เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 : ลอบสังหารยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งเจ็ดยอดเขางั้นรึ?

บทที่ 12 : ลอบสังหารยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งเจ็ดยอดเขางั้นรึ?

บทที่ 12 : ลอบสังหารยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งเจ็ดยอดเขางั้นรึ?


บทที่ 12 : ลอบสังหารยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งเจ็ดยอดเขางั้นรึ?

หลังจากที่ทุกคนบนยอดเขาไผ่ใหญ่กินอาหารกันอย่างเงียบสงบเสร็จสิ้น เถียนปู้อี้เป็นคนแรกที่วางตะเกียบลง

เขากวาดสายตามองเหล่าศิษย์เบื้องหน้า ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ร่างของเย่ฉางเฟิง แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ:

“เจ้าเจ็ด ช่วงนี้การฝึกปรือของเจ้าก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว”

ในบรรดาศิษย์ทั้งแปดคนของยอดเขาไผ่ใหญ่ เย่ฉางเฟิงนับเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นที่สุด

เขาเข้ามาเป็นศิษย์ได้เพียงห้าปี ก็สามารถทะลวงสู่ระดับหยูชิงขั้นที่สี่ได้แล้ว ซึ่งเป็นระดับที่หลายคนไม่เคยไปถึง หรือก็คือ ‘ขอบเขตขับเคลื่อนวัตถุ’

เถียนปู้อี้ไม่ได้ถามถึงระดับพลังของเย่ฉางเฟิงมาหลายเดือนแล้ว

แต่วันนี้กลับนึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมา...จึงอยากจะลองถามดูสักหน่อย

เมื่อได้ยินดังนั้น เย่ฉางเฟิงก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

เขาครุ่นคิดในใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะแล้วตอบว่า

“เรียนท่านอาจารย์ วันนี้ศิษย์เพิ่งจะทะลวงสู่ระดับหยูชิงขั้นที่ห้าพอดิบพอดี ยังมิทันได้เรียนให้ท่านทราบเลยขอรับ...”

พูดจบ เย่ฉางเฟิงก็ปลดปล่อยพลังปราณระดับหยูชิงขั้นที่ห้าออกมา

วูม—

ปรากฏไอพลังไท่จี๋อันบริสุทธิ์สายหนึ่งแผ่ออกมาจากร่างของเขา เป็นพลังปราณของระดับหยูชิงขั้นที่ห้าอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อเห็นภาพนั้น ดวงตาของเถียนปู้อี้ก็พลันเปล่งประกายเจิดจ้า

“ดี! ดีมาก!”

แม้ว่าเย่ฉางเฟิงจะไม่ใช่เจ้านิกายชิงหยุนบนม่านฟ้าผู้นั้น...

แต่แค่พรสวรรค์ระดับนี้...ก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจของเขาพองโตด้วยความยินดีแล้ว

ด้านข้าง ใบหน้าที่งดงามของซูหรูปรากฏรอยยิ้มแห่งความปิติยินดีเช่นกัน

ในฐานะภรรยาของเถียนปู้อี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมานางคอยเป็นกังวลเกี่ยวกับความรุ่งเรืองของยอดเขาไผ่ใหญ่มาโดยตลอด

บัดนี้ เมื่อได้เห็นการทะลวงระดับพลังของเย่ฉางเฟิง...นางย่อมมีความสุขเป็นธรรมดา

“เย่ฉางเฟิง!”

“นี่เจ้า...กำลังจะแซงหน้าข้าแล้วนะ!”

เถียนหลิงเอ๋อร์ในชุดสีแดงท้าวสะเอวพลางยื่นปากออกมาเล็กน้อย

เหล่าศิษย์พี่แห่งยอดเขาไผ่ใหญ่คนอื่นๆต่างก็รู้สึกยินดีกับเย่ฉางเฟิงจากใจจริง

แม้ว่าพลังฝึกปรือของพวกเขาจะด้อยกว่าเย่ฉางเฟิง แต่ด้วยบรรยากาศอันอบอุ่นของยอดเขาไผ่ใหญ่ จึงไม่เคยเกิดความคิดริษยาอาฆาตขึ้นเลยแม้แต่น้อย...

“ศิษย์น้องหญิงน้อย ท่านคงต้องพยายามให้มากขึ้นแล้วล่ะ มิเช่นนั้นอีกไม่นานข้าคงได้แซงท่านไปจริงๆ” เย่ฉางเฟิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

ทว่าในความเป็นจริงแล้ว...เขาแซงหน้าเถียนหลิงเอ๋อร์ไปนานแล้วต่างหาก

ในตอนนี้ พลังฝึกปรือของเขาอยู่ในระดับ ‘ซ่างชิง’ ขั้นกลางแล้ว ซึ่งห่างชั้นกับระดับหยูชิงขั้นที่หกของเถียนหลิงเอ๋อร์อย่างมหาศาล

นี่ไม่อาจเรียกว่าเป็นการแซงหน้าได้อีกต่อไป...หากแต่เป็นความแตกต่างราวฟ้ากับเหว

เพราะแก่นแท้ของระดับหยูชิงและซ่างชิงนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

…..

เมื่อได้ยินดังนั้น

ด้วยความเป็นเด็กสาว...เถียนหลิงเอ๋อร์ย่อมทนคำท้าทายเช่นนี้ไม่ได้อยู่แล้ว นางจึงประกาศกร้าวทันทีว่าจะไม่มีวันยอมให้เย่ฉางเฟิงแซงหน้าไปได้อย่างแน่นอน

ทุกคนที่อยู่รอบๆต่างก็หัวเราะออกมาเบาๆ

พวกเขาต่างมองดูเย่ฉางเฟิงกับเถียนหลิงเอ๋อร์ต่อปากต่อคำกันด้วยความสนใจ

ซึ่งนี่ก็ถือเป็นเรื่องน่าสนุกประจำวันของยอดเขาไผ่ใหญ่ไปแล้ว

เมื่อครั้งอดีต...ตอนที่เย่ฉางเฟิงเพิ่งเข้ามาเป็นศิษย์ของยอดเขาไผ่ใหญ่ได้ไม่นาน เขาก็ได้แสดงพรสวรรค์ด้านการฝึกปรืออันโดดเด่นออกมา จนได้รับความสนใจจากสองสามีภรรยาเถียนปู้อี้เป็นอย่างมาก

ในตอนนั้น...เถียนหลิงเอ๋อร์ยังเป็นเพียงเด็กน้อยตัวกะเปี๊ยก

เมื่อนางเห็นว่าเย่ฉางเฟิงมาแย่งความสนใจจากบิดามารดาของตนไป ก็ได้แต่แอบไปร้องไห้อยู่บนเขาทุกวัน

ในช่วงนั้นนางยังต้องขึ้นเขาไปตัดไผ่เพื่อทำการบ้านอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นางจึงมักจะจินตนาการว่าต้นไผ่ข้อดำคือเย่ฉางเฟิง แล้วก็ตัดไปพลางร้องไห้สะอึกสะอื้นไปพลาง

เเละเย่ฉางเฟิงในฐานะคู่กรณี…ก็ได้บังเอิญไปเห็นภาพเถียนหลิงเอ๋อร์ที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นเข้าโดยบังเอิญ จะว่าไปแล้วมันก็เป็นภาพที่น่าขบขันไม่น้อย...

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เย่ฉางเฟิงก็มักจะคอยให้ความสนใจเด็กหญิงตัวน้อยที่ชื่อเถียนหลิงเอ๋อร์อยู่เสมอ

ถือเป็นการชดเชยความรู้สึกผิดต่อนางก็แล้วกัน

เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า...จึงกลายเป็นภาพของคู่กัดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

แน่นอน...เย่ฉางเฟิงมองเถียนหลิงเอ๋อร์เป็นเพียงน้องสาวมาโดยตลอด

เพราะในสายตาของเขา เถียนหลิงเอ๋อร์ก็เป็นแค่เด็กหญิงขี้แงคนหนึ่งเท่านั้น

ส่วนเถียนหลิงเอ๋อร์จะมองเย่ฉางเฟิงอย่างไรนั้น...ก็คงไม่มีใครล่วงรู้ได้

แต่เอาเป็นว่า...เมื่อครั้งที่ฉีฮ่าวและหลินจิงอวี่มาเยือนยอดเขาไผ่ใหญ่เป็นครั้งแรก เถียนหลิงเอ๋อร์ไม่ได้เลือกที่จะรับ ‘ไข่มุกชิงเหลียง’ ที่ฉีฮ่าวมอบให้

ไม่เพียงแต่นางจะไม่รับ...นางยังแอบชำเลืองมองเย่ฉางเฟิงอย่างเงียบๆอีกด้วย

สำหรับเรื่องนี้...เย่ฉางเฟิงไม่ได้ล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย

กลับกัน เป็นซูหรูต่างหากที่เห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา

หลังจากเดินออกจากหอโส่วจิ้ง

เย่ฉางเฟิงก็มุ่งหน้าไปยังภูเขาด้านหลังตามลำพัง

ปากของเขาบอกว่าจะไปฝึกฝนที่หลังเขา แต่ความจริงแล้วเขาแค่จะไปนอนอู้...ไม่สิ ต้องเรียกว่าไปฝึกฝนถึงจะถูก

เพราะว่า...การฝึกปรือในระดับ ‘ซ่างชิง’ นั้น ไม่สามารถพึ่งพาการนั่งสมาธิและดูดซับพลังปราณฟ้าดินแบบธรรมดาได้อีกต่อไป

แต่จำเป็นต้องใช้ ‘การตรัสรู้’!

ตรัสรู้ในสวรรค์ ตรัสรู้ในปฐพี ตรัสรู้ในเคล็ดวิชา ตรัสรู้ในศาสตร์ยุทธ์!

สรุปเป็นคำเดียวก็คือ ‘วิถีแห่งเต๋าเป็นไปตามธรรมชาติ’

นี่คือกระบวนการฝึกฝนทั้งหมดของระดับซ่างชิง

“หรือว่าเราควรจะไปที่ถ้ำโลหิตอสูรเพื่อเอาคัมภีร์สวรรค์เล่มแรกมาไว้ในมือก่อนดี” เย่ฉางเฟิงครุ่นคิดในใจ

เพราะว่า...คัมภีร์สวรรค์เล่มแรกนั้นเปรียบเสมือนบทนำของคัมภีร์ทั้งห้าเล่ม

ภายในนั้นได้บันทึกหลักปรัชญาอันสูงสุดของทั้งสามสายวิชา พุทธ เต๋า และมาร เอาไว้

เป็นคัมภีร์ที่ครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง ดุจดั่งมหาสมุทรที่รองรับแม่น้ำร้อยสาย ซึ่งมีประโยชน์ต่อเส้นทางการฝึกปรือเป็นอย่างยิ่ง

หากเย่ฉางเฟิงได้มันมาไว้ในครอบครอง...

บางที...เขาอาจจะสามารถทะลวงสู่ระดับ ‘ไท่ชิง’ ได้เร็วยิ่งขึ้น

“ช่างเถอะ”

เย่ฉางเฟิงคิดไปคิดมาก็ตัดสินใจล้มเลิกความคิดนี้ไปก่อน

เพราะว่า...ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนก็จะถึงการประลองเจ็ดยอดเขาแล้ว

รอให้การประลองจบลงเสียก่อน ก็จะมีการลงเขาเพื่อฝึกฝนตนเอง ถึงตอนนั้นค่อยแวะไปเอาคัมภีร์สวรรค์เล่มแรกมาก็ยังไม่สาย...

….

เมื่อกลับมาถึงกระท่อมไผ่หลังเขา

เย่ฉางเฟิงก็เอนกายนอนลงบนเก้าอี้โยกอย่างสบายอารมณ์

เขาค่อยๆหลับตาลง หยิบหมวกฟางที่อยู่ข้างๆมาปิดหน้าไว้ ดูเผินๆเหมือนกำลังนอนหลับ...

แต่แท้จริงแล้ว เขากำลังเข้าสู่สภาวะแห่งการตรัสรู้ในวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียร

…..

เวลาผ่านไปทีละนิด

ค่ำคืนนี้ นิกายชิงหยุนกลับเงียบสงัดเป็นพิเศษ

การป้องกันที่เคยเข้มงวดก็ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงได้หละหลวมลงอย่างกะทันหัน

เหล่าศิษย์ที่รับผิดชอบเฝ้าเขามองว่าหลายวันที่ผ่านมาไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆเกิดขึ้น จึงได้กลับไปหย่อนยานเหมือนเช่นเคย...

แน่นอนว่าถึงจะหย่อนยานเพียงใด แต่รากฐานและพลังอำนาจของนิกายชิงหยุนก็ยังคงอยู่ที่นั่น

ตราบใดที่ไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ก็ไม่มีใครสามารถลอบเข้ามาได้...ไม่ต้องพูดถึงการลอบเข้าไปยังเจ็ดยอดเขาเลย

ฟุ่บ—

ในป่าไม้อันมืดมิด ปรากฏเงาร่างดุจภูตผีหลายสายพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เพียงชั่วครู่...เหล่านักฆ่าจากนิกายมารก็สามารถทะลวงผ่านการป้องกันหลายชั้นเข้ามาได้สำเร็จ

พวกเขาลอบเข้ามาในอาณาเขตของนิกายชิงหยุนอย่างเงียบเชียบ และมาถึงเส้นทางสำคัญที่เชื่อมต่อไปยังเจ็ดยอดเขา

พวกเขาไม่ได้เลือกที่จะลอบเข้าไปยังยอดเขาทงเทียน

เพราะนั่น...คือยอดเขาของเจ้านิกายชิงหยุนโดยตรง

การไปที่นั่นไม่ต่างอะไรกับการไปส่งตัวตาย ทั้งยังจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นอีกด้วย!

เป้าหมายหลักของพวกเขาคือยอดเขาอื่นๆและในบรรดายอดเขาทั้งหมด ยอดเขาไผ่น้อยคือเป้าหมายการลอบสังหารอันดับหนึ่งของพวกเขา!

ฟุ่บ—

เงาร่างหลายสายแยกย้ายกันลอบเข้าไปยังยอดเขาต่างๆของนิกายชิงหยุน

ยอดเขาไผ่ใหญ่ ณ ภูเขาด้านหลัง

ณ เวลานี้ เย่ฉางเฟิงเพิ่งจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ

เด็กหนุ่มในอาภรณ์สีคราม ผมสีดำยาวสยาย ใบหน้าหล่อเหลา คิ้วดาบตาคมดั่งดวงดาว ดวงตาคู่ลุ่มลึกทอประกายคมกริบจางๆ

“หืม?”

ในตอนนั้นเอง เย่ฉางเฟิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง…ราวกับเขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง

ทันใดนั้น...ร่างของเขาก็พลันหายวับไป

….

ภายในป่าไผ่อันมืดสลัว

นักฆ่าจากนิกายมารหลายคนที่ลอบเข้ามายังยอดเขาไผ่ใหญ่กำลังมองไปรอบๆด้วยความระแวดระวัง

พวกเขาสังเกตเห็นกระท่อมไผ่ที่อยู่เบื้องหน้า หลังจากสบตากันเป็นสัญญาณ ก็ค่อยๆย่องเข้าไปอย่างเงียบเชียบ...

เเต่ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงเรียบๆดังขึ้น

“คนของนิกายมารรึ”

“เหอะ—”

“ดูท่า...ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยบนม่านฟ้าคงจะสร้างความรู้สึกวิกฤตให้พวกเจ้าไม่น้อยเลยสินะ!”

…………..

จบบทที่ บทที่ 12 : ลอบสังหารยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งเจ็ดยอดเขางั้นรึ?

คัดลอกลิงก์แล้ว