เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 : เย่ฉางเฟิงคือเจ้านิกายชิงหยุนคนต่อไปงั้นรึ

บทที่ 11 : เย่ฉางเฟิงคือเจ้านิกายชิงหยุนคนต่อไปงั้นรึ

บทที่ 11 : เย่ฉางเฟิงคือเจ้านิกายชิงหยุนคนต่อไปงั้นรึ


บทที่ 11 : เย่ฉางเฟิงคือเจ้านิกายชิงหยุนคนต่อไปงั้นรึ

ครึ่งเดือนต่อมา...

ณ นิกายหมื่นพิษ นิกายราชันย์ภูต และโถงอายุวัฒนะ สามขั้วอำนาจฝ่ายมารได้ร่วมกันวางแผนการใหญ่อย่างลับๆและในที่สุด แผนการลอบสังหารอันสมบูรณ์แบบไร้ที่ติก็ถือกำเนิดขึ้น

แน่นอนว่า...การจะทำให้แผนการหนึ่ง ‘ไร้ที่ติ’ อย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องมี ‘หนอนบ่อนไส้’ จากนิกายชิงหยุนคอยให้ความช่วยเหลือเสียก่อน!

และเพื่อทำให้ ‘แผนการลอบสังหาร’ ครั้งนี้สมบูรณ์แบบที่สุด...เทพพิษจึงได้ลอบส่งสาส์นลับฉบับหนึ่งไปยังนิกายชิงหยุนอย่างเงียบเชียบ

นิกายชิงหยุน ณ ยอดเขามังกรคำราม

ราตรีนั้น...ท้องฟ้าโปร่งไร้ซึ่งเมฆหมอกมาบดบัง

ผืนฟ้ายามค่ำคืนมืดสนิทไร้แสงดาว จันทราอันเจ้าเล่ห์หลบเร้นกายอยู่หลังม่านเมฆ มีเพียงแสงนวลจางๆที่ส่องลอดผ่านกลุ่มเมฆดำมาได้ อาบไล้ไปทั่วทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

ฟุ่บ!

พลันปรากฏเงาร่างสายหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบมายังด้านหลังของยอดเขามังกรคำราม

ฝีเท้าของเขารวดเร็วยิ่ง แต่ตลอดเส้นทางกลับไร้ซึ่งเสียงใดๆเล็ดลอดออกมา ราวกับทั้งร่างได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความมืดยามราตรี...

วูบ!

เงาร่างนั้นพลิ้วไหวดุจสายลม

ภายใต้แสงจันทร์สลัว...โฉมหน้าที่แท้จริงของเขาก็ถูกเปิดเผยออกมาในที่สุด

นักพรตชางซง?

พรึ่บ—

บนฟากฟ้าอันมืดมิด

อสูรปักษาตัวหนึ่งบินแหวกอากาศ พาดผ่านม่านเมฆจนเกิดเป็นเงาดำทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง ก่อนจะร่อนลงสู่ด้านหลังของยอดเขามังกรคำรามอย่างมั่นคง แล้วหยุดลงเบื้องหน้าของนักพรตชางซง...

นักพรตชางซงชะงักไปครู่หนึ่ง

สายตาของเขากวาดมองไปรอบทิศด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะเอื้อมมือไปปลดสาส์นลับที่ผูกติดอยู่กับขาของอสูรปักษาออกมา จากนั้นจึงคลี่มันออกอ่านภายใต้แสงจันทร์โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

ชั่วครู่ต่อมา แววตาของนักพรตชางซงก็วูบไหวอย่างรุนแรง

เขากำสาส์นในมือแน่น ดวงตาฉายแววสับสนและลังเลใจอย่างเห็นได้ชัด

“ศิษย์พี่ว่าน...” นักพรตชางซงพึมพำกับตนเอง

และในที่สุด...เขาก็ตัดสินใจได้

นักพรตชางซงหยิบพู่กันและจดหมายที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา แล้วจรดปลายพู่กันลงบนสาส์นลับ เขียนตอบกลับไปว่า:

“อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ข้าจะหาทางทำให้การป้องกันของนิกายชิงหยุนหละหลวมลง ถึงเวลานั้น พวกเจ้าก็จงลอบเข้ามายังเจ็ดยอดเขาเพื่อลงมือสังหารได้ตามแผน”

เมื่อปลายพู่กันถูกยกขึ้น จดหมายก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

นักพรตชางซงม้วนสาส์นลับกลับเข้าที่เดิม

จากนั้น เขาก็โบกมือขับไล่อสูรปักษาให้จากไป

พรึ่บ—

อสูรปักษาตนนั้นสยายปีกโบยบินอีกครั้ง

ทะยานข้ามผ่านฟากฟ้ายามราตรี...ก่อนจะกลายเป็นเพียงเงาดำสายหนึ่งแล้วเลือนหายไปจากสายตา

เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น

ร่างของนักพรตชางซงก็เร้นกายจากไปเช่นกัน

ยอดเขาไผ่ใหญ่

บนเส้นทางสู่ยอดเขา ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีขาวผู้หนึ่งกำลังเดินทอดน่องอย่างสบายอารมณ์

บนศีรษะสวมหมวกฟางเพื่อบดบังแสงแดด ในปากคาบก้านไผ่เล็กๆเอาไว้ ดวงตาคู่ลุ่มลึกของเขาทอประกายแห่งความสงบนิ่ง แต่หากสังเกตให้ดี...จะเห็นได้ว่าลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น ซุกซ่อนประกายอันคมกริบเอาไว้

เด็กหนุ่มผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลา รูปร่างสูงโปร่ง ผมสีดำยาวสยายถึงกลางหลัง ให้ความรู้สึกองอาจและอิสระเสรี

“ศิษย์พี่เจ็ด!”

ทันใดนั้น ก็มีเสียงเรียกดังมาจากที่ไม่ไกลนัก

เด็กหนุ่มในชุดขาวชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ก่อนจะคลายก้านไผ่ออกจากปากแล้วเอ่ยขึ้น:

“เสี่ยวฝานรึ”

จางเสี่ยวฝานเดินเข้ามาจากอีกฟากหนึ่ง

เขามองเย่ฉางเฟิงที่อยู่ตรงหน้าพลางยกมือขึ้นเกาศีรษะ

“ศิษย์พี่เจ็ด ได้เวลาอาหารแล้ว ข้าเลยตั้งใจมาเรียกท่านน่ะ”

เย่ฉางเฟิงพยักหน้ารับเบาๆ “ไปกันเถอะ”

จางเสี่ยวฝานพยักหน้า

พลันสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นอาภรณ์สีขาวบนตัวของเย่ฉางเฟิง จึงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ

“ศิษย์พี่เจ็ด ปกติท่านชอบใส่ชุดสีครามไม่ใช่หรือ เหตุใดวันนี้ถึงเปลี่ยนมาใส่ชุดสีขาวเล่า”

พอพูดถึงชุดสีคราม...

จางเสี่ยวฝานก็นึกไปถึงเจ้านิกายชิงหยุนคนต่อไปที่ถูกเปิดเผยบนม่านฟ้าขึ้นมาทันที

คนผู้นั้น...ก็สวมอาภรณ์สีครามเช่นกัน

เมื่อได้ยินดังนั้น เย่ฉางเฟิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง…ก่อนจะแย้มยิ้มแล้วกล่าวว่า

“ทำไมรึ ชุดสีขาวไม่เหมาะกับข้างั้นหรือ”

“ก็หาไม่” จางเสี่ยวฝานเกาศีรษะ

“แค่รู้สึกไม่ชินตาน่ะขอรับ”

“เอาล่ะน่า”

“รีบไปกันเถอะ”

เย่ฉางเฟิงจงใจเปลี่ยนเรื่องคุย

แน่นอนว่าเขาตั้งใจเปลี่ยนมาใส่ชุดสีขาว เพราะนับตั้งแต่ม่านฟ้าเปิดเผยเรื่องราวในอนาคต

หากเขายังคงสวมชุดสีครามต่อไป มันก็คงจะดูสะดุดตาเกินไปหน่อย...

“โอ้...ขอรับ”

“ศิษย์พี่เจ็ด ท่านคิดว่าครั้งต่อไปม่านฟ้าจะเปิดเผยเรื่องอะไรหรือ”

“ไม่รู้สิ…อาจจะเปิดเผยเรื่องของเจ้าก็ได้นะ”

“หา? ข้า...ข้าพลังฝึกปรือต่ำเตี้ยเรี่ยดินเพียงนี้ จะถูกม่านฟ้าเปิดโปงได้ด้วยหรือขอรับ”

“ย่อมได้อยู่แล้ว”

ทั้งสองเดินตามทางบนเขา จนมาถึงด้านนอกของหอโส่วจิ้ง

ในขณะนี้...ศิษย์ทุกคนบนยอดเขาไผ่ใหญ่ได้มารวมตัวกันพร้อมหน้าแล้ว

“ฉางเฟิง”

ซูหรูแย้มยิ้มพร้อมกับพยักหน้าให้เย่ฉางเฟิงเล็กน้อย

นางสวมชุดกระโปรงยาวสีเขียวหม่นดูเรียบง่าย ผมสีดำขลับถูกรวบเป็นมวย ปักปิ่นปักผมหนึ่งอันเพื่อยึดไว้

ใบหน้าที่งดงามดูภูมิฐานฉายแววอ่อนโยน แม้มิใช่หญิงสาวแรกรุ่น แต่ก็ยังคงความงามสง่าเปี่ยมด้วยเสน่ห์...

“ท่านอาจารย์”

“ท่านอาจารย์หญิง” เย่ฉางเฟิงประสานมือคารวะอาจารย์ทั้งสองเล็กน้อย

ส่วนจางเสี่ยวฝานก็หมุนตัวเดินไปยังห้องครัวเพื่อทยอยยกอาหารออกมา

“เย่ฉางเฟิง!”

เถียนหลิงเอ๋อร์ขมวดคิ้วจ้องเขาเขม็ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“เจ้าช่างทำตัวยิ่งใหญ่เสียจริงนะ ปล่อยให้พวกเราทุกคนต้องมารอเจ้าอยู่คนเดียว”

เย่ฉางเฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

เขาไม่เชื่อคำพูดไร้สาระของเถียนหลิงเอ๋อร์แม้แต่น้อย ก็เมื่อครู่ตอนที่เขาเดินเข้ามา ท่านอาจารย์เถียนปู้อี้ก็เพิ่งจะเดินออกมาจากสวนหลังบ้านพอดี คิดว่าเขาไม่เห็นหรืออย่างไร...

“ถ้าเช่นนั้น...ศิษย์น้องหญิงน้อยอยากจะลงโทษข้าอย่างไรดีล่ะ”

“หรือจะให้ข้าคุกเข่าคำนับเจ้าสักครั้งดีหรือไม่” เย่ฉางเฟิงเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ

“ดีเลย! ดีเลย!”

ดวงตาของเถียนหลิงเอ๋อร์เป็นประกายขึ้นมาทันที

ใบหน้าน่ารักของนางเต็มไปด้วยความคาดหวัง

เมื่อเห็นภาพนั้น เหล่าศิษย์พี่ที่อยู่รอบๆต่างก็หันมามอง

ในแววตาของพวกเขาปรากฏรอยยิ้มจางๆราวกับคุ้นชินกับการต่อปากต่อคำของเถียนหลิงเอ๋อร์และเย่ฉางเฟิงเป็นอย่างดี

“เหลวไหล!” เถียนปู้อี้ตวาดเสียงดัง

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เถียนหลิงเอ๋อร์ก็หดคอลงทันที นางเบ้ปากเล็กน้อยและไม่ได้พูดอะไรต่อ

ซูหรูมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม

ส่วนเถียนปู้อี้เหลือบมองเย่ฉางเฟิง เมื่อสังเกตเห็นว่าเขาเปลี่ยนมาสวมชุดสีขาว ในใจก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่างขึ้นมา...

‘เจ้าเจ็ดปกติแล้วชอบใส่ชุดสีครามไม่ใช่รึ’

‘จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า...’

แววตาของเถียนปู้อี้วูบไหวเล็กน้อย

บัดนี้ เวลาได้ล่วงเลยมากว่าหนึ่งเดือนแล้วนับตั้งแต่การเปิดเผยม่านฟ้าครั้งแรก

และในช่วงเวลานี้...นิกายชิงหยุนก็เกิดความเคลื่อนไหวขึ้นมากมาย

ทั้งเจ็ดยอดเขาต่างแอบระดมกำลังทั้งหมดเพื่อค้นหา ‘เจ้านิกายชิงหยุน’ ที่ยังไม่ทราบตัวตนคนนั้น

แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มีใครได้เบาะแสอะไรเลย

บางครั้งเถียนปู้อี้ถึงกับเคยคิดว่า…เป็นไปได้หรือไม่ที่เจ้าเจ็ดศิษย์ของเขาคนนี้ คือเจ้านิกายชิงหยุนในอนาคต?

แต่ความคิดนั้นก็ถูกเขาสะบัดทิ้งไปอย่างรวดเร็ว!

แม้ว่าเย่ฉางเฟิงจะชอบสวมชุดสีครามก็จริง

แต่...พลังฝึกปรือของเขายังอยู่แค่ระดับหยูชิง(หยกวิสุทธิ์) ขั้นที่สี่เท่านั้นเอง

จะเอาไปเปรียบเทียบกับ ‘เจ้านิกายชิงหยุน’ บนม่านฟ้าผู้นั้นได้อย่างไร?

ตามคำประเมินบนม่านฟ้าแล้ว...‘เจ้านิกายชิงหยุน’ ผู้นั้นเรียกได้ว่าเป็นบุคคลระดับตำนานเลยทีเดียว

ได้รับสมญานามว่า—เซียนดาบอันดับหนึ่งในใต้หล้า!

ในขณะที่ศิษย์คนที่เจ็ดของเขา แม้แต่เงาของดาบยังไม่มีให้เห็น

แล้วจะเป็นเซียนดาบอันดับหนึ่งในใต้หล้าไปได้อย่างไร?

แน่นอนว่า เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือระดับพลังฝึกปรือของเย่ฉางเฟิงยังต่ำเกินไป

หยูชิงขั้นที่สี่?

แม้จะดูเป็นอัจฉริยะน้อยๆคนหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับ ‘เจ้านิกายชิงหยุน’ ที่ถูกเปิดเผยบนม่านฟ้าแล้ว ก็คงเป็นได้แค่ฝุ่นผงข้างทางเท่านั้น

อัจฉริยะรึ?

เหอะๆ—คำว่าอัจฉริยะ เป็นได้แค่ขั้นต่ำสุดสำหรับผู้ที่จะเข้าพบคนผู้นั้นได้ก็เท่านั้นแหละ!

เถียนปู้อี้ลอบหัวเราะในใจ

เขาสลัดความคิดเพ้อฝันที่ไม่น่าเป็นไปได้ออกจากหัว จากนั้นก็ปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม กวาดตามองเหล่าศิษย์แล้วเอ่ยขึ้น

“ได้เวลาอาหารแล้ว!”

สิ้นเสียงนั้น ทุกคนก็พลันนั่งตัวตรงทันที

จางเสี่ยวฝานทยอยยกอาหารมากมายออกมาจากห้องครัว

เถียนปู้อี้เป็นคนแรกที่เริ่มขยับตะเกียบ จากนั้นทุกคนก็เริ่มลงมือกินอาหารกัน

ทว่า วันคืนอันสงบสุขย่อมไม่คงอยู่ตลอดไป

เหตุไม่คาดฝัน…มันกำลังจะมาเยือนในไม่ช้า

……………

จบบทที่ บทที่ 11 : เย่ฉางเฟิงคือเจ้านิกายชิงหยุนคนต่อไปงั้นรึ

คัดลอกลิงก์แล้ว