- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 12 : ลอบสังหารยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งเจ็ดยอดเขางั้นรึ?
บทที่ 12 : ลอบสังหารยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งเจ็ดยอดเขางั้นรึ?
บทที่ 12 : ลอบสังหารยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งเจ็ดยอดเขางั้นรึ?
บทที่ 12 : ลอบสังหารยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งเจ็ดยอดเขางั้นรึ?
หลังจากที่ทุกคนบนยอดเขาไผ่ใหญ่กินอาหารกันอย่างเงียบสงบเสร็จสิ้น เถียนปู้อี้เป็นคนแรกที่วางตะเกียบลง
เขากวาดสายตามองเหล่าศิษย์เบื้องหน้า ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ร่างของเย่ฉางเฟิง แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ:
“เจ้าเจ็ด ช่วงนี้การฝึกปรือของเจ้าก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว”
ในบรรดาศิษย์ทั้งแปดคนของยอดเขาไผ่ใหญ่ เย่ฉางเฟิงนับเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นที่สุด
เขาเข้ามาเป็นศิษย์ได้เพียงห้าปี ก็สามารถทะลวงสู่ระดับหยูชิงขั้นที่สี่ได้แล้ว ซึ่งเป็นระดับที่หลายคนไม่เคยไปถึง หรือก็คือ ‘ขอบเขตขับเคลื่อนวัตถุ’
เถียนปู้อี้ไม่ได้ถามถึงระดับพลังของเย่ฉางเฟิงมาหลายเดือนแล้ว
แต่วันนี้กลับนึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมา...จึงอยากจะลองถามดูสักหน่อย
เมื่อได้ยินดังนั้น เย่ฉางเฟิงก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เขาครุ่นคิดในใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะแล้วตอบว่า
“เรียนท่านอาจารย์ วันนี้ศิษย์เพิ่งจะทะลวงสู่ระดับหยูชิงขั้นที่ห้าพอดิบพอดี ยังมิทันได้เรียนให้ท่านทราบเลยขอรับ...”
พูดจบ เย่ฉางเฟิงก็ปลดปล่อยพลังปราณระดับหยูชิงขั้นที่ห้าออกมา
วูม—
ปรากฏไอพลังไท่จี๋อันบริสุทธิ์สายหนึ่งแผ่ออกมาจากร่างของเขา เป็นพลังปราณของระดับหยูชิงขั้นที่ห้าอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อเห็นภาพนั้น ดวงตาของเถียนปู้อี้ก็พลันเปล่งประกายเจิดจ้า
“ดี! ดีมาก!”
แม้ว่าเย่ฉางเฟิงจะไม่ใช่เจ้านิกายชิงหยุนบนม่านฟ้าผู้นั้น...
แต่แค่พรสวรรค์ระดับนี้...ก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจของเขาพองโตด้วยความยินดีแล้ว
ด้านข้าง ใบหน้าที่งดงามของซูหรูปรากฏรอยยิ้มแห่งความปิติยินดีเช่นกัน
ในฐานะภรรยาของเถียนปู้อี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมานางคอยเป็นกังวลเกี่ยวกับความรุ่งเรืองของยอดเขาไผ่ใหญ่มาโดยตลอด
บัดนี้ เมื่อได้เห็นการทะลวงระดับพลังของเย่ฉางเฟิง...นางย่อมมีความสุขเป็นธรรมดา
“เย่ฉางเฟิง!”
“นี่เจ้า...กำลังจะแซงหน้าข้าแล้วนะ!”
เถียนหลิงเอ๋อร์ในชุดสีแดงท้าวสะเอวพลางยื่นปากออกมาเล็กน้อย
เหล่าศิษย์พี่แห่งยอดเขาไผ่ใหญ่คนอื่นๆต่างก็รู้สึกยินดีกับเย่ฉางเฟิงจากใจจริง
แม้ว่าพลังฝึกปรือของพวกเขาจะด้อยกว่าเย่ฉางเฟิง แต่ด้วยบรรยากาศอันอบอุ่นของยอดเขาไผ่ใหญ่ จึงไม่เคยเกิดความคิดริษยาอาฆาตขึ้นเลยแม้แต่น้อย...
“ศิษย์น้องหญิงน้อย ท่านคงต้องพยายามให้มากขึ้นแล้วล่ะ มิเช่นนั้นอีกไม่นานข้าคงได้แซงท่านไปจริงๆ” เย่ฉางเฟิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ทว่าในความเป็นจริงแล้ว...เขาแซงหน้าเถียนหลิงเอ๋อร์ไปนานแล้วต่างหาก
ในตอนนี้ พลังฝึกปรือของเขาอยู่ในระดับ ‘ซ่างชิง’ ขั้นกลางแล้ว ซึ่งห่างชั้นกับระดับหยูชิงขั้นที่หกของเถียนหลิงเอ๋อร์อย่างมหาศาล
นี่ไม่อาจเรียกว่าเป็นการแซงหน้าได้อีกต่อไป...หากแต่เป็นความแตกต่างราวฟ้ากับเหว
เพราะแก่นแท้ของระดับหยูชิงและซ่างชิงนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
…..
เมื่อได้ยินดังนั้น
ด้วยความเป็นเด็กสาว...เถียนหลิงเอ๋อร์ย่อมทนคำท้าทายเช่นนี้ไม่ได้อยู่แล้ว นางจึงประกาศกร้าวทันทีว่าจะไม่มีวันยอมให้เย่ฉางเฟิงแซงหน้าไปได้อย่างแน่นอน
ทุกคนที่อยู่รอบๆต่างก็หัวเราะออกมาเบาๆ
พวกเขาต่างมองดูเย่ฉางเฟิงกับเถียนหลิงเอ๋อร์ต่อปากต่อคำกันด้วยความสนใจ
ซึ่งนี่ก็ถือเป็นเรื่องน่าสนุกประจำวันของยอดเขาไผ่ใหญ่ไปแล้ว
เมื่อครั้งอดีต...ตอนที่เย่ฉางเฟิงเพิ่งเข้ามาเป็นศิษย์ของยอดเขาไผ่ใหญ่ได้ไม่นาน เขาก็ได้แสดงพรสวรรค์ด้านการฝึกปรืออันโดดเด่นออกมา จนได้รับความสนใจจากสองสามีภรรยาเถียนปู้อี้เป็นอย่างมาก
ในตอนนั้น...เถียนหลิงเอ๋อร์ยังเป็นเพียงเด็กน้อยตัวกะเปี๊ยก
เมื่อนางเห็นว่าเย่ฉางเฟิงมาแย่งความสนใจจากบิดามารดาของตนไป ก็ได้แต่แอบไปร้องไห้อยู่บนเขาทุกวัน
ในช่วงนั้นนางยังต้องขึ้นเขาไปตัดไผ่เพื่อทำการบ้านอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นางจึงมักจะจินตนาการว่าต้นไผ่ข้อดำคือเย่ฉางเฟิง แล้วก็ตัดไปพลางร้องไห้สะอึกสะอื้นไปพลาง
เเละเย่ฉางเฟิงในฐานะคู่กรณี…ก็ได้บังเอิญไปเห็นภาพเถียนหลิงเอ๋อร์ที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นเข้าโดยบังเอิญ จะว่าไปแล้วมันก็เป็นภาพที่น่าขบขันไม่น้อย...
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เย่ฉางเฟิงก็มักจะคอยให้ความสนใจเด็กหญิงตัวน้อยที่ชื่อเถียนหลิงเอ๋อร์อยู่เสมอ
ถือเป็นการชดเชยความรู้สึกผิดต่อนางก็แล้วกัน
เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า...จึงกลายเป็นภาพของคู่กัดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
แน่นอน...เย่ฉางเฟิงมองเถียนหลิงเอ๋อร์เป็นเพียงน้องสาวมาโดยตลอด
เพราะในสายตาของเขา เถียนหลิงเอ๋อร์ก็เป็นแค่เด็กหญิงขี้แงคนหนึ่งเท่านั้น
ส่วนเถียนหลิงเอ๋อร์จะมองเย่ฉางเฟิงอย่างไรนั้น...ก็คงไม่มีใครล่วงรู้ได้
แต่เอาเป็นว่า...เมื่อครั้งที่ฉีฮ่าวและหลินจิงอวี่มาเยือนยอดเขาไผ่ใหญ่เป็นครั้งแรก เถียนหลิงเอ๋อร์ไม่ได้เลือกที่จะรับ ‘ไข่มุกชิงเหลียง’ ที่ฉีฮ่าวมอบให้
ไม่เพียงแต่นางจะไม่รับ...นางยังแอบชำเลืองมองเย่ฉางเฟิงอย่างเงียบๆอีกด้วย
สำหรับเรื่องนี้...เย่ฉางเฟิงไม่ได้ล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย
กลับกัน เป็นซูหรูต่างหากที่เห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา
…
หลังจากเดินออกจากหอโส่วจิ้ง
เย่ฉางเฟิงก็มุ่งหน้าไปยังภูเขาด้านหลังตามลำพัง
ปากของเขาบอกว่าจะไปฝึกฝนที่หลังเขา แต่ความจริงแล้วเขาแค่จะไปนอนอู้...ไม่สิ ต้องเรียกว่าไปฝึกฝนถึงจะถูก
เพราะว่า...การฝึกปรือในระดับ ‘ซ่างชิง’ นั้น ไม่สามารถพึ่งพาการนั่งสมาธิและดูดซับพลังปราณฟ้าดินแบบธรรมดาได้อีกต่อไป
แต่จำเป็นต้องใช้ ‘การตรัสรู้’!
ตรัสรู้ในสวรรค์ ตรัสรู้ในปฐพี ตรัสรู้ในเคล็ดวิชา ตรัสรู้ในศาสตร์ยุทธ์!
สรุปเป็นคำเดียวก็คือ ‘วิถีแห่งเต๋าเป็นไปตามธรรมชาติ’
นี่คือกระบวนการฝึกฝนทั้งหมดของระดับซ่างชิง
“หรือว่าเราควรจะไปที่ถ้ำโลหิตอสูรเพื่อเอาคัมภีร์สวรรค์เล่มแรกมาไว้ในมือก่อนดี” เย่ฉางเฟิงครุ่นคิดในใจ
เพราะว่า...คัมภีร์สวรรค์เล่มแรกนั้นเปรียบเสมือนบทนำของคัมภีร์ทั้งห้าเล่ม
ภายในนั้นได้บันทึกหลักปรัชญาอันสูงสุดของทั้งสามสายวิชา พุทธ เต๋า และมาร เอาไว้
เป็นคัมภีร์ที่ครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง ดุจดั่งมหาสมุทรที่รองรับแม่น้ำร้อยสาย ซึ่งมีประโยชน์ต่อเส้นทางการฝึกปรือเป็นอย่างยิ่ง
หากเย่ฉางเฟิงได้มันมาไว้ในครอบครอง...
บางที...เขาอาจจะสามารถทะลวงสู่ระดับ ‘ไท่ชิง’ ได้เร็วยิ่งขึ้น
“ช่างเถอะ”
เย่ฉางเฟิงคิดไปคิดมาก็ตัดสินใจล้มเลิกความคิดนี้ไปก่อน
เพราะว่า...ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนก็จะถึงการประลองเจ็ดยอดเขาแล้ว
รอให้การประลองจบลงเสียก่อน ก็จะมีการลงเขาเพื่อฝึกฝนตนเอง ถึงตอนนั้นค่อยแวะไปเอาคัมภีร์สวรรค์เล่มแรกมาก็ยังไม่สาย...
….
เมื่อกลับมาถึงกระท่อมไผ่หลังเขา
เย่ฉางเฟิงก็เอนกายนอนลงบนเก้าอี้โยกอย่างสบายอารมณ์
เขาค่อยๆหลับตาลง หยิบหมวกฟางที่อยู่ข้างๆมาปิดหน้าไว้ ดูเผินๆเหมือนกำลังนอนหลับ...
แต่แท้จริงแล้ว เขากำลังเข้าสู่สภาวะแห่งการตรัสรู้ในวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียร
…..
เวลาผ่านไปทีละนิด
ค่ำคืนนี้ นิกายชิงหยุนกลับเงียบสงัดเป็นพิเศษ
การป้องกันที่เคยเข้มงวดก็ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงได้หละหลวมลงอย่างกะทันหัน
เหล่าศิษย์ที่รับผิดชอบเฝ้าเขามองว่าหลายวันที่ผ่านมาไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆเกิดขึ้น จึงได้กลับไปหย่อนยานเหมือนเช่นเคย...
แน่นอนว่าถึงจะหย่อนยานเพียงใด แต่รากฐานและพลังอำนาจของนิกายชิงหยุนก็ยังคงอยู่ที่นั่น
ตราบใดที่ไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ก็ไม่มีใครสามารถลอบเข้ามาได้...ไม่ต้องพูดถึงการลอบเข้าไปยังเจ็ดยอดเขาเลย
ฟุ่บ—
ในป่าไม้อันมืดมิด ปรากฏเงาร่างดุจภูตผีหลายสายพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วครู่...เหล่านักฆ่าจากนิกายมารก็สามารถทะลวงผ่านการป้องกันหลายชั้นเข้ามาได้สำเร็จ
พวกเขาลอบเข้ามาในอาณาเขตของนิกายชิงหยุนอย่างเงียบเชียบ และมาถึงเส้นทางสำคัญที่เชื่อมต่อไปยังเจ็ดยอดเขา
พวกเขาไม่ได้เลือกที่จะลอบเข้าไปยังยอดเขาทงเทียน
เพราะนั่น...คือยอดเขาของเจ้านิกายชิงหยุนโดยตรง
การไปที่นั่นไม่ต่างอะไรกับการไปส่งตัวตาย ทั้งยังจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นอีกด้วย!
เป้าหมายหลักของพวกเขาคือยอดเขาอื่นๆและในบรรดายอดเขาทั้งหมด ยอดเขาไผ่น้อยคือเป้าหมายการลอบสังหารอันดับหนึ่งของพวกเขา!
ฟุ่บ—
เงาร่างหลายสายแยกย้ายกันลอบเข้าไปยังยอดเขาต่างๆของนิกายชิงหยุน
…
ยอดเขาไผ่ใหญ่ ณ ภูเขาด้านหลัง
ณ เวลานี้ เย่ฉางเฟิงเพิ่งจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ
เด็กหนุ่มในอาภรณ์สีคราม ผมสีดำยาวสยาย ใบหน้าหล่อเหลา คิ้วดาบตาคมดั่งดวงดาว ดวงตาคู่ลุ่มลึกทอประกายคมกริบจางๆ
“หืม?”
ในตอนนั้นเอง เย่ฉางเฟิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง…ราวกับเขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง
ทันใดนั้น...ร่างของเขาก็พลันหายวับไป
….
ภายในป่าไผ่อันมืดสลัว
นักฆ่าจากนิกายมารหลายคนที่ลอบเข้ามายังยอดเขาไผ่ใหญ่กำลังมองไปรอบๆด้วยความระแวดระวัง
พวกเขาสังเกตเห็นกระท่อมไผ่ที่อยู่เบื้องหน้า หลังจากสบตากันเป็นสัญญาณ ก็ค่อยๆย่องเข้าไปอย่างเงียบเชียบ...
เเต่ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงเรียบๆดังขึ้น
“คนของนิกายมารรึ”
“เหอะ—”
“ดูท่า...ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยบนม่านฟ้าคงจะสร้างความรู้สึกวิกฤตให้พวกเจ้าไม่น้อยเลยสินะ!”
…………..