- หน้าแรก
- พนักงานรีสอร์ทของผมเป็นเซียนกระบี่
- บทที่ 35 กรุ๊ปทัวร์มาถึงแล้ว!
บทที่ 35 กรุ๊ปทัวร์มาถึงแล้ว!
บทที่ 35 กรุ๊ปทัวร์มาถึงแล้ว!
บทที่ 35 กรุ๊ปทัวร์มาถึงแล้ว!
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เขตท่องเที่ยว ภาพตรงหน้าก็ทำให้เล่ยเป้าตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ
เขาถึงกับผงะถอยหลังไปหลายก้าว พลางเพ่งพินิจป้ายชื่อของเขตท่องเที่ยวให้ชัดๆ อีกครั้ง
ให้ตายเถอะ เขาไม่ได้มาผิดที่ใช่ไหม!
นี่คือแดนเร้นลับสู่หลิงจริงๆ หรือ? เมื่อสองเดือนก่อนที่เขาแวะมาดู บ้านแต่ละหลังยังไม่มีแม้แต่หน้าต่างด้วยซ้ำ ถนนหนทางก็ยังขรุขระไม่เรียบร้อย
ทว่าตอนนี้ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปราวกับเกิดใหม่!
ฟางเหวินซาน ลูกศิษย์ของเขาฉุดกระชากแขนเขาพลางวิ่งตรงไปยังร้านเสื้อผ้าสกุลเซียว
"ไปๆๆ ไปเปลี่ยนชุดกัน! ในคู่มือบอกไว้ว่ามาถึงแล้วต้องเปลี่ยนชุดให้ได้!"
"พวกเรากำลังทำงานอยู่นะ!" เล่ยเป้าตำหนิเสียงขรึม
"แล้วมีค่าล่วงเวลาให้ไหมคะ?"
เมื่อถูกโจมตีเข้าจุดตาย เล่ยเป้าก็ถึงกับหุบปากฉับทันที
เล่ยเป้ายืนรออยู่ด้านนอกระหว่างที่ฟางเหวินซานเข้าไปเปลี่ยนชุด เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบเสาประตูข้างๆ
พลางเงยหน้าขึ้นพินิจพิเคราะห์ขื่อคานและกระเบื้องหลังคาอย่างละเอียด
บ้านหลังนี้... ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูเก่าคร่ำคร่าจริงๆ!
ของที่สร้างขึ้นใหม่จะทำให้ดูเก่าได้ขนาดนี้เลยหรือ?
ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้ที่นี่เคยเป็นหมู่บ้านโบราณที่ชาวบ้านย้ายออกไปหมดแล้ว แต่เขาก็จำได้แม่นว่าบ้านเก่าถูกทุบทิ้งเพื่อสร้างใหม่ทั้งหมดไม่ใช่หรือไง
แล้วแบบนี้จะประเมินราคาออกมาได้อย่างไร?
เห็นทีคงต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญจากในเมืองมาช่วยดูเสียแล้ว
จากที่เขานั่งนับจำนวนคนตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงเกือบเที่ยง
เพียงแค่ช่วงเช้าอย่างเดียวก็มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามามากกว่า 400 คนแล้ว เขาประเมินดูว่าวันนี้ยอดรวมน่าจะทะลุถึงหลักพันได้แน่
เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของสัปดาห์ก่อน ถือว่าเพิ่มขึ้นถึง 400% ในช่วงโลว์ซีซั่นก่อนถึงวันหยุดยาวเช่นนี้
แถมยังเปิดทำการได้เพียงสัปดาห์เดียวแต่กลับมีตัวเลขน่าทึ่งขนาดนี้ ก็นับว่ามาแรงมากแล้ว
เพียงแต่ไม่รู้ว่าด้วยราคาเครื่องเล่นที่ถูกแสนถูกเช่นนี้ อัตรากำไรจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่หากพิจารณาจากสิ่งอำนวยความสะดวกและสถิติในตอนนี้
ถ้าหลินโปยืนกรานหัวชนฝาว่าจะไม่ขายเขตท่องเที่ยวและต้องการยื่นเรื่องกู้เงินจริงๆ
หากทำตามขั้นตอนปกติ ไม่แน่ว่าเจ้าหนุ่มนั่นอาจจะทำสำเร็จก็ได้
หัวใจของเล่ยเป้าเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความกังวล ไม่รู้ว่ารองผู้จัดการธนาคารโจวจะมีความเห็นอย่างไร
ใจผู้บริหารนั้นยากแท้หยั่งถึง อนาคตช่างดูมืดมนเสียจริง
ฟางเหวินซานเปลี่ยนชุดเสร็จก็กระโดดออกมาหา พลางเขย่าแขนเล่ยเป้า "อาจารย์คะ ไม่รู้จะมัวกังวลอะไรนักหนา มาถึงที่นี่แล้วก็ต้องลองสัมผัสประสบการณ์แบบเจาะลึกดูสิคะ ถึงจะตัดสินได้ว่านักท่องเที่ยวเขาชอบที่นี่กันหรือเปล่า!"
"ไปค่ะ ไปเที่ยวกันเถอะ!"
ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงตรงพอดี ทว่าที่ "ภัตตาคารสู่หลิง" กลับเงียบเหงาไม่ค่อยมีคน
หวังเต๋อฟูผู้เป็นอาจารย์ของหลี่โหยวออกไปเดินเล่นข้างนอก ทิ้งให้หลี่โหยวนั่งเฝ้าร้านอยู่คนเดียวอย่างหงอยเหงา
เมื่อวันก่อนตอนที่เขาพาอาจารย์มาที่เขตท่องเที่ยวแห่งนี้ เขาก็พบว่าร้านถูกจัดเตรียมไว้อย่างยอดเยี่ยม
พื้นที่ชั้นหนึ่งถูกทลายกำแพงออกจนโล่งกว้าง จัดวางโต๊ะเก้าอี้ไม้ไผ่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
โดยมีรั้วไม้ไผ่กั้นเป็นสัดส่วนดูสวยงาม ส่วนชั้นสองแบ่งเป็นห้องส่วนตัวและโรงน้ำชาที่ตกแต่งอย่างหรูหรามีรสนิยม
แม้แต่ห้องพักของพวกเขาก็ยังตกแต่งจนเสร็จสรรพ โดยเฉพาะห้องพักของอาจารย์ที่มีการติดตั้งราวจับและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุครบครัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเอ่ยปากขอ
แต่หลินโปกลับใส่ใจจัดการให้ทุกรายละเอียด จะบอกว่าไม่ซาบซึ้งก็คงจะเป็นการโกหกคำโต
สามารถเนรมิตทุกอย่างให้เสร็จสิ้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน
เถ้าแก่คนนี้... ช่างเก่งกาจจนน่าหวาดหวั่น!
ถึงแม้จะเพิ่งเปิดร้านและไม่ได้คาดหวังว่าจะมีลูกค้าล้นหลาม แต่หลี่โหยวก็ยังอดว้าวุ่นใจไม่ได้
ขนาดร้านขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปข้างนอกนั่นยังมีคนต่อแถวยาวเหยียดร่วมสองร้อยเมตร แล้วทำไมร้านของเขาถึงไม่มีลูกค้าเลยสักคน!
"จะรีบร้อนไปทำไมกัน ฉันสังเกตดูแล้ว ก่อนหน้านี้ในเขตท่องเที่ยวไม่มีร้านอาหาร รอบๆ นี้ก็หาอะไรกินยาก คนส่วนใหญ่เลยพกของกินติดตัวมาด้วย พวกเขาเลยยังไม่รีบกินตอนนี้หรอก รอไปก่อนเถอะ! พอเที่ยวจนเหนื่อย เดี๋ยวก็อยากหาอะไรอุ่นๆ ลงท้องกันเองนั่นแหละ"
หวังเต๋อฟูที่เดินเล่นกลับมากล่าวขึ้น ตอนนี้เขาเปลี่ยนมาสวมชุดคหบดีเรียบร้อยแล้ว
"แกดูชุดฉันสิ เป็นยังไงบ้าง? ดูดีไหม!"
"อาจารย์ครับ พักผ่อนให้สบายเถอะนะครับ วันนี้คนในเขตท่องเที่ยวเยอะมาก อย่าเดินไปทั่วเลยครับ!"
หลี่โหยวรีบเข้าไปประคองอาจารย์ให้นั่งลง อาจารย์ของเขาเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดใส่ขดลวดขยายหลอดเลือดเมื่อปลายปีที่แล้ว จึงไม่ควรขยับตัวทำงานหนักเกินไป
"แกอย่าพูดเลย เขตท่องเที่ยวแห่งนี้ดีจริงๆ ฉันรู้สึกสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก! ต่อให้เดินวันละสองหมื่นก้าวก็ยังไหว!"
"อย่าเลยครับ ผมสัญญากับซือเหนียงและพวกศิษย์พี่ศิษย์น้องไว้แล้วว่าจะไม่ยอมให้อาจารย์เป็นอะไรไปเด็ดขาด อาจารย์ยังอยู่ในช่วงพักฟื้นนะครับ"
"เอาล่ะๆ หยุดพูดได้แล้ว" หวังเต๋อฟูโบกมือปัดอย่างรำคาญเพื่อตัดบทหลี่โหยว "อายุยังน้อยแท้ๆ ทำไมถึงได้ขี้บ่นเหมือนซือเหนียงของแกนัก!"
"ฝีมือทำอาหารของแกก็นับว่าพอใช้ได้ แต่เรื่องการบริหารจัดการยังขาดประสบการณ์ไปหน่อย หัวใจสำคัญของการเปิดร้านคือการดึงดูดผู้คน"
"ร้านค้าในเขตท่องเที่ยว สิ่งที่นักท่องเที่ยวหวาดระแวงที่สุดก็คือราคาแพง! ร้านของแกใหญ่โตโอ่โถงขนาดนี้ มองดูแล้วเหมือนจะจ้องขูดรีดคนชัดๆ แกก็เอารายการราคาไปแขวนไว้ด้านนอกก่อน! เขียนตัวโตๆ ให้เห็นกันชัดๆ ไปเลย"
“แกไม่ได้เตรียมขายบะหมี่เป็นหลักหรอกเหรอ? บรรทัดแรกสุดก็เขียนไปเลยว่า บะหมี่เนื้อวัวชามละ 8 หยวน!”
“เดี๋ยวก่อนนะ ในเขตท่องเที่ยวนี้เขาใช้เหรียญทองแดงกันหมดใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นก็ตั้งราคาไว้ที่ 2 เหวิน บะหมี่เนื้อหนึ่งชาม แถมไข่พะโล้ให้หนึ่งฟอง!”
“แล้วอีกอย่าง เถ้าแก่ของแกไม่ได้บอกหรือว่าช่วงบ่ายจะมีกรุ๊ปทัวร์มาลง ต้องเตรียมอาหารสำหรับกรุ๊ปทัวร์ด้วย เตรียมวัตถุดิบไว้พร้อมหรือยัง? เรื่องนี้ต่างหากที่สำคัญที่สุด”
อาจารย์หวังอายุล่วงเข้าสู่วัยเจ็ดสิบปีแล้ว และเพิ่งจะมาพำนักที่เขตท่องเที่ยวได้เพียงสองวัน ทว่าสุ้มเสียงของเขากลับยังคงกังกังวาน สภาพร่างกายและจิตใจดูสดชื่นแจ่มใสไปเสียหมด ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องขอเข้าไปจัดแจงด้วยตัวเองทุกอย่าง
“ครับๆ อาจารย์รีบไปพักผ่อนเถอะครับ อย่าเพิ่งเหนื่อยเลย”
หลี่โหยวรีบตอบรับและปฏิบัติตามคำสั่งทุกประการ
ทันทีที่ป้ายเมนูบะหมี่ถูกแขวนออกไป ก็เริ่มมีคนชะโงกหน้าเข้ามาด้อมๆ มองๆ “แค่ 10 หยวนจริงๆ หรือเนี่ย?”
คนสี่คนที่ยืนอยู่หน้าประตูร้านจะเป็นใครไปไม่ได้เลย นอกจากกลุ่มเพื่อนร่วมหอพักของอวี๋หยางนั่นเอง
“เชิญด้านในได้เลยครับ ร้านเรารับรองว่าซื่อสัตย์ไม่หลอกลวงทั้งเด็กและผู้ใหญ่ นอกจากบะหมี่เนื้อวัวแล้ว ยังมีบะหมี่แห้งหน้าหมูสับผัดถั่ว บะหมี่แห้งหน้าถั่วลันเตา แล้วก็บะหมี่หน้าเครื่องในไก่ผัดพริกดองด้วย ทั้งหมดนี้ราคาเพียง 2 เหรียญทองแดง แถมไข่พะโล้ให้อีกหนึ่งฟองครับ!”
หลี่โหยวเตรียมเครื่องหน้าบะหมี่รสชาติพิเศษตามแบบฉบับเสฉวนเอาไว้หลากหลายชนิด
“ได้เลย! งั้นเอามาอย่างละชาม! ต้องลองชิมรสชาติหน่อยแล้ว”
“เขตท่องเที่ยวนี้เข้าท่าแฮะ! สัปดาห์ก่อนยังบ่นอยู่เลยว่าไม่มีอะไรตกถึงท้อง มาสัปดาห์นี้ก็เปิดร้านอาหารแล้ว”
“ราคาก็ไม่แพงด้วยนะ เท่ากับข้างนอกเลย”
“ถ้าอย่างนั้นขนมที่ฉันแบกมาในกระเป๋าวันนี้ก็เสียเที่ยวสิเนี่ย”
ทั้งสี่คนพูดคุยกระซิบกระซาบกันพลางแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องของที่ระลึกที่ได้มาในช่วงเช้า
ไม่ถึงสองนาที บะหมี่ร้อนๆ สี่ชามก็ถูกยกมาเสิร์ฟ แต่ละชามมีปริมาณพื้นฐานอยู่ที่สองเหลี่ยง
“ถ้าบะหมี่ไม่พอ เติมเส้นได้นะครับ เติมฟรีไม่คิดเงิน แต่ถ้าจะเพิ่มเครื่องหน้าต้องคิดเงินเพิ่มครับ”
“เถ้าแก่ใจกว้างสุดๆ ไปเลย!”
บะหมี่หน้าเครื่องในไก่ของอวี๋หยางและบะหมี่หน้าถั่วลันเตาของโจวซานเป็นบะหมี่แบบแห้ง ซึ่งมีเครื่องปรุงซ่อนอยู่ด้านล่าง พวกเขาจึงลงมือคลุกเคล้าเส้นกับเครื่องปรุงจากก้นชามให้เข้ากัน กลิ่นหอมฉุนของน้ำมันพริกพุ่งเข้าแตะจมูกทันที!
รสชาตินี้มัน... ใช่เลย!
รสชาติต้นตำรับชัดๆ!
หวังโป๋อวี่คีบเนื้อวัวและหน่อไม้ในชามบะหมี่เนื้อของตนแบ่งใส่ชามของเพื่อนคนอื่นๆ อย่างใจกว้าง “บะหมี่เนื้อของที่นี่ใส่หน่อไม้รมควันด้วยนะ รสชาติแบบนี้หาทานที่อื่นไม่ได้หรอก! พวกนายลองชิมดูสิ!”
เป็นจริงดังที่ว่า เนื้อวัวถูกตุ๋นจนเปื่อยแทบละลายในปาก ส่วนหน่อไม้ก็กรุบกรอบและมีกลิ่นรมควันจางๆ อบอวล รสชาติยอดเยี่ยมไร้ที่ติ!
“เถ้าแก่ ขออีกชาม!”
“ได้เลยครับ!”
เมื่อในร้านเริ่มมีลูกค้าทยอยเข้ามา กลิ่นหอมจากการปรุงอาหารก็ลอยอบอวลออกไปดึงดูดผู้คนด้านนอกให้แวะเข้ามาเรื่อยๆ
เพียงไม่นาน พื้นที่ชั้นหนึ่งก็มีคนนั่งจนเกือบเต็มร้าน จนหลี่โหยวที่ทำหน้าที่เพียงลำพังเริ่มมือระวิงจนแทบไม่ทัน
หวังเต๋อฟูถอดชุดนอกที่เช่ามาออก เผยให้เห็นชุดเชฟที่สวมทับไว้ด้านใน เขาเดินดุ่มเข้าไปในครัวพลางสั่งสำทับ “แกออกไปดูแลข้างนอกไป!”
หลี่โหยวได้แต่จ้องมองชุดของอาจารย์ด้วยความตกตะลึง “อาจารย์! เข้ามาทำไมกันครับ...”
ผู้เฒ่าหวังเลิกคิ้วขึ้นพลางยัดชามบะหมี่ใส่มือของหลี่โหยว “ที่นี่ฉันจัดการเอง แกจะปล่อยให้ลูกค้าหิวนั่งรอกันหรือไง!”
หลี่โหยวจำต้องถือชามเดินออกไปพร้อมกับใบหน้าเศร้าสร้อย
จบสิ้นแล้ว ต้องโดนซือเหนียงด่ายับแน่ๆ!
เขาพาอาจารย์มาพักผ่อนนะ ไม่ใช่ให้มาทำงานตรากตรำแบบนี้!
ประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวในเขตท่องเที่ยวต่ำไป ทำไมถึงได้ยุ่งขนาดนี้!
ยังดีที่เขาเผื่อใจไว้ว่าเพิ่งเปิดร้านใหม่ จึงลองขายแค่บะหมี่เพื่อหยั่งเชิงดูด่อน
หากเริ่มต้นด้วยการขายอาหารชุดใหญ่ มีหวังคงได้ยุ่งจนหัวหมุนและไม่มีเวลาดูแลอาจารย์แน่นอน
ทว่าเขาหารู้ไม่ว่าในตอนนี้ หวังเต๋อฟูที่อยู่ในครัวกลับยิ้มจนหน้าบาน ตั้งแต่ผ่าตัดผ่านมาครึ่งปีเขาก็ไม่เคยได้แตะเตาไฟเลยสักครั้ง
อึดอัดใจจะแย่อยู่แล้ว ในที่สุดโอกาสก็มาถึงเสียที!
อยู่กับเจ้าลูกศิษย์นี่แหละดีที่สุด
กว่าหลินโปจะกลับมาจากสถานีตำรวจ เวลาก็ล่วงเลยไปถึงบ่ายสามโมง เดิมทีเขาน่าจะกลับมาถึงตั้งแต่ช่วงบ่ายต้นๆ แล้ว
ทว่าดันมีหัวหน้าทีมตำรวจคนหนึ่งดูเหมือนจะสนใจ "ด่านถามใจ" เป็นพิเศษ จึงเอาแต่ซักถามหลินโปไม่หยุดปากเกี่ยวกับหลักการทำงานของมัน
เรื่องพรรค์นี้หลินโปจะไปรู้ได้อย่างไร เขาจึงได้แต่แต่งเรื่องขึ้นมามั่วๆ ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าอีกฝ่ายยิ่งตื่นเต้นหนักกว่าเดิม
แถมยังสำทับว่าวันหยุดพักร้อนอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะแวะมาดูให้เห็นกับตา และหากจำเป็นอาจจะต้องขอความร่วมมือจากหลินโปในการช่วยสืบสวนคดีด้วย
นี่ผมเปิดแค่เขตท่องเที่ยวนะ จะให้ไปช่วยสืบสวนเรื่องอะไรกัน?
ทำไมเขตท่องเที่ยวที่อื่นเขาดึงดูดได้ทั้งผู้อำนวยการกรมวัฒนธรรมและท่องเที่ยว แต่ของเขากลับดึงดูดแต่พวกตำรวจมาแทนเสียอย่างนั้น!
หลินโปถอนหายใจยาวเหยียดอยู่หน้าทางเข้าเขตท่องเที่ยว
แต่อย่างน้อยเขาก็ได้รับรู้แล้วว่าใครเป็นคนสั่งให้จ้าวกังมาเล่นงานเขา ‘เลขาซ่ง’ จากบริษัทก่อสร้างคังเหรินเทียนเซี่ย...
เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมคนระดับนั้นถึงต้องเจาะจงมาเล่นงานเขตท่องเที่ยวเล็กๆ ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ของเขาด้วย
หลินโปพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป
พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นรถมินิบัสคันหนึ่งกำลังเลี้ยวมาจากถนนชนบทแต่ไกล
บริษัททัวร์เหล่าปิงมาถึงแล้ว!
เจิ้งจื้อหย่งสวมแว่นกันแดดก้าวลงมาจากรถ ตามติดมาด้วยชายศีรษะล้านเลื่อมอีกสองคน ชายหัวล้านคนหนึ่งชูธงสีแดงผืนเล็กขึ้นเหนือหัว
“ถึงแดนเร้นลับสู่หลิงแล้วครับทุกคน ลงรถได้เลย! จำศีรษะล้านๆ นี้เอาไว้นะครับ อย่าเดินแตกกลุ่มล่ะ!”