- หน้าแรก
- จอมปราชญ์สรรพวิชา เริ่มต้นจากวิชาเมฆฝนน้อย
- บทที่ 19 เคล็ดโลหะแหลมคม
บทที่ 19 เคล็ดโลหะแหลมคม
บทที่ 19 เคล็ดโลหะแหลมคม
บทที่ 19 เคล็ดโลหะแหลมคม
กลางคืนไม่เหมาะกับการบิน จี้อันเลยตัดสินใจจะพักค้างแรมหนึ่งคืนที่ลานว่างด้านนอกหอธุรการ
ดวงจันทร์สุกสว่างอยู่บนท้องฟ้า สาดแสงนวลกระจ่างลงบนใบหน้าของเขา
เขานั่งขัดสมาธิบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชา ไม่ยอมเสียเวลาบำเพ็ญเพียรไปแม้แต่น้อย
ค่ำคืนเย็นเยียบดุจสายน้ำ หลังจากถอนตัวจากการบำเพ็ญเพียร จี้อันก็เริ่มฝึกฝนวิชาอาคม
วิชาใหม่สองวิชาที่เพิ่งได้มายากกว่าวิชาเมฆฝนน้อยอยู่บ้าง คาถาเพลิงอัคคีต้องร่ายอยู่สามสี่ครั้งถึงจะสำเร็จขั้นแรกเริ่ม
ส่วนเคล็ดโลหะแหลมคมใช้เวลาไปครึ่งชั่วยามก็ยังไม่เข้าสู่ขั้นแรกเริ่ม ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความท้าทายเป็นครั้งแรก
ข้าไม่เชื่อโว้ย แค่วิชาเพาะปลูกขั้นแรกเริ่มมันจะไปยากแค่ไหนกันเชียว!
ความล้มเหลวกลับกระตุ้นความหยิ่งทะนงในตัวจี้อัน เขานั่งศึกษาเคล็ดวิชาทีละตัวอักษร ร่ายวิชาลองผิดลองถูกอย่างต่อเนื่อง และค่อยๆ เข้าใจว่าความยากของวิชานี้อยู่ตรงไหน
วิชาอีกสี่วิชานั้น แทบไม่ต้องการการควบคุมการปล่อยพลังเวทที่ละเอียดอ่อนเลย
เคล็ดโลหะแหลมคมต้องการให้ผู้ร่ายควบคุมพลังเวทอย่างละเอียดลอออย่างมาก ต้องแยกพลังเวทออกเป็นสายพลังวิญญาณธาตุทองแล้วปลดปล่อยออกไป แถมยังต้องการความแข็งแกร่งของเจตจำนงในระดับสูงด้วย
ความยากมันคนละระดับกันเลย
แม้ว่าในเคล็ดวิชาจะมีคำอธิบายอย่างละเอียด แต่ระยะห่างระหว่าง "รู้" กับ "ทำได้" มันช่างไกลกันราวฟ้ากับเหว
ความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ได้ทำให้จี้อันท้อแท้ ในชาติก่อนตอนที่เขาเป็นพนักงานขายของบริษัทประกันแห่งหนึ่ง การออกไปพบลูกค้าหลายร้อยคนโดยที่ปิดยอดไม่ได้เลยสักรายก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
เต่าหินคือที่พึ่งของเขา มันสามารถช่วยเขาประหยัดเวลาได้มหาศาล ทำให้เติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น
แต่ตัวเขาเองจะต้องไม่เป็นไอ้ขยะที่พอไม่มีสูตรโกง ก็ไร้ประโยชน์เด็ดขาด ไม่ใช่แน่นอน
เขายังจำได้ชัดเจนว่า เขาได้รับเต่าหินมาหลังจากที่เขาใช้กำลังของตัวเองเปิดเส้นชีพจรเซียนได้สำเร็จ
บางทีสภาพจิตใจของเขาในตอนนี้อาจสอดคล้องกับเจตจำนงของเคล็ดวิชาธาตุทอง ทำให้เขาร่ายวิชาได้คล่องแคล่วขึ้นเรื่อยๆ
ทอง คือความคมกล้า
ท่ามกลางความมืด เด็กหนุ่มสรุปประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง ความผิดพลาดก็น้อยลงเรื่อยๆ
พลังเวทในร่างถูกใช้จนหมด จี้อันหยิบยาเม็ดหน่อเหลืองออกมาหนึ่งเม็ดโดยไม่ลังเล โคจรคัมภีร์ตาน้ำใสหลอมพลังวิญญาณจากยาเม็ดให้กลายเป็นพลังเวท
ดวงจันทร์คล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก และยังถูกเมฆดำก้อนหนึ่งบดบัง โลกยิ่งมืดมนลง
ในตอนนั้นเอง แสงสีทองหลายสายก็ส่องประกายออกมาจากปลายนิ้วของจี้อัน ทะลวงผ่านความมืดมิดอันลึกล้ำ ส่องสว่างให้ดวงตาอันลุ่มลึกของเขา
“ท่านเต๋าอย่างข้าทำสำเร็จแล้ว!”
จี้อันหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง เรื่องในโลกนี้มันมีอะไรง่ายหรือยากด้วยหรือ?
เมฆดำลอยหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แสงจันทร์ส่องทะลุผ่านใบไม้ ทิ้งรอยด่างดวงของแสงไว้เบื้องหน้าจี้อัน ราวกับเงาสะท้อนของดวงดาวบนฟากฟ้า
ด้วยความตื่นเต้นเกินไป จี้อันเลยไม่นอนแม่งเลย เขาหยิบแผ่นยันต์หยกของวิชาเมฆฝนน้อยระดับสามขึ้นมาแปะไว้ที่หน้าผาก
หนึ่งเค่อต่อมา (15 นาที) เขาลิ้มรสความแตกต่างระหว่างเคล็ดวิชาระดับสามที่สืบทอดมากับสิ่งที่ตัวเองทำความเข้าใจได้เอง สรุปว่าวิธีคิดของตนเองตรงไหนที่ต้องปรับปรุง
ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นทีละน้อย แสงอาทิตย์กวาดจากยอดเขาลงมายังกลางเขา ฉาบไล้ใบหน้าของจี้อันเป็นสีทอง
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย จิตใจเชื่อมโยงกับเต่าหิน ตัวอักษรที่ชัดเจนก็ปรากฏขึ้นในหัว
【ผู้ควบคุม : จี้อัน】
【มนต์เสน่ห์แห่งเต๋า : 0】
【พลังวิญญาณพื้นฐาน : พลังขั่น (น้ำ) 18.5 พลังคุน (ดิน) 11.7 พลังซวิ่น (ไม้) 3.7】
【วิชา : วิชาเมฆฝนน้อย (เชี่ยวชาญ 2%)
เคล็ดปฐพีหนา (เชี่ยวชาญ 1%)
เคล็ดเถาเหี่ยวเถาเริงร่า (เชี่ยวชาญ 1%)
คาถาเพลิงอัคคี (แรกเริ่ม 1%)
เคล็ดโลหะแหลมคม (แรกเริ่ม 2%)】
เขาเข้าใจแก่นแท้ของวิชาเมฆฝนน้อยระดับสามได้แล้วห้าหกส่วน หากต้องการทำความเข้าใจในระดับที่ลึกขึ้น ก็ต้องลงมือปฏิบัติจริงแล้ว
หลอมพลังขั่น 10 แต้ม!
เหตุผลที่ไม่ "ออล-อิน" ก็เพราะว่าถ้าวิชาเมฆฝนน้อยบรรลุถึงระดับสี่ พลังเวทในร่างของเขาอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการในช่วงที่ธัญพืชวิญญาณออกรวง
เมื่อความคิดของเขาขยับ เจตจำนงก็ถูกดึงเข้าไปในมิติเต่าหิน ฝึกฝนวิชาเมฆฝนน้อยซ้ำแล้วซ้ำเล่าในตำแหน่งขั่น
ความเข้าใจทีละน้อยไหลผ่านเข้ามาในใจ เขาตระหนักรู้ถึงเคล็ดวิชาระดับสามได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ตัวเลขพลังขั่นลดลงอย่างต่อเนื่องเหมือนน้ำในนาฬิกาทราย ความเข้าใจในวิชาเมฆฝนน้อยของเขาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อพลังขั่น 10 แต้มถูกใช้จนหมด เจตจำนงของจี้อันก็ถอนตัวออกจากมิติเต่าหิน
【วิชา : วิชาเมฆฝนน้อย (เชี่ยวชาญ 2→ 31%)】
การหลอมพลังขั่น 10 แต้มใช้เวลาเพียงชั่วพริบตา ในสายตาคนอื่น จี้อันแค่กะพริบตาไปครั้งหนึ่งเท่านั้น
มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อย: กลายเป็นตัวตลกซะแล้ว ข้าก็นึกว่าพลังขั่นมากมายขนาดนี้น่าจะพอผลักดันวิชาเมฆฝนน้อยไปถึงระดับสี่ได้ ที่แท้ยังห่างไกลนัก
เขาไม่ได้ผิดหวัง ธัญพืชวิญญาณถึงช่วงออกรวงแล้ว ต้องร่ายฝนทุกวัน บวกกับพลังขั่นที่ได้รับในแต่ละวัน ขอแค่เขาคิด ไม่นานก็สามารถอัปเกรดวิชาอาคมไปถึงขั้นช่ำชองได้
วิชาเมฆฝนน้อยขั้นช่ำชอง สามารถเพิ่มผลผลิตได้ประมาณสามส่วน
เคล็ดปฐพีหนาขั้นช่ำชอง เพิ่มผลผลิตได้สองส่วน
เคล็ดเถาเหี่ยวเถาเริงร่าขั้นช่ำชอง เพิ่มผลผลิตได้สามส่วน
จี้อันขี่นกยันต์ ออกจากหอธุรการ มุ่งตรงไปยังตลาดนัดริมทะเลสาบน้ำมรกต เพื่อไปหาเว่ยซงเหนียน
“ศิษย์พี่เว่ย เอายาเม็ดหน่อเหลืองยี่สิบเม็ด!”
ตอนนี้เขากระเป๋าหนักแล้ว การมีหินวิญญาณก็ต้องใช้จ่ายออกไปเพื่อเปลี่ยนเป็นความแข็งแกร่งคือทางเลือกที่ดีที่สุด
“ฮ่าฮ่า ศิษย์น้องมาอุดหนุนข้าอีกแล้ว ดีเลย”
ในใจของเว่ยซงเหนียนประหลาดใจอย่างมาก คิดไม่ตกว่าศิษย์น้องคนนี้ไปเอาหินวิญญาณมาจากไหน
แต่เขาก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมาแม้แต่น้อย ยื่นขวดยากระเบื้องสองใบส่งไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
จี้อันนับยาเม็ดแล้วเก็บเข้าอก หยิบหินวิญญาณออกมาสองก้อนแล้วพูดว่า:
“ต่อไปข้าคิดว่าจะเรียนวิชาของนักสร้างยันต์ ศิษย์พี่มีคำแนะนำอะไรบ้างไหม?”
พรสวรรค์ของตัวเองก็ถือว่าไม่เลว แถมยังมีเต่าหินเป็นที่พึ่ง นักสร้างยันต์นี่มันอาชีพที่เกิดมาเพื่อเขาชัดๆ
เว่ยซงเหนียนรับหินวิญญาณมา สีหน้าลำบากใจ:
“ศิษย์น้อง ถ้าเจ้าคิดจะขายยันต์วิชาเพาะปลูกล่ะก็ ช่องทางจำหน่ายน่าเป็นห่วงอยู่นะ”
นักสร้างยันต์สามารถวาดได้เฉพาะวิชาที่ตัวเองใช้เป็นเท่านั้น ถ้าอีกฝ่ายอยากจะขาย ก็ทำได้แค่ขายยันต์วิชาเพาะปลูก
ยกตัวอย่างวิชาเมฆฝนน้อย ช่วงที่ธัญพืชวิญญาณออกรวงก็ต้องร่ายฝนทุกวัน สมุนไพรวิญญาณก็ต้องร่ายฝนทุกสองสามวัน
วิชาเพาะปลูกมันไม่เหมาะจะเอามาทำเป็นยันต์เลย ขายแพงก็ไม่มีคนซื้อ ขายถูกก็ไม่คุ้มต้นทุน
“ศิษย์พี่ ข้าหมายถึงอนาคต อนาคตโว้ย!”
จี้อันถึงกับพูดไม่ออก ถ้าขนาดวิชาเพาะปลูกยังต้องซื้อยันต์มาใช้ เกษตรกรวิญญาณจะไปหาผลึกวิญญาณห่าอะไรได้
“เหอๆ” เว่ยซงเหนียนยิ้ม “ศิษย์น้องมองการณ์ไกลดี”
เขาหยุดยิ้ม แล้วพูดอย่างจริงจังว่า:
“ถ้าศิษย์น้องมีพรสวรรค์ในการเรียนวิชาโจมตีด้วย การเตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
ตามที่ข้าเห็นนะ ศิษย์น้องลองเริ่มจากเรียนวิธีทำกระดาษยันต์กับผสมหมึกยันต์ดูก่อนสิ
แบบนี้ ถึงแม้จะไม่มีพรสวรรค์ด้านนักสร้างยันต์ อย่างน้อยศิษย์น้องก็ได้วิชาติดตัวเพิ่มอีกอย่าง
เกษตรกรวิญญาณปลูกหญ้ายันต์เองได้อยู่แล้ว ต้นทุนการทำกระดาษยันต์ก็จะยิ่งต่ำลง”
เว่ยซงเหนียนหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อว่า:
“การสืบทอดวิชานักสร้างยันต์ต้องใช้แต้มผลงานไม่น้อย แต่การเรียนทำกระดาษยันต์ขั้นต้นกับการผสมหมึกยันต์ใช้แต้มผลงานน้อยกว่ามาก ข้าจำได้ว่าแค่ยี่สิบแต้มผลงานเอง”
“ขอบคุณศิษย์พี่มาก” จี้อันขอบคุณจากใจจริง
“พี่น้องกันเอง เกรงใจอะไรกัน
ถ้าศิษย์น้องทำกระดาษยันต์กับหมึกยันต์ออกมาได้ ก็เอามาให้ข้าช่วยขายได้นะ
กระดาษยันต์ธรรมดากำไรน้อย แต่กระดาษยันต์ระดับพรีเมียมเป็นที่ต้องการของตลาดมาก กำไรงามเลยล่ะ”
จี้อันขอบคุณอีกครั้ง กล่าวลา แล้วขี่นกยันต์บินกลับเรือนไผ่ในหุบเขา
เมื่อถึงบ้าน เขาเทของในอกออกมาทั้งหมด เพื่อนับสมบัติที่มี
ออกไปสองวัน ยืมหินวิญญาณมาได้เจ็ดก้อน
แลกแต้มผลงาน ซื้อยาเม็ด รวมแล้วใช้ไปสามหินวิญญาณกับหกสิบผลึกวิญญาณ
นับรวมผลึกวิญญาณกับยาเม็ดที่เหลือจากก่อนหน้านี้ ตอนนี้ในมือเขามีสี่หินวิญญาณ ยี่สิบผลึกวิญญาณ และยาเม็ดหน่อเหลืองอีกยี่สิบเอ็ดเม็ด
แน่นอน ยังมีหนี้อีกสิบแปดหินวิญญาณด้วย
ถ้าไม่นับเรื่องหนี้สิน จี้อันกำลังคิดว่าทรัพยากรในมือเขาตอนนี้ จะพอให้ทะลวงถึงหลอมลมปราณขั้นสี่ได้หรือไม่
ออกจะเสี่ยงไปหน่อย แต่ถ้ารวมผลเก็บเกี่ยวธัญพืชวิญญาณภายในหนึ่งปีนี้เข้าไปด้วย ก็ไม่แน่
เขาเก็บข้าวของเงินทอง กลืนยาเม็ดหน่อเหลืองหนึ่งเม็ด แล้วเริ่มบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชา
(จบตอน)