- หน้าแรก
- พนักงานรีสอร์ทของผมเป็นเซียนกระบี่
- บทที่ 27 อร่อยจนเสียอาการ!
บทที่ 27 อร่อยจนเสียอาการ!
บทที่ 27 อร่อยจนเสียอาการ!
บทที่ 27: อร่อยจนเสียอาการ!
"อวี้เอ๋อร์ วันนี้ไม่ยุ่งเหรอ?"
"เจ้าค่ะ ที่ร้านไม่มีอะไรมาก!"
เซียวอวี้เอ๋อร์โบกไม้โบกมือพร้อมกับด้ามควบคุมหุ่นเชิดในมือ หลังจากทำงานอย่างหนักและฝึกฝนมาหนึ่งวันเต็มๆ จำนวนหุ่นที่เธอสามารถควบคุมได้เพิ่มจากสามตัวเป็นห้าตัว และระยะควบคุมก็เพิ่มจากเดิมสิบเมตรเป็นหนึ่งร้อยเมตร
หากลดจำนวนหุ่นลง ระยะทางก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
"ข้าทิ้งลูกน้องไว้เฝ้าร้านสองคนเจ้าค่ะ กำลังจะไปหาท่านผู้อาวุโสสูงสุด แต่จู่ๆ ก็ได้กลิ่นหอม เลยแวะมาดูหน่อย"
พูดพลาง อวี้เอ๋อร์ก็วิ่งต็อกๆๆ มาที่โต๊ะอาหาร มองดูอาหารเต็มโต๊ะแล้วเบิกตากว้าง
"นี่คือ..."
"กินหน่อยไหม?" หลินโปยื่นตะเกียบให้เธออย่างเป็นธรรมชาติ
"จะดีเหรอเจ้าคะ? พวกเรา...ปกติ...ไม่กิน...ของพวกนี้นะ..." เซียวอวี้เอ๋อร์ปากก็พูดปฏิเสธ แต่ลำคอก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้
ผู้ฝึกตนเชื่อว่าธัญพืชทั้งห้ามีไอขุ่น ไม่ควรบริโภคมากเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น นับตั้งแต่เริ่มมหาสงครามเซียนมาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ทั่วทั้งแดนสวรรค์สุญญตาจึงมีการส่งเสริมให้ใช้โอสถปี้กู่กันอย่างแพร่หลายตั้งแต่ระดับบนสุดจนถึงล่างสุด
แม้แต่คนธรรมดาก็ยังภูมิใจที่ได้กินโอสถปี้กู่ มีเพียงคนยากจนข้นแค้นเท่านั้นที่ยังคงกินรำข้าวและใบหญ้าที่ถือเป็นของสกปรก
ที่สำนักฟ้าคราม เซียวอวี้เอ๋อร์ไม่เคยเห็นอาหารที่เป็นอาหารจริงๆ มาก่อนเลย ตอนนี้พอได้เห็นก็รู้สึกว่ามันหอมมาก แต่ก็ยังไม่กล้าลอง
หลินโปยัดตะเกียบใส่มือเซียวอวี้เอ๋อร์โดยตรง
"อยากกินก็กินสิ"
ผู้อาวุโสยังกินเลย งั้นก็น่าจะกินได้สินะ
เซียวอวี้เอ๋อร์เตรียมใจอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจลงมือกับปลาหลีฮื้อ
เธอคีบเนื้อปลาชิ้นหนึ่งเข้าปาก
"อื้อ!"
เนื้อปลานุ่มละมุน ความหอมสดชื่นแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก เซียวอวี้เอ๋อร์มีความสุขจนแทบจะร้องไห้ออกมา
"นี่มันอะไยเจ้าคะ อะหร่อยเกินไปแว้ว"
เซียวอวี้เอ๋อร์ใช้มือปิดปาก ยังไม่ทันได้กลืนลงไป ก็เอ่ยชมออกมาจากใจจริง
ที่แท้คนธรรมดาก็กินของดีขนาดนี้เชียวหรือ
"อร่อยก็กินเยอะๆ สิ!" หลี่โหยวเลื่อนจานอาหารไปข้างหน้า ในฐานะพ่อครัว ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดคือการได้เห็นลูกค้าเพลิดเพลินกับอาหารอย่างเต็มที่จากใจจริง
"แต่ในโลกนี้มีของอร่อยขนาดนี้ แล้วเหตุใดเถ้าแก่จึงยังชอบกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปล่ะเจ้าคะ?"
เซียวอวี้เอ๋อร์ถามคำถามจี้ใจดำขณะที่กำลังกินไม่หยุด
"เธอไม่เข้าใจหรอกน่า กินของเธอไปเถอะ!"
ก่อนหน้านี้จะมีปัญญาหาของแบบนี้กินที่ไหนกันเล่า?
อีกอย่าง ต่อให้ได้กินของดีแค่ไหน คนเราพอผ่านไปสักพักก็มักจะนึกเปรี้ยวปากอยากกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ้างอยู่ดีแหละ
หลินโปปล่อยให้เซียวอวี้เอ๋อร์กินไปก่อน
เขาหันไปมองหลี่โหยว "อาจารย์หลี่ ฝีมือของคุณผมยอมรับเลย เรามาคุยเรื่องค่าจ้างกับสวัสดิการกันดีกว่า"
หลินโปกระแอมเบาๆ พอนึกถึงอัตราค่าจ้างสำหรับการรับสมัครระดับต้นที่ระบบกำหนดไว้ ใบหน้าของเขาก็ร้อนผ่าวขึ้นมา
"ผมต้องขอบอกตามตรงว่า เขตท่องเที่ยวของเราเพิ่งจะเริ่มต้น เงินเดือนพื้นฐานเลยไม่สูงมากนัก มีแค่ 30 หยวนต่อวันเท่านั้น"
"เอ่อ... นี่มัน..." หลี่โหยวรู้สึกว่ากล้ามเนื้อบนใบหน้าแข็งเกร็งไปหมด ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
เขาคิดไว้แล้วว่าตลาดงานในตัวอำเภอสภาพไม่ค่อยดี แต่ไม่คิดว่าจะแย่ขนาดนี้
ก่อนหน้านี้เขาเป็นหัวหน้าเชฟในโรงแรมที่เมืองหลวง เงินเดือนเดือนละหมื่นกว่าหยวน
เพียงแต่ว่าเถ้าแก่คนก่อนหน้านั้นรู้สึกว่าต้นทุนในครัวสูงเกินไป จึงส่งญาติของตัวเองมาเป็นหัวหน้าพ่อครัวใหญ่ คอยชี้นิ้วสั่งการในครัวทุกวัน เปลี่ยนซัพพลายเออร์บ้าง ลดปริมาณอาหารบ้าง
เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ก็มักจะหาเรื่องหักเงินอยู่เสมอ ปีก่อนๆ ทำงานล่วงเวลาช่วงตรุษจีน จะได้โบนัสเพิ่มอีกเป็นหมื่นกว่าหยวน
แต่ตรุษจีนปีนี้ เขาทำงานหัวหมุนตั้งแต่วันสิ้นปีจนถึงวันที่เจ็ดของปีใหม่ ยิ่งทำมากก็ยิ่งผิดพลาดมาก โบนัสถูกหักจนเหลือแค่ 500 หยวน
พอดีกับที่อาจารย์ของเขาป่วย อยากจะกลับบ้านเกิด เขาจึงตัดสินใจกลับมาพร้อมกับอาจารย์
เขาเตรียมใจเรื่องการลดเงินเดือนมาอย่างดีแล้ว แต่เขาก็ไม่คิดว่าเงินเดือนจะลดลงเหลือแค่หนึ่งในสิบ…
"เงินเดือนมันต่ำเกินไปจริงๆ ครับ..." หลี่โหยวถอนหายใจ เตรียมจะเอ่ยปากปฏิเสธอย่างสุภาพ
"เดี๋ยวก่อนครับ ผมยังพูดไม่จบ" หลินโปพูดขัดขึ้นมา "เรื่องเงินเดือนก็เรื่องหนึ่ง แต่ผมตั้งใจจะมอบหมายให้คุณบริหารจัดการภัตตาคารแห่งนี้ทั้งหมด ถือซะว่าคุณใช้ฝีมือเป็นหุ้นส่วน กำไรจากการดำเนินงานของภัตตาคาร เรามาแบ่งกัน 4 ต่อ 6 เป็นไง? คุณ 4 ผม 6”
คำปฏิเสธของหลี่โหยวติดอยู่ที่ลำคอ เงินเดือนให้แบบขี้เหนียว แต่ส่วนแบ่งกำไรกลับให้แบบใจกว้าง คนคนนี้ทำไมถึงสองมาตรฐานขนาดนี้
“แบ่ง 4 ต่อ 6? คุณไว้ใจผมขนาดนี้เลยเหรอครับ?”
"พูดตามตรงนะครับ เขตท่องเที่ยวของเราเพิ่งจะเริ่มต้น การที่สามารถเชิญปรมาจารย์ฝีมืออย่างคุณมาได้ ถือว่าผมได้เปรียบแล้ว"
"แต่ผมรู้สึกว่าเขตท่องเที่ยวของเรามีศักยภาพ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจำนวนผู้เข้าชมของเราทะลุ 500 คนไปแล้ว ในอนาคตคนจะมาที่นี่มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วยังจะรับกรุ๊ปทัวร์อีกด้วย คุณว่าไงล่ะครับ งานนี้ทำได้ไหม!"
"ได้สิครับ! แน่นอนว่าได้!"
หลี่โหยวไปสำรวจดูรอบๆ มาหลายวันแล้ว เงินเดือนสูงสุดในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ก็แค่เจ็ดพันกว่าหยวน แถมชั่วโมงทำงานก็ไม่สั้น ความรับผิดชอบก็เยอะ
ถึงแม้ว่าเงินเดือนพื้นฐานที่นี่จะไม่สูง แต่ศักยภาพมันมหาศาล!
ตอนที่เขาเข้ามาเมื่อครู่ เขาสังเกตเห็นว่าวันนี้เป็นวันจันทร์ แต่ปริมาณคนก็ไม่ได้น้อยเลย
ถ้าข้อมูลที่เถ้าแก่ให้มาเป็นเรื่องจริง จำนวนผู้เข้าชม 500 คนในช่วงสุดสัปดาห์ ต่อให้มีแค่ 300 คนที่ทานอาหารในเขตท่องเที่ยว เฉลี่ยคนละ 40 หยวน กำไรขั้นต้น 40% ก็จะได้ถึง 4,800 หยวนแล้ว แถมตัวสถานที่ก็ยังเป็นของเขตท่องเที่ยวเอง
ยังไงเขาก็ลงแค่แรง ทำงานมาหลายปีก็พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง สองสามเดือนแรกรับแค่เงินเดือนพื้นฐานก็ไม่ต้องกลัวอะไร
ที่สำคัญที่สุดคือสภาพแวดล้อมดี!
รับอาจารย์มาอยู่ที่นี่ ช่วงแรกที่คนยังไม่เยอะ เขาก็จะได้ดูแลอาจารย์อย่างเต็มที่
ว่าแล้วก็เซ็นสัญญาตรงนั้นเลย
หลินโปเก็บสัญญาอย่างยิ้มแย้ม "ตกลงตามนี้นะครับ วันนี้คุณกลับไปเก็บข้าวของก่อน ในร้านยังต้องการอะไรอีกบ้าง ทำรายการส่งมาให้ผม เดี๋ยวผมจะจัดหาให้"
"ได้เลยครับ! คืนนี้ผมจะส่งให้คุณ"
หลี่โหยวพอใจมาก เถ้าแก่คนนี้ใจกว้าง ไม่เหมือนเถ้าแก่คนก่อน แค่จะเปลี่ยนมีดทำครัวยังต้องควักเงินตัวเองจ่าย!
ตัวหลินโปเองถือว่าจับเสือมือเปล่าได้สำเร็จ!
พ่อครัวฝีมือระดับนี้อยู่ในเมืองเล็กๆ อย่างไรเสียเงินเดือนก็ต้องมีเจ็ดแปดพันหยวนต่อเดือน
เมื่อครู่เขาได้ยินชัดเจนแจ่มแจ้ง หลี่โหยวมีอาจารย์มาด้วย!
ปัดเศษขึ้นลงแล้วก็เท่ากับว่าหลี่โหยวพกที่ปรึกษาอาวุโสติดตัวมาด้วย!
มัดตัวลูกไว้ได้แล้ว ตัวพ่อก็หนีไปไหนไม่รอด!
ศตวรรษที่ 21 ขาดแคลนอะไรมากที่สุด?
บุคลากรที่มีความสามารถไง!
ไม่รู้ว่าภัตตาคารไหนมีตาไม่มีแวว มองไม่เห็นเพชรเม็ดงาม ปล่อยคนหลุดมือมาให้เขาได้ของดีราคาถูก
คนเราต้องกิน ถ้าทำธุรกิจร้านอาหารได้ดี กำไรก็จะพุ่งพรวดๆ
และอีกอย่าง…
เขาหันไปมองเซียวอวี้เอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ
จานตรงหน้าของหญิงสาวว่างเปล่าแล้ว เธอกำลังเลียริมฝีปากเหมือนยังไม่หนำใจ
เมื่อครู่ตอนที่หลินโปกับคนอื่นๆ คุยกัน เธอไม่ได้ตั้งใจฟังเลยแม้แต่น้อย ได้ยินแค่ว่าหลี่โหยวจะมาทำงานที่นี่
เธอเงยหน้าขึ้นมาจากกองอาหาร "หมายความว่าในอนาคต ยังมีโอกาสได้กินของพวกนี้อีกเหรอเจ้าคะ?"
"ถูกต้อง"
"อย่างนั้นก็เยี่ยมไปเลย!" วันหลังต้องชวนท่านผู้อาวุโสสูงสุด ผู้อาวุโสเถีย และคนอื่นๆ มาทานด้วย ไม่รู้ว่าจะนำออกไปข้างนอกได้หรือเปล่า จะได้เอาไปให้ท่านพ่อลองชิมบ้าง
คืนวันนั้น หลินโปได้รับรายการของจากหลี่โหยว เขาจึงส่งต่อให้ระบบจัดการตกแต่งไป!
มะรืนนี้หลี่โหยวก็จะพาอาจารย์ของเขาย้ายเข้ามาได้แล้ว ถ้าเร็วหน่อย สุดสัปดาห์นี้นักท่องเที่ยวก็จะได้กินอาหารร้อนๆ สดใหม่ในเขตท่องเที่ยว
คืนนั้นหลินโปนอนคิดอยู่บนเตียง
ช่วงทดลองเปิดให้บริการมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว ตามแผนเดิมวันอาทิตย์นี้ก็จะถือเป็นการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ แต่เขากลับรู้สึกว่ามันยังขาดอะไรไปบางอย่าง…
ทันใดนั้นหลินโปนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาเบิกตาโพลง
ก้อนทองเทพไฉ่เสิน?
หลินโปดีดตัวลุกขึ้นนั่งราวกับปลาหลีฮื้อกระโดด แล้วเปิดแผนที่เขตท่องเที่ยวขึ้นมา
นักท่องเที่ยวที่มาในวันนี้ล้วนมาเพื่อตามหาก้อนทอง ก้อนทองแห่งเทพไฉ่เสินถูกค้นพบเพิ่มอีก 2 ก้อน ตอนนี้เหลืออีก 4 ก้อน
บนอินเทอร์เน็ตถึงกับมีบทสรุปการตามหาก้อนทองออกมาแล้ว บางอันก็ซ่อนอยู่ในรูปทรงของภูเขา บางอันก็อยู่ในรูปทรงของใบไม้ บางอันก็เป็นรอยบนอิฐสีเขียว
...สรุปแล้วมันไม่ใช่ก้อนทองจริงๆ คำตอบนั้นช่างนามธรรมเสียเหลือเกิน
หลินโปทำเครื่องหมายพิกัดที่ค้นพบแล้วทีละจุดลงบนแผนที่ระบบ
ก้อนทองทั้งหกที่ถูกค้นพบไม่ได้มีรูปแบบที่ชัดเจน
หลินโปลากแผนที่ไปมาเพื่อลองดู แต่ก็ไม่พบรูปแบบใดๆ เขากำลังจะยอมแพ้อยู่แล้ว แต่ทันใดนั้นก็เกิดประกายความคิดขึ้นมา
แผนที่ของเขาเป็นแบบ 3 มิติ!
เมื่อเขาลองหมุนมุมมองดู... หมุนไปจนกระทั่งใช้ภูเขาทางด้านขวามือของเมืองถามเซียนเป็นฉากหลัง
ก้อนทองสี่ก้อน เมื่อฉายภาพลงบนระนาบสองมิติ ก็ปรากฏเป็นรูสี่เหลี่ยมของเหรียญทองแดงอย่างชัดเจน!
รูเหรียญนั้นอยู่บนเนินเขาทางทิศตะวันออกของเมืองถามเซียน
หลินโปใช้จุดศูนย์กลางของภาพฉายระนาบนั้นสร้างเป็นพิกัดฉากขึ้นมา
เขาฉายภาพตำแหน่งที่ค้นพบก้อนทองอีกสองก้อนที่เหลือลงไป
พบว่าจุดที่ฉายภาพลงไปนั้นมีระยะห่างเท่ากันพอดี เมื่อใช้ระยะทางจากจุดศูนย์กลางของรูสี่เหลี่ยมไปยังจุดใดจุดหนึ่งเป็นรัศมี ก็สามารถวาดวงกลมขึ้นมาได้พอดี
มันคือรูปร่างของเหรียญทองแดงอย่างชัดเจน!
ก้อนทองที่เหลือคาดว่าน่าจะอยู่บนแกน Z ของวงกลมนี้ แต่ขอบเขตก็ยังกว้างเกินไป
หลินโปลูบคาง แล้วหมุนแผนที่ไปทางขวาอีก 90 องศา
ปรากฏเป็นรูปก้อนทองที่ไม่สมบูรณ์... จุดตัดที่เกิดจากการลากเส้นต่อจากลวดลายทั้งสองออกไปน่าจะเป็นพิกัดของก้อนทอง
…
รูปแบบนี้ คาดว่าคงมีแต่เขาที่มีมุมมองแบบเบิร์ดอายวิวทั่วทั้งพื้นที่เท่านั้นที่จะค้นพบ
เจ้า-ระบบ-ตัวแสบ แกนี่มันเจ้าเล่ห์จริงๆ!