- หน้าแรก
- โรงเตี๊ยมกาลเวลา
- บทที่ 22 - อาจารย์ปราบผี
บทที่ 22 - อาจารย์ปราบผี
บทที่ 22 - อาจารย์ปราบผี
เซียวเหล่งนึ่งกำลังใจจดใจจ่ออยู่กับละครในแท็บเล็ต
แม้ว่าผู้ชายไว้ผมเปียยาวและผู้หญิงที่ใส่เครื่องประดับบนหัวเหมือนแผ่นกระดานในละครจะดูแปลกตา แต่นางก็ดูเนื้อเรื่องอย่างเพลิดเพลิน
แท็บเล็ตเสียบสายชาร์จ เชื่อมต่อกับปลั๊กไฟบนผนัง
มีไฟให้ชาร์จ มีละครให้ดู แถมยังมีอินเทอร์เน็ตไร้สายอันน่าอัศจรรย์
เซียวเหล่งนึ่งนึกไม่ออกจริงๆ ว่าที่นี่ต่างกับแดนเซียนตรงไหน
ถ้าไม่ใช่เพราะซูลั่วต้องปิดร้านตามเวลา บวกกับยายซุนเสียดายพืชผลในไร่ นางคงอยากจะขลุกอยู่ที่นี่ตลอดไป
ขณะที่ละครกำลังดำเนินไปถึงจุดพีค เสียง "โครม" ก็ดังสนั่นขึ้น
นางขมวดคิ้วหันไปมองต้นเสียง เห็นชายหนุ่มหลายคนบุกเข้ามาในโรงเตี๊ยม
คนพวกนั้นไว้ผมสั้นเหมือนคุณชายซูลั่ว แต่หน้าตาห่างชั้นกันไกลลิบ สีหน้าท่าทางทำให้หนึกถึงพวกอันธพาลที่เจอบนถนนในตลาด
คนนำขบวนเป็นชายหนุ่มสวมเสื้อหนัง ปากคาบบุหรี่ ในมือถือไม้เบสบอล
เขาฟาดไม้เบสบอลลงบนเคาน์เตอร์ดัง "ปัง" กวาดสายตามองไปรอบๆ พอเห็นเซียวเหล่งนึ่ง ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
เซียวเหล่งนึ่งรูปโฉมงดงาม บุคลิกเย็นชาหลุดพ้นทางโลก สวมชุดโบราณสีขาวราวกับนางเซียนลงมาจุติ
ชายหนุ่มผิวปากแซวเซียวเหล่งนึ่ง ยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย "น้องสาวอายุเท่าไหร่จ๊ะ?"
น้ำเสียงแทะโลมนั้นทำให้สีหน้าของเซียวเหล่งนึ่งยิ่งเย็นชา ในใจครุ่นคิดถึงที่มาของคนกลุ่มนี้
ลูกค้าใหม่?
ดูยังไงก็ไม่น่าใช่คนดี!
"เจ้าของร้านอยู่ไหม?" ชายหนุ่มเห็นนางไม่ตอบ จึงเปลี่ยนไปตะโกนถาม
เซียวเหล่งนึ่งกำลังจะบอกว่าจะไปเรียกให้ แต่คนอีกคนก็ตะโกนขึ้นมาว่า "พี่กัง ทุบมันก่อนเลย!"
ซุนกังโบกมือ ชี้ไปที่เซียวเหล่งนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกล "ระวังอย่าให้น้องสาวคนสวยเจ็บตัวล่ะ"
คนกลุ่มนั้นหัวเราะฮิฮะ คำพูดหยาบคายลามกทำเอาเซียวเหล่งนึ่งคิ้วขมวดมุ่น กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
หากไม่ได้อยู่ในโรงเตี๊ยม ป่านนี้นางคงชักกระบี่ออกไปแล้ว
ซุนกังย่อมดูออกว่าเซียวเหล่งนึ่งไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ
สาวน้อยหน้าตาดีที่ชอบใส่ชุดจีนโบราณ จะทำอะไรเจ้าถิ่นอย่างเขาได้?
มองดูใบหน้างดงามราวกับดอกบัวพ้นน้ำของเซียวเหล่งนึ่ง ในใจเขาก็เริ่มมีความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นมา
ข่มขู่หลอกล่อสักหน่อย ไม่แน่อาจจะเสร็จเขา?
แค่ได้แต๊ะอั๋งนิดหน่อยก็ยังดี
เขากวาดตามองอย่างระแวดระวัง ไม่เห็นกล้องวงจรปิด ในใจยิ่งรุ่มร้อน ชั่ววูบหนึ่งถึงกับมีความคิดว่าต่อให้ต้องติดคุกสักสามปีก็คุ้ม
แต่ความคิดนี้ก็แวบผ่านไป แล้วถูกปัดทิ้ง
ถ้าเป็นเมื่อหลายปีก่อนทำแบบนี้คงไม่เป็นไร แต่เดี๋ยวนี้ไม่ง่าย
ลุงของเขาเป็นเลขาธิการหมู่บ้านหลิวฟาง ผูกขาดธุรกิจดินและทรายในละแวกนี้ สมัยก่อนเคยยกพวกตีกัน แต่ช่วงหลังๆ ก็เพลาๆ ลงไปเยอะ
ลูกน้องห้าคนข้างหลังล้วนเป็นคนขับรถบรรทุกดิน บางครั้งก็มารับจ็อบเป็นนักเลง
นึกถึงคำสั่งของลุง ซุนกังสั่งลูกน้องว่า "ทุบเลย!"
ข่มขวัญเจ้าของร้านก่อน แล้วถือโอกาสให้สาวน้อยคนนี้ได้เห็นความเก่งกาจของเขา
บางทีนางอาจจะเหมือน 'ลิลลี่' เด็กโรงเรียนมัธยมสามที่เห็นเขาเท่แล้วยอมพลีกายให้เองก็ได้
คนกลุ่มนั้นถีบโต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาด แล้วฟาดอาวุธใส่เคาน์เตอร์
เคาน์เตอร์แข็งแรงถึงกับถูกทุบจนมุมบิ่น!
ภายในโรงเตี๊ยมวุ่นวายโกลาหลทันที
ซูลั่วได้ยินเสียงแว่วๆ แต่เสียงน้ำจากฝักบัวกลบเสียงข้างนอกจนฟังไม่ถนัด เขาจึงไม่ได้คิดอะไรมาก
ส่วนเซียวเหล่งนึ่งมองดูอันธพาลกลุ่มนี้ด้วยความตกตะลึง
ในที่สุดนางก็เข้าใจ
นี่ไม่ใช่ลูกค้าใหม่ แต่เป็นพวกมาหาเรื่องพังร้าน!
กล้ามาอาละวาดในโรงเตี๊ยม คนพวกนี้มีแบ็คดีมาจากไหน?
"พวกเจ้าทำอะไรน่ะ!" นางลุกขึ้นยืน
"น้องสาวรอไม่ไหวแล้วเหรอจ๊ะ?" ชายคนหนึ่งถามกลั้วหัวเราะ
สิ่งที่ตอบกลับเขาคือฝ่าเท้าเบอร์สามสิบหก
หลังจากเตะชายคนนั้นกระเด็น เซียวเหล่งนึ่งก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เจ้าพวกอ่อนแอเหมือนหมาป่วยพวกนี้หลงเข้ามาผิดที่หรือเปล่าเนี่ย?
ไม่นานนัก เสียงร้องโหยหวนก็ดังระงมไปทั่วโรงเตี๊ยม
ซูลั่วในห้องน้ำยังคงร้องเพลงอย่างสบายอารมณ์
พอเขาร้องจบเพลง ซุนกังก็กำลังกอดขาที่หักส่งเสียงครวญคราง
เขามองดูสาวน้อยตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว คิดว่านางเป็นปีศาจ
จะมีคนปกติที่ไหนเตะทีเดียวขาหักได้?
แถมพวกเขามีผู้ชายตั้งหกคน แต่ละคนมีอาวุธ กลับถูกนางจัดการด้วยมือเปล่าจนหมอบกระแต!
ท่วงท่าพริ้วไหวนั่นราวกับผีสาวไม่มีผิด!
มองดูพรรคพวกที่แขนหักขาหักกันระนาว ซุนกังแทบคิดว่าตัวเองกำลังฝันไป
เห็นสาวน้อยเดินเข้ามาหา เขาถัดก้นถอยหลังด้วยความกลัว ใช้มือยันพื้นตะเกียกตะกายหนี
เซียวเหล่งนึ่งหยุดเดิน มองดูคนพวกนี้ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
สายตาของนางหยุดอยู่ที่ซุนกังนานกว่าคนอื่นสองวินาที ทำเอาซุนกังสั่นไปทั้งตัว
นึกขึ้นได้ว่าที่นี่คือโรงเตี๊ยม นางไม่ควรลงมือหนักเกินไป จึงโบกมือไล่อย่างรังเกียจ
แมลงสาบอ่อนแอไร้สมองพวกนี้ คุณชายคงไม่อยากเห็นให้รกตาหรอก
แต่ทำไมคนพวกนี้ถึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้ ในใจนางกลับนึกสงสัย
"ต้องรีบบอกคุณชาย!"
ซุนกังและพวกเห็นดังนั้นก็รีบตะเกียกตะกายหนีออกไปอย่างทุลักทุเล
...
บนถนนเล็กๆ นอกเรือนพักศพ
อาจารย์เก้าปาดเหงื่อบนหน้าผาก สั่นกระดิ่งในมือ ขับเคลื่อนศพสามร่างให้กระโดดเรียงแถวไปข้างหน้า
ยุคนี้บ้านเมืองวุ่นวาย เป็นนักพรตไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะนักพรตที่มีมโนธรรมอย่างเขา
สามศพนี้ล้วนเป็นคนต่างถิ่นที่มาตาย คนบ้านเดียวกันก็ขี้เหนียวไม่อยากจ่าย คนอื่นก็ไม่เต็มใจ มีแต่อาจารย์เก้าที่ยอมรับไว้ในเรือนพักศพของตน
เพื่อประหยัดค่าขนส่ง เขาจึงอาศัยช่วงกลางคืนขับเคลื่อนศพให้ "เดิน" กลับเอง
วิธีควบคุมศพแบบนี้แน่นอนว่าไม่ใช่วิชาเหมาซาน แต่เป็นวิชาควบคุมศพแบบเซียงซีที่เขาเรียนมาจากศิษย์น้อง
ศิษย์น้องของเขาชอบสะสมวิชาแปลกประหลาด
เห็นเรือนพักศพอยู่ใกล้แค่เอื้อม อาจารย์เก้าก็ลอบถอนหายใจ
โลกนี้ชักจะอยู่ยากขึ้นทุกวัน
เมื่อครู่ระหว่างทางเขาบังเอิญเจอขบวนรับตัวเจ้าสาว
แต่กลางค่ำกลางคืนที่ไหนจะมีคนเป็นมาแห่ขันหมาก
ถ้าไม่ได้ไหวตัวทัน แฝงตัวเนียนไปกับศพทั้งสาม แกล้งทำเป็นศพไปด้วย คงเจอเรื่องยุ่งยากแน่
ประตูเรือนพักศพใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
อาจารย์เก้ากำลังจะตะโกนเรียกศิษย์สองคนออกมาช่วย จู่ๆ ก็สังเกตเห็นความผิดปกติ
ที่ข้างกำแพง ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ มีกรอบประตูสีเทาหม่นปรากฏขึ้น ข้างในมืดสนิทมองไม่เห็นอะไรเลย
อาจารย์เก้าหน้าถอดสี
หรือนี่จะเป็นประตูนรกภูมิ?
เดี๋ยวนะ ไม่ถูก!
หรือว่าผีเจ้าสาวตนนั้นตามมา แล้วสร้างภาพลวงตา?
อาจารย์เก้ายกสองนิ้วขวาแนบเข้าหากัน กดที่กลางหน้าผาก ความรู้สึกเย็นวาบไหลเข้าสู่สมอง
เขาเพ่งมองไป แต่ตรงนั้นก็ยังมืดตึ๊ดตื๋อ มองไม่ออกว่าเป็นจริงหรือเท็จ
"เขาบุกมาถึงหน้าบ้านแล้ว ยังไงก็ต้องลองเชิงดูหน่อย!"
ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจอาจารย์เก้า
เขาไม่ใช่คนหัวโบราณคร่ำครึ เมื่อตัดสินใจได้ก็ไม่ได้เอาตัวเข้าไปเสี่ยงเอง แต่สั่นกระดิ่งสั่งให้ศพทั้งสามกระโดดหยอยๆ เข้าหาประตูบานนั้น
ภายใต้การจ้องมองของเขา ศพหนึ่งกระโดดหายเข้าไปในประตูทันที
ชั่วพริบตา เขาก็พบว่าขาดการติดต่อกับศพนั้นไป
เขาขมวดคิ้ว สั่งให้อีกสองศพกระโดดตามเข้าไป
การติดต่อขาดหายไปเหมือนกัน!
"ดูเหมือนจะไม่ใช่ภาพลวงตา"
อาจารย์เก้ากำลังคิดอยู่ ทันใดนั้นก็เห็นแสงสลัววาบขึ้นในกรอบประตู ตามด้วยศพหนึ่งร่างกระเด็นออกมา
เขาสั่นกระดิ่งในมือ แต่ศพนั้นนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง
เขารีบเดินเข้าไปดู พบว่ายันต์ที่แปะหน้าผากศพหลุดไปแล้ว
เขาใช้นิ้วขวาคำนวณทำนาย แต่กลับไม่รู้ความนัยอะไรเลย
ลังเลอยู่ไม่กี่วินาที เขารวบรวมสมาธิ วาดยันต์ลงบนฝ่ามือขวา
ยังไงก็อยู่หน้าบ้านตัวเอง เขาไม่มีที่ให้หลบหนี
และวิชาฝ่ามือสายฟ้านี้ก็เป็นไม้ตายก้นหีบของเขา ต่อให้เจอกับผีร้ายก็ยังพอรับมือไหว
เตรียมการเสร็จสรรพ เขาก็ก้าวเท้าเข้าไปในประตู
(จบแล้ว)