- หน้าแรก
- เส้นทางราชันย์แห่งความหนาวเหน็บ
- บทที่ 25: ศึกปู่หลานระหว่างเพื่อนร่วมห้อง
บทที่ 25: ศึกปู่หลานระหว่างเพื่อนร่วมห้อง
บทที่ 25: ศึกปู่หลานระหว่างเพื่อนร่วมห้อง
บทที่ 25: ศึกปู่หลานระหว่างเพื่อนร่วมห้อง
"เจ้า... เจ้าว่าไงนะ?"
เด็กหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของฮั่วอวี่ฮ่าว
"หูหนวกหรือไง?" ฮั่วอวี่ฮ่าวพูดอย่างหมดความอดทน "ข้าถามว่า เจ้าเป็นใครวะ?"
"เจ้า เจ้า... เจ้า..."
ใบหน้าหล่อเหลาของเด็กหนุ่มแดงก่ำด้วยความโกรธ ร่างของเขาสั่นเทิ้ม ถอยหลังไปสองก้าวพร้อมกับชี้หน้าฮั่วอวี่ฮ่าว ทว่ากลับพูดไม่ออกแม้แต่ประโยคเดียวไปพักใหญ่
เขาเกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์ ตั้งแต่เล็กจนโตคนรอบกายล้วนพูดจาอ่อนหวานด้วยเสมอมา แล้วจะมีใครหน้าไหนกล้าพูดจาเช่นนี้กับเขากันล่ะ?
"เจ้าอะไรของเจ้า?" ฮั่วอวี่ฮ่าวไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย เขาถามด้วยรอยยิ้มเยาะ "ปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรงขนาดนี้ หรือว่าเจ้าไม่มีไอ้นั่นกันแน่?"
"หุบปาก!" เด็กหนุ่มหน้าแดงก่ำ ตะคอกลั่น "เจ้าคนป่าเถื่อนไร้มารยาท!"
"โอ้ พอข้าพูดจาหยาบคายนิดหน่อยก็กลายเป็นคนไร้มารยาท แต่พอเจ้ามาสั่งนู่นสั่งนี่ข้า กลับเรียกว่าเป็นคนมีมารยาทงั้นสิ?"
ฮั่วอวี่ฮ่าวแค่นเสียงหยัน ปรบมือรัวๆ ด้วยท่าทียียวนกวนประสาท
"ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ช่างมีมารยาทเสียจริงนะ—"
พอปรบมือเสร็จเขาก็พูดต่อ "พวกเรามันก็แค่ครึ่งชั่งแปดตำลึง ศีลเสมอกัน! อย่ามาทำเป็นชี้หน้าด่าคนอื่นหน่อยเลย"
"เจ้า เจ้า... ข้า..."
เด็กหนุ่มที่ยังอ่อนต่อโลกย่อมไม่ใช่คู่ปรับฝีปากของฮั่วอวี่ฮ่าว ใบหน้าของเขาแดงก่ำจนทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะเถียงกลับอย่างไร จึงทำได้เพียงใช้ตรรกะวิบัติเข้าสู้
"ก็เพราะข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้า เจ้าก็ต้องเชื่อฟังข้า ไม่อย่างนั้นข้าจะอัดเจ้า! ผู้แข็งแกร่งคือผู้ตั้งกฎ ถ้าไม่เชื่อเจ้าก็ลองดูสิ!"
หลังพูดจบ อารมณ์ของเด็กหนุ่มก็ดูเหมือนจะสงบลงเล็กน้อย ความเย่อหยิ่งฉายชัดบนใบหน้า คล้ายกับความมั่นใจที่ได้มาจากความแข็งแกร่งของตน
เขาในวัยนี้มีต้นทุนให้เย่อหยิ่งจริงๆ นั่นแหละ เพราะบรรลุถึงระดับมหาวิญญาจารย์สองวงแหวนแล้ว
"คิดว่าตัวเองเก่งเรื่องต่อสู้นักใช่ไหม?" ฮั่วอวี่ฮ่าวแสยะยิ้มชั่วร้าย "มาดวลกันตัวต่อตัว ศึกปู่หลาน ใครแพ้ต้องคุกเข่าแล้วเรียกอีกฝ่ายว่า 'ท่านปู่' กล้าหรือเปล่าล่ะ?!"
เด็กหนุ่มอึ้งไป ไม่คิดว่าฮั่วอวี่ฮ่าวจะกล้าเดิมพันหนักขนาดนี้ แต่ด้วยความมั่นใจในความแข็งแกร่งและความหุนหันพลันแล่นตามประสาวัยรุ่น ทำให้เขาไม่รู้จักคำว่าถอย
"กล้าสิ! ทำไมข้าจะไม่กล้าล่ะ? ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเจ้ามีน้ำยาอะไรถึงได้อวดดีนัก"
"งั้นก็ไป" ฮั่วอวี่ฮ่าวกระโดดลงจากเตียงและเดินตรงออกจากหอพักไปทันที
เด็กหนุ่มผมสีฟ้าอมชมพูเดินตามเขาไป
ลานกว้างหน้าหอพัก ฮั่วอวี่ฮ่าวยืนอยู่ตรงนั้น เขากวาดสายตามองชายชราที่นอนเอนกายอยู่แวบหนึ่ง ดูเหมือนอีกฝ่ายจะมองมาด้วยความสนใจเช่นกัน
นั่นคือยอดฝีมือลึกลับ เมื่อมีเขาอยู่ใกล้ๆ เทียนเมิ่งจึงทำได้เพียงซ่อนตัวอยู่ในทะเลวิญญาณ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
"อะไรกัน กลัวแล้วหรือไง?" เด็กหนุ่มผมสีฟ้าอมชมพูพูดท้าทายเมื่อเห็นท่าทีลังเลของฮั่วอวี่ฮ่าว
ฮั่วอวี่ฮ่าวล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วพูดอย่างเหยียดหยาม "เหอะ พี่ฮ่าวไม่สู้กับพวกไร้ชื่อหรอกนะ ข้าชื่อฮั่วอวี่ฮ่าว แล้วเจ้าล่ะชื่ออะไร?"
"หวังตง!"
แววตาของหวังตงเต็มไปด้วยความดูแคลนและเหยียดหยาม
แต่เขาก็ต้องชะงักไปในเวลาอันรวดเร็ว
เพราะในแววตาของฮั่วอวี่ฮ่าว เขากลับมองเห็นความดูแคลนที่ลึกล้ำและรุนแรงยิ่งกว่า
"ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะมีน้ำยาสักแค่ไหนเชียว!" หวังตงคิดอย่างเคียดแค้น
ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครกล้าแสดงสีหน้าแบบนี้ใส่เขาเลย จะไม่ให้เขาโมโหได้อย่างไร!
"ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ของเจ้าออกมาสิ" ฮั่วอวี่ฮ่าวพูดเสียงเรียบ ขณะที่วงแหวนวิญญาณวงแรกสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆ ลอยขึ้นจากใต้ฝ่าเท้า "มาดูกัน"
หวังตงชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะกุมท้องหัวเราะร่วนออกมาอย่างเกินจริง
"ฮ่าฮ่าฮ่า—ข้าก็นึกว่าเจ้าจะมีดีอะไรมาอวดเบ่ง ที่แท้ก็มีน้ำยาแค่นี้เอง จัดการกับเจ้า ข้าไม่จำเป็นต้องใช้วิญญาณยุทธ์ด้วยซ้ำ"
"พูดจาใหญ่โตระวังจะลิ้นคับปากนะ!" ฮั่วอวี่ฮ่าวแสยะยิ้ม "เมื่อไม่นานมานี้ ก็มีอีกคนที่มาหัวเราะงี่เง่าต่อหน้าพี่ฮ่าวแบบนี้แหละ แล้วจุดจบของมันก็อนาถน่าดูเลยล่ะ"
หวังตงหัวเราะหึๆ ใช้ปลายเท้าแตะพื้นแล้วพุ่งตัวเข้าใส่ฮั่วอวี่ฮ่าวโดยตรง
ความเร็วของเขาสูงมาก ร่างกายพลิ้วไหวทว่าแฝงไปด้วยพลัง ราวกับลูกศรที่ถูกปล่อยออกจากคันธนูที่ง้างจนสุด
เพียงพริบตาเดียว หวังตงก็มาโผล่ตรงหน้าฮั่วอวี่ฮ่าว
ทว่าฮั่วอวี่ฮ่าวยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง รักษารูปแบบท่ายืนล้วงกระเป๋าอันแสนหยิ่งยโสเอาไว้ดังเดิม
"กลัวจนทำอะไรไม่ถูกเลยล่ะสิ?" หวังตงลอบดีใจ ยกขาขวาอันเรียวยาวตวัดเตะเข้าที่หน้าอกของฮั่วอวี่ฮ่าวโดยตรง
ฮั่วอวี่ฮ่าวไม่ได้ขยับออกจากจุดเดิมแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่ย่อเข่าลงและเบี่ยงท่อนบนเล็กน้อย ก็สามารถหลบลูกเตะของหวังตงได้อย่างง่ายดาย
"มั่นใจขนาดนั้นเชียว?"
หวังตงไม่คาดคิดว่าฮั่วอวี่ฮ่าวจะหลบการโจมตีของเขาด้วยท่วงท่าที่สบายๆ เช่นนี้ เขาจึงออกแรงที่ขาขวาซึ่งลอยค้างอยู่กลางอากาศ ตวัดเตะเข้าที่ลำคอของฮั่วอวี่ฮ่าวอีกครั้ง
ในจังหวะนั้น ขาของฮั่วอวี่ฮ่าวที่ย่อลงในตอนแรกก็ยืดขึ้น ดันท่อนบนขึ้นตามไปด้วย และตวัดเกี่ยวขาขวาของหวังตงขึ้นมาพาดบ่าได้อย่างไหลลื่น
ตอนนี้ทั้งสองคนอยู่ในท่าทางที่ดูแปลกประหลาด หวังตงยืนด้วยขาซ้าย ส่วนขาขวาพาดเหยียดตรงอยู่บนบ่าของฮั่วอวี่ฮ่าว คล้ายกับกำลังฉีกขาในท่ายืน
"หึ"
หวังตงเตรียมจะลงมือโจมตีต่อ แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเย็นเยียบ
"กระบวนท่าสวยงามแต่ไร้พลัง ดีแต่เปลือก ห่วงหน้าพะวงหลัง เป็นแค่การแสดงหลอกตา"
ใบหน้าของทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก หวังตงมองเห็นประกายแสงเย็นเยียบสีน้ำเงินในดวงตาของฮั่วอวี่ฮ่าวได้อย่างชัดเจน
"ช่วงล่างของเจ้าไม่มั่นคง แต่กลับกล้าฉีกขากลางอากาศ ไม่เคยมีใครสอนกฎที่ว่าห้ามยกขาเตะสูงเกินเข่าหรือไง?"
ฮั่วอวี่ฮ่าวยกเท้าขึ้นและเตะเข้าที่ขาซ้ายของหวังตงซึ่งใช้เป็นหลักค้ำยันอย่างแรง
หวังตงสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดลึกถึงกระดูกที่แล่นปราดไปทั่วเข่าซ้าย ดวงตาสีฟ้าอมชมพูของเขาเบิกกว้างจนสุด และส่งเสียงร้องครวญครางออกมาด้วยความเจ็บปวด
"อ๊าก—"
ขาซ้ายที่เหยียดตึงของเขาถูกกระแทกอย่างแรงที่หัวเข่าจากด้านหน้า ในตอนนั้นหวังตงรู้สึกทั้งเจ็บทั้งชาที่ขาซ้ายจนเสียการควบคุม เขาทำได้เพียงฝืนประคองตัวไว้ไม่ให้ล้มลงไป
ฮั่วอวี่ฮ่าวไม่ปล่อยให้เขาได้มีเวลาพักหายใจ เขายื่นมือซ้ายออกไป ดันขาขวาที่พาดอยู่บนบ่าไปข้างหน้า และทุ่มหวังตงลงกับพื้นอย่างจัง
หวังตงล้มกระแทกพื้นอย่างแรง ฮั่วอวี่ฮ่าวใช้เท้าขวาเหยียบเข่าซ้ายของหวังตงเอาไว้ ใช้แขนซ้ายกดขาขวาของหวังตงอย่างแน่นหนา และใช้ขาขวาของหวังตงเองมากดทับมือขวาของเจ้าตัวไว้
ความยืดหยุ่นของหวังตงนั้นดีมาก คนทั่วไปคงเจ็บปวดกับท่านี้อย่างแสนสาหัส แต่เขากลับทนได้สบายๆ
ตอนนี้แขนขาหลักๆ ของเขาถูกควบคุมไว้หมดแล้ว
หวังตงยังคงพยายามดิ้นรน ขัดขืนด้วยมือซ้ายที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียว ทว่าความรู้สึกเย็นวาบก็แล่นปราดที่ลำคอของเขา
กริชสั้นเล่มหนึ่งจ่อเข้าที่คอของเขา พื้นผิวคมมีดอันเย็นเยียบแนบสนิทกับผิวขาวเนียนบริเวณลำคอจนทำให้ขนลุกซู่
"กริชงั้นเหรอ?"
หวังตงเงยหน้ามองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่กำลังเหยียดยิ้มเย้ยหยัน ดวงตาของอีกฝ่ายเปล่งประกายสีน้ำเงิน ความหวาดกลัวที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนก่อตัวขึ้นในใจ
ฮั่วอวี่ฮ่าวถามขึ้น "ไง ยังไม่ยอมแพ้อีกเหรอ?"
ความเจ็บปวดแปลบที่เข่าซ้าย ความเย็นเยียบที่ลำคอ ความหวาดกลัวในจิตใจ... หวังตงกัดฟันแน่นและเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากอย่างไม่เต็มใจ "ข้า... ข้าแพ้แล้ว"
ฮั่วอวี่ฮ่าวลุกออกจากตัวเขา ควงกริชพยัคฆ์ขาวในมือขวาอย่างชำนาญสองสามรอบแล้วเหน็บกลับเข้าที่เข็มขัด เขากล่าวว่า "เจ้าไม่ต้องเรียกข้าว่า 'ท่านปู่' หรอกนะ ยังไงซะเราก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน พี่ฮ่าวไม่อยากให้เจ้าต้องอับอายขายหน้าจนเกินไปนัก เอาเป็นว่าพี่ฮ่าวจะฝืนใจยอมรับเจ้าเป็นหลานบุญธรรมฝ่ายเดียวก็แล้วกัน"
"จำเอาไว้ ตั้งแต่นี้ต่อไป อย่าคิดว่าตัวเองเก่งแล้วจะมาทำกร่างอวดดีไปทั่ว"
หวังตงได้รับอิสระ เขายันตัวลุกขึ้นนั่งบนพื้นพลางลูบเข่าซ้ายของตัวเอง สายตาจ้องมองฮั่วอวี่ฮ่าวด้วยความตกตะลึงอย่างหนักในใจ
นี่ใช่วิญญาจารย์ที่มีแค่วงแหวนวิญญาณสิบปีวงเดียวจริงๆ หรือ? ทำไมพละกำลังของเขาถึงได้มากมายนัก? วิญญาณยุทธ์ของเขาคืออะไรกันแน่?
ยิ่งไปกว่านั้น หวังตงสัมผัสได้ว่าฮั่วอวี่ฮ่าวได้ยั้งแรงในการเตะเอาไว้ มิเช่นนั้นขาซ้ายของเขาคงได้พิการไปแล้วจริงๆ
เมื่อนึกถึงการที่ตนถูกซ้อมจนหมดสภาพเพราะความประมาท โดยที่ยังไม่ได้ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ออกมาด้วยซ้ำ หวังตงก็เต็มไปด้วยความอัปยศอดสูและคับแค้นใจ
"ข้าไม่ยอมรับหรอก!" เขาตะโกนใส่ฮั่วอวี่ฮ่าวอย่างไม่ยินยอม น้ำตาไม่กี่หยดร่วงหล่นจากหางตา
ตั้งแต่เล็กจนโต ผู้อาวุโสทั้งสองที่บ้านต่างปกป้องทะนุถนอมเขาราวกับไข่ในหิน และเวลาที่ประลองกับคนอื่น ทุกคนก็มักจะยอมอ่อนข้อให้เขาเสมอ
หวังตงไม่เคยเจอสถานการณ์แบบวันนี้เลยสักครั้ง สถานการณ์ที่มีคนเอากริชมาจ่อคอหอย และไม่ใช่แค่แพ้ แต่อีกฝ่ายยังพูดจาหยาบคายใส่เขาก่อนหน้านี้อีก...
เขารู้สึกอับอายและขัดเคืองใจจนน้ำเสียงเจือไปด้วยเสียงสะอื้น
ฮั่วอวี่ฮ่าวไหวไหล่
ไอ้พวกเด็กเหลือขอพวกนี้ก็เหมือนกันหมดแหละ พอสู้แพ้ก็เอาแต่ร้องไห้งอแง
เขาตั้งใจจะใช้วิธีปลอบเด็กในแบบฉบับของตัวเอง แต่แล้วก็ต้องได้ยินหวังตงพูดต่อว่า "พลังวิญญาณของข้าก็สูงกว่าของเจ้า ความแข็งแกร่งก็มากกว่า แล้วทำไมข้าถึงต้องแพ้เจ้าด้วย?!"
สีหน้าของฮั่วอวี่ฮ่าวมืดครึ้มลงอย่างน่ากลัวในทันที
"เจ้าเองก็ร้องไห้เป็นด้วยสินะ?"
"เจ้าเองก็รู้สินะว่าผู้อ่อนแอเวลามันถูกรังแก มันจะร้องไห้ออกมาน่ะ?"
เขาเดินช้าๆ ไปหยุดอยู่ตรงหน้าหวังตง นัยน์ตาสีน้ำเงินที่ทอดมองลงมานั้นเย็นชาจนน่าขนลุก
"แต่เมื่อกี้เจ้าเพิ่งจะพูดเองไม่ใช่เหรอว่า ผู้แข็งแกร่งคือผู้ตั้งกฎน่ะ?"