เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 วางแผนเพื่ออนาคต

บทที่ 25 วางแผนเพื่ออนาคต

บทที่ 25 วางแผนเพื่ออนาคต


หลังมื้อเช้า ลู่ซิงเหอจับตะพาบน้ำสองตัวออกจากถังน้ำข้าวแล้วย้ายลงไปใส่ในถังน้ำสะอาด

เขาขนถังน้ำและตะกร้าสมุนไพรขึ้นรถเข็น จากนั้นเขากับฉู่เยว่ก็ช่วยกันเข็นรถมุ่งหน้าไปทางปากทางหมู่บ้าน

ขณะผ่านปากทาง พวกเขาเห็นเจียงซิ่วฉิน อาสะใภ้สี่ ยืนโบกมือให้อยู่ที่ลานหน้าบ้าน

ระหว่างทาง ฉู่เยว่ที่นั่งอยู่บนรถเข็นเงยหน้ามองลู่ซิงเหอแล้วเอ่ยถาม "ท่านพี่ ตอนนี้ฐานะทางบ้านเราดีขึ้นแล้ว ท่านยังคิดจะสอบขุนนางต่อหรือไม่เจ้าคะ?"

ลู่ซิงเหอชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย แต่ไม่ได้เอ่ยตอบคำใด

เหตุใดเขาจะไม่อยากสอบเล่า?

เขาหวังด้วยซ้ำว่าหากตนเองมีความสามารถมากพอ ก็จะออกตามหาเบาะแสของบิดาได้

เพียงแต่สภาพครอบครัวที่เป็นอยู่ตอนนี้ หากไม่มีผู้ชายคอยเป็นเสาหลัก เขาจะวางใจทิ้งไปได้อย่างไร

ราวกับล่วงรู้ความกังวลของสามี ฉู่เยว่จึงกล่าวต่อ "ความจริงท่านพี่ไม่ต้องห่วงเรื่องที่บ้านหรอกเจ้าค่ะ ข้าจะค่อยๆ บำรุงร่างกายท่านแม่ให้แข็งแรง ส่วนเจ้าซิงผิงกับซิงอันก็ถึงวัยเข้าสถานศึกษาแล้ว หากจำเป็นจริงๆ วันหน้าพวกเราค่อยไปเช่าบ้านอยู่ในเมืองก็ได้ จะได้ไปกลับสะดวก ไม่ต้องแยกจากกัน ท่านพี่จะได้ดูแลบ้านไปพร้อมๆ กับอ่านหนังสือได้"

ลู่ซิงเหอฟังแล้วก็เห็นด้วยว่าความคิดนี้เข้าท่า

"แต่โบราณว่าคนอยู่ป่าก็ต้องหากินกับป่า หากทำเช่นนั้น รายได้หลักของครอบครัวเรามิต้องขาดหายไปหรือ?"

ทว่าฉู่เยว่กลับไม่คิดเช่นนั้น

"ท่านพี่ ท่านคิดว่าปีนี้การเก็บเกี่ยวจะเป็นอย่างไรเจ้าคะ?"

"ไม่สู้ดีนัก"

มีเพียงหมู่บ้านปั้นโพที่มีต้นไม้หนาแน่นและสระน้ำสองแห่งที่ยังพอน้ำเลี้ยงอยู่บ้าง ส่วนที่อื่นล้วนแห้งแล้งกันหมด

ฉู่เยว่กล่าวต่อ "ผลผลิตไม่ดี ในนาไม่มีข้าวให้เก็บ แต่ภาษียังคงต้องจ่าย ชาวบ้านที่พึ่งพาการทำนาเป็นหลักย่อมไม่มีเงิน พอถึงหน้าหนาว ครอบครัวที่ขัดสนจนตรอกจะต้องขายที่นาออกมาแน่ๆ"

ในปีที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ราคาที่ดินย่อมตกต่ำ

หากพวกเขากว้านซื้อที่นาเก็บไว้ แล้วปล่อยเช่าในปีหน้า ลำพังแค่ค่าเช่าที่ก็เป็นกอบเป็นกำแล้ว

ฉู่เยว่ไม่ได้พูดส่วนที่เหลือออกมา แต่ลู่ซิงเหอก็คาดเดาได้จนหมดสิ้น

เขามองภรรยาตัวน้อยด้วยความทึ่ง

"หัวสมองน้อยๆ ของเจ้านี่มัน..."

"ช่างปราดเปรื่องใช่ไหมล่ะเจ้าคะ?"

ฉู่เยว่ต่อประโยคให้เขาจนจบ ใบหน้าฉายแววภูมิใจเล็กน้อย

จากการที่ได้กินอยู่หลับนอนร่วมกันมาหลายวัน ทั้งสองเริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้น บางครั้งจึงมีการหยอกล้อกันเล่นบ้าง

เมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสของนาง ลู่ซิงเหอก็ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ

"เจ้านี่นะ ช่างสรรหาความคิดจริงๆ"

"ยังไม่หมดแค่นั้นนะเจ้าคะ" ฉู่เยว่พูดต่อ

"เมื่อวานอาสะใภ้สี่มาฝากเราขายสมุนไพรไม่ใช่หรือ? ข้าเลยคิดว่า ต่อไปเราไม่จำเป็นต้องขึ้นเขาไปขุดสมุนไพรเองทุกวันก็ได้ แต่เรารับซื้อจากคนในหมู่บ้านเอาเจ้าค่ะ"

ลู่ซิงเหอเลิกคิ้ว "รับซื้อสมุนไพร?"

"เจ้าค่ะ" ฉู่เยว่จับตะกร้าบนรถเข็นไว้มั่น

"ท่านลองคิดดูสิ สมุนไพรล้ำค่าอย่างโสมน่ะ ต้องอาศัยโชคช่วยถึงจะเจอ ส่วนใหญ่ที่เจอคือสมุนไพรทั่วไป ซึ่งร้านขายยาไม่ได้รับซื้อในราคาแพงนัก หากเรารวบรวมแล้วเอาไปขายต่อให้ร้านยา กินส่วนต่างราคา แบบนี้มิใช่ง่ายกว่าหรือเจ้าคะ? ชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องยา เอาไปขายเองก็อาจจะโดนกดราคาได้"

พอลองตรองดู ลู่ซิงเหอก็ยิ้มออกมา

"จริงของเจ้า เช่นนั้นเราก็กลับมารับซื้อสมุนไพรที่หมู่บ้านทุกครึ่งเดือนหรือหนึ่งเดือน แล้วค่อยขนไปขายในเมือง"

จากนั้นเขาก็หันมามองฉู่เยว่

"แต่ถ้าสมุนไพรที่รับซื้อมีจำนวนมาก ลำพังสองขาของเราเดินไปกลับคงขนไม่ไหวแน่"

"เรื่องนั้นยังไม่ต้องรีบร้อนหรอกเจ้าค่ะ เรื่องย้ายไปอยู่ในเมืองคงต้องรอปีหน้า ปีนี้ผลผลิตไม่ดี เราต้องประคองตัวให้รอดไปก่อน"

มาถึงตรงนี้ ดวงตาของฉู่เยว่ก็เป็นประกายวาววับ

"ท่านพี่ วันนี้เราไม่ต้องรีบกลับ ถ้ามีเวลา เราแวะไปดูที่สำนักนายหน้าค้าที่ดินกันหน่อยดีไหมเจ้าคะ?"

เห็นแววตาเป็นประกายของเด็กสาว ลู่ซิงเหอก็พยักหน้า

"ได้สิ"

ทั้งสองพูดคุยหยอกล้อกันไปตลอดทาง

ยามขึ้นเนิน ฉู่เยว่ก็จะกระโดดลงมาช่วยลู่ซิงเหอเข็นรถ

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงตัวเมือง

เพราะมีโสมติดมาด้วย พอถึงเมืองหนานผิง ทั้งคู่จึงเข็นรถตรงไปที่ร้านยาตระกูลเฉินทันที

วันนี้ร้านยาตระกูลเฉินคนพลุกพล่านเป็นพิเศษเพราะมีท่านหมอมาตรวจรักษา

ลูกจ้างสองคนหลังเคาน์เตอร์ง่วนอยู่กับการจัดยาจนมือเป็นระวิง ส่วนเถ้าแก่เฉินที่พวกเขาเคยเจอคราวก่อนกำลังดีดลูกคิดเหงื่อตกอยู่ข้างๆ

เขาเงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกร้าน

เมื่อเห็นฉู่เยว่และลู่ซิงเหอ เขาชะงักไปครู่หนึ่งเพราะจำหน้าได้ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้จึงวางลูกคิดในมือลงชั่วคราว

"วันนี้พวกเจ้าสองคนก็มาขายสมุนไพรหรือ?"

ลู่ซิงเหอหิ้วตะกร้าเดินเข้ามาในร้าน

ฉู่เยว่กวาดตามองบรรยากาศวุ่นวายภายในร้าน แล้วเดินเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์

"เถ้าแก่เฉิน พอจะมีเวลาปลีกตัวมาคุยสักครู่ไหมเจ้าคะ?"

ขณะพูด นางก็แง้มฝาตะกร้าที่สะพายอยู่ออกเล็กน้อย

ทันทีที่เห็นโสม ดวงตาของเถ้าแก่เฉินก็เบิกกว้าง

เมื่อครู่เพิ่งมีคนรีบร้อนเข้ามาขอซื้อโสมในราคาสูงลิ่ว แต่สมุนไพรล้ำค่าเช่นนี้หายากยิ่งนัก ที่ร้านของเขาไม่มีของสต็อกไว้เลย

ช่างโชคดีอะไรปานนี้! แค่หันหลังกลับมา ก็มีคนเอาของมาประเคนให้ถึงที่

เถ้าแก่เฉินยิ้มกว้าง รีบเดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ แล้วผายมือเชิญไปทางหลังร้าน

"เชิญทางด้านในเลย"

ลู่ซิงเหอเดินตามฉู่เยว่เข้าไปยังลานหลังร้าน

เมื่อถึงที่ลับตาคน ฉู่เยว่จึงค่อยๆ หยิบโสมออกมาจากตะกร้าอย่างระมัดระวัง

"เถ้าแก่เฉิน ข้าไม่ใช่ขาจรที่เพิ่งเคยมา ท่านลองดูสิเจ้าคะว่าโสมของข้าคุณภาพเป็นอย่างไร"

เถ้าแก่เฉินรับโสมไปพิจารณาอย่างละเอียด

ครู่ต่อมา เขาก็เอ่ยขึ้น "โสมต้นนี้มีรอยข้อที่หัวเจ็ดรอย อายุราวน่าจะประมาณสิบปี"

ฉู่เยว่พยักหน้า ตรงตามที่นางประเมินไว้

"เถ้าแก่เฉิน ให้ราคาที่ยุติธรรมด้วยนะเจ้าคะ"

เถ้าแก่เฉินยิ้ม "แน่นอน ช่วงนี้โสมหายาก ยิ่งสมบูรณ์ครบถ้วนแบบนี้ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่ สำหรับโสมสิบปี ข้าให้ราคาเท่านี้"

เขาชูมือข้างหนึ่งขึ้น

"ห้าสิบตำลึง"

ฉู่เยว่ดีใจจนเนื้อเต้น

นางสบตากับลู่ซิงเหอแล้วพยักหน้า

"ตกลงเจ้าค่ะ เถ้าแก่ ช่วยดูสมุนไพรพวกนี้ด้วยสิเจ้าคะ"

เถ้าแก่เฉินได้โสมสมใจแล้ว อีกทั้งกำลังรีบ จึงไม่อยากต่อรองราคาของจุกจิกกับฉู่เยว่ให้เสียเวลา

"วันนี้พวกเจ้ามาได้จังหวะจริงๆ หน้าร้านข้ายุ่งมาก สมุนไพรพวกนี้น่าจะเป็นของทั่วไป ข้าไม่คิดราคาแยกย่อยแล้วนะ เหมาหมดนี่ให้สองตำลึงก็แล้วกัน เป็นไง?"

ราวกับกลัวฉู่เยว่จะไม่ตกลง เขารีบอธิบายเสริม "ความจริงพวกเจ้าก็รู้ ถ้าคิดราคาแยกจริงๆ คงไม่ถึงสองตำลึงหรอก"

ฉู่เยว่หยิบรากซานชีที่อาสะใภ้สี่ให้มาเมื่อวานออกจากตะกร้า

"เถ้าแก่ ข้าไม่ได้งกหรอกนะเจ้าคะ แต่ในตะกร้านี้มีรากซานชีปนอยู่ด้วย ถ้าขายสองตำลึง พวกข้าคงขาดทุนแย่"

เถ้าแก่เฉินชะงักไป

"ข้าดูพลาดไปเอง งั้นเอาอย่างนี้ ให้สองตำลึงครึ่ง มากกว่านี้ข้าก็ขาดทุนแล้ว"

ฉู่เยว่ยิ้มพลางพยักหน้า

"ตกลงเจ้าค่ะ สองตำลึงครึ่ง"

ทั้งสองรับเงินห้าสิบสองตำลึงจากร้านยาตระกูลเฉิน ใส่ไว้ในถุงเงินของฉู่เยว่ แล้วเก็บไว้ในตะกร้าโดยให้ลู่ซิงเหอสะพายไว้ด้านหน้า

ส่วนเศษเงินอีกห้าร้อยอีแปะ เก็บไว้ในตะกร้าของฉู่เยว่

จบบทที่ บทที่ 25 วางแผนเพื่ออนาคต

คัดลอกลิงก์แล้ว