดีที่ยอดเขาไผ่น้อยอยู่ไม่ไกลจากยอดเขาไผ่ใหญ่มากนัก ประกอบกับที่เขาเองก็คุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดี...

อะไรนะ?

เจ้าถามว่าเขารู้จักเส้นทางได้อย่างไรอย่างนั้นรึ?

ฮึ่มมมม!

เรื่องที่ไม่ควรถาม ก็อย่าได้ถามเลยจะดีกว่า!

ยอดเขาไผ่น้อย ณ ลานชมจันทร์

แสงจันทร์นวลใยส่องลอดผ่านม่านเมฆลงมา สายหมอกอันพร่าเลือนลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบยอดเขา

ณ ที่แห่งนั้น ปรากฏร่างของเด็กสาวผู้มีท่าทีเย็นชาผู้หนึ่งกำลังฝึกปรือเพลงดาบอยู่ แสงจันทร์อันนวลใยสาดส่องลงมารอบกายนาง

สายหมอกที่ดูราวกับภาพฝันเข้าโอบล้อมเรือนร่างอันบอบบางของนางไว้ มีเพียงประกายจากอาภรณ์สีขาวเท่านั้นที่ยังคงส่องสว่างอยู่ท่ามกลางม่านหมอก—

ฟุ่บ!

ประกายดาบสีครามสดใสวาดผ่านอากาศ

เด็กสาวในชุดสีขาวดูสง่างาม ผมยาวสยายกลางหลัง ใบหน้างามล้ำที่ดูเย็นชาของนางบัดนี้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

ดวงตาคู่คมกริบราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับดาบเทพเทียนหยา ทั่วทั้งร่างอันบอบบางของนางแผ่กำจายไปด้วยเจตจำนงแห่งดาบ

นับตั้งแต่ม่านฟ้าได้เปิดเผยข้อมูลแห่งอนาคตออกมา...ลู่เสวี่ยฉีก็ยิ่งทุ่มเทให้กับการฝึกปรือมากขึ้นเป็นทวีคูณ

เเละนี่เพราะนางสังเกตเห็นว่าท่านอาจารย์และเหล่าศิษย์พี่หญิงมักจะมองมาที่นางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังอยู่เสมอ

สิ่งนี้ทำให้หัวใจของนางรู้สึกหนักอึ้งอยู่บ้าง...

นางรู้ดี...ว่าท่านอาจารย์และทุกคนต่างคาดหวังให้นางเติบโตขึ้น

เติบโตขึ้นเป็นลู่เสวี่ยฉีคนเดียวกับที่ปรากฏบนม่านฟ้าผู้นั้น...

ผู้มีพลังฝึกปรือถึงขีดสุดแห่งระดับ ‘ไท่ชิง’! และเป็นเซียนดาบหญิงอันดับหนึ่งในใต้หล้า!

ด้วยเหตุนี้...ลู่เสวี่ยฉีจึงไม่อยากทำให้ท่านอาจารย์ต้องผิดหวัง

ดังนั้น ในทุกๆวัน นางจึงฝึกฝนอย่างหนักและพากเพียรอยู่เสมอ

แม้ราตรีจะล่วงเลยเข้าสู่ความเงียบสงัดแล้ว นางก็ยังคงไม่ยอมวางดาบเทพเทียนหยาในมือลง...

“ฟู่!”

ลู่เสวี่ยฉีจบการฝึกฝนลงหนึ่งรอบ

นางหอบหายใจเบาๆพลางกอดดาบเทพเทียนหยาไว้ในอ้อมแขน เอนกายพิงเสาในศาลาชมจันทร์อยู่เพียงลำพัง ค่อยๆเงยดวงตาอันเย็นชาขึ้นมองจันทราที่ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า...

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด...นางถึงได้นึกถึงเจ้านิกายชิงหยุนผู้นั้นที่ถูกเปิดเผยบนม่านฟ้าขึ้นมาเสียอย่างนั้น

หลายวันที่ผ่านมา...นางมักจะนึกถึงเขาอยู่บ่อยครั้ง

และสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่าแท้จริงแล้วเขาคือใครกันแน่

ก็แน่ล่ะสิ...นั่นคือสามีในอนาคตของนางเชียวนะ

อีกฝ่ายคือเจ้านิกายชิงหยุนในอนาคต ผู้นำหนึ่งเดียวแห่งฝ่ายธรรมะ และเซียนดาบอันดับหนึ่งในใต้หล้า การที่คนเช่นนี้จะมาเป็นสามีของตน...

จะมีเด็กสาวคนใดบ้างเล่าที่จะไม่หวั่นไหวในใจ?

บุรุษหนุ่มย่อมถวิลหาอิสตรีรูปงาม สตรีสาวย่อมใฝ่ฝันถึงชายในดวงใจ

มนุษย์เรา—ย่อมเป็นเช่นนี้โดยธรรมชาติ

ลู่เสวี่ยฉีหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่อยู่ในตำหนักหยูชิง ตอนที่ท่านเจ้านิกายได้เอ่ยถามนางเกี่ยวกับเรื่องของ ‘เขา’

แม้ว่าตอนนั้นนางจะตอบไปว่าไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง...แต่นางก็ตอบกลับไปด้วยความจริงจัง

แน่นอนว่า...ประโยคที่นางกล่าวออกไปอย่างจริงจังที่สุดคงจะเป็นประโยคที่ว่า

“ท่านเจ้านิกาย เขาไม่ใช่ศิษย์พี่เซียวอี้ไฉอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ!”

ในตอนนั้น นักพรตเต๋าเสวียนก็เพียงแค่พยักหน้าพร้อมกับหัวเราะเบาๆ

ใช่...‘เขา’ ไม่ใช่เซียวอี้ไฉ

มิเช่นนั้น เขาคงไม่มาเอ่ยถามเรื่องนี้กับลู่เสวี่ยฉีด้วยตนเองหรอก

จากการสนทนาในตำหนักหยูชิงครานั้น ลู่เสวี่ยฉีสัมผัสได้ว่าน้ำเสียงของนักพรตเต๋าเสวียนนั้นอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งเหล่าผู้อาวุโสของนิกายชิงหยุนก็ยังมอบรอยยิ้มอันเป็นมิตรให้กับนาง...

ลู่เสวี่ยฉีรู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะ ‘เขา’

ถ้าเช่นนั้น...‘เขา’...คือใครกันแน่นะ?

ภายใต้แสงจันทร์...เด็กสาวผู้เย็นชากอดดาบเทพเทียนหยาไว้ในอ้อมแขนอย่างเงียบงัน

นางค่อยๆกะพริบดวงตาคู่เย็นชาของตน ในแววตาสะท้อนภาพของจันทราอันนวลใย ปอยผมเส้นหนึ่งปรกผ่านใบหน้างามล้ำของนาง สายลมยามราตรีพัดปลายผมของนางให้ปลิวไสว...

ในดวงตาของลู่เสวี่ยฉีฉายแววแห่งความสงสัยใคร่รู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

กระทั่ง...ยังเจือไปด้วยความคาดหวังอยู่บ้าง

….

ทว่า ในตอนนั้นเอง!

ฟุ่บ!

ท่ามกลางสายหมอกที่ดูราวกับภาพฝัน พลันปรากฏเงาดำหลายสายพุ่งออกมา!

เเละการโจมตีอันร้ายกาจก็พุ่งเข้าใส่ลู่เสวี่ยฉีในทันที!

นี่คือ—กระบวนท่าสังหาร!

ใบหน้างามของลู่เสวี่ยฉีซีดเผือดลงเล็กน้อย…แต่นางก็ยังคงเรียกใช้ดาบเทพเทียนหยาออกมาในทันที

แคร๊ง—

เสียงดาบดังใสกังวานสะท้านไปทั่วทั้งปฐพี!

ท่ามกลางสายหมอกที่ดูราวกับภาพฝัน ประกายดาบสีครามสดใสพลันสาดส่องออกมา!

นี่น่ะหรือคือบารมีแห่งเซียนดาบหญิงอันดับหนึ่งในใต้หล้า?

ย่อมต้องเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว!

………

จบบทที่ บทที่ 13 : บารมีแห่งเซียนดาบหญิงอันดับหนึ่งในใต้หล้า

คัดลอกลิงก์แล้ว