เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 : นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งนิกายมารรึ? เจ้านิกายชิงหยุนปรากฏกาย!

บทที่ 14 : นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งนิกายมารรึ? เจ้านิกายชิงหยุนปรากฏกาย!

บทที่ 14 : นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งนิกายมารรึ? เจ้านิกายชิงหยุนปรากฏกาย!


บทที่ 14 : นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งนิกายมารรึ? เจ้านิกายชิงหยุนปรากฏกาย!

แคร๊ง—

เสียงดาบดังใสกังวานสะท้านไปทั่วทั้งยอดเขา

ประกายดาบสีครามสดใสเจิดจ้า แหวกม่านหมอกออกเป็นทาง

ดาบเทพเทียนหยาทะยานออกจากฝัก ก่อนจะลอยขวางอยู่เบื้องหน้าของลู่เสวี่ยฉี ช่วยนางสกัดกั้นกระบวนท่าสังหารที่พุ่งเข้ามาได้อย่างพอดิบพอดี

ปัง!

ปรากฏเพียงเหล็กแหลม ‘หลีเหรินจุย’ อันหนึ่งพุ่งแหวกอากาศเข้ามาปะทะ

และในวินาทีต่อมา...แรงปะทะมหาศาลก็ถาโถมเข้าใส่จนร่างอันบอบบางของลู่เสวี่ยฉีสั่นสะท้านเล็กน้อย

ใบหน้าของนางซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด …เรือนร่างอันอรชรจำต้องถอยร่นไปหลายก้าว ดวงตาคู่คมกริบจ้องมองไปยังเบื้องหน้าด้วยความระแวดระวัง

ซู่—

ม่านหมอกที่ดูราวกับภาพฝันค่อยๆสลายตัวออก ทันใดนั้นปรากฏร่างหลายสายเดินออกมาจากเงามืด

พวกเขาล้วนสวมใส่เครื่องแบบที่ดูแปลกประหลาด ในแววตาฉายประกายแห่งความเย็นชา

คนที่เป็นหัวหน้าถือ ‘หลีเหรินจุย’ เอาไว้ในมือ เห็นได้ชัดว่ากระบวนท่าสังหารเมื่อครู่นี้เป็นฝีมือของเขานั่นเอง...

แววตาของลู่เสวี่ยฉีเคร่งขรึมลงเล็กน้อย

นางจ้องมองกลุ่มคนเบื้องหน้าด้วยความระมัดระวัง และในใจก็พลันเข้าใจถึงตัวตนของพวกเขาได้ในทันที

เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ล้วนแผ่ไอหมอกสีดำทมิฬออกมาทั่วร่าง

แทบจะเรียกได้ว่ามีตัวอักษร ‘ข้าคือเหล่ามารแห่งนิกายมาร’ เขียนแปะอยู่บนใบหน้าเลยทีเดียว

แต่ทว่า...สิ่งที่ลู่เสวี่ยฉีไม่เข้าใจก็คือ—เหตุใดในนิกายชิงหยุนถึงได้มีเหล่ามารปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันเช่นนี้

พวกมันหลบเลี่ยงทหารยามที่หน้าประตู แล้วลอบเข้ามาถึงยอดเขาไผ่น้อยได้อย่างไร้ร่องรอยกัน?!

ในขณะนี้...

แม้ในใจของนางจะเต็มไปด้วยความสงสัย…แต่เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาครุ่นคิดหาคำตอบ

เมื่อกวาดตามองไป—ในแววตานักฆ่าที่เป็นหัวหน้า​ฉายเจตนาฆ่าฟันอันแรงกล้า สายตาของมันจ้องเขม็งมาที่ลู่เสวี่ยฉี ราวกับได้ตัดสินเป้าหมายของตนเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...

มัน...มาที่นี่เพื่อสังหารลู่เสวี่ยฉีโดยเฉพาะ

ในชั่วขณะนั้น หัวใจของเด็กสาวผู้เย็นชาก็พลันบีบรัดตัว

นางเข้าใจในทันทีว่าน่าจะเป็นเพราะข้อมูลที่ถูกเปิดเผยบนม่านฟ้า ทำให้เหล่ามารเกิดความร้อนรนขึ้นมา

พวกมันจึงได้เลือกที่จะลอบเข้ามายังนิกายชิงหยุนเพื่อสังหารนางทิ้งเสีย

ก็แน่ล่ะ—

ตัวตนของ ‘นาง’ ในอนาคตนั้น ถือเป็นภัยคุกคามต่อนิกายมารอย่างใหญ่หลวง

เซียนดาบหญิงอันดับหนึ่งในใต้หล้า!

ผู้มีพลังฝึกปรือถึงขีดสุดแห่งระดับไท่ชิง!

เพียงแค่สองสมญานามนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนมากมายต้องรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงแล้ว!

….

แววตาของลู่เสวี่ยฉีวูบไหวเล็กน้อย

นางยืนตระหง่านอยู่ริมลานชมจันทร์พร้อมกับดาบเทพเทียนหยาในมือ

เส้นทางถอยทั้งหมดโดยรอบถูกเหล่ามารหลายคนปิดล้อมเอาไว้จนหมดสิ้น อีกทั้งที่นี่ก็ยังอยู่ห่างจากที่พักของเหล่าศิษย์ยอดเขาไผ่น้อยพอสมควร

การต่อสู้เล็กๆน้อยๆคงไม่สามารถส่งเสียงไปถึงที่นั่นได้...

นั่นก็หมายความว่าในช่วงเวลาสั้นๆนี้ นางจะไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆทั้งสิ้น

เมื่อคิดได้ดังนั้น หัวใจของเด็กสาวผู้เย็นชาก็พลันหนักอึ้งลง

เห็นได้ชัดว่าเหล่านักฆ่าเบื้องหน้าก็เข้าใจในจุดนี้เช่นกัน

ดังนั้น พวกมันจึงพยายามปิดล้อมเส้นทางถอยของลู่เสวี่ยฉีให้ได้มากที่สุด

พร้อมกันนั้นก็ป้องกันไม่ให้นางส่งเสียงดังจนเกินไป จนไปปลุกให้เหล่าศิษย์ หรือกระทั่งเจ้านิกายแห่งยอดเขาไผ่น้อยต้องตื่นขึ้นมา...

….

“บุกเข้าไป!”

นักฆ่าที่เป็นหัวหน้าเอ่ยขึ้นเสียงเย็น

สิ้นเสียงนั้น...เหล่านักฆ่าจากนิกายมารที่อยู่รายล้อมก็พลันพุ่งทะยานเข้าโจมตี!

ร่างของพวกมันแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความมืด ราวกับเป็นนักฆ่าโดยกำเนิด การโจมตีอันเฉียบคมพุ่งตรงเข้าสู่จุดตายในทันที

แคร๊ง—

ลู่เสวี่ยฉีตวัดดาบต้านรับอย่างเยือกเย็น

นางใช้ดาบเทพเทียนหยาในมือขับไล่นักฆ่าสองคนที่อยู่เบื้องหน้าให้ถอยกลับไปได้ก่อน จากนั้นจึงหันไปรับมือกับนักฆ่าอีกหลายคนที่เหลือ

ประกายดาบอันเจิดจ้าขับเน้นให้เรือนร่างอันบอบบางของนางดูงดงามไร้ที่ติ ชวนให้ผู้คนหลงใหลจนมิอาจละสายตา...

แต่ก็น่าเสียดาย…

แม้ว่าระดับพลังฝึกปรือของลู่เสวี่ยฉีจะสูงส่งเพียงใด แต่ประสบการณ์ต่อสู้จริงของนางนั้นยังนับว่าน้อยเกินไป

ถึงแม้จะต้องเผชิญหน้ากับนักฆ่าจากนิกายมารหลายคนที่ระดับพลังต่ำกว่านาง แต่ในท้ายที่สุด นางก็ค่อยๆตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ดี

“สมแล้วที่เป็นเซียนดาบหญิงอันดับหนึ่งในใต้หล้าในอนาคต!”

“แม้จะยังเยาว์วัยเพียงนี้…แต่พลังฝึกปรือก็นับว่าสูงส่งพอที่จะทำให้พวกเราต้องหวั่นเกรงได้แล้ว!”

ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงเย็นชาดังขึ้น เเละร่างของนักฆ่าที่เป็นหัวหน้าพุ่งทะยานขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

มันลอบมาอยู่ด้านหลังของลู่เสวี่ยฉีอย่างเงียบเชียบตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ ก่อนที่เหล็กแหลมหลีเหรินจุยจะพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ หมายจะทะลวงเข้าสู่หัวใจของนาง!

สีหน้าของลู่เสวี่ยฉีเปลี่ยนไปเล็กน้อย

นางรีบตอบสนองในทันที พยายามยกดาบขึ้นมาต้านรับไว้

แต่….การโจมตีของนักฆ่าคนอื่นๆก็ตามมาติดๆ!

ถึงแม้ลู่เสวี่ยฉีจะสามารถป้องกันเหล็กแหลมหลีเหรินจุยจากด้านหลังได้ แต่ศาสตราวุธของนักฆ่าคนอื่นๆที่อยู่เบื้องหน้าก็ยังคงพุ่งเข้ากระแทกร่างของนางอยู่ดี

แค่ก—

เด็กสาวผู้เย็นชากระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง

ร่างของนางพลันปลิวถอยหลังออกไป ใบหน้าซีดเผือดอย่างถึงที่สุด กระทั่งดาบเทพเทียนหยาในมือก็ยังดูหม่นแสงลง

‘ข้า...กำลังจะตายแล้วหรือนี่...’

ใบหน้างามล้ำของลู่เสวี่ยฉีซีดขาวราวกับกระดาษ

สายลมยามราตรีพัดโชยมาเบาๆปัดปอยผมที่ข้างแก้มของนางให้ปลิวไสว ทำให้ทั้งร่างของนางดูบอบบางน่าทะนุถนอมยิ่งขึ้นไปอีก

เด็กสาวผู้เย็นชากัดฟันแน่น…นางกำดาบเทพเทียนหยาไว้ในมือที่สั่นเทา พยายามประคองร่างที่โซซัดโซเซให้ยืนหยัดอย่างมั่นคง แต่ในไม่ช้าภาพเบื้องหน้าของนางก็พลันมืดดับลง

เรือนร่างอันบอบบางราวกับจะล้มลงได้ทุกเมื่อหากต้องลม แพขนตายาวงอนสั่นระริก ราวกับกำลังจะจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา

ในชั่วขณะนั้น...ลู่เสวี่ยฉีรู้สึกว่าตนเองกำลังจะตายจริงๆ

นางพยายามอย่างสุดกำลังที่จะลืมตาขึ้น...แล้วมองไปยังเบื้องหน้า

แต่ทว่า...สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือเหล่านักฆ่าจากนิกายมารที่อยู่ไม่ไกลกลับไม่ได้บุกเข้ามาต่อ

พวกมันต่างกำศาสตราวุธในมือแน่น จ้องมองไปยังพื้นที่ว่างเบื้องหน้าด้วยท่าทีราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ ราวกับว่าที่ตรงนั้น...ได้ปรากฏตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นมา...

“นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งนิกายมาร”

“จากโถงอายุวัฒนะ—โจวอิ่น?!”

ในภวังค์อันเลือนราง ลู่เสวี่ยฉีได้ยินเสียงราบเรียบเสียงหนึ่งดังขึ้น

นางพยายามหันศีรษะกลับไปมองอย่างยากลำบาก

ทันใดนั้น พลันพบว่าบนโขดหินใหญ่ด้านหลังของนาง บัดนี้ได้ปรากฏร่างในอาภรณ์สีครามร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่

เขาผู้นั้นสวมชุดสีครามดูองอาจสง่างาม รูปร่างสูงโปร่ง ผมสีดำยาวสยาย

ใบหน้าหล่อเหลาถูกบดบังไว้ครึ่งหนึ่งด้วยหมวกฟาง เผยให้เห็นเพียงปลายคางที่คมคายราวกับสลักเสลา

ในชั่วขณะนั้นเอง...ลู่เสวี่ยฉีก็ไม่อาจฝืนทนต่อไปได้อีก

เรือนร่างอันบอบบางของนางโงนเงน ก่อนที่ทั้งร่างจะล้มพับไปเบื้องหน้า แล้วจมดิ่งสู่ความหมดสติ...

และในวินาทีที่สติสัมปชัญญะกำลังจะเลือนหายไป...นางรู้สึกได้เลาๆว่ามีอ้อมแขนอันแข็งแกร่งคู่หนึ่งเข้ามารองรับร่างของนางไว้ ก่อนที่นางจะล้มลงสู่แผ่นอกอันอบอุ่น แผงอกที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นนั้นช่างทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด

แพขนตายาวงอนของลู่เสวี่ยฉีสั่นระริกเบาๆ

ก่อนที่สติจะดับวูบลง...นางพยายามเงยหน้าขึ้นมอง

ทันใดนั้นพลันเห็นเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีครามผู้หนึ่งได้โอบประคองนางไว้ในอ้อมแขน

ดวงตาคู่ลุ่มลึกของเขาคมกริบดุจใบมีด ภายในนั้นฉายแววแห่งความเจ็บปวดระคนห่วงใย...และยังมีเจตนาฆ่าฟันอันแรงกล้า...

เขา...กำลังเจ็บปวดใจเพราะข้างั้นหรือ?

และแล้ว...ลู่เสวี่ยฉีก็หมดสติไปโดยสมบูรณ์

ในขณะนั้น...เย่ฉางเฟิงมองเด็กสาวผู้เย็นชาในอ้อมแขนของตน

สีหน้าของเขาเย็นชาอย่างถึงที่สุด ดวงตาจ้องมองไปยังเหล่านักฆ่าจากนิกายมารที่อยู่ไม่ไกล ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“พวกเจ้า...”

“อยากจะตายแบบไหน!?”

สิ้นเสียงนั้น...เขาก็ยื่นมือไปจับดาบเทพเทียนหยาที่อยู่ข้างๆอย่างสงบนิ่ง

ชิ้งงงงง—

ในชั่วพริบตา...ปราณดาบก็แผ่ไพศาลไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี!

เสียงดาบดังใสกังวานสะท้านไปทั่วทั้งยอดเขาไผ่น้อย ปราณดาบอันไร้ลักษณ์แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งลานชมจันทร์ ประกายดาบเจิดจ้าสาดส่องตัดผ่านฟากฟ้า ปิดตายเส้นทางหนีของทุกคนจนหมดสิ้น!

ในชั่วขณะนั้น สีหน้าของเหล่านักฆ่าจากนิกายมารรวมถึงโจวอิ่น...ก็พลันเปลี่ยนเป็นซีดเผือด!

พวกมันจ้องมองเย่ฉางเฟิงที่อยู่เบื้องหน้า...และพลันเข้าใจถึงตัวตนของเขาได้ในทันที

อายุยังน้อย...สวมอาภรณ์สีคราม...และยังมีพลังแห่งวิถีดาบอันน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้...

“เจ้าคือ...”

“ว่าที่เจ้านิกายชิงหยุน!?”

โจวอิ่นรีบเรียกใช้ศาสตราวุธหลีเหรินจุยออกมาด้วยท่าทีราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ

ทว่า...เย่ฉางเฟิงกลับไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

เพราะว่าคนตาย...ไม่คู่ควรให้เขาต้องสิ้นเปลืองวาจาด้วย

………..

จบบทที่ บทที่ 14 : นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งนิกายมารรึ? เจ้านิกายชิงหยุนปรากฏกาย!

คัดลอกลิงก์แล้ว