- หน้าแรก
- จากสำนักยุทธ์สู่สำนักเซียน
- ตอนที่ 29 ยาอายุวัฒนะ วิชาเวทย์สร้างเอง
ตอนที่ 29 ยาอายุวัฒนะ วิชาเวทย์สร้างเอง
ตอนที่ 29 ยาอายุวัฒนะ วิชาเวทย์สร้างเอง
ตอนที่ 29 ยาอายุวัฒนะ วิชาเวทย์สร้างเอง
"ผู้คุ้มกฎพรรคมาร?"
หลี่ชิงชิวประหลาดใจ ข้อมูลพวกนี้ไม่ปรากฏในหน้าต่างสถานะ เขาอดถามไม่ได้ "พรรคมารไหน? พรรคชิงเหรอ?"
เฟิงไต้ถลึงตา "แม้พรรคชิงจะทำชั่ว แต่เทียบกับพรรคมารแล้ว ห่างกันราวฟ้ากับเหว!"
เหมือนกลัวศิษย์สำนักชิงเซียวจะไม่เห็นความสำคัญ เฟิงไต้เล่าต่อ "อู๋เป่าอวี้ ผู้คุ้มกฎทิศเหนือพรรคมาร ปีที่สามแห่งรัชศกไคหยวน ตระกูลเซียวแห่งมณฑลเป่ยเหลียง ทั้งหมดร้อยสามสิบหกชีวิต ตั้งแต่คนแก่แปดสิบยันทารกแบเบาะ ถูกเขาฆ่าล้างโคตร ปีเดียวกัน เขาพลั้งมือซ้อมศิษย์ตัวเองจนธาตุไฟเข้าแทรกตาย แล้วเอาศพไปแขวนประจานหน้าประตูเมือง ดูหมิ่นกฎหมาย ท้าทายราชสำนัก"
"ปีที่สี่รัชศกกันหมิง อู๋เป่าอี้นำคนไปปล้นเสบียงช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ราชสำนักส่งไปภาคใต้ ฆ่าทหารไปเจ็ดสิบสามนาย ทำให้ชาวบ้านภาคใต้นับแสนอดตาย ชาวบ้านโกรธแค้นสาปแช่งไปทั่ว"
"ความผิดของเขามากมายนับไม่ถ้วน อภัยให้ไม่ได้ เจ้าสำนักหลี่ ท่านอย่าปกป้องคนผิดเลย!"
คำพูดของเขาทำให้ทุกคนมองอู๋เป่าอวี้เปลี่ยนไป แม้อู๋เป่าอวี้จะพูดน้อย แต่ปกติก็ดูไม่เหมือนคนโหดเหี้ยมขนาดนั้น
จางอวี้ชุนเองก็นึกไม่ถึง เขาเริ่มกังวลถึงปัญหาที่อู๋เป่าอวี้จะนำมา
การให้ที่พักพิงอาชญากรแผ่นดินโทษหนักไม่ใช่น้อย
อู๋เป่าอวี้หยุดผ่าฟืน หันมามองเฟิงไต้ ถาม "เจ้ารู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง?"
เฟิงไต้ตอบเสียงเข้ม "ข้าอ่านเจอในหอจดหมายเหตุจวนผู้ว่าการมณฑล หลายปีก่อนเจ้ามาปรากฏตัวที่กูโจว ก่อเรื่องวุ่นวายไม่น้อย ข้าคิดไว้แล้วว่าถ้าได้เป็นนายอำเภอ จะต้องจับเจ้าให้ได้ เลยจำแม่น ที่ข้อมือซ้ายเจ้ามีรอยสักรูปหัวหมาป่าสีแดงเลือด ข้าจำไม่ผิดแน่ เจ้ายังจะปฏิเสธอีกเหรอ?"
มือปราบเก้านายที่ไม่รู้ประวัติอู๋เป่าอวี้มาก่อน พอได้ยินวีรกรรมก็ขนลุกซู่ หวาดกลัวจนตัวสั่น กลัวอู๋เป่าอวี้จะอาละวาด
อู๋เป่าอวี้พูดหน้าตาย "ความจริงแล้ว ข้าแซ่เซียว"
ได้ยินดังนั้น เฟิงไต้ขมวดคิ้ว ถาม "หมายความว่าไง?"
"ตระกูลเซียวที่เจ้าบอกว่าถูกฆ่าล้างโคตรน่ะ คือตระกูลข้าเอง ข้าเป็นคนเดียวที่รอด ตอนนั้นข้าไม่อยู่บ้าน แต่เป็นองครักษ์อยู่ในวังหลวง หลังจากเกิดเรื่อง องค์รัชทายาทเจอตัวข้า แล้วส่งข้าไปแฝงตัวเป็นสายในพรรคมาร ตอนนั้นราชสำนักไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพรรคมารเลย ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อจริงของผู้คุ้มกฎทิศเหนือ ข้าดิ้นรนอยู่ในพรรคมาร จนฆ่าผู้คุ้มกฎทิศเหนือตัวจริงได้และสวมรอยแทน แต่องค์รัชทายาทสิ้นอำนาจ ไม่มีใครคืนสถานะให้ข้า แถมยังโยนความผิดทั้งหมดของผู้คุ้มกฎทิศเหนือมาให้ข้าด้วย"
"ส่วนเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เจ้าว่า นั่นไม่ใช่เงินช่วยภาคใต้ แต่เป็นเงินที่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขนไปให้นักพรตมารทางใต้เพื่อปรุงยาอายุวัฒนะต่างหาก หลังจากข้าปล้นมาได้ ข้าก็เอาไปแจกจ่ายชาวบ้าน แต่ภัยแล้งมันหนักหนา อาหารที่ซื้อได้เลยไม่พอจะกู้สถานการณ์"
อู๋เป่าอวี้เล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังพูดเรื่องของคนอื่น
ฟังจบ สีหน้าเฟิงไต้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ตวาดลั่น "เหลวไหลสิ้นดี!"
ศิษย์สำนักชิงเซียวก็งงเป็นไก่ตาแตก เรื่องพลิกตาลปัตรไปคนละทาง
อู๋เป่าอวี้พูดต่อ "เจ้าไปสืบดูได้ว่าบันทึกตระกูลเซียวถูกลบไปหรือเปล่า ถ้ายังอยู่ ลองเช็คดูว่า เซียวจี้ คุณชายรองตระกูลเซียว เคยเป็นองครักษ์ในวังไหม และอายุของเซียวจี้ตรงกับข้าหรือเปล่า"
เฟิงไต้จะอ้าปากเถียง แต่ก็หาคำพูดมาโต้แย้งไม่ได้
หยางเจวี๋ยติ่งพูดแทรก "ข้าเชื่อเขานะ เรื่องฮ่องเต้องค์ปัจจุบันบ้าหาทางเป็นอมตะไม่ใช่ความลับ ปีๆ หนึ่งมีหมอผีเข้าวังเป็นว่าเล่น ที่เกิดกบฏทหารที่กูโจวตอนนี้ ก็เพราะฮ่องเต้มัวแต่ห่วงเรื่องยาอายุวัฒนะ จนละเลยบ้านเมืองไง"
"ข้าเห็นนายอำเภอเฟิงรักความยุติธรรม เกลียดคนชั่ว ทำไมไม่ลองกลับไปสืบดูก่อนล่ะ? ถ้าผู้อาวุโสอู๋พูดจริง ท่านอาจได้ช่วยล้างมลทินให้วีรบุรุษก็ได้นะ" จางอวี้เสริม
หลี่ชิงชิวเงียบ ฟังบทสนทนาอย่างตั้งใจ
อู๋เป่าอวี้แค่นเสียง "ไม่ต้องล้างมลทินหรอก ตระกูลเซียวไม่มีอีกแล้ว ตอนนี้ข้าแซ่อู๋ ไม่มีลูกไม่มีเมีย ไม่มีห่วงอะไร ถ้าเจ้าสืบแล้วรู้ว่าข้าพูดจริง ก็ช่วยลืมๆ ข้าไปซะ อย่าดึงสำนักชิงเซียวมาเกี่ยวข้อง เด็กพวกนี้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ข้าแค่อยากหาที่สงบๆ ใช้ชีวิตบั้นปลายเท่านั้น"
เฟิงไต้หันมองรอบตัว เห็นศิษย์สำนักชิงเซียวจ้องมองเขา ส่วนใหญ่เป็นเด็กจริงๆ ทำให้เขาลังเลที่จะทำร้าย
เขารู้ดีว่าถ้าเรื่องนี้แดงขึ้นมา สำนักชิงเซียวโดนกวาดล้างแน่ ขุนนางบางคนเห็นแก่ความชอบ ไม่สนหรอกว่าใครผิดใครถูก ยิ่งจับผู้สมรู้ร่วมคิดได้เยอะ ความชอบยิ่งมาก
"ก็ได้ ข้าจะกลับไปสืบก่อน ข้าจะไม่ใส่ร้ายคนดี" เฟิงไต้กัดฟันพูด
เขารีบลุกขึ้น มือปราบสองคนเข้ามาประคอง
"กลับ!"
เฟิงไต้สั่งการ มือปราบถอนหายใจโล่งอก รีบพาเขาออกจากลานบ้าน
อู๋เป่าอวี้พูดขึ้นอีก "อ้อ มีอีกเรื่องที่ข้าต้องบอกเจ้า รู้ไหมทำไมจู่ๆ พรรคมารถึงโผล่มาอาละวาดในยุทธภพแป๊บเดียวแล้วก็หายไป?"
เฟิงไต้และลูกน้องหันมามองด้วยความสงสัย
แววตาอู๋เป่าอวี้เปลี่ยนเป็นเย็นชา "เพราะพรรคมารก่อตั้งโดยฮ่องเต้องค์ปัจจุบันไงล่ะ พรรคมารฆ่าคนไปนับไม่ถ้วน เป็นขุมกำลังที่เลวทรามที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์มา ตอนนี้เจ้ารู้แล้ว ต่อให้เจ้าไม่เชื่อ แต่ถ้าข้าโดนจับ แล้วข้าแฉว่าเจ้ารู้เรื่องนี้ เบื้องบนต้องสั่งเก็บเจ้าปิดปากแน่นอน"
"เจ้า..."
เฟิงไต้จ้องอู๋เป่าอวี้ตาถลน ไม่นึกว่าจะโดนขู่กลับ ลูกน้องอีกเก้าคนก็หน้าซีด
หลี่ชิงชิวแอบยิ้มมุมปาก เริ่มรู้สึกถูกชะตากับอู๋เป่าอวี้ขึ้นมาตงิดๆ
เมื่อกี้เขาก็ลังเลอยู่ว่าจะปล่อยพวกเฟิงไต้ไปดีไหม เพราะใจคนยากแท้หยั่งถึง
อู๋เป่าอวี้ไม่สนใจเฟิงไต้ หันกลับไปผ่าฟืนต่อ
เฟิงไต้สูดหายใจลึก โบกมือให้ลูกน้องรีบพาออกไป
หลี่ชิงชิวไม่พูดอะไร เดินกลับห้องพักตัวเอง ส่วนจางอวี้ชุนตบมือไล่ให้ศิษย์แยกย้าย
หลี่ซื่อเฟิงนั่งยองๆ บนหลังคา มองตามหลังกลุ่มเฟิงไต้ไปอย่างครุ่นคิด
บรรยากาศยังคงตึงเครียดจนถึงมื้อเย็น
"อยู่ในยุทธภพ ย่อมต้องเจอปัญหาแบบนี้เป็นธรรมดา จะให้สงบสุขตลอดไปคงไม่ได้" หยางเจวี๋ยติ่งกระแอมไอ ทำลายความเงียบ
จางอวี้ตักข้าวเข้าปากแล้วหัวเราะ "ไม่ต้องห่วง พวกนั้นไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามแน่ ต่อให้แจ้งเบาะแสผู้อาวุโสอู๋ ความดีความชอบอาจไม่ได้ตกถึงท้อง แต่ถ้าผู้อาวุโสอู๋ซัดทอดพวกเขา ตายสถานเดียว ดีไม่ดีโดนประหารทั้งตระกูล ยิ่งเกี่ยวพันกับฮ่องเต้ด้วยแล้ว"
หลี่ซือจิ่นอดถามไม่ได้ "ฮ่องเต้เป็นหัวหน้าพรรคมารจริงเหรอคะ? แล้วพรรคมารเก่งแค่ไหน? ยาอายุวัฒนะมีจริงไหม?"
พอนางเปิดประเด็น ศิษย์คนอื่นก็เริ่มถามคำถามรัวๆ จนหยางเจวี๋ยติ่งต้องรับบทนักเล่านิทานอีกรอบ
เด็กๆ สนใจเรื่องยาอายุวัฒนะที่สุด
ใครบ้างไม่อยากมีชีวิตอมตะ?
"ตั้งแต่โบราณกาล ตำนานเรื่องความเป็นอมตะมีไม่จบไม่สิ้น แต่โลกนี้จะมีคนไม่ตายจริงหรือ? ก็แค่คนมีอำนาจไม่อยากตายเท่านั้นแหละ"
หยางเจวี๋ยติ่งส่ายหน้า จางอวี้ก็พยักหน้าเห็นด้วย ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้
เจียงเจ้าเสียไม่อยู่เมื่อตอนบ่าย พอรู้เรื่องราว เขามองอู๋เป่าอวี้แล้วถามอย่างสงสัย "ทำไมฮ่องเต้ต้องตั้งพรรคมาร? พรรคมารไม่ได้ช่วยให้เขาชิงอำนาจได้นี่ ตอนนั้นเขาใช้กองทัพยึดอำนาจ ไม่ใช่พรรคมาร"
อู๋เป่าอวี้ที่นั่งมุมห้องตอบเสียงเรียบ "เขาฝึกวิชามารที่ต้องใช้เลือดเด็กชายหญิงบริสุทธิ์ การฆ่าล้างตระกูลก็แค่เพื่อปกปิดความจริงข้อนี้"
คำตอบนี้ทำเอาทุกคนขนลุกซู่
หลี่ชิงชิวเองก็รู้สึกสยอง สัญชาตญาณบอกว่าวันหนึ่งเขาต้องปะทะกับราชสำนักแน่ โลกนี้ช่างมืดมนกว่าที่คิด
ส่วนเรื่องความเสี่ยงที่อู๋เป่าอวี้พามา เขาทำใจยอมรับได้ ตราบใดที่สำนักชิงเซียวรับคน ก็ต้องเจอปัญหาแบบนี้ อยู่ที่ว่าปัญหาจะใหญ่แค่ไหน
จะหาคนเก่งที่ประวัติขาวสะอาดได้จากที่ไหนกัน?
...หลังจากเฟิงไต้กลับไป สำนักชิงเซียวก็เดินหน้าพัฒนาตามแผนเดิม นอกจากออกลาดตระเวนบ้างเป็นครั้งคราว หลี่ชิงชิวใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการบำเพ็ญเพียรและสอนสวีหนิง
เขาตั้งใจปั้นสวีหนิงให้เป็นผู้นำรุ่นต่อไป ตอนนี้เขาซึ้งถึงพลังของ รากวิญญาณอัสนีสวรรค์ แล้ว
ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเขาตอนนี้เร็วกว่าเมื่อก่อนมาก ได้สัมผัสความรู้สึกของการเป็นอัจฉริยะจริงๆ
ส่วนศิษย์น้องคนอื่น เขาถ่ายทอดคาถาที่แตกต่างกันไปให้แล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของแต่ละคน
ฤดูใบไม้ร่วงผ่านพ้นอย่างรวดเร็ว เข้าสู่ต้นฤดูหนาว หลี่ตงเยว่อายุครบสิบห้าปี นับตั้งแต่หลินซวินเฟิงจากไป หลี่ชิงชิวและศิษย์น้องโตขึ้นอีกหนึ่งปี สำนักชิงเซียวก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล
เกล็ดหิมะโปรยปรายลอดแมกไม้ ฉินเย่ในชุดสำนักชิงเซียวกำลังฝึกหมัด ลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็นไอขาว
"เพลงหมัดชุดนี้ของเจ้าใช้ไม่ได้เลย"
เสียงทักทำเอาฉินเย่หันขวับ เห็นอู๋เป่าอวี้ยืนแบกฟืนอยู่ไม่ไกล
ฉินเย่รีบประสานมือคารวะ ตอบอย่างจนใจ "ไม่ใช่เพลงหมัดไม่ดี แต่ข้าหัวช้าเองขอรับ"
เพลงหมัดชุดนี้หยางเจวี๋ยติ่งเป็นคนสอน ชื่อว่า หมัดสยบมารสิบทิศ ตอนอู๋หม่านเอ๋อร์ใช้ดูดุดันทรงพลังมาก เขาประทับใจฝังใจ
แม้อู๋หม่านเอ๋อร์จะหัวช้าเรื่องอื่น แต่เรื่องวรยุทธ์โดยเฉพาะหมัดมวยกลับเรียนรู้เร็วมาก จนศิษย์คนอื่นอิจฉา
อู๋เป่าอวี้มองฉินเย่ กล่าวว่า "คืนนี้เที่ยงคืน มาหาข้าที่นี่ ข้าจะสอนเพลงพลองชุดหนึ่งให้ อาจจะเหมาะกับเจ้ามากกว่า"
พูดจบ อู๋เป่าอวี้ก็เดินขึ้นเขาไปโดยไม่หยุด
เที่ยงคืน?
ฉินเย่ขมวดคิ้ว ลังเล นึกถึงคำพูดของเฟิงไต้ก่อนหน้านี้ ไม่รู้จะเชื่อใจอู๋เป่าอวี้ดีไหม
ในขณะเดียวกัน
ห่างออกไปห้าสิบจั้ง บนยอดไม้ในป่า หลี่ชิงชิวยืนอยู่บนกิ่งไม้ ได้ยินบทสนทนาทั้งหมด
จากมุมมองของเขา ภูเขาทั้งลูกถูกปกคลุมด้วยสีขาวโพลน ทัศนวิสัยเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ
ยิ่งตบะสูงขึ้น ประสาทสัมผัสเขาก็ยิ่งเฉียบคม อย่างตอนนี้เขาได้ยินเสียงคุยของฉินเย่และอู๋เป่าอวี้ชัดเจนทุกคำ แม้จะมีเสียงลมและหิมะรบกวน
"ทำลับๆ ล่อๆ เชียว"
หลี่ชิงชิวพึมพำ เขาไม่ได้ระแวงว่าอู๋เป่าอวี้จะคิดร้าย ช่วงหลังมานี้ความภักดีของอู๋เป่าอวี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกินแปดสิบแล้ว ระดับนี้น่าจะไว้ใจได้
แต่ฉินเย่เป็นศิษย์คนที่สองของเขา คืนนี้เขาคงต้องมาแอบดูหน่อย
ทันใดนั้น ข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นตรงหน้าหลี่ชิงชิว:
เนื่องจากมีคนในสำนักชิงเซียวคิดค้นคาถาขึ้นเองเป็นครั้งแรก ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อการพัฒนาวิถีเต๋า ท่านได้รับโอกาสรับรางวัลการสืบทอดหนึ่งครั้ง
[จบตอน]