- หน้าแรก
- จากสำนักยุทธ์สู่สำนักเซียน
- ตอนที่ 7 แกร่งสุดขีดในสถานการณ์สิ้นหวัง
ตอนที่ 7 แกร่งสุดขีดในสถานการณ์สิ้นหวัง
ตอนที่ 7 แกร่งสุดขีดในสถานการณ์สิ้นหวัง
ตอนที่ 7 แกร่งสุดขีดในสถานการณ์สิ้นหวัง
"จอมยุทธ์พิชิตมังกร?"
หลี่ชิงชิวและจางอวี้ชุนหันมามองหน้ากัน ทั้งคู่ต่างก็เคยได้ยินชื่อนี้จริงๆ... จากปากของเจียงคั่วเทียนนั่นเอง เจียงคั่วเทียนรีบลงเขาไปก็เพื่อจะไปดูการประลองระหว่างจอมยุทธ์พิชิตมังกรกับเซียนกระบี่วารี
เขากล่าวถึงเพียงคร่าวๆ ก่อนจากไป จึงไม่ได้เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับจอมยุทธ์พิชิตมังกรมากนัก
ยอดคนในยุทธภพมีมากมายนับไม่ถ้วน หลี่ชิงชิวและคนอื่นจึงไม่ได้ใส่ใจนัก
ไม่นึกเลยว่าจอมยุทธ์พิชิตมังกรที่เจียงคั่วเทียนพูดถึงจะมาปรากฏตัวที่ตีนเขาสำนักชิงเซียว
"ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่?" หลี่ชิงชิวถามอย่างระมัดระวัง
หยางเจวี๋ยติ่งยิ้มขื่น "ก็เห็นๆ กันอยู่ ข้าหนีการไล่ล่าของศัตรูมา แต่พวกเจ้าไม่ต้องห่วง ศัตรูข้าจากไปนานแล้ว ข้าใช้วิชากลั้นหายใจซ่อนตัวอยู่นานถึงเจ็ดวัน ไม่เห็นแม้แต่เงาของมัน"
กลั้นหายใจเจ็ดวัน?
เทพขนาดนั้นเชียว?
หลี่ชิงชิวและจางอวี้ชุนตื่นตะลึง แต่ก็ไม่ได้ปักใจเชื่อคำพูดของหยางเจวี๋ยติ่งง่ายๆ
หยางเจวี๋ยติ่งกล่าวต่อ "เห็นพวกเจ้าเดินขึ้นลงเขา คงไม่ใช่ชาวบ้านแถวนี้ น่าจะเป็นศิษย์สำนักชิงเซียวสินะ? ข้าเคยเจอหลินซวินเฟิงอาจารย์พวกเจ้าอยู่สองสามครั้ง ข้าชอบนิสัยใจคอเขาไม่เบา ทำไมไม่พาข้ากลับไปพักรักษาตัวหน่อยล่ะ? พอแผลหายดี ข้าจะสอนวรยุทธ์ให้พวกเจ้า ข้ามีวิชาฝ่ามือชุดหนึ่ง ตบทีเดียวสะท้านภูผาสะเทือนเลื่อนลั่น รับรองว่าพวกเจ้าเขย่ายุทธภพได้แน่"
ได้ยินเขาเอ่ยถึงหลินซวินเฟิง หลี่ชิงชิวและจางอวี้ชุนก็คลายใจลงบ้าง
"ไม่นึกว่าชื่อเสียงอาจารย์ในยุทธภพจะใช้ได้เหมือนกัน ไม่ได้โม้ไปวันๆ แฮะ" หลี่ชิงชิวคิดในใจ
เขาไม่ได้ตอบตกลงทันที แต่เริ่มชั่งใจถึงผลดีผลเสีย
หยางเจวี๋ยติ่งกล่าวเสริม "หลังจากบาดเจ็บคราวนี้ ข้าอยากวางมือจากยุทธภพ สำนักชิงเซียวก็ดี ห่างไกลความวุ่นวาย ถ้าพวกเจ้าขาดคนทำงานจิปาถะ ข้าทำได้หมด ขอแค่ข้าวสักมื้อกับเสื่อสักผืนก็พอ"
จางอวี้ชุนเริ่มลังเล หันไปมองหน้าหลี่ชิงชิว
หลี่ชิงชิวพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา จึงกล่าวว่า "ในเมื่อท่านอยากเข้าสำนักชิงเซียว ก็ต้องทำตามกฎ ตอนนี้คุกเข่าหันหน้าไปทางสำนักชิงเซียว แล้วสาบานสามข้อ"
"ข้อแรก ห้ามทำร้ายศิษย์ในสำนัก"
"ข้อสอง ห้ามทำลายผลประโยชน์ของสำนักชิงเซียว"
"ข้อสาม เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของสำนักชิงเซียว ท่านต้องพร้อมอุทิศทุกสิ่ง"
จางอวี้ชุนตกใจ กฎพวกนี้ตั้งขึ้นมาตอนไหนกัน?
แม้จะสงสัย แต่เขาก็ไม่ปริปาก สีหน้ายังคงราบเรียบ
หยางเจวี๋ยติ่งรู้สึกว่าคำสาบานสามข้อนี้ช่างน่าขัน แต่ก็ไม่ได้ขัดต่อหลักการของเขา เขาจึงพยุงตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก แล้วคุกเข่าหันหน้าไปตามทิศที่หลี่ชิงชิวชี้
เขายกมือขึ้นสาบานตามคำพูดของหลี่ชิงชิวทีละข้อ
หลี่ชิงชิวรีบเปิดหน้าต่างสถานะมรดกสืบทอดวิถีเต๋าขึ้นมาตรวจสอบทันที เป็นไปตามคาด จำนวนศิษย์เพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน เขาคลิกเข้าไปดูรูปโปรไฟล์ของหยางเจวี๋ยติ่ง
ชื่อ : หยางเจวี๋ยติ่ง
เพศ : ชาย
อายุ : 35 ปี
ความภักดี (ต่อเจ้าสำนัก/สำนัก) : 50/50 (สูงสุด 100)
รากฐานการบำเพ็ญเพียร : ดี
ความสามารถในการทำความเข้าใจ : ดี
ชะตาวาสนา : วีรบุรุษผู้ผดุงธรรม, แกร่งสุดขีดในสถานการณ์สิ้นหวัง
วีรบุรุษผู้ผดุงธรรม : ยอมเสียสละตนเพื่อผู้อื่น ยึดมั่นในคุณธรรม บุญคุณต้องทดแทนแม้นเพียงน้ำหยดเดียวด้วยสายธาร
แกร่งสุดขีดในสถานการณ์สิ้นหวัง : เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขันถึงชีวิต สามารถระเบิดพลังที่เหนือกว่าขีดจำกัดออกมาได้
...เมื่อเห็นคำว่า "วีรบุรุษผู้ผดุงธรรม" หลี่ชิงชิวก็วางใจทันที
เขาสงสัยชะตา "แกร่งสุดขีดในสถานการณ์สิ้นหวัง" มาก
หรือว่าที่หยางเจวี๋ยติ่งรอดตายมาได้ เพราะฝ่าวงล้อมออกมาด้วยพลังเฮือกสุดท้าย?
หลี่ชิงชิวไม่คิดต่อ เขาปิดหน้าต่างสถานะแล้วสั่ง "อวี้ชุน พยุงเขาขึ้นมา ไปกันเถอะ"
จางอวี้ชุนลังเลเล็กน้อย แต่ก็ทำตามคำสั่ง
หยางเจวี๋ยติ่งถูกพยุงขึ้นมา ยิ้มกว้าง "คุณชายทั้งสองชื่อแซ่อะไรกันบ้าง?"
"ข้าชื่อหลี่ชิงชิว เป็นเจ้าสำนักชิงเซียวคนปัจจุบัน ส่วนนี่จางอวี้ชุน ศิษย์น้องรองของข้า"
หลี่ชิงชิวตอบ คำว่า "วีรบุรุษผู้ผดุงธรรม" ทำให้เขามองหยางเจวี๋ยติ่งในแง่ดีขึ้นมาก
ชื่อเสียงจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ของคนผู้นี้ดูจะไม่ใช่เรื่องกุขึ้นมาเอง
น่าเสียดายที่เขาไม่รู้วิธีวัดระดับพลังฝีมือของหยางเจวี๋ยติ่ง
"เจ้าสำนัก? แล้วหลินซวินเฟิงล่ะ?" หยางเจวี๋ยติ่งถามด้วยความประหลาดใจ
"อาจารย์ข้าไปหาเซียนแล้ว ทิ้งพวกข้าไว้"
ตอนที่จางอวี้ชุนพูดประโยคนี้ น้ำเสียงเจือความน้อยเนื้อต่ำใจ
ตั้งแต่ถูกหลินซวินเฟิงพากลับมาสำนักชิงเซียว คนที่ดูแลเขาคือหลี่ชิงชิว เขาแทบไม่ได้คุยกับหลินซวินเฟิงเลย แล้วตอนนี้ยังถูกทิ้งอีก จะไม่ให้เขาน้อยใจได้อย่างไร?
"หาเซียน?"
หยางเจวี๋ยติ่งเดาะลิ้นอย่างแปลกใจ แต่ก็ไม่พูดอะไรอีก
ทั้งสามคุยกันไประหว่างเดินเท้ากลับสำนัก
ใช้เวลาหนึ่งชั่วยามเต็มกว่าจะถึงสำนักชิงเซียว
หลี่ตงเยว่, หลี่ซือจิ่น และหลี่ซื่อเฟิง เข้ามารุมล้อม เมื่อเห็นคนแปลกหน้าก็พากันสงสัย
หลี่ชิงชิวสั่งให้พวกเขาไปทำความสะอาดห้องอาจารย์เพื่อให้หยางเจวี๋ยติ่งพักชั่วคราว
ห้องของหลินซวินเฟิงไม่มีสมบัติอะไร หลี่ชิงชิวเคยค้นดูแล้ว มันเรียบง่ายยิ่งกว่าห้องเขาเสียอีก จะเรียกว่ายาจกก็คงไม่ผิด
หยางเจวี๋ยติ่งไม่เกรงใจ ก่อนเข้าพัก เขาขอให้จางอวี้ชุนเตรียมเหล้าเก่าให้สองไห ถ้ามีไก่ด้วยก็จะดีมาก
จางอวี้ชุนไม่ตามใจ ให้เหล้าไปแค่ไหเดียว ตลอดครึ่งวันต่อมา หยางเจวี๋ยติ่งขลุกอยู่ในห้องเพื่อเดินลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บ
เมื่อเห็นว่าเขารรักษาตัวเองได้ หลี่ชิงชิวก็โล่งใจ เพราะพวกเขารักษาคนไม่เป็น
วันหน้าถ้าศิษย์น้องคนไหนบาดเจ็บ หยางเจวี๋ยติ่งก็ช่วยรักษาได้ คิดแบบนี้แล้ว หยางเจวี๋ยติ่งก็นับเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีค่า
จนกระทั่งพลบค่ำ เจียงเจ้าเสียและอู๋หม่านเอ๋อร์จึงออกมาจากป่า เสื้อผ้าของอู๋หม่านเอ๋อร์ขาดรุ่งริ่ง ใบหน้ามีรอยฟกช้ำ
"เกิดอะไรขึ้น?" หลี่ชิงชิวถามพลางขมวดคิ้ว
เจียงเจ้าเสียตอบหน้าตาเฉย "ฝึกยุทธ์ก็ต้องเจ็บตัวบ้างเป็นธรรมดา แค่แผลถลอก ไกลหัวใจ"
อู๋หม่านเอ๋อร์เกาหัวหัวเราะแหะๆ
หลี่ชิงชิวมองเขาแล้วบอก "ถ้าเจ็บมากก็บอกข้า ข้าจะบอกศิษย์พี่สามให้เบามือหน่อย"
อู๋หม่านเอ๋อร์ยิ้มซื่อ "ไม่เจ็บ ข้าอยากปกป้องศิษย์พี่ ปกป้องศิษย์น้อง ข้าจะแข็งแกร่งขึ้น"
หลี่ชิงชิวทั้งซึ้งทั้งปวดใจ อู๋หม่านเอ๋อร์เพิ่งจะสิบสามปี แม้ตัวจะโต แต่จิตใจยังเด็กนัก
เขาตัดสินใจว่าจะเอาน่องไก่ส่วนของเจียงเจ้าเสียให้อู๋หม่านเอ๋อร์กินแทน
ช่างเถอะ
ศิษย์น้องสามก็หวังดี งั้นเอาน่องไก่ส่วนของข้าให้เขาแทนแล้วกัน
หลี่ชิงชิวให้พวกเขานั่งลงที่โต๊ะยาวเพื่อคุยเรื่องการฝึกช่วงบ่าย
เจียงเจ้าเสียไม่เคยบอกชัดเจนว่าสอนวรยุทธ์อะไรให้อู๋หม่านเอ๋อร์ บอกแต่ว่าจะเก็บไว้เซอร์ไพรส์ ด้วยความไว้ใจ หลี่ชิงชิวจึงไม่เคยแอบดู
เมื่อจางอวี้ชุนทำกับข้าวเสร็จ หยางเจวี๋ยติ่งก็ตามกลิ่นหอมออกมา
"เจ้าเป็นใคร?"
เจียงเจ้าเสียขมวดคิ้วมองหยางเจวี๋ยติ่ง ถามเสียงเย็นชา
จางอวี้ชุนรีบแนะนำหยางเจวี๋ยติ่งให้เขารู้จัก กลัวเจียงเจ้าเสียจะหาเรื่อง ขนาดเจียงคั่วเทียนยังโดนเจ้าเด็กนี่แขวะมาแล้ว
เมื่อสบตาเจียงเจ้าเสีย หยางเจวี๋ยติ่งก็หรี่ตาลงเช่นกัน
เด็กคนนี้อายุยังน้อย แต่กลับแผ่รังสีอันตรายออกมาอย่างชัดเจน
หลี่ชิงชิวนั่งบนม้านั่ง มองดูฉากนี้อย่างใจเย็น เขาพอใจในตัวเจียงเจ้าเสียมาก
ศิษย์น้องสามไม่เพียงแต่เก่งในสำนัก แต่ยังแข็งกร้าวกับคนนอก เขาชอบนิสัยแบบนี้ขึ้นเรื่อยๆ
สำนักจะตั้งตัวได้ ต้องมียอดฝีมือที่เข้มแข็ง แม้จางอวี้ชุนจะทำงานรอบคอบ แต่นิสัยยังอ่อนข้อเกินไป มีเจียงเจ้าเสียมาช่วยเสริมทัพถือว่าลงตัวพอดี
"ไม่ว่าท่านจะมีชื่อเสียงในยุทธภพแค่ไหน แต่ถ้ากล้ามาก่อเรื่องในสำนักชิงเซียว ข้าจะทำให้ท่านต้องเสียใจ"
หลังฟังคำแนะนำจากจางอวี้ชุน เจียงเจ้าเสียก็เอ่ยคำขู่ก่อนจะนั่งลง
หยางเจวี๋ยติ่งไม่โกรธ กลับมองเจียงเจ้าเสียด้วยความชื่นชม
ตอนแรกเขาเป็นห่วงหลี่ชิงชิวที่ต้องเป็นเจ้าสำนักดูแลเด็กๆ มาตอนนี้ดูเหมือนสำนักชิงเซียวจะมีดีกว่าที่คิด!
หยางเจวี๋ยติ่งนั่งลง คว้าตะเกียบคีบอาหารกินอย่างไม่เกรงใจ พลางสังเกตศิษย์คนอื่นๆ
อู๋หม่านเอ๋อร์เตะตาเขาเข้าอย่างจัง
เด็กคนนี้มันอัจฉริยะวรยุทธ์ชัดๆ!
หลี่ชิงชิวเห็นสายตาหยางเจวี๋ยติ่งจึงเอ่ย "หยางเจวี๋ยติ่ง หลังจากแผลหายดี นอกจากช่วยอวี้ชุนแล้ว ท่านต้องช่วยสอนวรยุทธ์ให้ศิษย์ในสำนักด้วย โดยเฉพาะวิชาฝ่ามือที่ท่านคุยโม้ไว้"
หยางเจวี๋ยติ่งเลิกคิ้วถาม "ให้อู๋หม่านเอ๋อร์มาฝึกกับข้าด้วยไหม?"
"ไม่จำเป็น เขาฝึกกับข้า" เจียงเจ้าเสียปฏิเสธทันควัน
หยางเจวี๋ยติ่งมองเจียงเจ้าเสียแล้วหัวเราะ "เจ้าหนู วิชาฝ่ามือของข้าเป็นวิชาลับที่มีชื่อเสียงก้องโลกนะ"
เจียงเจ้าเสียไม่ยอมแพ้ "งั้นเอาอย่างนี้ พอแผลท่านหายดี มาประลองกับหม่านเอ๋อร์ดู ใช้วิชาฝ่ามือสะท้านโลกของท่านนั่นแหละ"
แม้แต่คนใจเย็นอย่างหยางเจวี๋ยติ่งยังโดนยั่วโมโห เขายิ้มเย็น "ได้ ข้าก็อยากเห็นเหมือนกันว่าเด็กที่เจ้าสอนจะเก่งแค่ไหน ถึงจะมาเทียบชั้นกับการบำเพ็ญเพียรยี่สิบปีของข้าได้"
หลี่ตงเยว่มองหลี่ชิงชิวอย่างกังวล แต่เมื่อเห็นสีหน้ารอดูเรื่องสนุกของศิษย์พี่ นางก็ทำได้แค่เงียบ
หลี่ซื่อเฟิงและหลี่ซือจิ่นยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจบรรยากาศมาคุ พวกเขาเริ่มส่งเสียงเชียร์ ทำให้โต๊ะอาหารครึกครื้นขึ้นมาทันที
คืนนั้น ศิษย์คนอื่นๆ ต่างกลับห้องด้วยความหวาดระแวงหยางเจวี๋ยติ่ง
ส่วนหลี่ชิงชิวกลับสบายใจเฉิบ เขาไม่ต้องนอนแล้ว จึงใช้เวลาทั้งคืนในการบำเพ็ญเพียร
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลี่ชิงชิวพาเจียงเจ้าเสียลงเขา ทำให้จางอวี้ชุนเครียดมาก เพราะรู้สึกว่าการต้องรับมือหยางเจวี๋ยติ่งคนเดียวเป็นภาระที่หนักอึ้ง
น่าเสียดายที่หลี่ชิงชิวไม่ฟังคำทัดทาน บอกแค่ให้เขาทำตัวสบายๆ
เมื่อมาถึงทะเลสาบวิญญาณใต้ดิน เจียงเจ้าเสียตื่นเต้นมาก หลังจากฝึกด้วยกันครึ่งวัน หลี่ชิงชิวก็กำชับสองสามเรื่องแล้วลากคอกลับสำนัก
พรุ่งนี้เจียงเจ้าเสียจะต้องพาหลี่ตงเยว่มาฝึกต่อ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ครึ่งเดือนก็ผ่านพ้นไป
ศิษย์ทั้งเจ็ดคนของหลี่ชิงชิวได้มาเยือนทะเลสาบวิญญาณใต้ดินกันครบทุกคนแล้ว และต่างกำชับกันเองว่าห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้
หยางเจวี๋ยติ่งไม่ทันสังเกตความผิดปกติ คิดว่าพวกเขาแค่ออกไปล่าสัตว์หรือทำงาน
ในวันนี้ มีเรื่องที่กระทบจิตใจหลี่ชิงชิวเข้าอย่างจัง เจียงเจ้าเสียเป็นคนแรกที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตบำรุงแก่นแท้ ขั้นที่สอง แม้จะคาดไว้อยู่แล้ว แต่พอเกิดขึ้นจริง เขาก็อดรู้สึกเจ็บใจลึกๆ ไม่ได้ ที่พรสวรรค์ตัวเองด้อยกว่าคนอื่น
เพื่อระบายความอัดอั้น เขาแสร้งทำเป็นดีใจกระโดดกอดเจียงเจ้าเสีย ขยี้หัวเจียงเจ้าเสียจนยุ่งเหยิง ซึ่งเจ้าตัวก็มัวแต่ดีใจจนไม่ทันสังเกตเห็นความคิดเล็กคิดน้อยของศิษย์พี่
ตกเย็น หลี่ชิงชิวกลับห้อง นั่งบนเตียงคิดถึงเรื่องที่เจียงเจ้าเสียบรรลุขั้นเมื่อตอนเที่ยง ยังคงรู้สึกสะท้านใจ
"กลัวน้องลำบาก แต่ก็กลัวน้องได้ดีเกินหน้าเกินตา"
หลี่ชิงชิวได้แต่ยิ้มเยาะตัวเอง ปรับอารมณ์แล้วยินดีกับความสำเร็จของเจียงเจ้าเสีย
ทันใดนั้น
เสียงหนึ่งดังมาจากนอกหน้าต่าง กึกก้องกังวานไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน
"หยางเจวี๋ยติ่ง เป็นถึงจอมยุทธ์พิชิตมังกร แต่กลับต้องมาพึ่งพาเด็กน้อยให้คุ้มกะลาหัวหรือ? ไสหัวออกมาตายซะ หรือจะให้ข้าฆ่าล้างสำนักชิงเซียว!"
[จบตอน]