เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 แปลงนาวิญญาณระดับหนึ่งขั้นล่าง

บทที่ 42 แปลงนาวิญญาณระดับหนึ่งขั้นล่าง

บทที่ 42 แปลงนาวิญญาณระดับหนึ่งขั้นล่าง


บทที่ 42 แปลงนาวิญญาณระดับหนึ่งขั้นล่าง

การเปลี่ยนแปลงของผืนดินใต้ฝ่าเท้า ทำให้จี้อันชะงักไป จากนั้นก็ดีใจอย่างบ้าคลั่ง

ความผันผวนของกระแสพลังนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนตอนที่ยืนอยู่ข้างแปลงนาวิญญาณระดับหนึ่งของเฒ่าหวงไม่มีผิด

อาศัยแสงจันทร์ เขาเห็นใบผักกำลังคลี่ออกเบาๆ มีประกายแสงวาบผ่านอยู่รำไร

ใบไม้สีเขียวอ่อน ราวกับหยกมรกตอันใสกระจ่าง

หลังจากเคล็ดปฐพีหนาบรรลุขอบเขตสมบูรณ์แบบแล้วร่ายออกมา ในวิชาวงจรเวทก็มีกลิ่นอายที่เก็บงำซ่อนเร้นอยู่ชนิดหนึ่ง ราวกับความหนักแน่นของแผ่นดิน

มาคิดดูตอนนี้ ก็คือกลิ่นอายนี้แหละที่ทำให้ผืนดินในลานบ้านถูกบ่มเพาะจนเป็นแปลงนาวิญญาณระดับหนึ่งขั้นล่างได้เร็วยิ่งขึ้น

ไม่สิ วิชาเมฆฝนน้อยขั้นสมบูรณ์แบบก็มีส่วนด้วย แก่นแท้แห่งความชุ่มชื้นของวิชาธาตุน้ำสามารถทำให้ผืนดินเก็บกักพลังวิญญาณและความอุดมสมบูรณ์ไว้ได้มากขึ้น

จี้อันพยักหน้าเล็กน้อย วิชาทั้งสองแขนงส่งเสริมซึ่งกันและกัน ไม่แปลกใจเลยที่เป็นวิชาเพาะปลูกที่ต้องเรียน

“ก้าวหน้าเร็วเกินไป ก็มีเรื่องให้กลุ้มใจเหมือนกันนะ”

เขาพึมพำอย่างกวนๆ จากนั้นก็หัวเราะลั่นออกมา

หลังจากวิชาเมฆฝนน้อยและเคล็ดปฐพีหนาของเฒ่าหวงบรรลุขั้นช่ำชองแล้ว ก็ใช้เวลาถึงเจ็ดแปดปีถึงจะเพาะเลี้ยงแปลงนาวิญญาณที่เข้าขั้นได้หนึ่งหมู่

จี้อันเดิมทีคาดการณ์ว่าตัวเองอาจจะต้องใช้เวลาสองสามปีถึงจะได้สมความปรารถนา ไม่นึกเลยว่าเพียงปีเดียวฝันก็เป็นจริง

จี้อันตั้งปณิธานแน่วแน่ที่จะฝึกฝนวิชาวงจรเวทแขนงหนึ่งให้ถึงขั้นสมบูรณ์แบบสูงสุด แค่ระดับสมบูรณ์แบบก็มีผลขนาดนี้แล้ว สมบูรณ์แบบสูงสุดก็น่าจะมีผลที่แข็งแกร่งกว่านี้สิ!

ความถี่ในการร่ายวิชาในแปลงนาวิญญาณของเขาไม่เท่ากับในลานบ้าน ตอนนี้เลื่อนขั้นหลอมลมปราณขั้นปลายแล้ว พลังเวทก็ยิ่งเพียงพอ ถ้าหากบ่มเพาะแปลงนาวิญญาณอย่างตั้งใจ ไม่นานก็จะได้แปลงนาวิญญาณที่เข้าขั้นเพิ่มอีกหลายหมู่

ถึงตอนนั้น ข้าวหน่อเหลืองซึ่งเป็นธัญพืชวิญญาณขั้นต้นแบบนี้ก็ไม่ต้องปลูกแล้ว เปลี่ยนเป็นข้าวโพดหยกมรกตแทน

ถ้าหากสามารถบ่มเพาะแปลงนาวิญญาณจนถึงระดับหนึ่งขั้นกลางได้ ก็จะปลูกข้าวหยกไขกระดูกได้ นั่นมันข้าววิญญาณที่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานถึงจะกินกันนะ!

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในปากของเขาก็น้ำลายสอขึ้นมามากมาย ไหลล้นออกมาจากมุมปาก

จันทร์กระจ่างใส ลมเย็นพัดมาเอื่อยๆ แขนเสื้อชุดคลุมเต๋าพลิ้วไหว จี้อันรู้สึกเพียงจิตใจปลอดโปร่งเบิกบาน

แสงอรุณสาดส่องเรือนไผ่ จี้อันบำเพ็ญเพียรเสร็จ ก็มาที่ลานบ้าน

ผืนดินยกระดับเป็นขั้นหนึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ เขาต้องรีบหาต้นกล้าผลไม้มาปลูกโดยเร็วที่สุด

เขาไพล่มือไว้ข้างหลังเดินออกจากลานบ้าน ก็พอดีเห็นเฒ่าหวงกับหลานชายเดินสวนมา

“ลูกพี่อัน เจ้านี่... เจ้านี่ทะลวงถึงหลอมลมปราณขั้นปลายแล้วเรอะ?!”

ดวงตาขุ่นมัวของเฒ่าหวงฉายแววตกตะลึงออกมาหลายส่วน นี่มันแค่สามปีเองนะ เดินจบเส้นทางที่ข้าใช้เวลาสิบกว่าปีถึงจะเดินจบ

ในใจของเขาดีใจปนเป แต่ก็อดรู้สึกเปรี้ยวๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ดีใจที่ได้ผูกมิตรกับศิษย์ที่มีพรสวรรค์โดดเด่น อนาคตหลานชายตัวเองก็จะมีคนคอยดูแลที่ดี

หลิวอวี้กลายเป็นศิษย์หลอมลมปราณขั้นเก้า เขาไม่ได้อิจฉา

ศิษย์สายตรงของตระกูลใหญ่มีความก้าวหน้าระดับนี้ก็ไม่ถือว่าเกินจริง ที่สำคัญกว่าคือเขารู้ดีว่าหลิวอวี้กับตัวเองอยู่คนละโลกกัน

แต่ตอนที่จี้อันเข้าสำนัก สถานการณ์ย่ำแย่กว่าเขาในตอนนั้นเสียอีก ตอนเขาเข้าสำนักอย่างน้อยก็ยังพกหินวิญญาณมาสองก้อน ระดับบำเพ็ญเพียรก็ถึงหลอมลมปราณขั้นสองแล้ว

แต่อีกฝ่ายแม้จุดเริ่มต้นจะต่ำ แต่ความก้าวหน้ากลับรวดเร็วจนสายตาของเขาตามไม่ทัน

“โชคดีครับ เมื่อคืนเพิ่งทะลวงผ่านพอดี”

จี้อันประสานมือ รอยยิ้มอ่อนโยน

เฒ่าหวงเดินเข้ามา รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม

เขานึกขึ้นได้ว่าตอนยามเหม่า (5-7 โมงเช้า) ผ่านมาที่นี่ก็มีความรู้สึกแบบนี้ เพียงแต่ตอนนั้นรีบไปทะเลสาบน้ำมรกตเพื่อแย่งชิงตำแหน่งที่ดีในการสกัดแก่นแท้ธาตุน้ำ เลยไม่ได้ใส่ใจนัก

ความรู้สึกนี้มันช่างคุ้นเคย แต่ชั่วขณะหนึ่งก็นึกไม่ออกว่าคุ้นเคยกับอะไร

“ท่านปู่ ข้ารู้สึกว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากผืนดินในลานบ้านศิษย์พี่จี้ มันคล้ายกับแปลงนาวิญญาณที่พวกเราปลูกข้าวโพดหยกมรกตเลย”

คนที่พูดคือหวงเฟยหู่ หลานชายของเฒ่าหวง ปีนี้อายุสิบห้าปี อยู่หลอมลมปราณขั้นสองแล้ว

ดูจากสภาพกระแสพลังในร่างเขา ก็อยู่ไม่ไกลจากหลอมลมปราณขั้นสามแล้ว

บำเพ็ญเพียรในสำนักเต๋าของนิกายมีผลสำเร็จขนาดนี้ ดูท่าเฒ่าหวงคงทุ่มเททรัพยากรไปไม่น้อยเพื่อให้เขาบำเพ็ญเพียร

“แปะ!”

เฒ่าหวงตบต้นขาตัวเองฉาดใหญ่ ใช่เลย!

“ลูกพี่อัน เพาะเลี้ยงสำเร็จเมื่อคืนรึ? วิชาเมฆฝนน้อยขั้นสมบูรณ์แบบมีผลแรงขนาดนี้เชียว?”

ลานบ้านของเฒ่าหวงเองก็พรวนดินมาหลายปี แม้จะไม่ค่อยได้ดูแลบ่อยนัก แต่ทุกๆ สองสามวันเคล็ดปฐพีหนากับวิชาเมฆฝนน้อยขั้นช่ำชองก็ต้องร่ายสักรอบ เขาไม่เคยได้ยินศิษย์พี่คนอื่นพูดถึงเลยว่าวิชาเมฆฝนน้อยสามารถเร่งการเพาะเลี้ยงแปลงนาวิญญาณได้

หรือว่าเป็นเพราะฝีมือไม่ถึง ศิษย์พี่พวกนั้นเลยขี้เกียจจะมาแลกเปลี่ยนเรื่องพวกนี้กับข้า? เขาก็พลันรู้สึกว่ารอยยิ้มของศิษย์พี่เหล่านั้นดูเสแสร้งไปบ้าง

จี้อันพยักหน้า พูดอย่างเปิดเผย:

“เพาะเลี้ยงสำเร็จเมื่อคืนจริงๆ ครับ ตอนนั้นข้าก็ตกใจเหมือนกัน”

ลานบ้านไม่มีค่ายกลปกปิด เกษตรกรวิญญาณที่เดินผ่านไปมาต้องมองปราดเดียวก็แยกแยะออกได้แน่นอน

รวมเรือนไผ่เข้าไปด้วย ลานบ้านของเขาก็เกือบครึ่งหมู่ การจะซื้อชุดค่ายกลที่สามารถปกปิดพื้นที่ขนาดนี้ได้ราคาไม่ถูก ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น

เขาไอเบาๆ หนึ่งครั้ง พูดเสริม:

“วิชาเมฆฝนน้อยขั้นสมบูรณ์แบบไม่มีผลขนาดนี้หรอกครับ ต้องบวกเคล็ดปฐพีหนาขั้นสมบูรณ์แบบเข้าไปด้วยถึงจะได้

เคล็ดปฐพีหนาของข้าสมบูรณ์แบบ มาได้สักพักแล้วครับ”

“เฮ้อ คนเทียบคน...”

รอยยิ้มของเฒ่าหวงเต็มไปด้วยความขมขื่น เขาคิดว่าตัวเองเป็นเกษตรกรวิญญาณมาทั้งชีวิต แม้จะไม่ใช่หัวกะทิ ก็ถือว่าเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างดีในบรรดาศิษย์ขั้นหลอมลมปราณของนิกาย

มาดูตอนนี้ ตัวเองอยู่ในโลกแห่งความฝันที่สร้างขึ้นมาอย่างประณีตนานเกินไป เอาแต่เปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่าตัวเอง เป็นกบในกะลาแท้ๆ

ถอนหายใจเสร็จ เฒ่าหวงก็ประสานมือ:

“หลังจากเฟยหู่เข้าสำนัก เดิมทีอยากจะเชิญท่านกับศิษย์พี่เว่ยกินเหล้าสักมื้อ แต่ศิษย์พี่เว่ยไปเมืองเซียนชิงอวิ๋น เลยต้องรอไปก่อน

เมื่อวานข้าได้ยินศิษย์น้องคนอื่นบอกว่าเห็นศิษย์พี่เว่ยที่ตลาดนัดริมทะเลสาบน้ำมรกต เลิกงามยามดีไม่สู้ลงมือทำเลย พวกเราไปภัตตาคารร้อยรสชาติ กินเลี้ยงตอนเที่ยงกัน”

“มิกล้าขัดศรัทธา แต่ภัตตาคารร้อยรสชาติคงไม่ต้องหรอกครับ คนกันเองทั้งนั้น พวกเราไปกินปลวิญญาณที่ศิษย์พี่เหลียงชิวทำก็ได้ครับ”

จี้อันพยักหน้าตกลง เขากำลังอยากจะไปหาเว่ยซงเหนียน ปรึกษาเรื่องหาต้นกล้าผลไม้พอดี

“แบบนั้นได้ยังไง ดูว่าศิษย์พี่เว่ยจะว่ายังไงก่อนเถอะ

ศิษย์น้องตามข้าไปที่พักก่อน ข้าจะเอาของจิปาถะที่เก็บได้สองสามวันนี้ไปขายให้ศิษย์พี่เว่ย”

จี้อันยิ้ม:

“ศิษย์พี่น่าจะซื้อถุงเก็บของได้แล้วนะครับ”

เฒ่าหวงโบกมือปฏิเสธทันที:

“เฮ้ พวกผู้บำเพ็ญเพียรที่ออกไปล่าปีศาจเก็บสมุนไพรบ่อยๆ นั่นแหละถึงต้องการถุงเก็บของ ต่อไปข้าไปอยู่ตระกูลศิษย์พี่เว่ยก็ยังเป็นเกษตรกรวิญญาณ ซื้อถุงเก็บของมันสิ้นเปลือง”

ทั้งสามกลับไปที่พักของเฒ่าหวง หยิบของ ต่างก็ขี่นกยันต์ของตัวเอง มุ่งหน้าไปยังตลาดนัดริมทะเลสาบน้ำมรกต

เว่ยซงเหนียนพักอยู่ใกล้ๆ ตลาดนัดริมทะเลสาบน้ำมรกต ทั้งสามหาเขาเจอแล้ว ก็ไปยังร้านอาหารเล็กๆ ของเหลียงชิว

พอถึงห้องส่วนตัวเล็กๆ ชั้นสอง เฒ่าหวงก็พึมพำ:

“อุตส่าห์อยากจะเลี้ยงของดีๆ ให้พวกศิษย์พี่สักมื้อแท้ๆ”

“พอแล้วน่าเฒ่าหวง อย่าได้คืบจะเอาศอกนักเลย ข้ากลัวเจ้าจะเสียดายเงิน”

เว่ยซงเหนียนยิ้ม คบหากันมาสิบกว่าปี เขายังจะไม่รู้จักอีกฝ่ายอีกรึ!

เฒ่าหวงยิ้มซื่อๆ ชี้ไปที่นอกประตู:

“เฟยหู่ ไปภัตตาคารร้อยรสชาติข้างๆ ซื้อสุราวิญญาณมาสามขวด ไม่สิ ซื้อมาสี่ขวด”

เขาล้วงหินวิญญาณก้อนหนึ่งกับผลึกวิญญาณกำมือหนึ่ง ส่งออกไป

“ได้เลยครับท่านปู่” เฟยหู่ได้ยินว่ามีส่วนของตัวเองด้วย ก็ยิ้มหน้าบานรับหินวิญญาณแล้วเดินออกไป

จี้อันยิ้มขัน เขาละสายตาจากหวงเฟยหู่ แล้วพูดว่า:

“ศิษย์พี่เว่ย ข้าอยากจะซื้อต้นกล้าผลไม้วิญญาณสักสองต้น ท่านพอจะมีเส้นสายด้านนี้ไหมครับ?”

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 42 แปลงนาวิญญาณระดับหนึ่งขั้นล่าง

คัดลอกลิงก์แล้ว