- หน้าแรก
- จอมปราชญ์สรรพวิชา เริ่มต้นจากวิชาเมฆฝนน้อย
- บทที่ 11 บรรยายธรรม วิถีแห่งเต๋า
บทที่ 11 บรรยายธรรม วิถีแห่งเต๋า
บทที่ 11 บรรยายธรรม วิถีแห่งเต๋า
บทที่ 11 บรรยายธรรม วิถีแห่งเต๋า
เสียงระฆังที่ใสกังวานดังขึ้น จี้อันก็รู้สึกจิตใจพลันตื่นตัว เขารู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าไปทั้งร่าง สบายตัวเหมือนกับตอนที่กำลังบำเพ็ญเพียรวิชาเลย
มันเป็นศาสตราวุธวิเศษประเภทคลื่นเสียงนี่เอง อาจารย์ลุงช่างใจกว้างจริงๆ
เขาเคยได้ยินมาว่า ผู้บำเพ็ญเพียรสามารถใช้ศาสตราวุธวิเศษประเภทดนตรีบรรเลงเสียงสวรรค์ออกมาได้ และหลังจากที่ได้ฟังแล้วก็จะได้รับผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป
เห็นได้ชัดว่า ผลลัพธ์ของระฆังหยกนี้ก็คือการทำให้จิตใจสงบและเพิ่มความตื่นตัวของความคิด ซึ่งมันก็จะช่วยให้เหล่าศิษย์สามารถซึมซับความรู้ได้เร็วยิ่งขึ้น
จี้อันจ้องมองระฆังหยกบนโต๊ะอย่างพินิจพิเคราะห์ มันมีโครงเป็นทองแดงแดงซึ่งขับเน้นสีเขียวของระฆังหยกให้โดดเด่นยิ่งขึ้น บนตัวระฆังก็สลักอักขระยันต์ขนาดเท่าเมล็ดข้าวไว้จนเต็ม
เมื่อมองทะลุผ่านตัวระฆังที่กึ่งโปร่งแสงเข้าไป ก็จะเห็นลวดลายละเอียดๆ ที่ถักทอไขว้กันไปมาอยู่ภายในระฆังหยก มันน่าจะเป็นอาคมที่ฝังอยู่ภายในศาสตราวุธวิเศษ
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมศิษย์พี่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ถึงได้ให้ความเคารพนับถืออาจารย์ลุงฉินถึงขนาดนี้ ศาสตราวุธวิเศษประเภทดนตรีน่ะ ทุกครั้งที่ใช้งานมันก็จะสิ้นเปลืองอายุการใช้งานของศาสตราวุธวิเศษไปด้วย ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นมาบรรยายธรรม ใครมันจะไปยอมใช้ศาสตราวุธวิเศษเพื่อช่วยให้ศิษย์รุ่นเยาว์ตื่นตัวกัน!
ฉินเหยียนสะบัดแขนเสื้อทีหนึ่ง ประตูใหญ่ของหอสดับเต๋าก็ค่อยๆ ปิดลง การบรรยายธรรมเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
“วิชาบำเพ็ญเพียรหลักที่พวกเจ้าได้รับมานั้นจะแตกต่างกันไปตามหอที่ถูกจัดสรรไป แต่โดยทั่วไปแล้วก็หนีไม่พ้น คัมภีร์ตาน้ำใส คัมภีร์อัคคีปิ่ง หรือ คัมภีร์ปฐพีคุน หนึ่งในสามนี้หรอก
แค่เพียงอาศัยวิชาบำเพ็ญเพียรเหล่านี้ ก็เพียงพอที่จะให้พวกเจ้าบำเพ็ญเพียรไปจนถึงขั้นสร้างรากฐานได้แล้ว ที่นิกายเลือกวิชาบำเพ็ญเพียรเหล่านี้ให้มันก็มีความหมายลึกซึ้งอยู่
วิชาบำเพ็ญเพียรทั้งสามนี้ไม่ใช่วิชาบำเพ็ญเพียรที่ดีที่สุดในขั้นหลอมลมปราณ แต่มันเป็นวิชาบำเพ็ญเพียรที่เหมาะสมกับสถานการณ์ความเป็นจริงของนิกายมากที่สุด
เอาล่ะ ตอนนี้ข้าจะเริ่มจากคัมภีร์ตาน้ำใสก่อน จะค่อยๆ วิเคราะห์ความลึกล้ำของวิชาบำเพ็ญเพียรเหล่านี้ให้พวกเจ้าฟังทีละอย่าง พร้อมทั้งอธิบายเคล็ดลับในการบำเพ็ญเพียรด้วย
ซึ่งข้าจะอธิบายเนื้อหาของเคล็ดวิชาในชั้นที่หนึ่ง สอง และสามอย่างละเอียด และจะพูดถึงเคล็ดลับของเคล็ดวิชาตั้งแต่ชั้นที่สี่ขึ้นไปคร่าวๆ...”
จี้อันรีบเงี่ยหูฟังทันที ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงมาอธิบายวิชาบำเพ็ญเพียรในขั้นหลอมลมปราณในมุมมองแบบภาพรวม ทั้งมุมมองและจุดยืนของเขาก็ทำให้จี้อันตาสว่างวาบขึ้นมาทันที เขาได้เรียนรู้เคล็ดลับที่เป็นประโยชน์ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบำเพ็ญเพียรได้ถึงหลายอย่างเลยทีเดียว
เคล็ดลับพวกนี้ ถ้าหากต้องให้เขาไปคลำทางเอาเอง ก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะค้นพบ
เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจในใจอีกครั้ง: “ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมพวกผู้ฝึกตนสันโดษถึงได้แสดงท่าทีเคารพนบนอบต่อหน้า แต่ลับหลังกลับเกลียดชังศิษย์นิกายนัก นี่มัน... อิจฉากันล้วนๆ เลยนี่หว่า”
การที่มีอาจารย์คอยถ่ายทอดเต๋าและไขข้อข้องใจให้ มันช่วยลดโอกาสที่ศิษย์จะเดินผิดทางไปได้มากโขเลย
พอประหยัดเวลาที่ต้องไปนั่งงมโข่งเองแล้ว ศิษย์นิกายก็เลยมีเวลาไปบำเพ็ญเพียรวิชาและยกระดับพลังได้มากขึ้น
พ่อของเจ้าของร่างเดิมก็เคยมีครั้งหนึ่งที่เพราะไม่สามารถเข้าใจแก่นแท้ของวิชาบำเพ็ญเพียรได้ ทำให้ต้องเสียเวลาไปเกือบครึ่งปีโดยที่ไม่มีอะไรคืบหน้าเลย
สุดท้ายก็ยังต้องยอมเสียค่าตอบแทนไปจำนวนหนึ่ง เพื่อไปเชิญผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงมาอธิบายให้ฟัง ถึงจะสามารถฝึกวิชาบำเพ็ญเพียรนั้นจนสำเร็จได้
ฉินเหยียนใช้เวลาอธิบายวิชาบำเพ็ญเพียรไปทั้งหมดหนึ่งชั่วยามครึ่ง (3 ชั่วโมง) การอธิบายที่ลึกซึ้งแต่เข้าใจง่ายของเขา ทำให้ศิษย์ทุกคนที่มาฟังต่างก็รู้สึกว่าได้รับประโยชน์ไปไม่น้อยเลย
ศิษย์พี่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ก็ไม่รู้ไปยกเอากาน้ำชาที่อบอวลไปด้วยพลังปราณวิญญาณมาจากไหน เอามาวางไว้บนโต๊ะ:
“อาจารย์ลุง ดื่มชาวิญญาณสักถ้วยให้ชุ่มคอหน่อยเถอะ”
“หลานศิษย์หลี่ช่างใส่ใจจริงๆ”
“อาจารย์ลุงเกรงใจเกินไปแล้ว” หลี่ฉางเฟิงยิ้มเล็กน้อย แล้วก็ถอยลงจากแท่นสูงไป
กลิ่นหอมจางๆ ถูกสูดเข้าไปในร่างกาย จี้อันรู้สึกได้เพียงแค่น้ำลายสอ ไหลลงคออึกๆ
เขาเผลอกลืนน้ำลายเอื๊อกอย่างห้ามไม่อยู่
พอชาวิญญาณตกถึงท้อง มันก็จะถูกหลอมกลั่นกลายเป็นพลังเวทได้อย่างรวดเร็ว ทำเอาเขาตาลุกวาวด้วยความอยากได้จริงๆ
ฉินเหยียนจิบชาวิญญาณไปอึกหนึ่ง กระแอมให้คอโล่ง แล้วก็พูดต่อ:
“คุณสมบัติของคนส่วนใหญ่ ก็ล้วนแต่อยู่ในระดับกลาง ระดับล่าง แถมยังไม่มีใครคอยช่วยเหลือ ขาดแคลนพลังสนับสนุนจากภายนอกอย่างเม็ดยา อาหารวิญญาณ ทำได้เพียงอาศัยการบำเพ็ญเพียรวิชาเพื่อดูดซับพลังปราณวิญญาณฟ้าดินมาเพิ่มระดับพลังเท่านั้น ซึ่งประสิทธิภาพมันต่ำมาก”
“ในขณะเดียวกัน พวกเราก็ยังจำเป็นต้องฝึกฝนวิชา ใช้วิชาเพื่อช่วยตัวเองในการหาผลึกหินและแต้มผลงานอีก สถานการณ์มันก็เลยยากลำบากมาก”
“ข้าเองก็มีคุณสมบัติระดับล่าง ข้าเข้าใจความรู้สึกนี้ดีเลยล่ะ”
“หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า การบำเพ็ญเพียรวิชากับการฝึกฝนวิชา สองอย่างนี้มันมีความขัดแย้งกันอยู่ พวกเราจำเป็นต้องหาจุดสมดุลจุดหนึ่ง เพื่อให้สามารถทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปได้”
“ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการบำเพ็ญเพียรวิชา ก็คือตอนที่ในร่างกายยังคงมีพลังเวทเหลืออยู่กว่าครึ่งหนึ่ง แบบนี้พวกเราก็จะสามารถหลอมกลั่นพลังเวทให้เต็มตันเถียนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
อาจจะมีคนรู้สึกว่าการทำแบบนี้มันจะทำให้พลังเวทที่หลอมกลั่นมาได้ทีหลังมันสูญเปล่าไป แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่แบบนั้น นี่มันก็จะโยงไปถึงปัญหาอีกอย่างหนึ่ง”
“จุดประสงค์ของการบำเพ็ญเพียรวิชาก็คือเพื่อยกระดับพลังและทะลวงผ่านระดับพลัง ระดับพลังต่างหากที่เป็นรากฐานของทุกสิ่ง”
“แต่ประโยชน์ของวิชาบำเพ็ญเพียรมันมีแค่การยกระดับพลังเท่านั้นจริงๆ เหรอ? แน่นอนว่าไม่ใช่!”
ในแววตาของฉินเหยียนฉายแววหวนรำลึกถึงอดีตอยู่ครู่หนึ่ง แล้วน้ำเสียงของเขาก็ทุ้มต่ำลง:
“เส้นชีพจรเซียนที่พวกเราได้มาจากการกินยาเปิดชีพจรและบำเพ็ญเพียรวิชาเดินชีพจรจนเปิดจุดบรรพจารย์ได้น่ะ ที่มันปรากฏออกมามันก็เป็นแค่เส้นชีพจรหลักไม่กี่สายกับเส้นชีพจรสาขาอีกเพียงส่วนน้อยเท่านั้น”
“ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของวิชาบำเพ็ญเพียร ก็คือการที่มันสามารถช่วยให้พวกเราสร้างความแข็งแกร่งให้กับเส้นชีพจรเซียนและขยายเส้นชีพจรสาขาออกไปให้ได้มากยิ่งขึ้น
ถ้าทำแบบนั้นได้ เส้นชีพจรเซียนก็จะสามารถเชื่อมต่อกับจุดชีพจรได้มากขึ้น ซึ่งมันก็จะเป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียรในขั้นที่สูงขึ้นไปในอนาคตของพวกเรา”
“แล้วจะทำยังไงถึงจะสร้างความแข็งแกร่งให้เส้นชีพจรเซียนและขยายเส้นชีพจรสาขาให้ได้ง่ายขึ้นกันล่ะ? ก็คือการโคจรวิชาบำเพ็ญเพียรในสภาวะที่พลังเวทเต็มเปี่ยมเท่านั้น ถึงจะสามารถทำสองสิ่งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ถ้าหากพลังเวทในตันเถียนมันว่างเปล่า พลังเวทส่วนใหญ่ที่หลอมกลั่นมาได้มันก็จะไหลเข้าไปเก็บไว้ในจุดชี่ไห่จนหมด เหลือเพียงแค่ส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่จะถูกนำไปใช้สร้างความแข็งแกร่งให้เส้นชีพจรเซียน”
“คุณสมบัติน่ะมันไม่ใช่สิ่งที่ตายตัวไม่เปลี่ยนแปลงนะ เมื่อเส้นชีพจรเซียนแข็งแกร่งขึ้น คุณสมบัติมันก็จะค่อยๆ ถูกยกระดับขึ้นมาทีละน้อย
การยกระดับพลังในระดับใหญ่ๆ ยิ่งจะช่วยยกระดับคุณสมบัติได้อย่างมหาศาลเลยล่ะ
สามระดับพลัง สร้างรากฐาน หวนสู่ต้นกำเนิด แก่นทองคำ มันคือโอกาสที่สวรรค์มอบให้กับคนที่มีคุณสมบัติต่ำต้อยทุกคน
ถ้าหากพวกเราสามารถไขว่คว้ามันเอาไว้ได้ ในตอนที่เลื่อนขั้นเป็นแก่นทองคำ ต่อให้เป็นคุณสมบัติที่ย่ำแย่ที่สุด อย่างน้อยก็สามารถยกระดับไปถึงขั้นระดับปฐพีได้”
พอสิ้นเสียงของเขา ภายในโถงใหญ่ก็พลันเกิดเสียงฮือฮาดังลั่น เหล่าศิษย์ต่างก็พากันพูดคุยกันจอแจ เสียงดังลั่นไปหมด
มันช่างเร้าใจ!
นี่มัน ‘ฟังท่านบรรยายเพียงหนึ่งครั้ง ดีกว่าอ่านตำราสิบปี’ จริงๆ
จี้อันใช้มือกดหน้าอกเบาๆ สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบจิตใจที่กำลังเต้นระรัวของตัวเอง ในใจก็คิดว่าการที่ได้มาฟังการบรรยายธรรมในครั้งนี้มันช่างโคตรจะคุ้มค่าอะไรอย่างนี้
เคล็ดลับง่ายๆ พอพูดออกมาแล้วก็เหมือนไม่มีอะไร แต่ถ้าคิดไม่ออก...
คำพูดเหล่านี้ สำหรับคนอื่นแล้วมันอาจจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากมายขนาดนั้น แต่สำหรับเขาแล้ว มันมีค่ามหาศาลยิ่งกว่าหินวิญญาณนับหมื่นนับพันก้อนเสียอีก!
ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!
ระฆังหยกถูกเคาะสามครั้ง ทุกคนก็เงียบเสียงลง เลือดที่กำลังเดือดพล่านก็ค่อยๆ สงบลง
ฉินเหยียนลุกขึ้นยืน เขากวาดตามองเหล่าศิษย์แวบหนึ่ง:
“วันนี้ข้าบังเอิญเกิดมีอารมณ์ขึ้นมา ก็เลยพูดมากไปหน่อย
มันออกจากปากข้า ก็ให้มันจบแค่ที่หูของพวกเจ้า จำเอาไว้ให้ดี!”
พูดจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อลุกขึ้นยืน แล้วก็เดินจากไปอย่างสง่างาม
ประตูใหญ่เปิดออกเองอัตโนมัติ นกกระเรียนยักษ์ก็เดินตามไปติดๆ
นอกประตูมีลมเย็นระลอกหนึ่งพัดโชยมา ทำให้ชุดคลุมเต๋าของเขาพองลม แขนเสื้อกว้างปลิวไสว ราวกับเซียนที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์
“น้อมส่งอาจารย์ลุง!”
ทุกคนต่างก็คารวะครั้งใหญ่อย่างพร้อมเพรียงกัน ซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง
หลังจากเดินออกจากโถงใหญ่ ฉินเหยียนก็ยกขาขึ้นกำลังจะคร่อมขึ้นไปนั่งบนสัตว์อสูร แต่ก็พลันหยุดชะงักการกระทำนั้น เขาตบไปที่คอนกกระเรียนเบาๆ:
“รอข้ากลับมา”
เขาเดินเข้าไปในโถงหลักของหอธุรการ ก้าวขึ้นไปบนหอคอย แล้วก็มาถึงหน้าห้องที่อยู่ด้านในสุด
ประตูมันเปิดอยู่ เขาเลยเดินตรงเข้าไป แล้วก็โค้งคำนับคารวะผู้บำเพ็ญเพียรชราที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่งสีขาว:
“ศิษย์พี่!”
อีกฝ่ายก็คือเจ้าหอธุรการ สวีป้านซาน นั่นเอง
ในเตากำยานภายในห้องมีควันสีครามลอยอ้อยอิ่ง กลิ่นหอมจางๆ ของยางสนโชยมาปะทะจมูก
“ศิษย์น้องเอ๊ย นั่งก่อนสิ”
“กำยานสนวิญญาณหยกชั้นเลิศ ศิษย์พี่ช่างมีอารมณ์สุนทรีย์จริงๆ” ฉินเหยียนหยิบเบาะรองนั่งขึ้นมา แล้วก็นั่งลงตรงข้ามกับชายชรา
ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรในขั้นสร้างรากฐานระดับปลายแล้ว กำยานสนวิญญาณหยกก็ยังถือเป็นกำยานชั้นหนึ่งที่ช่วยให้จิตใจสงบได้อยู่ดี เขาเองก็ต้องรอตอนที่จะทำความเข้าใจเคล็ดวิชาที่ล้ำลึกเท่านั้น ถึงจะยอมจุดมันออกมาใช้
(จบตอน)