เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 นิกายใจกว้าง

บทที่ 23 นิกายใจกว้าง

บทที่ 23 นิกายใจกว้าง


บทที่ 23 นิกายใจกว้าง

หลี่ฉางเฟิงเก็บจานวัดวิญญาณ มองดูมันอย่างละเอียดหลายครั้ง แล้วพยักหน้าเล็กน้อย:

“ยินดีด้วยศิษย์น้อง เจ้าสามารถแลกเคล็ดปฐพีหนาระดับสี่และรับสิทธิพิเศษของนิกายได้ ตอนนี้เจ้าแสดงวิชาเมฆฝนน้อยได้เลย”

พลังเวทไหลเวียนอย่างเป็นระเบียบในเส้นชีพจรเซียน ตราประทับบนมือเปลี่ยนแปลงอย่างคล่องแคล่ว ท่วงทำนองพิเศษแผ่กระจายไปทั่วท้องฟ้าเหนือลานโล่ง

เมื่อจี้อันโบกแขนเบาๆ เมฆหมอกสีขาวก็รวมตัวกัน ทันใดนั้นสายฝนก็ร้อยเรียงกันราวกับม่านมุก ไอน้ำชื้นแผ่กระจายออกไป

“ดี!”

หลี่ฉางเฟิงเอ่ยชม จากพื้นที่ที่วิชาอาคมครอบคลุม ก็สามารถบอกได้ว่าวิชาบรรลุถึงขั้นช่ำชองแล้ว

นอกจากนี้ เขายังรับรู้ได้ถึงเสน่ห์ที่แตกต่างจากในสายฝนวิญญาณ ดูเหมือนว่าศิษย์น้องผู้นี้จะมีความเข้าใจในวิชาเมฆฝนน้อยที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

ทั้งสองกลับมาที่หอธุการ หลี่ฉางเฟิงประสานมือ:

“ศิษย์น้องรอสักครู่ ข้าขอตรวจสอบดูหน่อยว่าเจ้าจะได้รับสิทธิพิเศษแบบไหน”

“เอ๊ะ ศิษย์พี่ นโยบายสิทธิพิเศษนี่มันไม่เหมือนกันด้วยหรือครับ?”

จี้อันลิงโลดในใจ ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าเขาหน้าจะได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าเฒ่าหวงน่ะสิ

“แน่นอน ศิษย์ที่บรรลุวิชาขั้นช่ำชองตอนอายุสี่สิบ กับศิษย์ที่บรรลุวิชาขั้นช่ำชองตอนอายุยี่สิบ มันจะเหมือนกันได้ยังไง!”

หลี่ฉางเฟิงถือป้ายหยก วางมันลงบนจานวิญญาณสีขาว เพื่ออ่านข้อมูลในป้ายหยก

แววตาของเขาหดลงเล็กน้อยแล้วก็กลับมาเป็นปกติทันที สีหน้าไม่ยินดียินร้าย มองไม่ออกว่ามีอารมณ์ความรู้สึกใดๆ

ส่วนจี้อันก็ได้แต่ยืนคาดเดาอยู่ข้างๆ ว่าตัวเองจะได้ลดราคาเท่าไหร่ วิชาเมฆฝนน้อยของเฒ่าหวงใช้ 500 แต้มผลงาน ผ่อน 10 ปี ของตัวเองลดหน่อย เหลือ 300 แต้มผลงาน ผ่อน 20 ปี ก็ไม่น่าเกลียดมั้ง?!

“ยินดีด้วยศิษย์น้องจี้” หลี่ฉางเฟิงคืนป้ายหยกให้:

“ตามกฎของนิกาย ศิษย์น้องแลกเคล็ดวิชาระดับสี่สองแขนง แต่ละแขนงใช้เพียง 200 แต้มผลงานเท่านั้น”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ:

“และสามารถแบ่งจ่ายได้ 40 ปี”

เชี่ย... นิกายใจกว้างชะมัด

ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับนิกายของจี้อันเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน 200 แต้มผลงาน เทียบเท่ากับ 10 หินวิญญาณ ราคาไม่ถูกเลย แต่ดันผ่อนได้ 40 ปี ความหมายมันก็เปลี่ยนไปเลยสิ

ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงปัญหาโลกแตกข้อหนึ่งขึ้นมา ตอนที่คุยกับเฒ่าหวงดันลืมถามไป

“ศิษย์พี่ ถ้าข้าแบ่งจ่าย 40 ปี ต้องจ่ายแต้มผลงานเพิ่มหรือเปล่าครับ?”

“ไม่จำเป็น การให้รางวัลบุคลากรของนิกาย ใจกว้างเสมอมา เซ็นสัญญาเสร็จ ศิษย์น้องก็เอาเคล็ดวิชาไปได้เลย

แต่มีกฎสำคัญข้อหนึ่งข้าต้องย้ำอีกครั้ง ห้ามศิษย์แลกเปลี่ยนแผ่นยันต์หยกกันเองเด็ดขาด ห้ามนำเคล็ดวิชาหรือเคล็ดเต๋าไปขายนอกนิกาย หากมีการรั่วไหล จะถูกส่งไปเหมืองแร่”

“ข้าย่อมปฏิบัติตามกฎของนิกายแน่นอน”

สีหน้าเคร่งขรึมของหลี่ฉางเฟิงหายไป รอยยิ้มของเขาทำให้คนรู้สึกอบอุ่นราวกับอาบไล้สายลมวสันต์:

“ศิษย์น้อง เจ้าคิดจะแบ่งจ่ายกี่ปีล่ะ?”

นี่ต้องถามด้วยเรอะ ก็ต้องระยะยาวที่สุดสิ!

'เงินกู้' ปลอดดอกเบี้ยแบบนี้ ต้องสมองโดนลาเตะเท่านั้นแหละถึงจะขอลดระยะเวลาผ่อน

“40 ปี!”

200 แต้มผลงาน แบ่งจ่าย 40 ปี ปีละ 5 แต้ม สองวิชาก็แค่ปีละ 10 แต้ม ไม่มีความกดดันเลย

“ดีมาก เคล็ดวิชาระดับสี่ไม่มีสำเนาอยู่ที่หอหลัก ศิษย์น้องตามข้าไปเอาแผ่นยันต์หยกที่หอตำราเลยดีกว่า จะได้เซ็นสัญญาไปทีเดียวเลย”

จี้อันย่อมไหลตามน้ำอยู่แล้ว:

“รบกวนศิษย์พี่นำทาง ข้ายังไม่เคยไปหอตำราเลย จะได้ไปเปิดหูเปิดตาสักหน่อย”

หลี่ฉางเฟิงเดินนำหน้า จี้อันเดินตามหลังเว้นระยะครึ่งช่วงตัว

“ข้ารู้สึกถูกชะตากับศิษย์น้องตั้งแต่แรกเห็น ต่อไปถ้าศิษย์น้องเจอปัญหาอะไร ก็มาหาข้าที่หอธุการได้เลย

หลี่ฉางเฟิงอย่างข้า ในหมู่ศิษย์ขั้นหลอมลมปราณ ก็ยังพอมีหน้ามีตาอยู่บ้าง”

พูดจบ เขาก็หยิบป้ายหยกขนาดเท่าฝ่ามือออกมาอันหนึ่ง:

“ข้ามาจากตระกูลหลี่แห่งเขาลิงขาว ตระกูลของข้ามีร้านค้าอยู่สองสามร้านในเมืองเซียนชิงอวิ๋น ศิษย์น้องใช้ของสิ่งนี้ไปที่ร้าน จะได้รับส่วนลดเล็กน้อย”

“ขอบคุณศิษย์พี่ที่เมตตา จี้อันขอน้อมรับไว้ด้วยความไม่เกรงใจ ต่อไปหากศิษย์พี่มีอะไรให้ข้ารับใช้ ก็สั่งมาได้เลย”

จี้อันรับป้ายหยกมาอย่างไม่เคอะเขิน ศิษย์พี่อุตส่าห์ให้หน้า เขาไม่รับก็เท่ากับไม่ไว้หน้า

ส่วนเรื่องอนาคต เรื่องไหนช่วยได้ก็ช่วย เรื่องไหนช่วยไม่ได้ก็ช่วยส่งเสียงเชียร์สักสองสามที มันก็แค่การตอบแทนน้ำใจกันไปมา

ตระกูลหลี่แห่งเขาลิงขาวเขาไม่เคยได้ยินชื่อ แต่ชื่อของเมืองเซียนชิงอวิ๋นเขารู้จักดี

เมืองเซียนแห่งนี้ตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่างสามนิกายคือ นิกายจินหลิง หุบเขาเมเปิ้ลร่วง และ เขาหยวนเหอ สร้างอยู่บนเส้นชีพจรวิญญาณระดับสองขั้นกลาง มีตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากอาศัยอยู่ที่นั่น อิทธิพลต่างๆ สลับซับซ้อน ไม่มีขุมกำลังใดสามารถยึดครองที่นี่ไว้ได้เพียงลำพัง

ดังนั้น ทั้งสามนิกายจึงร่วมมือกับตระกูลต่างๆ สร้างเมืองเซียนขนาดมหึมาขึ้นมา ว่ากันว่าที่นั่นเลี้ยงชีพผู้บำเพ็ญเพียรอิสระอยู่ถึงแสนกว่าคน

นิกายกินเนื้อ ตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรแทะกระดูก ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระได้ซดน้ำแกง ทุกคนก็ยังอยู่ร่วมกันได้โดยสงบ

สีหน้าของหลี่ฉางเฟิงอ่อนโยนลงอีกหลายส่วน:

“ศิษย์น้องอายุยังน้อย แต่กลับมีความสำเร็จในวิถีแห่งวิชาเพาะปลูกถึงเพียงนี้ ศิษย์พี่ขออวยพรให้ศิษย์น้องได้เป็นเกษตรกรวิญญาณระดับสูงในเร็ววัน”

ตระกูลหลี่แห่งเขาลิงขาวเริ่มต้นมาจากสวนสมุนไพร การผูกมิตรกับเกษตรกรวิญญาณที่มีแววรุ่งจึงเป็นสัญชาตญาณของเขา ไม่อย่างนั้นทั้งที่เขามีที่ไปที่ดีกว่านี้ ทำไมถึงยอมมาอยู่ที่หอธุการล่ะ?

ทั้งสองมาถึงหอตำรา จี้อันได้รับแผ่นยันต์หยกและเซ็นสัญญาเรียบร้อย ก็กล่าวคำอำลา

หลี่ฉางเฟิงกำชับว่า:

“ศิษย์น้องจำไว้ว่าต้องจ่ายแต้มผลงานคืนก่อนวันครบรอบในปีหน้า ไม่อย่างนั้นนิกายจะมีบทลงโทษ”

“ขอบคุณศิษย์พี่ที่เตือนครับ”

ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าย้อมเมฆาจนเป็นสีเพลิง

“อ๊า...”

“ตู้ม!”

ร่างหนึ่งร่วงจากกลางอากาศลงสู่ทะเลสาบ น้ำกระจายเป็นวงกว้าง

จี้อันโผล่หัวขึ้นมาจากน้ำ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังมาเป็นระลอก

“ฮ่าฮ่า ศิษย์น้อง ท่าตกน้ำของเจ้าช่างสง่างามจริงๆ

เห็นแก่ที่เจ้าทำให้ข้าอารมณ์ดีขนาดนี้ เรื่องที่ทำให้ฝูงปลาแตกตื่นข้าจะไม่ถือสาเจ้าแล้วกัน”

ท่ามกลางเสียงจ้ำพาย “จ๋อมแจ๋ม” เรือลำเล็กก็ลอยเข้ามา พร้อมกับยื่นลำไผ่สีเขียวมรกตลงมา

จี้อันคว้าลำไผ่ปีนขึ้นไปบนเรือ พอเห็นชัดว่าเป็นใคร ก็ประสานมือคารวะ:

“นับเป็นเกียรติของข้า ที่ทำให้ศิษย์พี่เหลียงมีความสุขได้”

“เจ้ารู้จักข้าด้วยรึ?”

“ข้าเคยไปร้านปลาของศิษย์พี่กับศิษย์พี่เว่ยซงเหนียน 'ปลาหนึ่งตัวสี่อย่าง' ของศิษย์พี่ อร่อยเลิศล้ำจริงๆ

นกยันต์ที่ศิษย์พี่เว่ยมอบให้ก็หมดอายุขัยพอดี วันนี้ได้มาเจอศิษย์พี่ วาสนานี่มันช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ”

จี้อันหัวเราะเยาะตัวเอง ถอดชุดคลุมเต๋าออกมาบิดน้ำ แล้วก็สวมกลับไปใหม่

วันนั้นอีกฝ่ายโผล่หัวออกมา เขามองเห็นรอยแผลเป็นบนหน้าผากชัดเจน เลยจำรูปร่างหน้าตาของอีกฝ่ายได้

เหลียงชิวโยนลำไผ่ทิ้ง ทำหน้าอยากรู้อยากเห็นเต็มที่ แล้วพูดว่า:

“เรื่องเป็นไงมาไง ศิษย์น้องเล่ามาละเอียดๆ ซิ”

จี้อันหน้าขมขื่น เล่าเรื่องนกยันต์ให้ฟังหนึ่งรอบ แล้วถอนหายใจ:

“ศิษย์น้องอย่างข้าโลภไปหน่อย กะว่าน่าจะพอบินกลับถึงที่พักได้แบบเฉียดฉิว ไม่นึกเลยว่า...”

ชีวิตคนเราก็แบบนี้ ไม่โดนคนอื่นหัวเราะเยาะ ก็ไปหัวเราะเยาะคนอื่นบ้าง เขาเป็นคนหน้าหนาพอ แถมสภาพจิตใจก็ดี เลยไม่ถือสาที่เหลียงชิวจะมาซ้ำเติม

ถ้าสลับสถานการณ์กัน เขาคงหัวเราะได้ดังกว่าอีกฝ่ายอีก

“ศิษย์พี่เว่ยไม่ค่อยให้ของคนอื่นนะ ปกติมาซื้อกระเพาะปลาของข้า แค่ผลึกวิญญาณเดียวแกยังต่อรองตั้งครึ่งวัน”

เหลียงชิวหยุดยิ้ม แล้วพูดว่า:

“ศิษย์น้อง อีกเดี๋ยวก็จะมืดแล้ว จะให้ไปส่งเจ้ากลับที่พักคงไม่ทัน เอาเป็นว่าเจ้ากลับไปที่ตลาดนัดริมทะเลสาบน้ำมรกตกับข้าก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกทีเป็นไง?”

“รบกวนศิษย์พี่แล้ว ถ้าไม่ได้ท่าน ข้าคงต้องว่ายน้ำกลับ”

จี้อันประสานมือขอบคุณ แล้วช่วยพายเรือ

เขาลอบมองปลาที่จับได้ เห็นปลาคาร์ปสีทองยาวประมาณหนึ่งฉื่ออยู่หลายตัว ก็เอ่ยชมว่า:

“ศิษย์พี่จับปลาได้เยอะเลย!”

เขาไม่รู้จักปลวิญญาณหรอก แต่ชมไว้ก่อนไม่เสียหาย

เหลียงชิวยิ้มอย่างภาคภูมิใจเล็กน้อย:

“ข้าก็อาศัยฝีมือตกปลวิญญาณนี่แหละถึงได้มีที่ยืนในนิกาย รอข้าเก็บแต้มผลงานได้พอเมื่อไหร่ ก็จะไปเช่าบ่อปลามาเลี้ยงปลวิญญาณแล้วล่ะ”

ขณะที่พูด ดวงตาของเขาก็เป็นประกายวาววับ

จี้อันมองดูผิวของเขาที่คล้ำแดงเพราะตากแดดมาเป็นเวลานาน พยักหน้าแล้วยิ้ม

ชีวิตคนเราขอแค่ไม่ขมขื่นก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่ยังมีความหวัง

เหลียงชิวเริ่มร้องเพลงพื้นบ้านที่ไม่รู้จักชื่อ บนผิวน้ำมีนกกระยางบินโฉบไปมาเป็นระยะ ศิษย์นิกายนั่งนกยันต์และนกกระเรียนเซียนบินผ่านไป ทิ้งไว้เพียงเงาดำทะมึนตัดกับแสงอาทิตย์อัสดง

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 23 นิกายใจกว้าง

คัดลอกลิงก์แล้ว