- หน้าแรก
- ดินแดนเหวลึกไม่เลี้ยงคนเกียจคร้าน
- บทที่ 64 บทดูจะไม่ตรง
บทที่ 64 บทดูจะไม่ตรง
บทที่ 64 บทดูจะไม่ตรง
มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องกลุ่มคนที่กำลังสนทนากันอยู่
สายตานั้นสงบนิ่ง แฝงตัวกลมกลืนไปกับกลุ่มคน… ถึงแม้จะดูไม่โดดเด่นนัก แต่ทุกครั้งที่เขาเอ่ยปาก กลับไม่มีใครกล้ามองข้าม
วันนี้ อาจจะเป็นวันสุดท้ายของภารกิจหลักแล้ว ตราบใดที่เขาฆ่าผู้เล่นชุดนี้ได้ ทุกอย่างก็จะจบลง
เขาก้มมองแผงเกมของตนเอง
เขาคือ “สาวกของเทพมาร”
ภารกิจหลักของเขาจึงแตกต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง
[ภารกิจหลัก]
[หยุดยานอวกาศไม่ให้กลับสู่ดาวเทียนฉี เหลือเวลาอีก 5 ชั่วโมง]
[หมายเหตุ: การฆ่าผู้เล่นคนอื่นจะปล้นค่าประสบการณ์และเหรียญเกมของพวกเขา]
แผงของผู้เล่นทั่วไปเต็มไปด้วยสีสันธรรมดา แต่ของเขากลับแผ่กลิ่นอายของเลือด ความสยอง และความประหลาด… และสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ “โทเท็มหัวแกะ” แผงเกมถูกปกคลุมด้วยหมอกดำหนาทึบจนดินแดนเหวลึกไม่สามารถตรวจจับได้เลย
หากสิ่งนั้นสามารถมอบพลังให้เขาได้เร็วยิ่งขึ้น แล้วการฆ่าคนจะมีความหมายอะไร?
หลังจากสังหารผู้เล่นไปนับไม่ถ้วน เขาได้สะสมค่าประสบการณ์และเหรียญเกมจำนวนมหาศาล ซึ่งจะสามารถนำไปแลกรางวัลจากเทพมารเมื่อจบฉากนี้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น
นอกจากภารกิจหลักแล้ว เขายังมี “ภารกิจพิเศษ” อีกหนึ่งรายการ
ภารกิจนี้ถูกมอบหมายโดยตรงจากเทพมาร และไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในฉากเท่านั้น มันปรากฏอยู่ในช่องภารกิจของสาวกทุกคนด้วยตัวอักษรสีแดงเข้มดั่งโลหิตที่สว่างวาบอยู่กลางสายตา!
[เหล่าสาวกทั้งหลาย! จงเคลื่อนไหวโดยพลัน! ออกค้นหามันให้ทั่วทุกโลก เจ้าคนน่ารังเกียจนั่น!]
ทุกตัวอักษรล้วนสั่นสะเทือนด้วยเจตนาฆ่าอันไร้ขอบเขต
แม้เขาจะไม่รู้ว่าคนน่ารังเกียจนั่นเป็นใคร แต่แค่เบาะแสเล็กน้อย…ก็จะได้รับรางวัลมหาศาล!
แววความโลภวาบขึ้นในดวงตา หากเขาทำภารกิจนี้สำเร็จ เขาจะไม่ใช่แค่ “คนไร้ชื่อเสียง” อีกต่อไป
แน่นอน ไม่ได้มีเพียงเขาเท่านั้น…
องค์กรต่าง ๆ กลุ่มต่าง ๆ ภูตมาร รวมถึงบุคคลสำคัญมากมาย ต่างก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เช่นกัน
‘แต่สุดท้ายมันก็ไม่ต่างจากฝันกลางวันหรอก แม้แต่เทพยังไม่รู้แน่ชัดว่าคนน่ารังเกียจนั่นหน้าตาเป็นยังไง แล้วจะไปเจอได้ยังไงกัน?’
เขาเคยตรวจดูภาพที่ถูกส่งต่อมาแล้ว ภาพเบลอจนแทบมองไม่ออก เห็นเพียงร่างหนึ่งที่มีปืนสะพายหลัง มีดอยู่ในมือ… นอกนั้นก็รู้แค่ว่าน่าจะเป็นผู้ชาย
ช่างมันเถอะ! ใครจะไปหาคนแบบนั้นเจอได้กัน!
สายตาของเขานิ่งสงบ แต่ในแววตากลับแฝงไว้ด้วยเจตนาฆ่าฟัน ฆ่าพวกผู้เล่นนี่ทิ้งไปเสียก็คงดีกว่า ไม่มีการป้องกันใด ๆ สีหน้าของพวกเพื่อนร่วมทีมตอนถูกแทงคงน่าดูไม่น้อย
ตอนนี้ทุกคนกำลังถกแผนกันว่าจะเข้า “ประตูหมายเลขหนึ่ง” เพื่อเอากุญแจกลับมาอย่างไรดี
จวิ้นโม่เหวินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ในห้องที่หนึ่งมีวัตถุปนเปื้อนที่ทั้งล้ำค่าและอันตรายที่สุดไว้ ทุกคนต้องระวังให้มาก แค่ก้าวพลาดเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงการถูกกวาดล้างทั้งทีม”
“ระวังตัวไว้ แล้วเริ่มปฏิบัติการกันเถอะ”
เขาพยักหน้าตอบอย่างให้ความร่วมมือ “เข้าใจแล้ว”
ห้องหมายเลขหนึ่งคับแคบมาก มีเพียงทางเดินแคบ ๆ ที่ทอดลึกเข้าไปข้างใน และที่ส่วนลึกสุดนั้น... มีกลุ่มตุ๊กตายักษ์ยืนเรียงรายอยู่เต็มไปหมด
ตุ๊กตาเหล่านั้นเหมือนถูกเย็บต่อกันอย่างหยาบ ๆ ทั่วร่างเต็มไปด้วยอาวุธเปื้อนเลือดนับสิบชิ้นที่ปักอยู่บนตัว!
ท่ามกลางกลุ่มตุ๊กตายักษ์ มีตุ๊กตาบาร์บี้ตัวเล็ก ๆ นอนอยู่ตรงกลาง มองเผิน ๆ ดูอ่อนแอเปราะบาง ทว่ากลับได้รับการปกป้องเอาไว้อย่างดี แถมยังคงยิ้มแสยะเยือกเย็นอย่างน่าสยดสยอง
“นั่นคือวัตถุปนเปื้อนที่อันตรายที่สุด... อย่างนั้นเหรอ?”
“ดูตรงนั้นสิ แผงควบคุมอยู่ใต้พวกตุ๊กตายักษ์พอดี”
หยุนจั่นเทียนรู้สึกขนลุกซู่ “นี่มันจะเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
จวิ้นโม่เหวินเอ่ยด้วยเสียงหนัก “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องเข้าไปถึงแผงควบคุมนั่นให้ได้”
ในจังหวะนั้นเอง
ตุ๊กตาบาร์บี้ตัวเล็กพลันส่งเสียงออกมา เสียงเหมือนเด็กหญิงกำลังร้องเพลง แต่กลับไม่ใช่เสียงใสอย่างนกร้อง…
หากแต่เป็น “เสียงกรีดร้อง”!
สีหน้าทุกคนซีดเผือด เสียงสยองขวัญนั้นแผ่ซ่านเข้าโจมตีโดยตรงถึงจิตใจของทุกคน!
พลังจิตของแต่ละคนถูกกระแทกอย่างรุนแรง หากลดลงจนถึงศูนย์ ก็หมายถึงความตายทันที!
“ทำยังไงดี!?”
“ต้องจัดการกับตุ๊กตาตัวนั้นก่อน!” จวิ้นโม่เหวินตะโกน สีหน้าเคร่งเครียด
แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันได้ขยับ
อาวุธบนร่างของตุ๊กตายักษ์ทั้งหมดก็พุ่งออกมาพร้อมกัน!
คนที่อยู่แนวหน้าแทบไม่มีเวลาแม้แต่จะคิด บางคนไวพอหลบได้ ส่วนโก่วเจียงที่ช้ากว่ากลับถูกแทงทะลุน่องจนร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด!
หยุนจั่นเทียนเหมือนจะนึกออก เขารีบตะโกนเสียงดัง “อย่าขยับ! ทุกคนหยุด! หยุดให้หมด!”
ทุกคนรีบชะงักทันที
และอาวุธของเหล่าตุ๊กตายักษ์ก็หยุดเล็งใส่พวกเขาจริง ๆ
เสียงร้องของตุ๊กตาเด็กหญิงค่อย ๆ ชะลอลง จนเงียบสนิทหลังผ่านไปเกือบยี่สิบวินาที
“ตอนนี้… เหมือนจะขยับได้แล้ว!” จวิ้นโม่เหวินพูดด้วยเสียงต่ำ “บุกเลย!”
ไม่รอช้า ทุกคนพุ่งตัววิ่งตรงไปข้างหน้าในทันที!
แต่พอวิ่งได้ไม่ถึงสิบเมตร
“หยุด!” หยุนจั่นเทียนตะโกนลั่น “มันกำลังจะร้องอีกแล้ว!”
ทุกคนกำลังจะหยุดเคลื่อนไหว
แต่ในวินาทีนั้นเอง ใบหน้าของใครบางคนกลับเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา!
โก่วเจียงสะดุ้งวูบ ในฐานะผู้เล่นหญิงที่ร่างกายอ่อนแอที่สุด เธอจึงตกเป็นเป้าหมายทันที ร่างกายพลันเวียนหัว หน้าซีด ตัวเอนจะล้มลงไปข้างหลัง!
“ระวัง!” หยุนจั่นเทียนสีหน้าถอดสี เขาเป็นคนที่เห็นความสำคัญของทีมมากที่สุด จึงไม่สนอันตราย รีบพุ่งไปคว้าบ่าของโก่วเจียง แล้วเหวี่ยงร่างเธอออกไปให้พ้นระยะอันตราย
ทว่าตัวเขาเองกลับถูกแรงโจมตีจากอาวุธที่พุ่งมาจากระยะไกลกระแทกจนปลิวกระเด็น!
อุปกรณ์ของหยุนจั่นเทียนส่องแสงขึ้น แม้พลังกายจะลดฮวบไปมาก แต่เขาไม่ถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส
ตราบใดที่ทุกคนยังคงหยุดนิ่ง พวกอาวุธเหล่านั้นก็จะไม่เคลื่อนไหว
เยว่โส่วเอ่ยเสียงหนัก “เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ฉัน… ฉันไม่รู้…” โก่วเจียงหน้าซีดเผือด “อยู่ดี ๆ ก็เวียนหัว ยืนไม่ไหวเลย…”
และในตอนนั้นเอง
จวิ้นโม่เหวินก็ส่งเสียงคำรามต่ำ ร่างโงนเงน เหมือนจะทรงตัวไม่อยู่เช่นกัน
“บ้าเอ๊ย!”
เยว่โส่วตะโกนลั่น เขาอยู่ใกล้ที่สุด รีบเปิดใช้สกิลทันที โล่แสงขนาดสองเมตรปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขาทั้งคู่!
วินาทีถัดมา
ตูม!!
โล่แสงแตกกระจายหลังถูกอาวุธหลายชิ้นพุ่งชนพร้อมกัน! ใบหน้าเยว่โส่วซีดลงทันตา แรงกระแทกทางจิตรวมกับการสูญเสียพลังกายก่อนหน้า ทำให้สภาพของเขาทรุดหนักลง
นี่แหละคือผลเสียของการสะสมอุปกรณ์มากเกินไป แต่ร่างกายไม่แกร่งพอจะรองรับมัน
“ระวังไว้! นี่เป็นสกิล!” จวิ้นโม่เหวินฝืนข่มอาการมึน แล้วตะโกนขึ้นทันที
เยว่โส่วเหลือบมองไปรอบ ๆ สีหน้าเข้มขรึม แววตาเริ่มเต็มไปด้วยความสงสัย
“ในหมู่เรามีคนทรยศอยู่!”
เสียงร้องเพลงของตุ๊กตาบาร์บี้ค่อย ๆ เงียบลง
แต่ในช่วงเวลาสำคัญที่ควรจะใช้บุก ทุกคนกลับยืนนิ่งไม่กล้าเคลื่อนไหว จับตามองกันด้วยความระแวดระวัง
“ตอนนี้จะทำยังไงดี…” ชายวัยกลางคนพูดเสียงสั่น
เยว่โส่วกัดฟัน สีหน้ามืด “ถ้าเราปล่อยให้พลังจิตลดลงไปเรื่อย ๆ มันจะยิ่งอันตรายมากขึ้น”
“แต่ถ้าเดินหน้า ก็มีโอกาสโดนหักหลังได้ทุกเมื่อ”
สภาพตอนนี้เหมือนอยู่ทางตันโดยสมบูรณ์
หยุนจั่นเทียนสบตากับพวกเขา ดวงตาแน่วแน่ “ไม่ต้องไปพร้อมกันทั้งหมดหรอก ผมจะไปเอง!”
“ความเร็วผมสูง แถมมีทั้งอุปกรณ์กับสกิลคอยช่วย!”
เขาหันกลับไป “ที่เหลือช่วยกันจับตาดูทุกคน อย่าให้ใครใช้สกิลได้!”
เพราะการเปิดใช้งานสกิลจำเป็นต้องมีการเคลื่อนไหวบางอย่าง มันไม่อาจเกิดขึ้นแบบเงียบสนิทได้
และในขณะที่เขากำลังจะพุ่งออกไปนั้นเอง
มีเงาร่างหนึ่งพิงกรอบประตูอยู่ พลางดีดเสียงเบา ๆ “แปะ”
เสียงนั้นไม่ดัง แต่กลับสะท้อนเข้าหูของทุกคนอย่างชัดเจน
“บทมันดูจะไม่ตรงนะ”
สีหน้าทุกคนพลันซีดเผือด หันขวับไปมอง ซูฉียืนอยู่ตรงประตู
ซูฉีมองพวกเขา แล้วพึมพำกับตัวเองเสียงเรียบ “ตามบทแล้ว ตอนนี้พวกนายควรจะหักหลังกันไปเรียบร้อย สู้กันเละ ถูกอาวุธฟันปางตาย สักคนสองคนอาจตายไปแล้ว ทั้งหมดตะโกนสิ้นหวัง โกรธแค้น รอให้มีคนมาช่วยแก้สถานการณ์”
“จากนั้น ผมก็จะปรากฏตัวอย่างเท่ ปราบทุกอย่างได้ในพริบตา ทุกคนจะน้ำตาไหลซึ้งใจ ยื่นอุปกรณ์ให้ผมเป็นการขอบคุณ”
เขาส่ายหน้าเบา ๆ “ดูท่าว่าผมมาถึงเร็วไปหน่อย… งั้นผมไปก่อนนะ”
พูดจบ เขาโบกมือเบา ๆ ก่อนจะหายวับไปตรงประตู
ณ วินาทีนั้นเอง
ทุกคน รวมถึงคนทรยศที่ซ่อนตัวอยู่… ต่างนิ่งอึ้งไปพร้อมกัน.