เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 - หลี่ไป๋กับเก้ากระบี่เดียวดาย

บทที่ 21 - หลี่ไป๋กับเก้ากระบี่เดียวดาย

บทที่ 21 - หลี่ไป๋กับเก้ากระบี่เดียวดาย


แท้จริงแล้วหลี่ไป๋เองก็กำลังลังเล

การได้เข้ารับราชการ สร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูล เป็นปณิธานของบัณฑิตทุกคน

ในฐานะบุตรชายพ่อค้า เขาต้องทนรับความเย็นชาดูถูก จึงยิ่งปรารถนาที่จะสร้างความสำเร็จให้เป็นที่ประจักษ์

แต่เมื่อรู้ว่าใต้หล้ากำลังจะเกิดโกลาหล ต่อให้ได้เป็นขุนนาง ก็คงสงบสุขอยู่ได้ไม่กี่ปี ทางเลือกของสหายรักดูจะเป็นจริงเป็นจังมากกว่า

โดยเฉพาะหลังจากได้สัมผัสกับโรงเตี๊ยม ข้อได้เปรียบต่างๆ จะยิ่งแสดงผลได้ดียิ่งขึ้นหากอยู่ในกองทัพ

ทว่าคนอย่างเขาเหมาะกับการเป็นทหารจริงๆ หรือ?

เขาเป็นคนประเภททนกฎระเบียบจุกจิกไม่ได้มาแต่ไหนแต่ไร แต่ในกองทัพนั้นวินัยเข้มงวด...

เมื่อเงยหน้ามองเมนูสุรา หลี่ไป๋ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สายตาก็ไปหยุดอยู่ที่สุราเพลงกระบี่ตั๊กม้อ มูลค่า 50 เหรียญกาลเวลา

"เพิ่มพูนวรยุทธ์ก่อนแล้วกัน"

"ต่อให้ใต้หล้าโกลาหลจริง ด้วยวรยุทธ์ที่สูงส่งของข้า ก็น่าจะสร้างผลงานได้บ้าง"

เมื่อตัดสินใจได้ หลี่ไป๋ก็เอ่ยปาก "คุณชาย ข้าขอสุราเพลงกระบี่ตั๊กม้อ..."

"ช้าก่อน"

ยังพูดไม่ทันจบ เสียงหนึ่งก็ขัดจังหวะขึ้นมา

อิ๋งเจิ้งเดินสืบเท้าเข้ามา

"ข้าว่า 'เก้ากระบี่เดียวดาย' เหมาะกับสหายตัวน้อยมากกว่า!" อิ๋งเจิ้งหัวเราะร่า

หลี่ไป๋ชะงัก เหลือบมองไปที่เมนูอีกครั้ง

ไม่ได้ตาฝาด เก้ากระบี่เดียวดายวิชานั้นราคาตั้ง 100 เหรียญกาลเวลาเชียวนะ!

หากเป็นแค่ตัวเขาคนเดียว เขาคงซื้อไปนานแล้ว แต่เขารู้ดีว่าสหายของเขาจำเป็นต้องใช้เงินมากกว่า

"พี่เจิ้งล้อเล่นแล้ว" หลี่ไป๋ส่ายหน้า

อิ๋งเจิ้งยิ้ม "ข้าจะออกทุนให้ เจ้าว่าอย่างไร?"

หลี่ไป๋ลังเล ถามกลับไปว่า "พี่เจิ้งมีเงื่อนไขอะไรหรือ?"

ซูลั่วกอดอก มองดูทั้งสองคนเงียบๆ รู้สึกว่าฉากนี้น่าสนใจดีพิลึก

อิ๋งเจิ้งหัวเราะเสียงดัง "แม้จะเพิ่งพบกันครั้งแรก แต่ข้าดูออกว่าสหายตัวน้อยมีนิสัยเปิดเผย อิสระเสรี ไม่ยึดติดหยุมหยิม มีท่วงท่าของเซียนตกสวรรค์สมคำร่ำลือ"

"พี่เจิ้งชมเกินไปแล้ว"

อิ๋งเจิ้งส่ายหน้า "แต่ด้วยนิสัยเช่นเจ้า คิดจะเป็นขุนนางเกรงว่าจะยาก"

เห็นหลี่ไป๋ขมวดคิ้ว เขาจึงถามว่า "หากเจ้าได้ปกครองดินแดนแห่งหนึ่ง เจ้าจะบริหารอย่างไร?"

"หากกิจการงานไม่สำเร็จ ดนตรีและพิธีกรรมย่อมไม่เจริญรุ่งเรือง ย่อมต้องส่งเสริมจารีตประเพณีและการศึกษา!" หลี่ไป๋ตอบด้วยสีหน้าจริงจัง

"หากมีคนก่อเหตุฆ่าคนเล่า?" อิ๋งเจิ้งถาม

"ผู้เป็นขุนนางพึงยึดหลักคุณธรรมนำการลงทัณฑ์ ผ่อนปรนและเข้มงวดผสานกัน ลงโทษเฉพาะตัวผู้กระทำผิด หากจะประหารผู้บริสุทธิ์ สู้ยอมละเว้นเสียดีกว่า..."

หลังจากร่ายยาวเหยียด หลี่ไป๋ก็เปลี่ยนน้ำเสียง "แต่ผู้ที่ฆ่าคน ย่อมต้องชดใช้ด้วยชีวิต!"

อิ๋งเจิ้งยิ้ม "หากคนผู้นั้นเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่เล่า?"

"ลูกหลานตระกูลใหญ่แล้วอย่างไร?" หลี่ไป๋ตอบด้วยความเที่ยงธรรม

"หากคนผู้นั้นเป็นเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่เล่า?"

"โอรสกษัตริย์ทำผิดโทษเท่าสามัญชน!"

ได้ยินคำตอบของหลี่ไป๋ อิ๋งเจิ้งยิ้มแต่ไม่พูดอะไร เพียงแค่จ้องมองเขา

ไม่นานนัก หลี่ไป๋ก็ก้มหน้าลงอย่างท้อแท้

เขาย่อมรู้ดีว่า สิ่งที่พูดไปนั้นเป็นอุดมคติเกินไป ในความเป็นจริงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิบัติ

หากใต้หล้านี้มีความยุติธรรมจริง เขาหรือจะแม้แต่ตำแหน่งขุนนางสักตำแหน่งก็ยังหาไม่ได้!

"อ่านหนังสือหมื่นเล่ม มิสู้เดินทางหมื่นลี้!" อิ๋งเจิ้งโบกมือกล่าว "โลกที่เราอยู่นั้นเป็นทรงกลมขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นต้าฉินหรือต้าถัง ก็เป็นเพียงมุมหนึ่งของโลกเท่านั้น!"

"ในเมื่อพวกเราเข้ามาที่นี่ได้ อนาคตแม้แต่การบรรลุเป็นเซียนหรือเป็นบรรพชนก็ใช่จะเป็นไปไม่ได้ สหายตัวน้อยยังอยากจะเสียเวลาไปกับวงราชการอีกหรือ?"

แสงสว่างวาบขึ้นในสมองของหลี่ไป๋ ความหดหู่บนใบหน้ามลายหายไปสิ้น

จริงด้วย ในเมื่อเข้ามาในโรงเตี๊ยมลึกลับที่หยั่งรู้อดีตปัจจุบันแห่งนี้ได้ แถมยังได้เห็นอาวุธวิเศษพวกนั้น แล้วตัวเขาจะไปยึดติดกับการสร้างผลงานแบบปุถุชนทำไมกัน?

เห็นท่าทีของหลี่ไป๋ อิ๋งเจิ้งก็พยักหน้ายิ้ม "ด้วยพรสวรรค์ของสหายตัวน้อย ควรจะท่องเที่ยวไปทั่วหล้า ไปดูอารยธรรมของพวกคนเถื่อนทางตะวันตกอันไกลโพ้น ไปดูถิ่นที่อยู่ของหมีขาวตัวยักษ์ทางขั้วโลกเหนือ..."

ภายใต้การยุยงของอิ๋งเจิ้ง หลี่ไป๋ยิ่งฟังยิ่งใจเต้น

แต่เพียงชั่วพริบตา เขาก็ตระหนักถึงเจตนาของอิ๋งเจิ้ง "พี่เจิ้งอยากให้ข้าช่วยไปดูสถานที่พวกนั้นแทนท่าน?"

อิ๋งเจิ้งพยักหน้ายิ้มรับ

แม้จะอยู่คนละช่วงเวลา แต่โดยรวมแล้วก็มีความคล้ายคลึงกัน

เขาอยากใช้หลี่ไป๋เป็นดวงตา ช่วยไปดูสภาพบ้านเมือง ภูมิประเทศของแต่ละท้องที่ เพื่อเตรียมการสำหรับการพิชิตใต้หล้าในอนาคต

แน่นอน จุดประสงค์สำคัญคือเขาอยากจะผูกมิตรกับอัจฉริยะที่สามารถเข้ามาในโรงเตี๊ยมผู้นี้

หลี่ไป๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มองไปที่ 'เก้ากระบี่เดียวดาย' บนเมนู ในที่สุดก็พยักหน้าตอบตกลง

ข้อเสนอของอิ๋งเจิ้ง จริงๆ แล้วตรงกับใจเขามาก

เทียบกับการเป็นขุนนางปกครองเมือง เขาอยากจะถือกระบี่ท่องเที่ยวไปสุดหล้าฟ้าเขียวมากกว่า!

เห็นหลี่ไป๋ถือแก้วเหล้าชนแก้วกับอิ๋งเจิ้ง ในหัวของซูลั่วก็ผุดความคิดหนึ่งขึ้นมา

จะมีสักวันที่หลี่ไป๋เขียนหนังสือชื่อ 'บันทึกการเดินทางรอบโลกของหลี่ไท่ไป๋' ออกมาไหมนะ?

...

หลายวันต่อมา โรงเตี๊ยมก็คึกคักขึ้นไม่น้อย

ขาประจำสั่งข้าวกล่องอย่างองค์หญิงอิงม่านและเซียวเหล่งนึ่งแวะเวียนมาทุกวัน

หลี่ไป๋และเกาซื่อถ้าไม่มาฝึกวิชา ก็จะมานั่งดูวิดีโอด้วยกันในโรงเตี๊ยม

น่าเสียดายที่รายได้เหรียญกาลเวลาของซูลั่วนั้นมีจำกัด

สุรากำลังภายในสองชนิดขายไม่ออก ทำให้กำลังภายในของซูลั่วเพิ่มพูนขึ้นจนถึงร้อยปีโดยปริยาย

สุราพลังสไปเดอร์แมนราคาสูงเกินไป ย่อมไม่มีใครตัดใจซื้อ

กลับกลายเป็นสุราเสริมพลังแมงมุมรุ่นลดสเปกที่ถูกเซียวเหล่งนึ่งและอิ๋งเจิ้งซื้อไป

ระหว่างนั้น เลขาเหลียงคนเดิมก็มาหาซูลั่วอีกครั้ง เกือบจะจ๊ะเอ๋กับพวกหลี่ไป๋ในร้าน

ซูลั่วไม่มีอารมณ์จะต่อรองเรื่อง "ค่าเวนคืน" จึงพูดปัดๆ แล้วไล่ตะเพิดไป

ต่อให้อีกฝ่ายทำหน้าถมึงทึงข่มขู่ก่อนกลับ ซูลั่วก็ไม่เก็บมาใส่ใจ

มดปลวกพรรค์นี้เขาใช้มือเดียวบี้ให้ตายก็ยังได้

...

เจ็ดวันผ่านไปนับตั้งแต่หลี่ไป๋และเกาซื่อก้าวเข้ามาในโรงเตี๊ยมครั้งแรก

ภายในโรงเตี๊ยม

อิงม่านและเซียวเหล่งนึ่งนั่งอยู่ด้วยกัน แทะเมล็ดแตงโมพลางจ้องแท็บเล็ตคุยกันกระหนุงกระหนิง

เห็นรอยยิ้มสดใสที่นานๆ จะเผยออกมาสักครั้งของเซียวเหล่งนึ่ง ซูลั่วก็รู้สึกว่าน่าสนใจดี

เขาเดาว่าแม่นางผู้เคร่งขรึมเย็นชาคนนี้ อาจจะไม่ได้เป็นคนเย็นชาโดยกำเนิด แต่เป็นเพราะอยู่ในสุสานโบราณอย่างโดดเดี่ยวมานานเกินไป

วันนี้หลี่ไป๋กับเกาซื่อไม่ได้มา

เมื่อวานซูลั่วได้ยินมาว่า หลี่ไป๋เกิดความเข้าใจใน "เก้ากระบี่เดียวดาย" จึงตั้งใจจะเก็บตัวฝึกฝนสักระยะ

ดูเหมือนเขาจะมีพรสวรรค์ด้านเพลงกระบี่เป็นพิเศษ

ปีเตอร์เมื่อวานรีบมาขายเลือดสองหลอด แล้วก็รีบกลับไป ดูท่าทางภารกิจจะไม่ค่อยราบรื่นนัก

"น่าจะมีลูกค้าใหม่มาได้แล้วนะ"

ซูลั่วละสายตาจากหน้าจอ พึมพำกับตัวเอง

ได้รับโรงเตี๊ยมกาลเวลามาเกือบเดือน ยอดขายเพิ่งจะแปดพันกว่า ยังห่างจากเป้าหมายในการอัปเกรดระดับสองอีกเป็นสิบเท่า

เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกเสียดายนิดหน่อย

เขาค่อนข้างคาดหวังว่าหลังอัปเกรดแล้ว โรงเตี๊ยมจะมีความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ อะไรบ้าง

เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป

ท้องฟ้าเริ่มมืดลง

เห็นว่ายังไม่มีคนใหม่เข้ามา ซูลั่วเกาหัว ส่ายหน้าอย่างกลัดกลุ้ม

เขารู้ว่าโรงเตี๊ยมจะเชื่อมต่อกับโลกใหม่ทุกๆ เจ็ดวัน

แต่นี่ฟ้ามืดแล้ว ลูกค้าในโรงเตี๊ยมก็ทยอยกลับกันเกือบหมด ยังไม่มีวี่แววคนใหม่

หรือว่าเจ้านั่นจะหลงทาง?

หรือจะเป็นคนขี้ระแวงจัด จนเจอทางเข้าแล้วก็ไม่กล้าเข้ามา?

เขากวาดตามองไปรอบๆ มุมหนึ่งมีเพียงเซียวเหล่งนึ่งที่กำลังจดจ่ออยู่กับซีรีส์ในแท็บเล็ต

เสียงจากแท็บเล็ตเบามาก เขาพอฟังออกว่าเป็นละครแนววังหลัง

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่อิงม่านแนะนำมาก่อนหน้านี้

ซูลั่ววางโทรศัพท์มือถือ บิดขี้เกียจ

เขาตั้งใจจะขึ้นไปอาบน้ำ

วันนี้เปิดร้านเร็ว ถ้ายังไม่มีลูกค้าใหม่มา เขาว่าจะรีบเข้านอน

บอกกล่าวฝากฝังเซียวเหล่งนึ่งว่าถ้ามีคนใหม่มาให้ตะโกนเรียกด้วย ซูลั่วก็ค่อยๆ เดินขึ้นบันไดไปชั้นบน

ขณะที่เขาเพิ่งเปิดฝักบัว อาบน้ำอย่างสบายใจเฉิบ แขกไม่ได้รับเชิญกลุ่มหนึ่งก็บุกเข้ามาในโรงเตี๊ยม

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 21 - หลี่ไป๋กับเก้ากระบี่เดียวดาย

คัดลอกลิงก์แล้ว