เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 6 สิบอันดับแรกทำเนียบฟ้า

ตอนที่ 6 สิบอันดับแรกทำเนียบฟ้า

ตอนที่ 6 สิบอันดับแรกทำเนียบฟ้า


ตอนที่ 6 สิบอันดับแรกทำเนียบฟ้า

ดวงตะวันทอแสงยามเช้า หลี่ชิงชิวออกจากห้องแต่เช้าตรู่ จากนั้นจึงปลุกเหล่าศิษย์น้องมาฝึกยุทธ์

เพียงชั่วข้ามคืน ลานบ้านก็ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเตอะ จางอวี้ชุนและหลี่ตงเยว่ตื่นขึ้นมาตักหิมะกันก่อนแล้ว

หลี่ชิงชิวสั่งให้ทั้งสองวางพลั่วลงและมาฝึกบำเพ็ญเพียรก่อน

เจ็ดศิษย์พี่ศิษย์น้องปีนขึ้นไปนั่งขัดสมาธิเรียงหน้ากระดานบนหลังคา ร่วมกันดูดซับปราณม่วงแห่งรุ่งอรุณ ไอความร้อนจางๆ ค่อยๆ ลอยขึ้นจากกลางกระหม่อมของพวกเขา

หลี่ชิงชิวลืมตาข้างหนึ่ง ชำเลืองมองศิษย์น้องด้วยความพึงพอใจ

แม้พวกเขาจะยังเด็ก แต่ก็ว่าง่ายและสอนสั่งได้ ทำให้เขาคาดหวังกับอนาคตของสำนักชิงเซียวอย่างมาก

นี่คือรากฐานความสำเร็จของเขา!

หนึ่งชั่วยามผ่านไป เหล่าศิษย์กระโดดลงจากหลังคา แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ หลี่ชิงชิวเรียกจางอวี้ชุนให้ตามเขามา

จางอวี้ชุนไม่อิดออด แต่เมื่อเห็นหลี่ชิงชิวพกกระบี่รุ้งสวรรค์ติดตัวไปด้วย เขาก็เลิกคิ้วเล็กน้อย

สองศิษย์พี่น้องเดินลัดเลาะไปตามป่าเขา คุยสัพเพเหระเรื่องในสำนัก

เทือกเขาไท่คุนมีความลาดชัน แม้แต่หลี่ชิงชิวและจางอวี้ชุนยังต้องระมัดระวังในการเดินทาง โดยเฉพาะตอนนี้ที่มีหิมะปกคลุมไปทั่ว ทำให้ลื่นไถลได้ง่าย

เดินมาได้สิบลี้ จางอวี้ชุนก็อดถามไม่ได้ "ศิษย์พี่ ตกลงเราจะไปไหนกันแน่?"

หลี่ชิงชิวเดินนำหน้า ตอบโดยไม่หันกลับมามอง "เมื่อคืนข้าฝันเห็นเซียนมาชี้ทาง บอกว่ามีสมบัติซ่อนอยู่ในภูเขาแถวนี้ ความฝันมันเหมือนจริงมาก ข้าเลยอยากลองมาดู"

ภาพนิมิตจากโชควาสนาทำให้เขาจำเส้นทางได้แม่นยำ มันเหมือนภาพลวงตาที่เขาเคยไปสัมผัสด้วยตัวเอง และยังจำได้ขึ้นใจ ซึ่งน่าอัศจรรย์มาก

"เซียนชี้ทาง?"

จางอวี้ชุนได้ยินแล้วแทบจะลมจับ อยากจะตะโกนถามศิษย์พี่ว่า "เห็นข้าเป็นคนโง่หรือไง?"

แต่เขาไม่เคยกล้าขัดใจหลี่ชิงชิว จึงได้แต่จำยอมเดินตามน้ำไป

หิมะหนาปกคลุมเทือกเขาไท่คุน ไม่ว่าจะเดินไปไกลแค่ไหนก็รู้สึกเหมือนย่ำอยู่กับที่ โชคดีที่หลี่ชิงชิวและจางอวี้ชุนเข้าสู่ขอบเขตบำรุงแก่นแท้แล้ว พละกำลังจึงเพิ่มขึ้นมาก ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเท่าไรนัก

เดินต่อมาอีกสิบลี้ ในที่สุดหลี่ชิงชิวก็หยุดเดิน ข้างหน้าไม่มีทางไปต่อ มีเพียงผนังผาหิน สองข้างทางเต็มไปด้วยหิมะ ทางเดินแคบลงถนัดตา

จางอวี้ชุนเป่าลมใส่มือคลายหนาว มองไปรอบๆ แล้วถามด้วยความแปลกใจ "ศิษย์พี่ ที่นี่ดูไม่เหมือนจะมีสมบัติอะไรเลยนะ เซียนคงบอกทางมั่วแล้วมั้ง เรากลับกันไหม?"

หลี่ชิงชิวไม่ตอบ เขาเดินไปที่ผนังผา เริ่มคลำหาอะไรบางอย่าง

ไม่นาน เขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่ง แล้วเริ่มออกแรงทุบผนังผาตรงจุดหนึ่งอย่างแรง เพียงแค่สามหมัด ผนังหินส่วนนั้นก็แตกออกเป็นรู ทำเอาจางอวี้ชุนตาค้าง รีบวิ่งเข้ามาดู

ผ่านไปประมาณสิบลมหายใจ หลี่ชิงชิวหยุดทุบเมื่อแน่ใจว่าเปิดปากรูได้กว้างที่สุดแล้ว เขามองรูขนาดเท่าช่องหมาลอดตรงหน้าแล้วนิ่งเงียบไป

ความฝันบอกทางมาแค่ตรงนี้ แต่รูในฝันมันใหญ่กว่านี้เยอะนะ

จางอวี้ชุนก้มลงมองเข้าไปในรู ข้างในมืดสนิท แต่สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่พัดออกมา

"ไปกันเถอะ"

หลี่ชิงชิวมุดเข้าไปในรูเป็นคนแรก จางอวี้ชุนจะห้ามก็ไม่ทันแล้ว ได้แต่กัดฟันมุดตามเข้าไป

อุโมงค์มืดและลาดลง มีลมร้อนพัดผ่าน ทำให้ทั้งสองรู้สึกสบายตัวขึ้นมาก ยิ่งเดินลึกเข้าไป อุโมงค์ก็ยิ่งกว้างขึ้น ช่วยลดความอึดอัดคับแคบลง

เดินมาได้ประมาณห้าจั้ง ในที่สุดก็ถึงจุดสิ้นสุด

จางอวี้ชุนตามหลี่ชิงชิวออกมาจากรู พื้นต่างระดับไม่สูงนัก เขาลงถึงพื้นได้อย่างง่ายดาย เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็ต้องเบิกตากว้าง อ้าปากค้างโดยไม่รู้ตัว

เบื้องหน้าคือโถงถ้ำใต้ดินขนาดมหึมา ผนังถ้ำฝังไปด้วยแร่สีฟ้าเงินระยิบระยับนับไม่ถ้วน ขนาดเล็กใหญ่คละกัน รูปทรงเหลี่ยมมุมชัดเจน เบื้องล่างเป็นทะเลสาบกว้างเกือบสิบจั้ง ผิวน้ำสีครามทอประกายแสงสีเงิน ดูงดงามราวกับภาพฝัน

ไม่รู้ทำไม เมื่อจางอวี้ชุนมาถึงที่นี่ เขารู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอย่างประหลาด

"ศิษย์พี่ ที่นี่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยไอวิญญาณฟ้าดินที่เราใช้ฝึกกันเลยนะ ถ้าเรามาฝึกที่นี่ ลมปราณเราจะเพิ่มเร็วขึ้นไหม?" จางอวี้ชุนถามพลางมองไปรอบๆ น้ำเสียงตื่นเต้นปิดไม่มิด

"ใช่แล้ว ที่นี่เป็นสถานที่ชั้นยอดสำหรับการบำเพ็ญเพียรจริงๆ ดูท่าสวรรค์จะเข้าข้างสำนักชิงเซียวของเรา"

หลี่ชิงชิวยิ้ม ตอบอย่างใจเย็น ทั้งที่ในใจตื่นเต้นไม่แพ้กัน

ความจริงแล้ว ตั้งแต่เปิดใช้งานรางวัลโชควาสนา เขาก็วาดฝันถึงที่นี่มาตลอด และทำใจให้สงบมาล่วงหน้าแล้ว

ทั้งสองเริ่มเดินสำรวจและพูดคุยกัน

"ศิษย์พี่ ระวังด้วยนะ ถ้ามีแมลงพิษหรือสัตว์ร้ายซ่อนอยู่คงแย่แน่"

"ศิษย์พี่ เซียนมาเข้าฝันท่านจริงๆ หรือ? หรือว่าเป็นเรื่องที่อาจารย์เคยเล่าให้ฟัง?"

"น่าเสียดายที่ที่นี่ไกลจากสำนักชิงเซียวเกินไป เดินทางไปกลับก็กินเวลาครึ่งค่อนวันแล้ว"

"ศิษย์พี่ ถ้าเราฝึกที่นี่สักสิบปี ท่านคิดว่าเราจะเป็นยอดฝีมือสะท้านยุทธภพได้ไหม?"

เมื่อเจอคำถามรัวๆ ของจางอวี้ชุน หลี่ชิงชิวก็ตอบแบบขอไปที แต่จางอวี้ชุนก็ไม่ได้ถือสา

แม้ปกติจางอวี้ชุนจะดูเป็นผู้ใหญ่ แต่เขาก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบห้า ต่อหน้าหลี่ชิงชิว เขาจึงเผยความเป็นเด็กออกมาได้เต็มที่

ทั้งสองเดินวนดูจนแน่ใจว่ามีทางเข้าออกทางเดียวและไม่มีอันตรายใดๆ จึงวางใจ

"เจ้าคิดว่าไง? ต่อไปเราจะจัดสรรให้ศิษย์น้องมาฝึกที่นี่กันยังไงดี?" หลี่ชิงชิวถามพลางมองไปที่ทะเลสาบวิญญาณ

จางอวี้ชุนครุ่นคิด "พามาพร้อมกันหมดคงไม่ได้ ต้องมีคนเฝ้าสำนัก และข้าก็ต้องรีบไปรับศิษย์ใหม่ด้วย ศิษย์พี่ ที่นี่ห้ามให้คนอื่นรู้นอกจากพวกเราเจ็ดคนเด็ดขาด ข้าเสนอว่าต่อไปให้หมุนเวียนกันมาฝึกทีละสองคน วันละผลัด ดีไหมขอรับ?"

หลี่ชิงชิวชำเลืองมองจางอวี้ชุน พยักหน้าด้วยความพอใจ "ดี ข้อเสนอของเจ้าดีมาก ข้าดีใจที่เจ้าคำนึงถึงความเสี่ยงด้วย"

จางอวี้ชุนเกาหัว ยิ้มเขินๆ "ในเรื่องเล่าชาวยุทธ์ที่อาจารย์เคยเล่า มีหลายคนหลายสำนักที่ไม่มีกำลังมากพอ แต่ดันไปครอบครองวิชาเทพหรือสมบัติล้ำค่า สุดท้ายก็นำภัยมาสู่ตัว"

"ใช่ สำนักชิงเซียวมีแค่พวกเรา เรายังเด็กเกินไป ต้องทำอะไรระมัดระวัง เสียใครไปสักคนข้าก็ทนไม่ได้" หลี่ชิงชิวกล่าวด้วยความซาบซึ้ง

เสียใครไปสักคน?

สีหน้าของจางอวี้ชุนเปลี่ยนไปเล็กน้อย แค่คิดภาพหลี่ชิงชิวหรือศิษย์น้องคนอื่นตายไปต่อหน้า เขาก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที

ไม่!

เรื่องแบบนั้นต้องไม่เกิดขึ้นเด็ดขาด!

จางอวี้ชุนเองก็เป็นเด็กกำพร้า ถูกทิ้งตั้งแต่อายุหกขวบ โดดเดี่ยวมาตั้งแต่เด็ก ขาดความมั่นคงในจิตใจ เขาถือว่าหลี่ชิงชิวและคนอื่นเป็นครอบครัวมานานแล้ว และหวงแหนความสัมพันธ์นี้มาก นั่นเป็นเหตุผลที่เขายอมทำงานหนักโดยไม่บ่น

หลี่ชิงชิวหยิบผลึกแร่ก้อนหนึ่งขึ้นมาจากริมทะเลสาบ สัมผัสได้ถึงไอวิญญาณเข้มข้นภายใน ตอนแรกเขาคิดจะเอาออกไปสักก้อน แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าขนาดมีดสั้นที่มีไอวิญญาณเบาบาง เขายังต้องระวังตัวแจ แล้วถ้าเอาหินวิญญาณก้อนนี้ออกไป อาจนำหายนะมาสู่ตนได้

เขาจึงวางหินวิญญาณลงที่เดิม และกำชับจางอวี้ชุนว่าห้ามใครนำหินวิญญาณออกไปจากที่นี่เด็ดขาด

พวกเขาอยู่นานไม่ได้ หลังจากจำตำแหน่งได้แม่นยำแล้ว ก็เตรียมตัวกลับไปวางแผนจัดคน

หลังจากปีนออกมาจากรู หลี่ชิงชิวก็เอาวัชพืชแถวนั้นมาปิดปากรู แล้วกลบด้วยหิมะอีกชั้น จนแน่ใจว่าเนียนสนิทจึงวางใจ

"ต่อไปห้ามพูดเรื่องนี้ข้างนอกเด็ดขาด ถ้ามียอดฝีมือผ่านมาได้ยินเข้า จะเป็นเรื่องใหญ่"

หลี่ชิงชิวกำชับจางอวี้ชุนเสียงเข้ม จางอวี้ชุนพยักหน้าเข้าใจถึงความสำคัญของทะเลสาบวิญญาณใต้ดินแห่งนี้ดี

ทั้งสองเดินกลับสำนักชิงเซียว เริ่มคุยเรื่องสัพเพเหระ จางอวี้ชุนวางแผนจะลงเขาไปรับศิษย์หลังจากหิมะละลาย เพราะช่วงนี้หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ กลัวจะเกิดอุบัติเหตุตอนพาเด็กๆ ขึ้นเขา

หลี่ชิงชิวไม่ขัดข้อง เขาไม่ได้รีบร้อนจะขยายสำนักชิงเซียวอยู่แล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือเพิ่มความแข็งแกร่งให้กลุ่มแกนนำ เพื่อจะได้ไม่เพลี่ยงพล้ำเวลาติดต่อกับคนภายนอก

ขากลับยังคงลำบาก รอยเท้าขามาถูกหิมะกลบไปหมดแล้ว

เดินมาได้ครึ่งทาง จู่ๆ หลี่ชิงชิวก็หยุดเดิน

จางอวี้ชุนที่เดินตามหลังมาถามด้วยความแปลกใจ "มีอะไรหรือ?"

"ฟังให้ดี" หลี่ชิงชิวกระซิบ

จางอวี้ชุนกลั้นหายใจเงี่ยหูฟังทันที ไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาดังมาจากป่าลึกข้างหน้า

"ช่วย... ช่วยด้วย..."

จางอวี้ชุนซึ่งเข้าสู่ขอบเขตบำรุงแก่นแท้ ขั้นที่หนึ่งแล้ว สายตาเฉียบคมขึ้นทันที เขามองฝ่าแนวต้นไม้เข้าไป เห็นครึ่งใบหน้าของคนผู้หนึ่งนอนพิงโขดหินอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ กำลังมองมาทางพวกเขา

จางอวี้ชุนตกใจ ชี้มือไปทางนั้น "ศิษย์พี่ คนนั้นร้องขอความช่วยเหลือ เราจะช่วยไหม?"

หลี่ชิงชิวไม่ต้องรอให้ชี้ เขาสังเกตเห็นคนผู้นั้นนานแล้ว

ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หลี่ชิงชิวก็กระซิบตอบ "ไปดูกัน ระวังตัวด้วย อย่าให้มันหลอกเอาได้"

จางอวี้ชุนพยักหน้า ทั้งสองแหวกพุ่มไม้เดินเข้าไปหาคนเจ็บทันที

หยางเจวี๋ยติ่งที่สติเริ่มเลือนรางเห็นเด็กหนุ่มสองคนเดินเข้ามา ความหวังก็ลุกโชนขึ้นในใจ

ตอนที่หลี่ชิงชิวและจางอวี้ชุนเดินลงเขาไป เขาเห็นพวกเขาแต่ไกลแล้ว แต่น่าเสียดายที่ไม่มีแรงเรียก จึงได้แต่รอให้พวกเขากลับมา

ตอนที่กำลังจะถอดใจ ในที่สุดเขาก็เห็นเงาร่างของทั้งสองอีกครั้ง

เขารวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่เสียงที่ออกมากลับแผ่วเบาเหลือเกิน

หลี่ชิงชิวและจางอวี้ชุนเดินเข้าไปหาหยางเจวี๋ยติ่งอย่างระมัดระวัง รักษาระยะห่างที่ปลอดภัย พลางสังเกตอาการ

ชายผู้นั้นถูกหิมะปกคลุม ร่างกายมอมแมม ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราและคราบเลือด ผ้าโพกศีรษะหลุดลุ่ย ดูจากหน้าตาน่าจะอายุราวสามสิบปี หน้าท้องมีบาดแผลสาหัส เลือดไหลจนแข็งตัวไปแล้ว

จางอวี้ชุนถาม "ท่านเป็นใคร ทำไมมาอยู่ที่นี่?"

"ขอ... น้ำ..."

หยางเจวี๋ยติ่งมองพวกเขาอย่างอ่อนแรง พูดเสียงเบาหวิว มือขวาพยายามจะยกขึ้นแต่ก็ยากลำบากเต็มที

จางอวี้ชุนมองหน้าหลี่ชิงชิว เมื่อเห็นหลี่ชิงชิวพยักหน้า เขาจึงหยิบถุงน้ำในอกเสื้อโยนให้หยางเจวี๋ยติ่ง

หยางเจวี๋ยติ่งที่เมื่อครู่ยังดูอ่อนแรง จู่ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นมาคว้าถุงน้ำ เปิดจุกออกอย่างรวดเร็ว แล้วกรอกน้ำเข้าปากอึกใหญ่

จางอวี้ชุนตกใจผงะถอยหลังตามสัญชาตญาณ

หลี่ชิงชิวสัมผัสได้ถึงพลังปราณบางอย่างที่ไหลเวียนในร่างคนผู้นี้ คอยรักษอุณหภูมิร่างกายให้คงที่ นั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาทนอยู่ได้นานขนาดนี้

ยอดฝีมือยุทธภพที่ฝึกกำลังภายในงั้นหรือ?

หลังจากดื่มน้ำร้อนในถุงจนหมดเกลี้ยง หยางเจวี๋ยติ่งก็ล้มตัวลงนอน สีหน้าดูผ่อนคลายขึ้นมาก เขามองหลี่ชิงชิวและจางอวี้ชุน ฉีกยิ้มกว้างแล้วกล่าว "ขอบใจคุณชายทั้งสองมากที่ช่วยชีวิต... ข้าชื่อหยางเจวี๋ยติ่ง"

หลี่ชิงชิวและจางอวี้ชุนจ้องหน้าเขาเขม็ง

หยางเจวี๋ยติ่งชะงัก ถามด้วยความประหลาดใจ "พวกเจ้าไม่เคยได้ยินชื่อข้าหรือ? ข้าคือหยางเจวี๋ยติ่ง จอมยุทธ์พิชิตมังกร อันดับหนึ่งในสิบแห่งทำเนียบฟ้ายุทธภพกูโจวเชียวนะ!"

[จบตอน]

จบบทที่ ตอนที่ 6 สิบอันดับแรกทำเนียบฟ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว