- หน้าแรก
- วิวาห์ท่านเสนาบดีในยุคข้าวยากหมากแพง ฮูหยินมงคลนำพาความรุ่งเรือง
- บทที่ 5 ป้าหลี่ผู้ต้องการขาหมูป่า
บทที่ 5 ป้าหลี่ผู้ต้องการขาหมูป่า
บทที่ 5 ป้าหลี่ผู้ต้องการขาหมูป่า
"ข้าวสารที่บ้านเหลือไม่มากแล้วขอรับ" ลู่ซิงอันครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสริม "หากเป็นไปได้ พี่ใหญ่ช่วยซื้อเกลือกลับมาด้วยได้หรือไม่ ช่วงนี้ยังพอขุดผักป่าได้ ข้าจะทำผักดองเก็บไว้กินช่วงหน้าหนาว"
ลู่ซิงเหอพยักหน้ารับ
"ตกลง"
ฝ่ายหยุนชุ่ยเหอก็ดึงตัวฉู่เยว่มายืนตรงหน้าลู่ซิงเหอ
"ถ้าพรุ่งนี้จะเข้าเมือง ก็พาเยว่เยว่ไปด้วยเถอะ เสื้อผ้าของนางเก่าขาดจนดูไม่ได้แล้ว ไปเลือกซื้อผ้าที่นางชอบสักสองผืน เดี๋ยวแม่จะตัดเย็บชุดใหม่ให้นางไว้ผลัดเปลี่ยน"
เนื่องจากสุขภาพไม่ค่อยดี หยุนชุ่ยเหอจึงทำงานหนักไม่ได้ นางทำได้เพียงงานปักผ้าอยู่ที่บ้าน โดยปักผ้าเช็ดหน้าให้ลู่ซิงเหอนำไปขายในเมือง หรือไม่ก็รับจ้างแก้ทรงเสื้อผ้าให้ชาวบ้าน เพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว
เมื่อฉู่เยว่ได้ยินดังนั้น นางก็รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เสื้อผ้าที่มีอยู่ยังพอใส่ได้ ช่วงนี้ที่บ้านขัดสน เก็บเงินไว้ซื้อข้าวสารตุนไว้กินหน้าหนาวดีกว่าเจ้าค่ะ"
เห็นเด็กสาวรู้ความเช่นนี้ หยุนชุ่ยเหอก็อดปวดใจไม่ได้
หากเป็นลูกสาวแท้ๆ ของนาง นางคงทะนุถนอมประคบประหงมอย่างดี แต่ถึงตอนนี้จะเป็นลูกสะใภ้ ก็เปรียบเสมือนลูกสาวคนหนึ่ง
นางกุมมือฉู่เยว่เอาไว้
"อย่ากังวลเรื่องนั้นเลย ที่บ้านยังมีแม่กับเจ้าใหญ่คอยหาเลี้ยง อย่างมากแม่ก็แค่ปักผ้าเพิ่มอีกหน่อย ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร"
ลู่ซิงเหอชำเลืองมองฉู่เยว่ พลันนึกถึงกองเสื้อผ้าที่วางอยู่ปลายเตียง ซึ่งเก่าและขาดวิ่นยิ่งกว่าชุดที่นางใส่อยู่เสียอีก เขาจึงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ "ข้าวสารก็ต้องซื้อ เสื้อผ้าก็ต้องตัด แต่แม่สุขภาพไม่ดี เจ้าก็ช่วยแม่ทำงานบ้านให้มากขึ้นหน่อยก็แล้วกัน หากวันนี้ไม่ใช่เพราะเจ้าตาไว เราคงไม่เจอปลาตัวนั้น และถ้าไม่มีปลาตัวนั้น ก็คงล่อหมูป่าตัวใหญ่ขนาดนี้มาไม่ได้"
ฉู่เยว่เม้มริมฝีปาก ก่อนจะรับคำ "ตกลงเจ้าค่ะ"
ในฐานะบัณฑิต ลู่ซิงเหอไม่เชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ
แต่คำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจ กลับไปสะกิดใจคนฟัง
เมื่อหยุนชุ่ยเหอได้ยินว่าหมูป่าตัวนี้ได้มาเพราะฉู่เยว่ นางก็ยิ่งพึงพอใจในตัวลูกสะใภ้มากขึ้น นางมองฉู่เยว่แล้วยิ้ม "ดูท่าเยว่เยว่ของเราจะเป็นตัวนำโชคเสียแล้ว"
ทันใดนั้น หญิงชราผมดอกเลาคนหนึ่งก็ชะโงกหน้าเข้ามาในลานบ้าน
"โอ้โฮ! เจ้าใหญ่แบกหมูป่าตัวเบ้อเริ่มกลับมาเชียวรึ! ท่าทางจะหนักกว่าร้อยห้าสิบชั่งได้กระมัง"
คนผู้นี้คือ 'แม่เฒ่าหลี่' มารดาแท้ๆ ของซุนต้าจู้เพื่อนบ้านข้างเคียง
แม่เฒ่าหลี่ขึ้นชื่อเรื่องความปากร้ายกาจที่สุดในหมู่บ้านปั้นโพ จนภรรยาของต้าจู้ทนไม่ไหว ต้องขอแยกบ้านออกมาจากพ่อปู่แม่ย่า
หลังจากพ่อของต้าจู้เสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน แม่เฒ่าหลี่ก็ปลงตกกับชีวิต จู่ๆ ก็หมดไฟไม่อยากดิ้นรนทำมาหากิน จึงเริ่มเวียนไปอาศัยอยู่กับลูกชายทั้งสองบ้าน สลับกันไปมา ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสบาย
เมื่อเห็นแม่เฒ่าหลี่ หยุนชุ่ยเหอก็ขยับตัวบังหมูป่าไว้ด้านหลัง
"ป้านั่นเอง หมูตัวนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไรหรอกจ้ะ ช่วงนี้ตลาดซบเซา เกรงว่าจะขายไม่ได้ราคาเท่าไหร่"
เห็นท่าทางหวงของหยุนชุ่ยเหอ แม่เฒ่าหลี่ก็ลอบเบ้ปากในใจ
ดูทำท่าขี้งกเข้าสิ มิน่าล่ะผัวถึงทิ้งไปตายก่อน
ด้วยความที่ไม่ได้กินเนื้อมานาน แม่เฒ่าหลี่จึงไม่ได้พูดจาถากถางออกไป
"คนกันเองทั้งนั้น ต้าจู้ลูกข้าก็อยู่ใกล้ๆ กัน วันหน้ายังต้องพึ่งพาอาศัยกัน มีอะไรดีๆ ก็อย่าลืมนึกถึงเขาบ้างล่ะ"
หยุนชุ่ยเหอยิ้มเจื่อนๆ
"ป้าพูดถูกแล้วจ้ะ"
วันธรรมดาที่ซิงเหอไม่อยู่บ้าน ก็ได้ 'หลัวซื่อ' ภรรยาของต้าจู้นี่แหละที่คอยช่วยเหลือดูแล
นางไม่รังเกียจที่จะหยิบยื่นน้ำใจให้ครอบครัวต้าจู้ แต่ไม่ชอบคนที่มาขอของกันซึ่งๆ หน้า โดยเฉพาะแม่เฒ่าหลี่ผู้นี้
ในอดีต ตอนที่หลัวซื่อมาช่วยงานนาง ก็มักจะถูกหญิงชราผู้นี้ด่ากระทบกระเทียบเปรียบเปรย ลามปามมาถึงบ้านนาง ไม่เว้นแม้กระทั่งปู่ย่าตายายของซิงเหอ ทำให้คนทั้งหมู่บ้านหัวเราะเยาะพวกนางโดยใช่เหตุ
สถานการณ์เริ่มดีขึ้นบ้างหลังจากหลัวซื่อคลอดลูกสาวสองคนและลูกชายอีกหนึ่งคน
ทว่า แม้หลัวซื่อจะมาช่วยงาน แต่ก็ได้นางช่วยปะชุนเสื้อผ้าให้ลูกๆ ทั้งสามคนเป็นการตอบแทน ถือว่าต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์
แม่เฒ่าหลี่ชี้ไม้ชี้มือไปที่หมูป่า
"ข้าเห็นขาหมูป่าคู่นั้นอวบอ้วนน่ากินเชียว รสชาติต้องเด็ดแน่ๆ"
บรรยากาศพลันเงียบกริบ
หมูป่าตัวนี้ตั้งใจจะเอาไปขายในเมืองแลกเงิน พวกนางยังไม่กล้าคิดจะเก็บไว้กินเองด้วยซ้ำ แถมขาหมูป่าก็ไม่ใช่เล็กๆ ข้างหนึ่งหนักอย่างน้อยสิบชั่งเห็นจะได้
แม่เฒ่าหลี่ผู้นี้ช่างหน้าหนาเสียจริง
ทันใดนั้น ฉู่เยว่ที่นิ่งเงียบมาตลอดก็ก้าวออกมาดึงชายเสื้อหยุนชุ่ยเหอ ทำหน้าตาน้อยอกน้อยใจ
"ท่านแม่ ไหนท่านบอกว่าเงินที่ขายหมูป่าได้จะเอาไปซื้อผ้าตัดชุดให้ข้าไงเจ้าคะ? ถ้าให้คนอื่นไป ข้าก็ไม่มีเสื้อผ้าใส่อีกสิ ท่านรับปากข้าแล้วนะเจ้าคะ"
ประโยคสุดท้าย น้ำเสียงของนางแฝงความไม่พอใจอย่างชัดเจนจนทุกคนสัมผัสได้
แม้หยุนชุ่ยเหอจะอยู่กับฉู่เยว่ได้ไม่นาน แต่ก็พอรู้นิสัยใจคอ นางอดชื่นชมไหวพริบของลูกสะใภ้ในใจไม่ได้ จึงกุมมือนางไว้แล้วตบเบาๆ
"ได้สิลูก แม่ไม่ให้ใครทั้งนั้นแหละ เราจะเอาไปขายมาตัดชุดให้เจ้านะ"
แม่เฒ่าหลี่เลิกคิ้วมองหยุนชุ่ยเหอ
"นี่น่ะรึลูกสะใภ้ที่บ้านสกุลฉู่ส่งมาให้?"
หยุนชุ่ยเหอกับฉู่เยว่สบตากัน ก่อนจะยิ้มมุมปาก
"ใช่จ้ะ"
แม่เฒ่าหลี่มองฉู่เยว่ด้วยสายตาดูแคลนทันที
"ถ้าจะให้ข้าพูดนะ นังเด็กนี่มันไม่รู้ความเอาเสียเลย บ้านนี้ยังมีเจ้าใหญ่อยู่ทั้งคน จะถึงคิวนางตัดสินใจได้ยังไง? อย่าว่าแต่เรื่องที่พ่อมันทำงามหน้าไว้เลย ตัวมันเองก็ยังไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กล้าดีขอกินขอใช้! ช่างกล้าพูดออกมาได้!"
ได้ยินดังนั้น หยุนชุ่ยเหอก็เริ่มไม่พอใจ
"ป้าหลี่ ป้าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ข้าไม่อยากถือสาหาความ ลูกสะใภ้ข้าไม่ได้ไปด่าทอหรือทุบตีป้า ทำไมต้องว่าร้ายนางขนาดนั้นด้วย? เรื่องที่พ่อเขาทำ ก็เป็นความผิดของพ่อเขา นางเป็นแค่เด็กน่าสงสารที่ต้องมารับเคราะห์แทน ป้าเองก็ไม้ใกล้ฝั่งแล้ว หัดรักษาหน้าตัวเองไว้บ้างเถอะ"
ยิ่งพูดยิ่งโมโห จนแทบจะเป็นลมล้มพับไปอีกรอบ
เห็นท่าไม่ดี ฉู่เยว่รีบเข้าไปประคองและลูบหลังหยุนชุ่ยเหอเบาๆ
"ท่านแม่ อย่าไปถือสาคนพาลเลยเจ้าค่ะ เดี๋ยวจะป่วยหนักไปเปล่าๆ"
แต่การออกโรงปกป้องของหยุนชุ่ยเหอก็ทำให้ฉู่เยว่ซาบซึ้งใจ อย่างน้อยตอนอยู่หมู่บ้านหนิวโถว พ่อแม่ของนางไม่เคยสนใจไยดีว่านางจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร
ฉู่เยว่มองแม่เฒ่าหลี่ด้วยสายตาเย็นชา
"ข้าขอเตือนไว้ก่อนนะ ถ้าวันนี้แม่ข้าป่วยหนักเพราะท่าน อย่าหวังว่าจะรอดตัวไปได้"
แม่เฒ่าหลี่ไม่ใช่คนยอมใครง่ายๆ
"พูดจาเลอะเทอะอะไรของเอ็ง นังเด็กบ้า? ข้าไปทำให้อะไรนาง? ข้ายังไม่ได้แตะต้องตัวนางสักนิด! นางมันคนใกล้ตายอยู่แล้ว ถึงตายไปก็ไม่เกี่ยวกับข้าสักหน่อย จริงไหม?"
ได้ยินเช่นนั้น คนในลานบ้านก็เดือดดาลขึ้นมาทันที ใบหน้าของลู่ซิงเหอถมึงทึงจนน่ากลัว เขาหันไปส่งสายตาให้ลู่ซิงอันและลู่ซิงผิง
บางเรื่องให้ผู้ชายอกสามศอกอย่างเขาลงมืออาจดูไม่งาม แต่ถ้าให้เด็กอย่างลู่ซิงผิงและลู่ซิงอันจัดการ ก็ไม่มีปัญหา
ลู่ซิงอันเดินไปยกอ่างน้ำซาวข้าวมาเงียบๆ ส่วนลู่ซิงผิงก็กอบดินขึ้นมาจากพื้น สองพี่น้องสาดโครมใส่แม่เฒ่าหลี่พร้อมกันโดยไม่ต้องนัดหมาย น้ำซาวข้าวผสมกับดินจนกลายเป็นโคลน สาดใส่หญิงชราจนเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว
"ออกไป! อย่ามาเหยียบบ้านข้าอีกนะ"