- หน้าแรก
- วิวาห์ท่านเสนาบดีในยุคข้าวยากหมากแพง ฮูหยินมงคลนำพาความรุ่งเรือง
- บทที่ 8 เข้าเมือง
บทที่ 8 เข้าเมือง
บทที่ 8 เข้าเมือง
หลังจากหวังเสวี่ยหลานกลับไป ฉู่เยว่เหลือบมองก้อนเงินในมือแล้วส่งต่อให้หยุนชุ่ยเหอ
"ท่านแม่เก็บเงินนี้ไว้เถอะเจ้าค่ะ"
หยุนชุ่ยเหอดันมือฉู่เยว่กลับมา
"ย่าเอ็งให้เอ็งก็เก็บไว้เถอะ พรุ่งนี้เข้าเมืองคงมีเรื่องต้องใช้จ่ายอีกเยอะ"
ฉู่เยว่จึงชักมือกลับมา ประคองเศษเงินนั้นราวกับสมบัติล้ำค่า แล้วซ่อนไว้ในสาบเสื้อ สำหรับนางในตอนนี้ นี่นับเป็นเงินก้อนโตทีเดียว
ในเวลาเดียวกัน ลู่ซิงผิงที่เอาเนื้อหมูไปแจกจ่ายเพื่อนบ้านก็เดินกลับมา ในตะกร้ามีไข่ไก่ไม่กี่ฟองกับผักป่ากำเล็กๆ ที่ชาวบ้านฝากกลับมาให้ เขาเทของออกจากตะกร้า แล้วเอาเนื้อหมูชิ้นใหญ่อีกชิ้นใส่ลงไป ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปทางบ้านผู้ใหญ่บ้าน
ลู่ซิงเหอล้างไส้หมูเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉู่เยว่จึงเอาไส้หมูใส่กะละมังแล้วตักขี้เถ้าสะอาดจากเตาไฟใส่ลงไป ขี้เถ้านอกจากจะช่วยดับกลิ่นคาวแล้ว ยังช่วยดูดซับสิ่งสกปรกได้ดี เป็นวิธีทำความสะอาดไส้หมูที่ประหยัดและได้ผลจริง
กว่าจะล้างไส้หมูจนสะอาดและนำไปแขวนผึ่งไว้ที่คานในครัว ฟ้าก็เริ่มมืดสลัว เพื่อไม่ให้ต้องงมทางในความมืด ทั้งครอบครัวจึงรีบชำระร่างกายแล้วแยกย้ายกันเข้าห้องนอน
หากจะพูดให้ถูก นี่คือคืนเข้าหอของฉู่เยว่กับลู่ซิงเหอ
แต่เพราะฉู่เยว่ยังเด็กเกินไป ส่วนลู่ซิงเหอก็ไม่ได้มีความคิดในเชิงชู้สาว ทันทีที่เข้าห้อง ต่างฝ่ายต่างแยกย้าย คนหนึ่งนั่งขดตัวอยู่ที่มุมเตียงเตา อีกคนนั่งข้างหน้าต่าง อาศัยแสงตะเกียงสลัวคัดลอกตำราอย่างขะมักเขม้น
ผ่านไปนานสองนาน นานจนฉู่เยว่เกือบจะผล็อยหลับ ในที่สุดนางก็ข่มความประหม่าในใจแล้วเอ่ยเรียกเบาๆ "ท่านพี่?"
"หืม?"
ลู่ซิงเหอที่กำลังก้มหน้าก้มตาคัดลอกตำราตอบรับอย่างเป็นธรรมชาติ
ฉู่เยว่รวบรวมความกล้าถาม "ท่านยังไม่นอนหรือ?"
เขาหันกลับมามองเด็กน้อยที่นั่งขดตัวอยู่บนเตียงเตา ท่าทางราวกับลูกนกตกยาก จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่านี่เป็นคืนแรกของนางที่นี่ จึงเกิดความสงสารขึ้นมาจับใจ
"พรุ่งนี้ต้องเข้าเมือง ไม่อยากเสียเวลาเดินทางหลายรอบ ข้าเลยกะว่าจะคัดตำราพวกนี้ให้เสร็จก่อน เจ้านอนไปเถอะ"
ฉู่เยว่อ้าปากหาว
"งั้นท่านก็อย่าดึกมากนักนะ"
เห็นท่าทางเป็นห่วงของนาง มุมปากของลู่ซิงเหอก็ยกขึ้นเล็กน้อย "อืม"
ฉู่เยว่เหนื่อยล้าเต็มที พอหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย ไม่รู้ตัวเลยว่าลู่ซิงเหอขึ้นมานอนบนเตียงเตาตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้สึกตัวอีกทีตอนตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น ลู่ซิงเหอก็ตื่นอยู่ก่อนแล้ว
ฉู่เยว่มองแสงสลัวภายนอก แล้วรีบสวมรองเท้าลุกขึ้น ล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ตรงเข้าไปทำมื้อเช้าในครัว
อาหารเช้ามีเพียงโจ๊กข้าวกล้อง ผัดผักป่าหนึ่งจาน และแผ่นแป้งร้อนๆ คนละแผ่น
หลังมื้อเช้า ลู่ซิงเหอก็ขนเนื้อหมูป่าและสมุนไพรที่ขุดมาเมื่อวานขึ้นรถเข็นที่ยืมมา เอาฟางคลุมปิดเนื้อหมูไว้อย่างมิดชิด แล้วเริ่มเข็นรถออกเดินทางพร้อมกับฉู่เยว่
เมืองที่ใกล้หมู่บ้านปั้นโพที่สุดคือเมืองหนานผิง เนื่องจากหมู่บ้านปั้นโพยากจน ถนนหนทางทุรกันดาร แม้แต่เกวียนวัวสักเล่มก็ยังไม่มีให้เห็น การเดินทางไปเมืองหนานผิงจึงต้องเดินเท้า ซึ่งใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วยามเต็มๆ
ฉู่เยว่เดินไปปาดเหงื่อไป เงียบกริบตลอดทาง ไม่นานหลังจากพ้นปากทางเข้าหมู่บ้าน ลู่ซิงเหอก็หยุดรถเข็น
"จะขึ้นมานั่งไหม? พี่เข็นให้ได้นะ"
ฉู่เยว่รีบส่ายหน้า "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ของบนรถก็หนักมากแล้ว ข้าเดินเองไหว"
ลู่ซิงเหอไม่คะยั้นคะยอ เพียงแต่บอกให้ฉู่เยว่วางตะกร้าที่สะพายอยู่ลงบนรถเข็น ในตะกร้านั้นมีผ้าเช็ดหน้างานฝีมือของหยุนชุ่ยเหอที่ฝากไปขายในเมือง น้ำหนักจึงไม่มากนัก
ทั้งสองเดินรวดเดียวโดยไม่หยุดพัก จนกระทั่งถึงเมืองหนานผิง
เมืองหนานผิงถือเป็นเมืองที่เจริญที่สุดในละแวกนี้ หน้าทางเข้าเมืองมีเสาหินสลักลายเมฆมงคลสูงตระหง่านขนาบสองข้าง ด้านบนมีคานไม้สลักอักษรตัวโตว่า "เมืองหนานผิง" ดูโอ่อ่าอลังการ
แม้จะมีทหารเฝ้าอยู่หน้าประตูเมือง แต่หน้าที่หลักคือดูแลความเรียบร้อย ไม่ได้เข้มงวดกับชาวบ้านมากนัก ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้ พวกเขาจึงพากันไปนั่งหลบแดดอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ไกลๆ เสาหิน
เมื่อฉู่เยว่และลู่ซิงเหอเข้ามาในเมือง พวกเขาก็มุ่งตรงไปยังภัตตาคารฮวาอวี่ ซึ่งเป็นภัตตาคารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหนานผิงทันที
ปกติลู่ซิงเหอจะนำสัตว์ที่ล่าได้มาขายที่นี่ ภัตตาคารฮวาอวี่กิจการรุ่งเรืองและแทบไม่เคยปฏิเสธของป่าเหล่านี้
ทั้งสองเข้าทางประตูหลังและพบกับผู้จัดการร้าน ผู้จัดการคุ้นเคยกับลู่ซิงเหอดีและค่อนข้างใจป้ำ เขาตกลงรับซื้อเนื้อหมูป่าทั้งหมดในราคาชั่งละยี่สิบห้าอีแปะ
หักส่วนที่แจกจ่ายและเก็บไว้กินเอง เหลือเนื้อหมูป่าขายได้หนึ่งร้อยสามสิบชั่ง คิดเป็นเงินทั้งสิ้นสามพันหนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะ ฉู่เยว่ขอแลกเงินสามพันอีแปะเป็นเงินก้อนสามตำลึง ส่วนอีกร้อยห้าสิบอีแปะที่เหลือร้อยเป็นพวงเก็บใส่ตะกร้า
ขายหมูเสร็จ ทั้งสองก็ตรงไปร้านขายผ้า ผ้าเช็ดหน้าสิบสามผืนที่หยุนชุ่ยเหอปักในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาขายได้ผืนละแปดอีแปะ จากนั้นพวกเขาก็เจียดเงินแปดสิบอีแปะซื้อผ้าสองพับเพื่อให้ฉู่เยว่ตัดชุดหน้าร้อน
ราคานี้ได้มาเพราะฝีมือปักผ้าของหยุนชุ่ยเหอนั้นประณีตบรรจง หากเป็นงานปักของชาวบ้านทั่วไป เถ้าแก่ร้านผ้าคงให้ราคาแค่สามถึงห้าอีแปะเท่านั้น
ซื้อผ้าเสร็จ ก็มุ่งหน้าไปร้านหนังสือวั่งเฉิน ตำราที่ลู่ซิงเหอคัดลอกได้ราคาเล่มละสามสิบอีแปะ รวมสิบเล่มเป็นเงินสามร้อยอีแปะ
ตอนกำลังจะกลับ สายตาของลู่ซิงเหอก็ไปสะดุดเข้ากับตำราเล่มหนึ่งในร้าน
"ตำราเล่มนั้นราคาเท่าไหร่ครับ?"
เสมียนร้านรีบตอบ "อ๋อ 'ตำนานเลียดก๊ก' เล่มนั้น สามตำลึงเงินครับ"
ฉู่เยว่ตกใจในใจ หนังสือที่นี่แพงหูฉี่ขนาดนี้เชียวหรือ!
ได้ยินราคา ลู่ซิงเหอก็รีบละสายตาทันที
"ช่วงนี้ไม่มีงานคัดตำราแล้วหรือครับ?"
เสมียนส่ายหน้า "ช่วงนี้คงไม่มีแล้วล่ะครับ งานที่ท่านส่งมาวันนี้อาจารย์ที่สำนักศึกษาเขาสั่งทำล็อตใหญ่ ปีนี้ผลผลิตไม่ดี คาดว่าครึ่งปีหลังคนมาเรียนคงน้อยลงไปอีก"
หากไม่ใช่เพราะลายมือที่งดงามของลู่ซิงเหอ งานคัดตำราของร้านนี้คงไม่ตกถึงมือเขาเป็นแน่
ลู่ซิงเหอพยักหน้า ขอบคุณเสมียนร้าน แล้วพาฉู่เยว่ไปยังร้านขายยาตระกูลเฉิน ปกติเขาจะมาซื้อยาให้มารดาที่นี่ ร้านนี้ถือเป็นร้านยาที่มีชื่อเสียงและเชื่อถือได้ในเมืองหนานผิง
เมื่อทั้งสองเดินเข้าไปในร้าน เถ้าแก่ที่กำลังดีดลูกคิดอยู่หลังเคาน์เตอร์ก็เงยหน้าขึ้น
"ทั้งสองท่านมาซื้อยาหรือมาตรวจโรคครับ?"
"เถ้าแก่ รับซื้อสมุนไพรไหมเจ้าคะ? สมุนไพรสด พวกเราเพิ่งเก็บมาจากบนเขาเมื่อวาน" ฉู่เยว่ก้าวไปข้างหน้าแล้วเอ่ยถาม
เถ้าแก่ตอบรับทันที "ขอดูก่อนได้ไหมแม่หนู?"
ฉู่เยว่พยักหน้าแล้วหยิบสมุนไพรออกจากตะกร้า นอกจากรากไฉหูแล้ว ยังมีรากซานชีอีกสองหัวและสมุนไพรพื้นฐานอื่นๆ อีกหลายชนิด แม้ปริมาณจะไม่มาก แต่กรรมวิธีการเก็บเกี่ยวและการจัดการเบื้องต้นนั้นทำได้อย่างถูกวิธี
คนในวงการย่อมดูออก เถ้าแก่เฉินมองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าคงเจอคนรู้จริงเข้าให้แล้ว
"แม่หนูชื่อแซ่อะไร?"
"ฉู่เยว่เจ้าค่ะ"
เขาหันไปมองลู่ซิงเหอที่ยืนอยู่ข้างๆ
"แล้วพ่อหนุ่มนี่ล่ะ?"
ใบหน้าของฉู่เยว่แดงระเรื่อเล็กน้อย "เขาเป็นสามีข้า แซ่ลู่เจ้าค่ะ"
เถ้าแก่เฉินแปลกใจเล็กน้อย เดิมทีนึกว่าเป็นพี่น้องกัน ที่แท้ก็เป็นสามีภรรยา
"แม่หนูอายุยังน้อย ออกเรือนเร็วเชียวนะ"
ฉู่เยว่ตอบเลี่ยงๆ "ทางบ้านยากจนน่ะเจ้าค่ะ ไม่มีทางเลือก"
เถ้าแก่พยักหน้าเข้าใจ เรื่องส่วนตัวเขาไม่อยากซักไซ้ให้มากความ
"สมุนไพรพวกนี้ เจ้าเป็นคนจัดการเองรึ?"
ฉู่เยว่พยักหน้า "ใช่เจ้าค่ะ มีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า?"
"ไม่มีอะไรผิดหรอก แม่หนูฉู่ เจ้ารู้วิชาแพทย์ด้วยรึ?" เถ้าแก่ไม่รอช้า เข้าประเด็นทันที "คืออย่างนี้นะ ช่วงนี้มีฮูหยินท่านหนึ่งกำลังตามหาหมอหญิงอยู่ ถ้าเจ้าพอมีความรู้เรื่องหมอ ข้าอาจจะแนะนำให้เจ้าไปลองดูได้ จากที่ข้าดู อาการป่วยของนางไม่น่าจะรักษายากนักหรอก"