- หน้าแรก
- รูเล็ตวันโลกาวินาศ
- บทที่ 276 การต่อต้านของอิงเฉิง
บทที่ 276 การต่อต้านของอิงเฉิง
บทที่ 276 การต่อต้านของอิงเฉิง
บทที่ 276 การต่อต้านของอิงเฉิง
คำพูดของเย่จงหมิงก่อให้เกิดภาพต่างๆขึ้นในใจของทุกคน ในภาพเหล่านั้นมีใบหน้าที่บิดเบี้ยวเต็มไปด้วยเลือดของมนุษย์เป็นแกนหลัก
ถ้าวันนี้พวกเขาต้องการออกจากห้องประชุมแห่งนี้ไป บางทีคนเหล่านี้อาจต้องสู้กับหอการค้าหลิงจนตัวตาย แต่หลังจากนั้นพวกเขาจะเปลี่ยนจากคู่ค้าไปกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจ
อย่างน้อยสำหรับช่วงเวลานี้ สายตาของทุกคนที่มองหมัวจินดูแย่มาก
หอการค้าหลิงนั้นลึกลับมากจริงๆ แต่ในเมืองที่ถูกชีวิตกลายพันธุ์ยึดครอง ขอบเขตกิจกรรมของมนุษย์มีไม่มากนัก ตราบใดที่ยังคงทำมันอยู่ ท้ายที่สุดแล้วก็จะมีร่องรอยให้ติดตาม หลายคนไม่ว่าจะทรงพลังมากหรือน้อยต่างตระหนักได้ถึงพลังนี้ แม้กระทั่งมีความเป็นไปได้ว่า มีบางคนที่ติดต่อกับหอการค้าหลิง
ท้ายที่สุดแล้ว การค้ายาวิวัฒนาการกับหอการค้าหลิงก็เกิดขึ้นบ่อยที่สุด และอาชีพหรือทักษะของพวกเขาส่วนใหญ่ก็ได้รับผ่านการค้ากับหอการค้าหลิง
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คนเหล่านี้จะเห็นด้วยกับสิ่งที่หอการค้าหลิงทำ
ถ้าสิ่งที่ชายหนุ่มคนนั้นพูดเป็นความจริง ถ้าเช่นนั้น…
ศัตรู!
นี่เป็นคำที่ผุดขึ้นในใจของทุกคน
หากเป็นแบบนั้น พวกมันก็คือศัตรู!
นำคนไปเป็นอาหารซอมบี้ แล้วเก็บเกี่ยวผลึกวิเศษ เพื่อที่จะวิวัฒนาการ การกระทำแบบนี้มันสกปรกเลวร้ายจนถึงกระดูก
“นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกมันถึงเรียกเราว่าหมู”
“ผมไม่สนใจว่าพวกคุณจะเลือกยังไง แต่ถึงจะเหลือผมเพียงคนเดียว ผมก็จะฆ่ามัน”
เย่จงหมิงมองข้ามเลี่ยวชงที่ยืนอยู่ตรงหน้าไปยังหมัวจิน ความเกลียดชังของคนทั้งคู่ปะทะกันกลางอากาศ
แม้เย่จงหมิงจะไม่ประกาศสงครามกับเขา แต่หมัวจินก็จะไม่ยอมปล่อยคนที่รู้การกระทำของพวกเขาไป เขายังต้องการรู้ว่า ชายหนุ่มคนนี้รู้ความลับสุดยอดของหอการค้าหลิงได้อย่างไร วันนี้ ระหว่างพวกเขามีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะมีชีวิต
“ไอ้พวกหมู วันนี้ข้าจะทำให้พวกแกเห็นความแข็งแกร่งที่แท้จริงของหอการค้าหลิง”
หมัวจินยกมือขวาขึ้น หนึ่งในสมาชิกที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างด้านหลังก็ยื่นมือออกไปด้านนอก เปลวไฟสูงลุกพวยพุ่งขึ้นอย่างเงียบๆ
ไม่กี่วินาทีต่อมา หลายร่างก็โรยตัวจากดาดฟ้าตึกลงมาที่หน้าต่าง แล้วโหนเชือกกระแทกทะลุกระจกหน้าต่างเข้ามาภายในตัวอาคาร
การต่อสู้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในขณะนี้
เหล่ากองกำลังที่อยู่ในห้องประชุมที่เคยได้เปรียบในด้านจำนวนคน แต่หลังจากที่สมาชิกของหอการค้าหลิงจากดาดฟ้าตึกโรยตัวมาเข้าร่วม ข้อได้เปรียบหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ก็หายไป
“บัดซบ ระดับ 2 ดาว ทำไมมากขนาดนี้?”
“ที่เหลือก็เป็นระดับ 1 ดาวด้วยเหรอเนี่ย?”
“ฆ่ามัน!”
“อ๊าก!”
เสียงร้องตะโกนทุกประเภทดังผ่านไปมา สมาชิกที่ดูเหมือนธรรมดาแต่แข็งแกร่งอย่างยิ่งของหอการค้าหลิงใช้เวลาไม่นานก็ทำให้เหล่าผู้คนระดับสูงของอิงเฉิงต้องประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ คนเหล่านี้ร่วมมือกันต่อสู้อย่างดุเดือด การต่อสู้เริ่มรุนแรงขึ้น ในช่วงเริ่มต้นไม่ว่าความแข็งแกร่งหรือทักษะใดๆก็ล้วนถูกปล่อยออกมาอย่างไม่มีผู้ใดคิดตระหนี่ ใครมีทักษะก็ใช้ทักษะ ใครมีอาชีพก็ใช้ทักษะอาชีพ เพียงสิบวินาทีของการต่อสู้ ผู้รอดชีวิตจำนวนมากของอิงเฉิงก็ล้มลง หากไม่ใช่เพราะหอการค้าหลิงต้องการจับเป็นพวกเขา จำนวนผู้เสียชีวิตตอนนี้คงพุ่งพรวด
ผู้เข้าโจมตีเหล่านี้คือนักรบที่ได้รับการฝึกฝนจากหอการค้าหลิง พวกเขาเตรียมการวางแผนมาแล้ว และเข้าลงมืออย่างฉับพลัน
ส่วนเย่จงหมิงกับเลี่ยวชงนั้นได้เริ่มทำการต่อสู้กันนานแล้ว
คนหนึ่งใช้ดาบ คนหนึ่งใช้ขวาน แม้ยังไม่ได้เข้าปะทะกันตรงๆ แต่การเคลื่อนย้ายส่งพลังออกมาฟาดฟันก็เป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง
แม้จะเป็นผู้วิวัฒนาการระดับ 3 ดาวเช่นเดียวกัน แต่เย่จงหมิงนั้นดีกว่าคนอื่นมาก ด้วยการโจมตีของเย่จงหมิง หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น ถ้าไม่ถูกฟันตายก็คงได้รับบาดเจ็บไปแล้ว
แต่อาชีพของเลี่ยวชงคือผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธ ทักษะอาชีพคือความชำนาญด้านการใช้ขวาน จึงเป็นธรรมดาที่จะมีข้อได้เปรียบด้านการใช้อาวุธ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาสามารถต่อสู้กับเย่จงหมิงด้วยความรวดเร็วอย่างที่สุดเป็นเวลานาน
แล้วเสียงปะทะกันของอาวุธก็ดังขึ้นเป็นครั้งแรก ดาบส่องจันทร์ของเย่จงหมิงปลอดภัยดี แต่ขวานสงครามของเลี่ยวชงได้ถูกทำลาย
“ดาบดี” เลี่ยวชงโยนขวานสงครามทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ แล้วดึงมีดสั้นระดับสีขาวสองเล่มที่เหน็บอยู่ที่เอวด้านหลังออกมา
“เปิดใช้งานความเชี่ยวชาญด้านมีดสั้น มาเลย!”
ในดวงตาของเลี่ยวชงเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของการต่อสู้ เขาไม่ได้เล่นสนุกขนาดนี้มานานแล้ว
แต่คู่ต่อสู้ของเขากลับยอบตัวลง แล้วพูดว่า ‘ไม่มีเวลา’ จากนั้นสีหน้าของเลี่ยวชงก็เปลี่ยนไปอย่างมาก
……
ไป๋เฟิงกำลังเผชิญหน้ากับหมัวจิน
วันนี้แม้ว่าเขาจะไม่ได้นำทีมเหรินซิ่งมาครบทีมก็ตาม แต่กลุ่มของอู๋ซินก็เป็นทีมงานที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน ความแข็งแกร่งของพวกเขาติดหนึ่งในสี่กลุ่มยอดเยี่ยมของทีม อย่างไรก็ตามเขากลับต้องสูญเสียพวกเขาไป แล้วจะให้ไป๋เฟิงยอมรับได้อย่างไร
และเขาก็ไม่เคยคิดว่าเย่จงหมิงเป็นตัวเอกของวันนี้ เขาเป็นผู้นำของอิงเฉิง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาต้องมีหน้าที่จัดการกับบัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้
“แกไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า” หมัวจินกอดอก สิ่งนี้ทำให้ไป๋เฟิงนึกถึงโกลด์เซนต์ราศีพฤษภในการ์ตูน (เรื่องเซนต์เซย่า)
“อันที่จริง เราไม่ต้องต่อสู้กันก็ได้ แกเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในเมือง หากเราร่วมมือกัน เราจะต่างชนะด้วยกันทั้งสองฝ่าย”
สิ่งที่หอการค้าหลิงต้องการไม่ใช่คนตาย พวกเขายังต้องการให้บางองค์กรทำงานให้กับพวกเขาด้วย และบัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์หมัวจินที่ได้รับมอบหมายให้ครอบครองอิงเฉิง เขาจำเป็นต้องสร้างระบบปกครองของตัวเองด้วย
“ให้ร่วมมือกับพวกแก? จับมนุษย์พวกเดียวกันไปเลี้ยงซอมบี้น่ะเรอะ?” ไป๋เฟิงหัวเราะเยาะ ร่างกายของเขาสั่นเล็กน้อย แล้วกลิ่นอายของพลังก็เพิ่มขึ้น
หมัวจินส่ายหน้า แล้ววิญญาณหมาป่าสีดำรอบตัวก็เริ่มหมุนวนเร็วขึ้นและเร็วขึ้น
“น่าเสียดายจริงๆ”
พูดจบ หมัวจินก็ปล่อยมือจากการกอดอก วิญญาณหมาป่าร่ำร้องโหยหวน แล้วพุ่งเข้าใส่ไป๋เฟิงอย่างรวดเร็วราวสายฟ้า
ถ้าจะบอกว่าใครคือจิตวิญญาณของผู้รอดชีวิตทั้งหมดในห้องประชุมแล้วล่ะก็ นอกจากเย่จงหมิงผู้ซึ่งเปิดโปงเบื้องหลังของหอการค้าหลิงแล้ว ก็ต้องเป็นไป๋เฟิง เมื่อใดก็ตามที่ไป๋เฟิงพ่ายแพ้ ขวัญกำลังใจของเหล่าผู้นำกองกำลังระดับสูงทั้งหมดในอิงเฉิงจะพังทลายลง
ในใจของหมัวจินคิดว่า ทั้งสองคนนี้เป็นบุคคลที่คู่ควรให้เขาลงมือจัดการที่สุด
วิญญาณหมาป่าทั้งป่าเถื่อนและรวดเร็วมาก แต่ไป๋เฟิงก็เปิดใช้งานทักษะของอาชีพ ‘นักชกหมัดทองแดง’ ของเขาในเวลาเดียวกัน เงาหมัดมากมายแผ่ออกปกคลุมร่างของหมัวจิน
เงาหมัดกับวิญญาณหมาป่าปะทะกันกลางอากาศ ทั้งสองฝ่ายเกือบจะชะงักงันไปชั่วขณะ จากนั้นก็กระเด็นออกจากกัน
เหงื่อมากมายบนหน้าผากของไป๋เฟิงไหลหยดลงมา กำปั้นทองแดงของเขาเกิดสีเขียวของสนิมขึ้นมาบ้าง ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงทำให้เขาถึงกับต้องก้าวถอยหลัง เขาคาดไม่ถึงว่าพลังกัดกร่อนของวิญญาณหมาป่าจะทรงพลังมากเช่นนี้
หมัวจินรู้สึกค่อนข้างจุกอยู่บ้าง วิญญาณหมาป่าของเขาไม่ค่อยจะกลับมาโดยไม่ประสบความสำเร็จ
“เก่งเหมือนกันนี่”
หมัวจินขยับมือทั้งคู่ แล้วหนามกระดูกสีขาวก็ยื่นออกมาจากกระดูกฝ่ามือทีละอัน เช่นเดียวกับวูล์ฟเวอรีน เพียงแต่ว่าหนามกระดูกเหล่านี้ดูคมกว่ามาก และส่วนปลายยังมีสีน้ำเงินเข้ม เพียงมองแวบแรกก็รู้ว่าสิ่งนี้เป็นภัยคุกคามต่อชีวิต
“เดือยกระดูกขาว!”
หมัวจินเข้าจู่โจมด้วยเดือยกระดูกยาว 20 เซนติเมตรบนมือทั้งสองข้าง ขณะเดียวกันวิญญาณหมาป่าที่เพิ่งฟื้นจากผลกระทบของการปะทะกันเมื่อครู่ก็รีบติดตามเจ้านายไป
แม้หมัวจินจะมีความสูงถึง 2 เมตร แต่ก็มีความเร็วสูงมาก ไป๋เฟิงถอยหลังด้วยความตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ทัน เขาถูกเดือยกระดูกทิ่มแทงตามร่างกาย และยังถูกวิญญาณหมาป่าสองตัวที่ตามมากัดเข้าที่ไหล่จนเลือดไหลหยด
“อ่อนแอชะมัด!”
หมัวจินแลบลิ้นเลียเลือดบนเดือยกระดูก ดวงตาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง
ไป๋เฟิงรู้สึกว่ามีบางอย่างเข้ามาในร่างกาย จะต้องมีบางอย่างบนเดือยกระดูกที่ทำให้เขาอ่อนแอลงหรือไม่ก็ถึงกับตาย
เขากวาดสายตาไปมองรอบตัว และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจของเขาดิ่งลง
อย่างไรก็ตามไป๋เฟิงก็เป็นบุคคลอันดับหนึ่งของเมือง เขากู่ก้อง ทันใดนั้นทั้งร่างก็เริ่มเปลี่ยนสี ชั้นของสีทองปกคลุมผิวหนังไปทั่วทั้งร่าง
“ทักษะร่างทอง แกไปตายซะ!”