- หน้าแรก
- ปฏิวัติพลิกฟ้าต่างโลก ด้วยวัฒนธรรมข้ามมิติ
- บทที่ 39 โปสเตอร์
บทที่ 39 โปสเตอร์
บทที่ 39 โปสเตอร์
บทที่ 39 โปสเตอร์
หนังยังคงฉายต่อไป โจชัวเลยใช้เวลาว่างนี้ตามหาท่านเซอร์ไวเซนอัชเชที่ด้านนอกห้องฉายหนังเพื่อสอบถามรายละเอียดการบริหารโรงละครให้ชัดเจน
"นี่คือตั๋วรึ?"
โจชัวถือเหรียญเงินที่มีลวดลายสีทองเข้มสลักอยู่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังมีตัวเลข "38" สลักอยู่
เหรียญนี้ไม่ใช่สกุลเงินของนอร์แลนด์ แต่คล้ายกับเหรียญโทเคน ที่ใช้ในร้านเกมตู้
"ใช่ครับ นี่คือตั๋วสำหรับที่นั่งธรรมดา ยังมีตั๋วสำหรับที่นั่งพิเศษและที่นั่ง VIP ด้วยนะครับ"
ท่านเซอร์ไวเซนอัชเชโชว์เหรียญทองสีจางสองเหรียญให้โจชัวดู ความแตกต่างระหว่างสองเหรียญนี้อยู่ที่สีของลวดลาย
ในยุคที่ไม่มีเครื่องพิมพ์ การใช้เหรียญโทเคนย่อมสะดวกกว่าตั๋วกระดาษเขียนมือแน่นอน
"ราคาตั๋วธรรมดาปกติอยู่ที่หนึ่งเหรียญเงิน ส่วนที่นั่งพิเศษราคาหนึ่งเหรียญทอง ที่นั่ง VIP ปกติจะสงวนไว้ให้แขกที่ข้าเชิญมาเป็นส่วนตัวครับ"
ราคาตั๋วของท่านเซอร์ไวเซนอัชเชถือว่าสมเหตุสมผล อย่างน้อยในประเทศเล็กๆ ที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้วอย่างนอร์แลนด์ ชาวบ้านทั่วไปก็น่าจะมีกำลังจ่ายค่าตั๋วธรรมดาไหว
"แล้วเรื่องการโปรโมตล่ะ? ใช้ใบปลิวเขียนมือรึ?"
ใบปลิวที่โจชัวได้รับมาจากโรงละครแห่งชาตินอร์แลนด์เขียนด้วยลายมือทั้งหมด
"เมื่อก่อนเราไม่จำเป็นต้องโปรโมตเลยครับ แค่ชื่อ ไวเซนอัชเช ก็เป็นการโปรโมตที่ดีที่สุดแล้ว... แต่ช่วงหลังมานี้..."
ท่านเซอร์ไวเซนอัชเชไม่ได้จมปลักอยู่กับความรุ่งโรจน์ในอดีต เขากลับมาเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายอย่างรวดเร็ว
สรุปคือโรงละครของเขาอยู่รอดมาได้ด้วยการบอกปากต่อปากสินะ? ในจีนมีคำกล่าวว่า "เหล้าดีไม่ต้องกลัวร้านอยู่ในซอยลึก" แต่ถ้ามีร้านเหล้าอีกร้านมาเปิดดักหน้าปากซอยแล้วแย่งลูกค้าไปหมด ต่อให้เหล้าเจ้าดีแค่ไหน ลูกค้าก็หายหมดอยู่ดี
นั่นคือสถานการณ์ที่ท่านเซอร์ไวเซนอัชเชกำลังเผชิญ... ไม่สิ แย่กว่านั้นอีก นอกจากลูกค้าจะโดนแย่งไปหมดแล้ว แม้แต่ "บาร์เทนเดอร์" ของเขาก็โดน โรงละครแห่งชาตินอร์แลนด์ ซื้อตัวไปจนเกลี้ยง
ท่านเซอร์ไวเซนอัชเชเหลือแค่โรงละครเปล่าๆ
"การโปรโมตเป็นเรื่องจำเป็นครับ"
การบอกปากต่อปากสำคัญก็จริง แต่ถ้าหวังพึ่งแค่นั้นอย่างเดียว คงเจ๊งโดยไม่รู้ตัว
"แน่นอนครับท่าน... ข้าจะจ้างคนมาเขียนใบปลิวเดี๋ยวนี้เลย"
"ใช้ใบปลิวมันช้าเกินไป และข้าไม่คิดว่า โรงละครแห่งชาติ จะยอมให้ท่านทำแบบนั้นง่ายๆ หรอก"
โจชัวนึกถึงสิ่งที่ โรงละครไวเซนอัชเช เพิ่งเจอมา เห็นได้ชัดว่า โรงละครแห่งชาตินอร์แลนด์ ตั้งใจจะกำจัดโรงละครนี้ให้สิ้นซากเพื่อครองความเป็นเจ้าตลาดแต่เพียงผู้เดียว
ไม่มีอะไรทำกำไรได้มากไปกว่าการผูกขาดเบ็ดเสร็จอีกแล้ว!
ถ้าท่านเซอร์ไวเซนอัชเชส่งคนออกไปแจกใบปลิวตอนนี้ คนคนนั้นต้องเจอกับอุปสรรคนานาประการแน่นอน จะแจกใบปลิวได้หรือเปล่ายังเป็นคำถามตัวโตๆ เลย
"งั้น... ท่านครับ เราจะโปรโมตยังไงดี?"
ท่านเซอร์ไวเซนอัชเชปาดเหงื่อบนหน้าผาก โจชัวสังเกตเห็นว่าท่านเซอร์เสียเปรียบ โรงละครแห่งชาตินอร์แลนด์ อย่างเห็นได้ชัดในการแข่งขัน แต่ใบปลิวคือวิธีเดียวที่เขาคิดออก
"ใช้ โปสเตอร์ไปเลยครับ"
โจชัวสามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถในการขยายภาพได้ไม่จำกัดของผลึกออริจิเนียม โรงละครไวเซนอัชเชเป็นอาคารที่โอ่อ่าอยู่แล้ว แค่แขวนฉากหลังสีขาวขนาดใหญ่ไว้ที่ด้านข้างทางเข้าโรงละคร แล้วฉายภาพฉากที่คลาสสิกที่สุดของ "โฉมงามกับเจ้าชายอสูร" ลงไป พร้อมกับชื่อหนังและรายชื่อนักแสดง นั่นย่อมได้ผลดีกว่าใบปลิวไหนๆ...
เหมือนกับโปสเตอร์ยักษ์ที่เห็นได้ทั่วไปตามเมืองใหญ่ในโลกเดิม
"โป... สเตอร์?"
ท่านเซอร์ไวเซนอัชเชดูจะไม่เข้าใจคำศัพท์ที่โจชัวเพิ่งพูด
"ไม่ต้องใช้ใบปลิวครับ กำแพงสีขาวในโถงนั่น ข้าไม่รู้ว่าทำมาจากอะไร แต่ข้าต้องการอันที่ใหญ่พอจะตั้งตระหง่านอยู่ข้างทางเข้าโรงละครของท่านได้"
"ข้าเตรียมให้ได้ครับ แต่อาจต้องใช้เวลาสองถึงสามวัน"
ท่านเซอร์ไวเซนอัชเชเหลือบมองโจชัวแล้วถามอย่างระมัดระวัง "มีอะไรอีกไหมครับ?"
"ไม่มีแล้วครับ ท่านกลับไปดูหนังต่อเถอะ คิดว่าคงยังไม่พลาดฉากสำคัญไปเท่าไหร่"
"ครับท่าน"
เมื่อได้รับอนุญาตจากโจชัว ท่านเซอร์ไวเซนอัชเชก็รีบกลับเข้าไปในห้องฉายหนังทันที
ความจริงโจชัวลังเลอยู่ว่าจะขายของกินเล่นอย่างป๊อปคอร์นหรือโค้กในโรงละครด้วยดีไหม แต่พอลองคิดดู เขาก็ล้มเลิกความคิด "โฉมงามกับเจ้าชายอสูร" ไม่ใช่หนังป๊อปคอร์น และตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาหาเงินจากสินค้าเสริม
สิ่งที่โจชัวต้องการตอนนี้คือการทำให้หนังเป็นที่รู้จักในวงกว้าง
...
ไฮร์ลานนั่งอยู่บนเก้าอี้ พูดไม่ออกอยู่นาน
นางซาบซึ้งจนน้ำตาไหลไปกับเนื้อเรื่องของ "โฉมงามกับเจ้าชายอสูร" แต่สิ่งที่มากกว่าความซาบซึ้งคือ หนังเรื่องนี้ทำให้ไฮร์ลานได้ขบคิดอะไรบางอย่าง
ไฮร์ลานไม่ได้ไร้เดียงสาเหมือนซิริ นอกจากเนื้อเรื่องที่ยอดเยี่ยม สิ่งที่ทำให้ไฮร์ลานตื่นตระหนกคือความรู้สึกที่หนังมอบให้นาง
มันมีความสามารถที่จะทำให้นางเห็น "โลกใบใหม่" นั่นเป็นสิ่งที่ละครเวทีเรื่องไหนก็ทำไม่ได้ และไฮร์ลานโหยหาโลกแบบนั้นมาตลอด
ไฮร์ลานปรารถนาจะเข้าไปมีส่วนร่วมในโลกของ "โฉมงามกับเจ้าชายอสูร" ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง อยากช่วยให้ เบลล์ ได้เจอเจ้าชายเร็วกว่านี้ หรือช่วยเจ้าชายขับไล่ชาวบ้านโง่เขลาพวกนั้นในตอนจบ
นางมีความปรารถนาแรงกล้าแบบนั้นจริงๆ
ไฮร์ลานมองหน้าต่างเกม ปอง ในสายตา แล้วนึกถึงเอลฟ์ที่โจชัววาดด้วยอุปกรณ์ของนาง
ซิลวานัส วินด์รันเนอร์—ไฮร์ลานเชื่อว่าเอลฟ์ตนนี้ไม่ได้มีแค่ชื่อ ต้องมีเรื่องราวเบื้องหลังที่ยังไม่มีใครรู้ซ่อนอยู่ และบางทีมันอาจจะเป็นเรื่องราวที่น่าจดจำไม่แพ้ "โฉมงามกับเจ้าชายอสูร" ก็ได้
โจชัววางแผนจะเล่าตำนานของ ซิลวานัส ให้โลกได้รับรู้จริงๆ แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีการของ "โฉมงามกับเจ้าชายอสูร" แต่ผ่านทาง ปอง
แค่คิด ไฮร์ลานก็รู้สึกคาดหวังขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นางเคยอ่านนิยายการเดินทางมามากมายในห้องสมุดสถาบัน และเคยเศร้าไปกับชะตากรรมของตัวเอกในเรื่องเหล่านั้น
แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่นางรู้สึกอยากจะเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องราวด้วยตัวเองขนาดนี้มาก่อน
"พี่คะ พี่เชื่อไหมว่าปีศาจรักมนุษย์ได้จริงๆ?"
คำถามไม่มีปี่มีขลุ่ยของซิริขัดจังหวะความคิดของไฮร์ลาน หนังดำเนินมาถึงฉากที่ เบลล์ กับเจ้าชายกำลังเต้นรำในโถงปราสาท
เป็นฉากที่โรแมนติกมาก คลอด้วยเสียงดนตรีไพเราะ มากพอที่จะทำให้คนดูรู้สึกอยาก "มีความรัก" ขึ้นมาเดี๋ยวนั้นเลย
ไฮร์ลานอินกับฉากนี้ และซิริก็เช่นกัน
"ทำไมจู่ๆ ถึงถามล่ะ?"
"เปล่า... ไม่มีอะไร ข้าคงคิดมากไปเอง"
ซิริแตะ "ปลอกคอ" ที่คอของนาง ตอนนี้ที่อยู่กับไฮร์ลานตามลำพัง เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดที่จะบอกความจริงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนางกับโจชัวและขอความช่วยเหลือ แต่ซิริลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเลือกที่จะปิดบังเรื่องนี้ไว้
ขืนบอกไฮร์ลานไป นางก็จะเสียสายใยเดียวที่เชื่อมโยงนางกับโจชัวไปน่ะสิ...
(จบตอน)