- หน้าแรก
- ดินแดนเหวลึกไม่เลี้ยงคนเกียจคร้าน
- บทที่ 24 ที่อยู่ของซูฉี
บทที่ 24 ที่อยู่ของซูฉี
บทที่ 24 ที่อยู่ของซูฉี
"เมื่อกี้เราก็วิ่งมาพร้อมกันไม่ใช่เหรอ? ทำไมพี่ซูถึงไม่อยู่ตรงนี้?" สีหน้าเย่โส่วพลันแข็งค้าง
"ผมเองก็ไม่ทันสังเกต…แต่ถ้าเขาไม่อยู่ในนี้ งั้นก็มีความเป็นไปได้เดียวเท่านั้น…"
ทุกคนหันไปมองนอกระเบียงทางเดินด้วยสีหน้าหนักอึ้ง พร้อมกันนั้นก็ได้ยินเสียงคำรามกึกก้องของอสูรกายดังสะท้อนกลับมา
ตอนนั้น…ทุกคนต่างหวาดกลัวสัตว์ประหลาดนั่นกันหมด สิ่งที่คิดมีเพียงอยากให้ตัวเองมีขาเพิ่มอีกคู่เพื่อวิ่งให้เร็วกว่านี้ ใครจะไปทันสังเกตว่าซูฉีหายไปตอนไหน?
"แล้วเราจะทำยังไงดี?"
"เขายังจะเข้ามาทันอยู่ไหม?"
"แต่อสูรกายนั่นยังอยู่ข้างนอก…ผมกลัวว่า…"
ความอึดอัดหนักอึ้งกดทับในอกของทุกคน ด้วยความน่าสะพรึงของสัตว์ประหลาดตัวนั้น โอกาสรอดของซูฉี…แทบเป็นศูนย์
อาเฉียกลั้นไม่อยู่ เอ่ยขึ้นเบา ๆ "เราควร…ออกไปช่วยเขาไหม?"
"กรรร์!"
เสียงคำรามสะท้านสะเทือนดังขึ้นอีกครั้ง
ทันใดนั้น เสียงคำรามก้องหลายเสียงก็ดังสะท้อนมาจากที่ไกลออกไป คล้ายกับสัตว์ประหลาดตัวนั้น
"ยังมีอีก!"
ทุกคนอดถอยหลังไปสองสามก้าวไม่ได้ เหงื่อเย็นไหลตามขมับ
"ไม่มีประโยชน์หรอก" ซุนเสี่ยวฮวนพิงกำแพง พูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง "สัตว์ประหลาดนั่นดักอยู่ข้างนอก แถมพวกคุณก็ได้ยินแล้วว่ามันไม่ได้มีตัวเดียว ออกไปตอนนี้ก็เท่ากับฆ่าตัวตาย"
"ถ้าเขาฉลาดพอ ก็คงหาที่ซ่อนสักแห่ง…แต่ผมแนะนำอย่าคาดหวังอะไรมาก"
ซุนเสี่ยวฮวนเหลือบตามองออกไปนอกหอคอย "ในค่ำคืนที่อันตรายแบบนี้…ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าเขาจะรอดมาได้ยังไง"
เย่โส่วถอนหายใจ เขากับเฒ่ามะเขือเทศเองก็เข้าใจดี ในสถานการณ์ตอนนี้ ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
"ดันเจี้ยนรอบนี้…มันอันตรายกว่าที่เราคิดไว้เยอะจริง ๆ"
"ทุกคนอย่าเพิ่งหมดกำลังใจ ตอนนี้เราขาดไปหนึ่งคน ยิ่งต้องร่วมมือกันให้มากกว่าเดิม"
เย่โส่วเริ่มรับบทเป็นผู้นำ เขาชี้ไปยังหอคอย "พวกเราควรเข้าไปข้างในก่อน แล้วค่อยดูว่าข้างในสถานการณ์เป็นยังไง"
ทุกคนพยักหน้า เพราะในตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
ดังนั้นพวกเขาจึงพากันมุ่งหน้าไปตามทางเดิน มุ่งตรงสู่หอคอย…
….
ขณะเดียวกัน ท่ามกลางความมืดมิดของรัตติกาล…
สัตว์ประหลาดหลายตัวยันกายคลานไปตามท้องถนน น้ำลายเหม็นคาวหยดติ๋ง ๆ ลงพื้น ส่งกลิ่นเน่าคละคลุ้ง ดวงตาสีแดงฉานกะพริบอยู่ในความมืดราวกับกำลังเสาะหาของกินอันโอชะ
และซูฉี…ผู้ที่ทุกคนคิดว่า น่าจะจบสิ้นแล้ว
กลับแอบตามอยู่ด้านหลังสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งอย่างลับ ๆ และน่าแปลกที่มันกลับไม่รู้สึกตัวเลย ยังคงคลานครืด ๆ ไปตามถนนเบื้องหน้า พลางคำรามต่ำ
‘ดูเหมือนพวกมันจะอาศัยการได้ยินเป็นหลักในการหาตำแหน่ง…การมองเห็นในความมืดนจำกัดพอสมควร ตราบใดที่ไม่โง่ไปยืนขวางหน้าตรง ๆ ก็จะไม่ถูกพบเจอ’
แน่นอนว่าสาเหตุที่มันไม่เห็นก็เพราะซูฉีกดใช้เอฟเฟกต์พิเศษของ [รองเท้าลมดำ] ไปแล้ว โดยแลกกับการเสียพลังกาย 100 แต้ม เขาสามารถเข้าสู่ ‘สถานะล่องหน’ ได้ห้านาทีเต็ม
เงาร่างของซูฉีเคลื่อนไหวราวกับเงามืดกลมกลืนไปกับความมืดมิด ไร้ซึ่งเสียงใดเล็ดลอด
ตอนนี้เขาสามารถหาทางเข้าสู่หอคอยได้โดยง่าย โดยไม่ต้องเสี่ยงอันตรายอะไรเลย
…แต่เขาไม่ทำแบบนั้น
สายตาของซูฉีจับจ้องไปยังส่วนหัวของสัตว์ประหลาดที่อยู่ไกลออกไป ตรงนั้นมีเครื่องหมายอัศเจรีย์สีแดงเข้มลอยเด่น
[การติดตาม ‘ปีศาจรัตติกาล’ อาจนำไปสู่การค้นพบ]
"นี่มันช่างเป็นสถานการณ์ที่เสี่ยงเหลือเกินสำหรับเรา…"
ซูฉีระวังตัวถึงขีดสุด
‘รองเท้าลมดำ’ ใช้งานได้ครั้งละห้านาที แม้จะไม่มีคูลดาวน์ แต่ทุกครั้งที่กดใช้ต้องจ่ายค่าความพลังกายถึง 100 แต้ม
ในทางทฤษฎี ด้วยพลังกาย 350 แต้ม เขาใช้ได้เพียงสามครั้งเท่านั้น
แต่เมื่อพลังกายตกลงต่ำเกินไป ระบบจะบังคับเข้าสู่การฟื้นฟูอัตโนมัติ จนกลับมาอยู่ที่ 30% หรือก็คือ 105 แต้ม
นั่นหมายความว่า…เขาสามารถใช้มันได้ไม่จำกัดครั้ง ทว่าทุกครั้งที่กดใช้งาน เขาจะต้องตกอยู่ในสภาวะอันตรายสุดขีดในทันที
การกระทำตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากการเดินอยู่บนคมมีดหากถูกพบเพียงเสี้ยววินาที ทุกอย่างก็จบเห่
‘ต่อจากนี้…เราต้องคำนวณทุกวินาที ไม่ให้พลาดแม้แต่น้อย’
ดวงตาของซูฉีทอประกายเย็นในความมืด ใบหน้าเรียบนิ่งราวน้ำแข็ง ฝีเท้าแม้จะหนักแน่น แต่กลับไร้สุ้มเสียง ขณะเคลื่อนตัวผ่านถนนเหมือนภูตผี เขาไม่จำเป็นต้องตามประชิด แค่ให้มองเห็นอยู่ในระยะสายตาก็เพียงพอ
สัตว์ประหลาดตัวนั้นไม่ได้เคลื่อนไหวเร็วเกินไปนัก มันเพียงเร่ร่อนในความมืดเป็นช่วง ๆ บางครั้งก็เอื้อมคว้าซอมบี้ที่หลงเหลืออยู่ ฉีกกระชากออกเป็นชิ้น ๆ แล้วโยนเข้าปากกลืนลงไปอย่างน่าสะอิดสะเอียน
จากนั้นสัตว์ประหลาดก็ค่อย ๆ เคลื่อนไปในทิศทางหนึ่ง มุ่งตรงสู่ใจกลางเมือง
‘มันต้องมีรังของพวกมันเองแน่ ๆ…และตอนนี้ก็คงกำลังกลับไปที่นั่น’
ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเดา เพราะเจ้าสิ่งมีชีวิตพวกนี้ดูเหมือนจะปรากฏได้แค่ตอนกลางคืน กลางวันกลับไม่มีร่องรอยใด ๆ ชัดเจนว่ามันต้องมีที่ซ่อน
ซูฉีลอบติดตามอย่างระมัดระวัง พลางจับตาเวลาในสถานะล่องหน เพราะเมื่อพลังกายเหลือเพียง 5 แต้ม ร่างกายก็จะเริ่มเวียนหัวและหอบ ต้องหยุดพักเพื่อให้ฟื้นตัว
แมวไล่จับหนู เกมนี้ดำเนินไปกว่าหนึ่งชั่วโมงเต็ม…
ในที่สุดสัตว์ประหลาดก็หยุดลงหน้าลานจอดรถร้างแห่งหนึ่ง
มันขยับกองเศษเหล็กมหึมาที่ขวางปากทางเข้าออกอย่างฉลาด ก่อนจะเผยให้เห็นช่องเปิด และคลานหายเข้าไปข้างใน
ดวงตาซูฉีเป็นประกายทันที แต่เขาไม่ได้รีบร้อน กลับนั่งรออย่างเงียบงันเพื่อฟื้นพลังกายให้กลับมาที่ 30%
‘เจ้าพวกนี้…ไม่เหมือนกับสิ่งที่เราเจอในดันเจี้ยนก่อนหน้า มันมีสติปัญญาระดับหนึ่ง ถึงขั้นคิดเป็นด้วยซ้ำ…’
ระหว่างทางซูฉีสังเกตพฤติกรรมของมัน ก็สัมผัสได้ว่าการเคลื่อนไหวบางอย่าง มีเศษเสี้ยวของความเป็นมนุษย์ ปะปนอยู่ด้วย
เมื่อค่าพลังกายฟื้นตัวจนถึง 30% ซูฉีจึงกำมีดชำแหละแน่น ลอบเข้าใกล้ลานจอดรถอย่างเงียบเชียบ
ภายในนั้นกว้างใหญ่กว่าที่คิด แสงจันทร์ร่วงหล่นผ่านหน้าต่าง ทำให้ยังพอมองเห็นเงาร่างราง ๆ ได้
‘มันน่าจะเข้าไปทางนี้’ ซูฉีเพ่งตามรอยบนพื้น ก่อนจะเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ
และยิ่งลึกเข้าไปเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าพื้นที่แห่งนี้ซับซ้อนมากกว่าที่คิด
ในไม่ช้า เสียงคำรามแหบพร่าก็ดังลอดมา แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เสียงดุร้าย หากคล้ายเสียงตอนมันกำลังเลียอะไรบางอย่าง
ซูฉีหรี่ตาลง แอบมองลอดกำแพง
ภาพที่เห็นนั้นชวนให้ขนลุก…
สัตว์ประหลาดร่างเนื้อกล้ามเนื้อแดงฉานกำลังหมอบอยู่หน้าประตูเหล็กเสริมแรง ขย้ำเนื้อดิบกองหนึ่งในกะละมังเหล็กกลืนเข้าปากอย่างตะกละตะกลาม
และเบื้องหลังประตูเหล็กนั่น…กลับมีแสงไฟริบหรี่ เผยให้เห็นเงาของ ใครบางคน ที่กำลังยืนมองอยู่ในความเงียบ
หนึ่งนาทีถัดมา
เมื่อเนื้อหมดลง ศีรษะเน่าเฟะของสัตว์ประหลาดก็เริ่มงอกเส้นผมขึ้นทีละเส้น ร่างกล้ามเนื้อเปลือยเปล่าก็เริ่มผลัดผิวใหม่ กลายเป็นผิวหนังแทน ดวงตาแดงฉานก็ค่อย ๆ กลายเป็นสีดำ
มันส่งเสียงครางต่ำ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ความดุร้าย กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด จากนั้นร่างมันก็ทรุดลงกับพื้น หอบหายใจแรง…ในท่าทีที่ดู มีความเป็นมนุษย์ อยู่นิด ๆ
สถานการณ์นั้นดำเนินไปเพียงหนึ่งนาที
จากนั้นร่างสัตว์ประหลาดก็ชักกระตุก ผมที่งอกออกมาก็ร่วงกราว ผิวหนังที่เพิ่งก่อก็ผุพังเน่าเปื่อย ดวงตากลับกลายเป็นสีแดงกระหายเลือดอีกครั้ง ก่อนมันจะคำรามอย่างน่าสะพรึง
เงาร่างหลังประตูเหล็กถอนหายใจยาว แล้วแสงอัลตราไวโอเล็ตก็พวยพุ่งออกมารอบด้าน เผาร่างสัตว์ประหลาดจนมันดิ้นทุรนทุรายแล้ววิ่งหนีออกไป
เมื่อแน่ใจแล้วว่าสัตว์ประหลาดออกไปไกล เงานั้นจึงค่อย ๆ ปิดระบบป้องกัน และเปิดประตูเหล็กออกมา
เขาย่อตัวลง ใช้แหนบคีบเก็บเส้นผมกับเศษผิวหนังที่หล่นอยู่บนพื้นอย่างตั้งใจ…
ทว่าไม่ทันไร
เงาร่างของซูฉีก็ปรากฏตัวข้าง ๆ อย่างเงียบงัน มีดชำแหละวางแนบอยู่ที่ลำคอของอีกฝ่าย
"อย่าขยับ"