- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 14 : นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งนิกายมารรึ? เจ้านิกายชิงหยุนปรากฏกาย!
บทที่ 14 : นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งนิกายมารรึ? เจ้านิกายชิงหยุนปรากฏกาย!
บทที่ 14 : นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งนิกายมารรึ? เจ้านิกายชิงหยุนปรากฏกาย!
บทที่ 14 : นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งนิกายมารรึ? เจ้านิกายชิงหยุนปรากฏกาย!
แคร๊ง—
เสียงดาบดังใสกังวานสะท้านไปทั่วทั้งยอดเขา
ประกายดาบสีครามสดใสเจิดจ้า แหวกม่านหมอกออกเป็นทาง
ดาบเทพเทียนหยาทะยานออกจากฝัก ก่อนจะลอยขวางอยู่เบื้องหน้าของลู่เสวี่ยฉี ช่วยนางสกัดกั้นกระบวนท่าสังหารที่พุ่งเข้ามาได้อย่างพอดิบพอดี
ปัง!
ปรากฏเพียงเหล็กแหลม ‘หลีเหรินจุย’ อันหนึ่งพุ่งแหวกอากาศเข้ามาปะทะ
และในวินาทีต่อมา...แรงปะทะมหาศาลก็ถาโถมเข้าใส่จนร่างอันบอบบางของลู่เสวี่ยฉีสั่นสะท้านเล็กน้อย
ใบหน้าของนางซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด …เรือนร่างอันอรชรจำต้องถอยร่นไปหลายก้าว ดวงตาคู่คมกริบจ้องมองไปยังเบื้องหน้าด้วยความระแวดระวัง
ซู่—
ม่านหมอกที่ดูราวกับภาพฝันค่อยๆสลายตัวออก ทันใดนั้นปรากฏร่างหลายสายเดินออกมาจากเงามืด
พวกเขาล้วนสวมใส่เครื่องแบบที่ดูแปลกประหลาด ในแววตาฉายประกายแห่งความเย็นชา
คนที่เป็นหัวหน้าถือ ‘หลีเหรินจุย’ เอาไว้ในมือ เห็นได้ชัดว่ากระบวนท่าสังหารเมื่อครู่นี้เป็นฝีมือของเขานั่นเอง...
แววตาของลู่เสวี่ยฉีเคร่งขรึมลงเล็กน้อย
นางจ้องมองกลุ่มคนเบื้องหน้าด้วยความระมัดระวัง และในใจก็พลันเข้าใจถึงตัวตนของพวกเขาได้ในทันที
เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ล้วนแผ่ไอหมอกสีดำทมิฬออกมาทั่วร่าง
แทบจะเรียกได้ว่ามีตัวอักษร ‘ข้าคือเหล่ามารแห่งนิกายมาร’ เขียนแปะอยู่บนใบหน้าเลยทีเดียว
แต่ทว่า...สิ่งที่ลู่เสวี่ยฉีไม่เข้าใจก็คือ—เหตุใดในนิกายชิงหยุนถึงได้มีเหล่ามารปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันเช่นนี้
พวกมันหลบเลี่ยงทหารยามที่หน้าประตู แล้วลอบเข้ามาถึงยอดเขาไผ่น้อยได้อย่างไร้ร่องรอยกัน?!
ในขณะนี้...
แม้ในใจของนางจะเต็มไปด้วยความสงสัย…แต่เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาครุ่นคิดหาคำตอบ
เมื่อกวาดตามองไป—ในแววตานักฆ่าที่เป็นหัวหน้า​ฉายเจตนาฆ่าฟันอันแรงกล้า สายตาของมันจ้องเขม็งมาที่ลู่เสวี่ยฉี ราวกับได้ตัดสินเป้าหมายของตนเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...
มัน...มาที่นี่เพื่อสังหารลู่เสวี่ยฉีโดยเฉพาะ
ในชั่วขณะนั้น หัวใจของเด็กสาวผู้เย็นชาก็พลันบีบรัดตัว
นางเข้าใจในทันทีว่าน่าจะเป็นเพราะข้อมูลที่ถูกเปิดเผยบนม่านฟ้า ทำให้เหล่ามารเกิดความร้อนรนขึ้นมา
พวกมันจึงได้เลือกที่จะลอบเข้ามายังนิกายชิงหยุนเพื่อสังหารนางทิ้งเสีย
ก็แน่ล่ะ—
ตัวตนของ ‘นาง’ ในอนาคตนั้น ถือเป็นภัยคุกคามต่อนิกายมารอย่างใหญ่หลวง
เซียนดาบหญิงอันดับหนึ่งในใต้หล้า!
ผู้มีพลังฝึกปรือถึงขีดสุดแห่งระดับไท่ชิง!
เพียงแค่สองสมญานามนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนมากมายต้องรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงแล้ว!
….
แววตาของลู่เสวี่ยฉีวูบไหวเล็กน้อย
นางยืนตระหง่านอยู่ริมลานชมจันทร์พร้อมกับดาบเทพเทียนหยาในมือ
เส้นทางถอยทั้งหมดโดยรอบถูกเหล่ามารหลายคนปิดล้อมเอาไว้จนหมดสิ้น อีกทั้งที่นี่ก็ยังอยู่ห่างจากที่พักของเหล่าศิษย์ยอดเขาไผ่น้อยพอสมควร
การต่อสู้เล็กๆน้อยๆคงไม่สามารถส่งเสียงไปถึงที่นั่นได้...
นั่นก็หมายความว่าในช่วงเวลาสั้นๆนี้ นางจะไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆทั้งสิ้น
เมื่อคิดได้ดังนั้น หัวใจของเด็กสาวผู้เย็นชาก็พลันหนักอึ้งลง
เห็นได้ชัดว่าเหล่านักฆ่าเบื้องหน้าก็เข้าใจในจุดนี้เช่นกัน
ดังนั้น พวกมันจึงพยายามปิดล้อมเส้นทางถอยของลู่เสวี่ยฉีให้ได้มากที่สุด
พร้อมกันนั้นก็ป้องกันไม่ให้นางส่งเสียงดังจนเกินไป จนไปปลุกให้เหล่าศิษย์ หรือกระทั่งเจ้านิกายแห่งยอดเขาไผ่น้อยต้องตื่นขึ้นมา...
….
“บุกเข้าไป!”
นักฆ่าที่เป็นหัวหน้าเอ่ยขึ้นเสียงเย็น
สิ้นเสียงนั้น...เหล่านักฆ่าจากนิกายมารที่อยู่รายล้อมก็พลันพุ่งทะยานเข้าโจมตี!
ร่างของพวกมันแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความมืด ราวกับเป็นนักฆ่าโดยกำเนิด การโจมตีอันเฉียบคมพุ่งตรงเข้าสู่จุดตายในทันที
แคร๊ง—
ลู่เสวี่ยฉีตวัดดาบต้านรับอย่างเยือกเย็น
นางใช้ดาบเทพเทียนหยาในมือขับไล่นักฆ่าสองคนที่อยู่เบื้องหน้าให้ถอยกลับไปได้ก่อน จากนั้นจึงหันไปรับมือกับนักฆ่าอีกหลายคนที่เหลือ
ประกายดาบอันเจิดจ้าขับเน้นให้เรือนร่างอันบอบบางของนางดูงดงามไร้ที่ติ ชวนให้ผู้คนหลงใหลจนมิอาจละสายตา...
แต่ก็น่าเสียดาย…
แม้ว่าระดับพลังฝึกปรือของลู่เสวี่ยฉีจะสูงส่งเพียงใด แต่ประสบการณ์ต่อสู้จริงของนางนั้นยังนับว่าน้อยเกินไป
ถึงแม้จะต้องเผชิญหน้ากับนักฆ่าจากนิกายมารหลายคนที่ระดับพลังต่ำกว่านาง แต่ในท้ายที่สุด นางก็ค่อยๆตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ดี
“สมแล้วที่เป็นเซียนดาบหญิงอันดับหนึ่งในใต้หล้าในอนาคต!”
“แม้จะยังเยาว์วัยเพียงนี้…แต่พลังฝึกปรือก็นับว่าสูงส่งพอที่จะทำให้พวกเราต้องหวั่นเกรงได้แล้ว!”
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงเย็นชาดังขึ้น เเละร่างของนักฆ่าที่เป็นหัวหน้าพุ่งทะยานขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
มันลอบมาอยู่ด้านหลังของลู่เสวี่ยฉีอย่างเงียบเชียบตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ ก่อนที่เหล็กแหลมหลีเหรินจุยจะพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ หมายจะทะลวงเข้าสู่หัวใจของนาง!
สีหน้าของลู่เสวี่ยฉีเปลี่ยนไปเล็กน้อย
นางรีบตอบสนองในทันที พยายามยกดาบขึ้นมาต้านรับไว้
แต่….การโจมตีของนักฆ่าคนอื่นๆก็ตามมาติดๆ!
ถึงแม้ลู่เสวี่ยฉีจะสามารถป้องกันเหล็กแหลมหลีเหรินจุยจากด้านหลังได้ แต่ศาสตราวุธของนักฆ่าคนอื่นๆที่อยู่เบื้องหน้าก็ยังคงพุ่งเข้ากระแทกร่างของนางอยู่ดี
แค่ก—
เด็กสาวผู้เย็นชากระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง
ร่างของนางพลันปลิวถอยหลังออกไป ใบหน้าซีดเผือดอย่างถึงที่สุด กระทั่งดาบเทพเทียนหยาในมือก็ยังดูหม่นแสงลง
‘ข้า...กำลังจะตายแล้วหรือนี่...’
ใบหน้างามล้ำของลู่เสวี่ยฉีซีดขาวราวกับกระดาษ
สายลมยามราตรีพัดโชยมาเบาๆปัดปอยผมที่ข้างแก้มของนางให้ปลิวไสว ทำให้ทั้งร่างของนางดูบอบบางน่าทะนุถนอมยิ่งขึ้นไปอีก
เด็กสาวผู้เย็นชากัดฟันแน่น…นางกำดาบเทพเทียนหยาไว้ในมือที่สั่นเทา พยายามประคองร่างที่โซซัดโซเซให้ยืนหยัดอย่างมั่นคง แต่ในไม่ช้าภาพเบื้องหน้าของนางก็พลันมืดดับลง
เรือนร่างอันบอบบางราวกับจะล้มลงได้ทุกเมื่อหากต้องลม แพขนตายาวงอนสั่นระริก ราวกับกำลังจะจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา
ในชั่วขณะนั้น...ลู่เสวี่ยฉีรู้สึกว่าตนเองกำลังจะตายจริงๆ
นางพยายามอย่างสุดกำลังที่จะลืมตาขึ้น...แล้วมองไปยังเบื้องหน้า
แต่ทว่า...สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือเหล่านักฆ่าจากนิกายมารที่อยู่ไม่ไกลกลับไม่ได้บุกเข้ามาต่อ
พวกมันต่างกำศาสตราวุธในมือแน่น จ้องมองไปยังพื้นที่ว่างเบื้องหน้าด้วยท่าทีราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ ราวกับว่าที่ตรงนั้น...ได้ปรากฏตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นมา...
“นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งนิกายมาร”
“จากโถงอายุวัฒนะ—โจวอิ่น?!”
ในภวังค์อันเลือนราง ลู่เสวี่ยฉีได้ยินเสียงราบเรียบเสียงหนึ่งดังขึ้น
นางพยายามหันศีรษะกลับไปมองอย่างยากลำบาก
ทันใดนั้น พลันพบว่าบนโขดหินใหญ่ด้านหลังของนาง บัดนี้ได้ปรากฏร่างในอาภรณ์สีครามร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่
เขาผู้นั้นสวมชุดสีครามดูองอาจสง่างาม รูปร่างสูงโปร่ง ผมสีดำยาวสยาย
ใบหน้าหล่อเหลาถูกบดบังไว้ครึ่งหนึ่งด้วยหมวกฟาง เผยให้เห็นเพียงปลายคางที่คมคายราวกับสลักเสลา
ในชั่วขณะนั้นเอง...ลู่เสวี่ยฉีก็ไม่อาจฝืนทนต่อไปได้อีก
เรือนร่างอันบอบบางของนางโงนเงน ก่อนที่ทั้งร่างจะล้มพับไปเบื้องหน้า แล้วจมดิ่งสู่ความหมดสติ...
และในวินาทีที่สติสัมปชัญญะกำลังจะเลือนหายไป...นางรู้สึกได้เลาๆว่ามีอ้อมแขนอันแข็งแกร่งคู่หนึ่งเข้ามารองรับร่างของนางไว้ ก่อนที่นางจะล้มลงสู่แผ่นอกอันอบอุ่น แผงอกที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นนั้นช่างทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด
แพขนตายาวงอนของลู่เสวี่ยฉีสั่นระริกเบาๆ
ก่อนที่สติจะดับวูบลง...นางพยายามเงยหน้าขึ้นมอง
ทันใดนั้นพลันเห็นเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีครามผู้หนึ่งได้โอบประคองนางไว้ในอ้อมแขน
ดวงตาคู่ลุ่มลึกของเขาคมกริบดุจใบมีด ภายในนั้นฉายแววแห่งความเจ็บปวดระคนห่วงใย...และยังมีเจตนาฆ่าฟันอันแรงกล้า...
เขา...กำลังเจ็บปวดใจเพราะข้างั้นหรือ?
และแล้ว...ลู่เสวี่ยฉีก็หมดสติไปโดยสมบูรณ์
ในขณะนั้น...เย่ฉางเฟิงมองเด็กสาวผู้เย็นชาในอ้อมแขนของตน
สีหน้าของเขาเย็นชาอย่างถึงที่สุด ดวงตาจ้องมองไปยังเหล่านักฆ่าจากนิกายมารที่อยู่ไม่ไกล ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“พวกเจ้า...”
“อยากจะตายแบบไหน!?”
สิ้นเสียงนั้น...เขาก็ยื่นมือไปจับดาบเทพเทียนหยาที่อยู่ข้างๆอย่างสงบนิ่ง
ชิ้งงงงง—
ในชั่วพริบตา...ปราณดาบก็แผ่ไพศาลไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี!
เสียงดาบดังใสกังวานสะท้านไปทั่วทั้งยอดเขาไผ่น้อย ปราณดาบอันไร้ลักษณ์แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งลานชมจันทร์ ประกายดาบเจิดจ้าสาดส่องตัดผ่านฟากฟ้า ปิดตายเส้นทางหนีของทุกคนจนหมดสิ้น!
ในชั่วขณะนั้น สีหน้าของเหล่านักฆ่าจากนิกายมารรวมถึงโจวอิ่น...ก็พลันเปลี่ยนเป็นซีดเผือด!
พวกมันจ้องมองเย่ฉางเฟิงที่อยู่เบื้องหน้า...และพลันเข้าใจถึงตัวตนของเขาได้ในทันที
อายุยังน้อย...สวมอาภรณ์สีคราม...และยังมีพลังแห่งวิถีดาบอันน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้...
“เจ้าคือ...”
“ว่าที่เจ้านิกายชิงหยุน!?”
โจวอิ่นรีบเรียกใช้ศาสตราวุธหลีเหรินจุยออกมาด้วยท่าทีราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
ทว่า...เย่ฉางเฟิงกลับไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
เพราะว่าคนตาย...ไม่คู่ควรให้เขาต้องสิ้นเปลืองวาจาด้วย
………..