- หน้าแรก
- ดินแดนเหวลึกไม่เลี้ยงคนเกียจคร้าน
- บทที่ 3 ในเมืองนี้ทุกคนมีสกิลเฉพาะตัว
บทที่ 3 ในเมืองนี้ทุกคนมีสกิลเฉพาะตัว
บทที่ 3 ในเมืองนี้ทุกคนมีสกิลเฉพาะตัว
หญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าประตู ใส่ชุดแม่บ้าน ค่อย ๆ ผลักเปิดประตูด้วยรอยยิ้ม มือหนึ่งถือจานอาหารค่ำที่จัดเรียงอย่างพิถีพิถัน
“แขกผู้มีเกียรติ อาหารค่ำของคุณมาถึงแล้ว คุณคงหิวมากแล้วแน่ ๆ” เธอว่า
ซูฉีวางแผ่นไม้ลงทันทีที่ประตูเปิด แล้วลุกขึ้นยืนอย่างสงบเพื่อต้อนรับ
เขาพูดอย่างสุภาพว่า “ขอบคุณครับ”
จากนั้นเหลือบมองจานอาหารแล้วขมวดคิ้ว “เดี๋ยวก่อน ทำไมไม่มีผักชีล่ะ ผมชอบกินผักชีนะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าแม่บ้านแข็งทื่อ คนนอกที่เธอเจอเป็นส่วนใหญ่จะขอบคุณเธออย่างจริงใจ แสดงมารยาทแบบสุภาพเมื่อรับอาหาร แล้วก็ตบมือชมว่าอร่อย
แล้วใครจะมาถามว่าไม่มีผักชีด้วย?
“ผมกินไม่ได้ถ้าไม่มีผักชี”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมถอย
“ขอโทษค่ะ ถ้าคุณอยากจริง ๆ ฉันจะทำให้ใหม่”
แต่ซูฉีส่ายมือ “ไม่เป็นไร ๆ ผมหิวจนทนไม่ไหวแล้ว เอามาเถอะ”
“....” แม่บ้านกำหมัดแน่นแล้วส่งคืนไป
ซูฉีรับจานข้าวแล้วว่า “เออ แล้วก็ หลังผมกินเสร็จ ผมอยากดูว่ามีที่ไหนในเมืองรับปะยางไหม ช่วยพาผมไปหน่อยได้ไหมครับ?”
“ได้เลยค่ะ” แม่บ้านค้อมตัว “ฉันจะไปยืนรอข้างนอก จะไม่รบกวนมื้ออาหารของคุณแล้ว”
พอเธอกำลังจะหันหลังจากไป
“อ้อ ใช่” ซูฉีเรียกไว้ ถามว่า “คุณชื่ออะไรเหรอ?”
“มา…”
“ไม่เป็นไร ไม่อยากรู้แล้ว”
ซูฉี‘กระประตูห้องลงอย่างแรง’
แมรี่ แม่บ้าน ตาแดงก่ำ กำมือจนเส้นเลือดปูด
ถ้าไม่สนใจแล้วถามทำไมกัน!
หยาบคายที่สุด!
พอถึงเวลานั้น ฉันจะแยกชิ้นเนื้อแกออกเป็นชิ้น ๆ !
ฟู่
ซูฉีรีบกวาดอาหารเย็นโยนลงไปในช่องว่างใต้แผ่นไม้ทันที
อาหารมื้อนี้อาจจะถูกใส่อะไรก็ได้ ต่อให้ไม่ก็เถอะ แต่ไม่กินจะปลอดภัยกว่า
เขาเอนหลังลงบนเตียง พลางคิดในใจ ‘ดูเหมือนที่เราเดาไว้จะไม่ผิด ตราบใดที่ไม่ต้องไปสวดในโบสถ์ เราก็ยังไปลอดภัยอยู่’
‘แน่นอน เงื่อนไขก็คือห้ามหนีหรือเผยพิรุธ ต้องทำตัวให้ดู ‘ไร้พิษภัย’ สุด ๆ’
ในระหว่างที่ทำทีเหมือนกำลังกินอยู่นั้น ซูฉีก็เปิดหน้าต่างสถานะตัวละครขึ้นมา
[ID: ซูปู้เสียน]
[เลเวล: 1]
[ชีวิต: 100%]
[พลังกาย: 100 (การเคลื่อนไหว การต่อสู้ และการใช้สกิลจะสิ้นเปลืองพลังกาย)]
[พลังโจมตี: 10]
[ทักษะการเคลื่อนไหว: 10]
[พละกำลัง: 10]
[พลังจิต: 10]
[ช่องเก็บของ: ยังไม่เปิด]
[แถบสกิล: ถูกล็อก]
[หมายเหตุ: ความเสียหายที่ไม่ทำให้ถึงตายจะลดพลังกายก่อน ความเสียหายที่ทำให้ถึงตายจะลดพลังชีวิตโดยตรง ถ้าค่าชีวิตต่ำกว่า 10 จะได้รับสถานะ ‘บาดเจ็บสาหัส’ และค่าพลังกายจะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ จนกว่าค่าชีวิตจะเป็นศูนย์ จะส่งผลให้เสียชีวิตทันที]
[หมายเหตุ: สกิลสายพลังจิตไม่รวมอยู่ในนี้ ถ้าพลังจิตหมด = ตายทันที]
พอไล่ตาดูคร่าว ๆ สิ่งที่สะดุดใจก็คือการประเมินความเสียหาย
คำว่า ‘โจมตีแรง แต่ป้องกันต่ำ’ ลอยขึ้นมาในหัว
ต่อให้โจมตีแรงแค่ไหน ถ้าไม่ถึงตายก็โดนหักพละกำลังก่อน แต่ไม่ว่าพละกำลังจะเยอะสักแค่ไหน ถ้าเป็นบาดแผลถึงตายก็ยังคงตายได้ทันทีอยู่ดี
‘แบบนี้ก็เท่ากับบังคับให้ผู้เล่นสู้ และหาจุดอ่อนของศัตรูสินะ?’
เมื่อเข้าใจคร่าว ๆ แล้ว หน้าต่างสถานะก็ค่อย ๆ หายไป
เมื่อมั่นใจว่าเวลาผ่านไปพอสมควรแล้ว เขาก็เปิดประตูออกไปเกือบจะพร้อมกับแมรี่ที่เดินออกมาจากห้องอีกฝั่ง
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีสายตาจำนวนมากที่แอบชำเลืองมาทางเขา
เห็นไหม? โดนจับตามองเหมือนเหยื่ออยู่ในกรงนกเลย
ระหว่างทาง เขายังเห็นทักษะบางอย่างของชาวบ้านในเมืองเล็กนี้อีกด้วย
[คนตัดไม้กำลังฝึกฟันขวาน]
[พรานกำลังบรรจุกระสุนใส่ปืนล่า]
[คนแล่เนื้อกำลังลับมีดเขียงมาได้ยี่สิบนาทีแล้ว]
ให้ตายสิ แต่ละคน ‘ไม่ธรรมดา’ กันทั้งนั้น
พอดูละเอียดขึ้นอีก เขาก็เห็นว่าพวกนั้นแต่ละคนมีหน้าต่างสถานะของตัวเองด้วย ค่า ‘พลังโจมตี’ อยู่ที่ราว ๆ 15
เดินวนไปจนทั่ว ในที่สุดซูฉีก็มาถึงโบสถ์
เหมือนกับที่บันทึกบอกไว้ไม่มีผิด เสาตรงกลางโบสถ์มีลวดลายประหลาดประดับอยู่เต็มไปหมด พอเพ่งมองชัด ๆ ถึงเห็นว่ามีปีศาจปีกกางนับไม่ถ้วนพันเกี่ยวกันอยู่ และด้านบนสุดของเสานั้นก็คือ ‘ปีศาจหัวแกะ’
นี่คือ ‘พระเจ้า’ ที่ชาวเมืองเล็ก ๆ นี้บูชา
“ยินดีต้อนรับแขกผู้มาเยือนของเรา”
ในตอนนั้นเองเสียงทุ้มอบอุ่นดังขึ้น
ชายชราสวมชุดนักบวชยืนอยู่ตรงมุมถนน เขามองซูฉีด้วยดวงตากลมซีด ก่อนริมฝีปากจะโค้งยิ้มออกมา
“ฉันคือนักบวชของโบสถ์ และก็เป็นนายกเทศมนตรีของเมืองนี้ด้วย”
ซูฉีตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ท่านนายก รถผมยางแตกขับต่อไม่ได้ ไม่ทราบว่าในเมืองนี้มีเครื่องมือซ่อมยางไหมครับ ถ้ามีน้ำมันด้วยก็ยิ่งดีเลย”
นักบวชราหัวเราะเบา ๆ บนใบหน้าที่เหี่ยวย่นซีดขาว “มีสิ แต่ของอยู่ในคลัง พรุ่งนี้คนถือกุญแจถึงจะกลับมา”
นี่มันโกหกชัด ๆ
ซูฉีถอนหายใจอย่างจนใจ “งั้นผมก็คงพักที่นี่ได้แค่คืนเดียวแล้วสินะ”
ซูฉีถอนหายใจ “ดูท่าคืนนี้ผมคงต้องพักที่นี่แล้วสินะ”
บาทหลวงชรายังคงยิ้ม “ขอให้คืนนี้เป็นคืนที่น่าพึงพอใจสำหรับเธอ”
แม้ริมฝีปากจะยิ้ม แต่แววตากลับเหมือนนักล่าเวลามองเหยื่อ
ใช่แล้ว… ‘เหยื่อ’
ซูฉีรู้ได้ทันทีว่าชาวเมืองนี้ทุกคนต่างมองเขาเป็นเหยื่อ เตรียมลับมีดให้พร้อมสำหรับ ‘การเก็บเกี่ยว’
และในตอนนั้นเอง เขาก็มองเห็นเครื่องหมาย [?] เหนือหัวนักบวช
บนนั้นเขียนไว้ว่า
[ชื่นชอบการต่อสู้และความสิ้นหวังของเหยื่อ]
ชื่อนักบวชคือ ‘ไบเดนเฒ่า’
ซูฉีก็ยังคงยิ้มสุภาพ “ขอบคุณครับ หวังว่าคืนนี้ทุกท่านก็จะมีคืนที่ดีเหมือนกัน”
นักบวชลูบแหวนหัวแกะในมืออย่างอ่อนโยน พลางพูดอย่างมีนัย “แน่นอน เราจะมีคืนที่ดีแน่”
เขาเงยหน้ามองไปยังภูเขาไกล ๆ
“ใกล้ค่ำแล้ว ดวงอาทิตย์กำลังจะตก ถึงเวลาเริ่มพิธีสวดที่โบสถ์แล้ว แมรี พาแขกของเรากลับไปที่กระท่อมที”
“ค่ะ” สาวใช้พยักหน้า
ซูฉีไม่ได้ขัดข้องอะไร
เขาเดินตามแมรีกลับไปทางกระท่อม ขณะเดียวกันก็เห็นชาวบ้านทุกคนทยอยออกจากบ้าน มองตามเขามาไม่วางตา ยิ่งต้องแสงอาทิตย์ยามลับฟ้า แววตาพวกนั้นก็ยิ่งดู ตื่นเต้น และ น่าขนลุก
ซูฉีทำเป็นไม่สนใจอะไร แล้วกลับเข้ากระท่อม
‘เมืองนี้เต็มไปด้วยปีศาจนักฆ่า แค่พลาดนิดเดียวก็ตายได้ทันที’
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังมีโอกาสอยู่
‘อีกไม่นาน ทุกคนจะต้องเข้าโบสถ์ไปสวดมนต์ยี่สิบนาที และ เมื่อระฆังดัง ก็คือสัญญาณเริ่มต้น ‘การล่า’’
‘หมายความว่าภายในยี่สิบนาทีนี้... เราต้องเลือกว่าจะ ‘วิ่งหนีสุดชีวิต’ หรือ ‘ไม่ก็หาที่ซ่อน’’
เงื่อนไขของภารกิจคือหนีออกจากเมือง หรือไม่ก็เอาตัวรอดให้ได้ในสามชั่วโมง
วิ่งหนีดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ถึงออกไปไม่ได้ อย่างน้อยก็ยังแอบในป่าได้
แต่ความจริง… การหนีนี่แหละคือ ‘ระดับฝันร้าย’
ฟ้ามืดแล้ว ป่าเต็มไปด้วยหนามแหลมกับกับดักที่เลือนลางเคยเห็นในภาพ CG คนไม่รู้เส้นทางเข้าไป… ตายชัวร์
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคนเฝ้าทางออกป่าของเมืองด้วย ถึงจะซ่อนตัวแนบเนียน แต่ซูฉีก็ยังเห็นเครื่องหมายคำถามลอยอยู่
‘ไม่ว่าผมจะเลือกทางไหน ก็ดูโคตรอันตรายทั้งนั้น’
เวลายิ่งกดดันเข้าไปทุกที เพราะทันทีที่ระฆังดัง พวกปีศาจนักฆ่าในเมืองก็จะเริ่มไล่ล่า
‘แต่…’
ซูฉีมองออกไปยังเมืองที่กำลังเงียบสงัดด้านนอกกระท่อม บรรยากาศน่าสะพรึงปกคลุมไปทั่วถนน
‘บางที... เราอาจจะลอง ‘ทางเลือกที่สาม’ ก็ได้’
ทันใดนั้น
โดยไม่ลังเล ซูฉีก็ผลักประตูห้องออก เดินตรงสู่ถนนอันว่างเปล่า