- หน้าแรก
- ดินแดนเหวลึกไม่เลี้ยงคนเกียจคร้าน
- บทที่ 23 ค่ำคืน! การหนีสุดระทึก!
บทที่ 23 ค่ำคืน! การหนีสุดระทึก!
บทที่ 23 ค่ำคืน! การหนีสุดระทึก!
"หอคอย?"
ทุกคนมองไปยังภารกิจหลักที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า
เฒ่ามะเขือเทศเอ่ยขึ้น "ในบทนำมันบอกว่ามีผู้รอดชีวิตอื่น ๆ อยู่ในเมืองนี้ นั่นหมายความว่าหอคอยน่าจะเป็นสถานที่ที่พวกเขาอยู่ พวกเราน่าจะจำเป็นต้องเข้าไปให้ได้ก่อนฟ้ามืด ไม่งั้นถ้าแสงหมดไป อาจมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น"
"แต่พวกเรายังไม่รู้เลยว่าหอคอยอยู่ตรงไหน?" อาเฉียขมวดคิ้วงง ๆ
"นั่นสิ…เรื่องชักจะยุ่งแล้ว"
เย่โส่วหันไปมองขอบฟ้า "พระอาทิตย์คงจะตกในอีกไม่เกินครึ่งชั่วโมง ความเห็นของผมคือเราควรไปที่สถานีใกล้ที่สุดก่อน หาให้ได้ว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหน จากนั้นที่สถานีจะต้องมีแผนที่เมืองอยู่แน่ เราค่อยดูว่าหอคอยอยู่ตรงไหน แล้ววางเส้นทางไปกัน"
การวิเคราะห์ของเย่โส่วถือว่าตรงจุด มันมาจากประสบการณ์ตรงของเขาอยู่แล้ว สุดท้ายก่อนจะเข้ามาเล่นเกมนี้ เขาก็เป็นพวกช่ำชองเรื่องการสำรวจพื้นที่และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ
ทุกคนเห็นด้วย ไม่มีใครค้าน ต่างพยักหน้าตาม เย่โส่วจึงพูดอย่างจริงจัง "ถ้าไม่มีใครติดใจอะไร งั้นก็อย่าชักช้า พวกเราออกเดินทางกันเลย"
"เดี๋ยวสิ"
ซูฉีเอ่ยเสียงนุ่ม "ไกด์ทัวร์มีเรื่องอยากจะพูด"
เย่โส่ว "…"
"พี่ซู มีข้อเสนอแนะอะไรหรือเปล่า?"
"ผมว่าพวกเราควรตรงไปตามถนนเส้นนี้จนสุด จากนั้นเลี้ยวไปอีกสองบล็อก ระหว่างทางก็แวะร้านซ่อมรถ หยิบอาวุธที่พอใช้ได้ติดมือไปก่อน แล้วค่อยเลี้ยวไปทางทิศใต้ เราน่าจะถึงหอคอยได้"
เย่โส่วถึงกับชะงักไป แล้วถามอย่างงุนงง "??? พี่ซูแน่ใจได้ยังไงกัน?"
"เพราะว่า…" ซูฉีเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ "ผมหยิบแผนที่เจอในช่องเก็บของฝั่งคนขับรถบัส"
อาตี้ตะโกนลั่น "โธ่เอ๊ย! เรื่องใหญ่แบบนี้ทำไมไม่พูดตั้งแต่แรกฟะ!"
ซูฉีมองพวกเขาด้วยสายตาประหลาดใจ พลางสะบัดธงในมือเล่น ๆ พลิกไปอีกด้านให้เห็นว่า…มันพิมพ์แผนที่เมืองเก่าเอาไว้ "ผมก็โชว์ให้ดูตั้งแต่แรกแล้วนี่"
"…"
"เอาเถอะ อย่างน้อยเราก็รู้ตำแหน่งแล้ว ทุกคนรีบออกเดินทางกันเถอะ" สีหน้าซูฉีเริ่มจริงจังขึ้นเมื่อมองไปยังแสงพระอาทิตย์ไกล ๆ "เหมือนผมจะรู้สึกได้ถึง…ลางร้ายบางอย่าง
แสงที่เคยส่องลอดหมู่เมฆอยู่เป็นพัก ๆ ได้เลือนหายไปแล้ว ขอบฟ้าเริ่มมืดสนิท ความมืดมิดกำลังโถมเข้ากลืนกินทั้งเมือง
ซูฉีกับพวกวิ่งไปตามถนน
"แค่ยี่สิบนาทีเอง พระอาทิตย์ก็ตกแล้ว" อาเฉียกำเหล็กงอ แน่น เอ่ยด้วยความกังวล "อีกไกลแค่ไหนกว่าจะถึงหอคอย?"
รอบด้านคือฝูงซอมบี้ที่เดินโซเซวนเวียนอยู่ แม้พวกมันจะเคลื่อนไหวไม่เร็ว แต่ปริมาณกลับมหาศาล พอเหลือบเห็นกลุ่มของซูฉีเมื่อไร ก็กรูกันเข้ามา อ้าปากกว้าง เผยเขี้ยวเล็บกระโจนใส่
"ยังเหลืออีกประมาณสิบกว่านาที…แต่…" เย่โส่วคำรามต่ำ ขณะสะบัดขวานดับเพลิงฟาดออกไป "พวกซอมบี้นี่มันเริ่มน่ารำคาญขึ้นทุกที"
ยิ่งค่ำลง ความสามารถในการเคลื่อนไหวของซอมบี้ก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ถึงพวกเขาจะมีค่าคุณสมบัติเพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายแข็งแรงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเหนือมนุษย์ อีกทั้งกำลังกายก็มีขีดจำกัดเช่นกัน
ซุนเสี่ยวฮวน สมกับเป็นสมาชิกที่มีเลเวลสูงที่สุดของทีม มีดบินในมือนั้นคืออุปกรณ์ชั้นเยี่ยม ปล่อยออกไปเพียงพริบตาเดียวก็ วื้ด กลับมาอยู่ในมือ ราวกับควบคุมด้วยเส้นลวดที่มองไม่เห็น
ประสบการณ์ต่อสู้ของเขาก็ชัดเจน สามารถรับมือกับซอมบี้สารพัดรูปแบบได้อย่างง่ายดาย
ทว่าขณะนั้นเอง สีหน้าของซุนเสี่ยวฮวนก็เคร่งเครียดขึ้น เขามองออกไปยังความมืดเบื้องหน้า
"พวกนายต้องเร่งความเร็วแล้วล่ะ เมื่อกี้ผมเหมือนได้ยินเสียงบางอย่าง"
"ไม่ใช่แค่ เหมือน หรอก"
ร่างของซูฉีพุ่งไปข้างหน้า แสงเย็นจากมีดชำแหละสะท้อนกับแสงจันทร์ขณะเขาฟันทะลุซอมบี้หลายตัวที่ขวางอยู่ "สิ่งนั้นกำลังพุ่งเข้ามาหาพวกเรา ด้วยความเร็วเกือบแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง อีกไม่ถึงนาทีมันจะตามทันแน่"
"จริงเหรอ? ซอมบี้มันจะวิ่งได้เร็วขนาดนั้นเลย?"
"ผมคิดว่านั่นไม่ใช่ซอมบี้ แต่เป็นมอนสเตอร์ชนิดใหม่มากกว่า"
ซูฉีหันไปมองเงาที่วูบไหวบนตึกระฟ้า แม้จะมองไม่เห็นรูปร่างชัดเจน แต่เครื่องหมายอัศเจรีย์สีแดงสดที่ลอยอยู่เหนือหัวมัน…กลับเด่นชัดจนสะดุดตา
เงาร่างนั้นเคลื่อนไหวเร็วผิดธรรมชาติ ก่อนจะกระโจนจากยอดตึกสูง พุ่งลงกระแทกพื้นด้วยแรงอันมหาศาล
เสียง โครม! ดังสะเทือนจนหนังศีรษะทุกคนชาไปทั้งแถบ คราวนี้พวกเขาได้ยินเต็มสองหูชัดเจน
อาเฉียเหลียวหลังไปมอง แล้วกรีดร้องลั่น "เชี่ยเอ๊ย!"
ใต้แสงจันทร์ พวกเขาได้เห็นตัวมันเต็มตาอสุรกายไร้ผิวหนัง มีเพียงกล้ามเนื้อและเส้นเลือดแดงฉานปกคลุมไปทั้งร่าง ร่างสูงมหึมายืนตระหง่าน ใหญ่กว่ารถเก๋งที่จอดอยู่ข้าง ๆ อย่างเห็นได้ชัด ส่วนใบหน้านั้น…ราวกับถูกยัดเยียดประกอบขึ้นมาจากอวัยวะของคนสิบคนที่น่าเกลียดที่สุดในโลก มารวมไว้ในหัวเดียว
หางของมันหนาใหญ่เต็มไปด้วยพละกำลัง เพียงสะบัดครั้งเดียว รถเก๋งทั้งคันก็ปลิวกระเด็น!
ทันใดนั้น!
ดวงตาของมันส่องประกายเขียวจาง ๆ พร้อมเสียงคำรามต่ำสะท้านทรวง จากนั้นมันก็โน้มตัวลงเดินสี่ขา ก่อนจะดีดตัวขึ้นจากพื้น พุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วที่เร็วยิ่งกว่าเดิม!
"บ้าเอ๊ย! มันมาแล้ว!"
ความหนาวเย็นวิ่งผ่านกระดูกสันหลังของทุกคน ใบหน้าซุนเสี่ยวฮวนพลันซีดเผือด และโดยไม่สนใจซอมบี้รอบข้าง พวกเขาต่างหันหลังวิ่งหนีสุดชีวิต
"กลางวันเจอแต่ซอมบี้กระจอก ๆ ยังนึกว่าดันเจี้ยนโหมดยากนี่ไม่ได้โหดอะไร…ที่ไหนได้ กลางคืนแม่งดันโผล่ตัวสยองแบบนี้มา!"
"เลิกบ่นแล้ววิ่งโว้ย!"
ไม่มีใครกล้าเหลียวหลัง ฟังเพียงเสียงคำรามของอสุรกายที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ก็ทำให้หัวใจแทบหลุดออกมา ความกดดันจากมัน…รุนแรงเกินกว่าจะรับไหว
"เห็นหอคอยแล้ว!" เฒ่ามะเขือเทศร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก
บนพื้นที่ราบเบื้องหน้า ปรากฏหอคอยสูงกว่า 20 ชั้น ฐานหน้าต่างชั้นล่างถูกปิดผนึกด้วยแผ่นเหล็กทั้งหมด เหลือเพียงทางเข้าเดียวตรงด้านหน้า
และจากทางเข้านั้น มีแสงอัลตราไวโอเล็ตสาดออกมา
"เร็วเข้า! รีบเข้าไป!"
ซุนเสี่ยวฮวนสะบัด มีดบิน วื้ด! พุ่งเจาะเข้ากลางกะโหลกอสูรกาย แต่สิ่งที่น่าขนลุกคือ…แผลนั้นแทบไม่ระคายมันเลย มันเพียงใช้กรงเล็บกระชากมีดออก แล้วปาไปด้านข้างอย่างไม่ใยดี
เลือดที่ไหลรินออกมาจากร่างอสุรกาย…กลับกัดกร่อนพื้นจนเป็นรูพรุนเหมือนกรดซัลฟิวริกเข้มข้น!
"เชี่ยเอ๊ย เลือดมันยังน่ากลัวขนาดนี้เลย!"
สัตว์ประหลาดยิ่งเดือดดาล มันคำรามลั่น ก่อนจะกระโจนพุ่งขึ้นสูงกว่าสิบเมตร พุ่งตรงเข้ามาหาพวกเขา!
ในวินาทีเป็นตาย…
หัวใจของทุกคนเต้นถี่รัวราวกับเกินสองร้อยครั้งต่อนาที พวกเขาพุ่งทะยานเข้าไปในทางเดินของหอคอยแทบจะพร้อมกัน!
ใบหน้าสยองน่าสะพรึงของอสูรกายชะโงกตามมา แต่ทันทีที่มันก้าวเข้าไปในขอบเขต แสงอัลตราไวโอเล็ตรอบ ๆ ก็เผาผิวมันราวกับเลเซอร์เผาเนื้อสด
มันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ใช้กรงเล็บปกป้องร่างกาย แล้วถอยกรูดออกไป!
ฮ่า…ฮ่า…
เสียงหอบหายใจดังระงม ทุกคนแทบขาดใจ
เย่โส่วหอบหนัก เอ่ยออกมา "อย่างที่ผมคิดจริง ๆ แสงอัลตราไวโอเล็ตคือจุดอ่อนของมัน ถ้าไม่มีสิ่งนี้ พวกเราคงถูกฆ่ายกทีมแล้ว"
"นี่…มันบ้าชัด ๆ เราจะต้องสู้กับสัตว์ประหลาดแบบนั้นจริง ๆ เหรอ?"
อาเฉียกับอาตี้แทบหมดแรง ร่างกายทรุดฮวบ ต้องสูดลมหายใจลึกหลายครั้ง กว่าค่าความทนทานทางกายภาพจะค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมาสัก 30%
"ก็น่าจะใช่…" ซุนเสี่ยวฮวนตอบพลางหอบถี่ แววตาคมวาวฉายชัดถึงความระแวดระวังที่มีต่อสัตว์ประหลาดนั่น
"เดี๋ยวก่อน"
เฒ่ามะเขือเทศเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก พลันหน้าซีดลง เหมือนนึกบางอย่างออก
พวกนายสังเกตไหม…เราขาดไปหนึ่งคน?"
ผู้ที่วิ่งเข้ามาในทางเดินมีเพียงห้าคนเท่านั้น
สายตาทุกคู่สบกัน ก่อนที่ความเงียบจะโรยตัวลงครอบคลุมทั้งกลุ่ม
…ซูฉี ยังไม่เข้ามา?