- หน้าแรก
- สเปซมารีนแห่งสำนักหมี
- บทที่ 1768. ยาพิษ
บทที่ 1768. ยาพิษ
บทที่ 1768. ยาพิษ
บทที่ 1768. ยาพิษ
แสงจันทร์สาดส่องลงสู่หุบเขาโอลิมเปีย ธงของเอเธนส์และอีลิสที่แขวนอยู่หน้าประตูหน้าป้อมปราการปลิวไสวเบาๆ ตามสายลมยามค่ำคืน
กำแพงเมืองหนาทึบที่ก่อขึ้นจากก้อนหินและโคลน ไม่อาจขวางกั้น 'สายตา' ของแลนได้
คลื่นสัมผัสที่มองไม่เห็นแผ่ขยายออกไป
ทั้งที่ตรงหน้าคือกำแพงที่จับต้องได้จริง แต่แลนกลับก้มหน้าลง จุดโฟกัสของสายตาไปหยุดอยู่ที่ตำแหน่งหลังกำแพงเมืองแล้ว
ในความรู้สึกของเขา ที่ตีนกำแพงตรงจุดนี้ มีทหารเอเธนส์คนหนึ่งกำลังนอนหลับอยู่บนพื้น
ภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนทำให้เขาแทบไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพแวดล้อมในการนอน แค่กางเพิงปูพรมผืนเดียวก็หลับได้แล้ว
จากนั้นแลนก็เงยหน้าขึ้นมองข้างบน
ตำแหน่งที่เขายืนอยู่ชิดตีนกำแพงเกินไป ตามหลักแล้วเงยหน้าขึ้นไปก็ไม่มีทางมองเห็นทหารลาดตระเวนบนกำแพงเมืองได้
แต่ในสายตาของแลน ทหารเอเธนส์ที่เดินผ่านกำแพงช่วงเหนือหัวเขาไป แม้แต่จังหวะยกขาของทหารคนนั้นเขาก็ยังจับได้อย่างแม่นยำ
"จุ๊ๆๆ"
แลนเดาะลิ้นด้วยรอยยิ้ม
ตอนนี้เขาถึงได้เข้าใจด้วยตัวเองว่า ความคล่องแคล่วว่องไว เด็ดขาด และลื่นไหลในการแทรกซึม ลอบสังหาร หรือแม้แต่ปฏิบัติการจู่โจมของคาสซานดรานั้นมาจากไหน
ความสามารถในการรับรู้ที่เหมือนกับการมองทะลุบวกกับการสแกนและทำเครื่องหมายแบบนี้ เมื่ออยู่ในภูมิประเทศที่ซับซ้อนและสถานการณ์ที่ยุ่งยาก ข้อได้เปรียบของมันแทบจะเหมือนโกงเกมเลยทีเดียว
ภายใต้ความได้เปรียบด้านข้อมูลแบบเรียลไทม์ ความเร็วและความถูกต้องในการตัดสินใจของคาสซานดราจะทรงพลังอย่างยิ่ง สิ่งที่ตามมาคือประสิทธิภาพการปฏิบัติงานที่เหนือชั้นแบบทิ้งห่าง
"เรดาร์ส่วนบุคคล เครื่องตรวจจับชีวภาพงั้นเหรอ?"
แลนทึ่งในพลังเทคโนโลยีของชาวอิซูไม่หยุด
แต่ถึงจะคิดไป มือไม้ของเขาก็ไม่ได้ช้าลงเลย
มือซ้ายหันขึ้นเล็งไปที่ช่องว่างระหว่างใบเสมาบนกำแพงเมือง หลังจากทหารเอเธนส์ที่ลาดตระเวนเดินห่างออกไป ก็มีเสียงกลไกทำงานเบาๆ ดัง 'คลิก'
ตะขอเกี่ยวของเครื่องยิงสลิงได้เข้าไปขัดอยู่ในซอกมุมของใบเสมาเรียบร้อยแล้ว
จากนั้น เชือกชนิดพิเศษที่มีความเหนียวทนทานก็เริ่มหดตัว อาศัยแรงดึงของกลไก ร่างกายของแลนก็เบาสบายและคล่องตัวขึ้นภายใต้จังหวะการหายใจที่เป็นระบบ ด้วยความคล่องแคล่วและความเร็วที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมาจากร่างกายอันกำยำขนาดนี้ เขาพุ่งวูบเดียวขึ้นไปบนกำแพงเมือง
ราวกับเงาเมฆที่ลอยผ่านภายใต้แสงจันทร์
หลังจากขึ้นมาบนกำแพงอย่างเงียบเชียบ แลนมองลงมาจากที่สูง นอกจากป้อมชั้นที่สามซึ่งตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของหน้าผาแล้ว ฉากที่เหลือภายในป้อมปราการล้วนปรากฏชัดในสายตาคู่นี้
การมองเห็นในที่แสงน้อยบวกกับระยะการมองเห็นที่ไกลเป็นพิเศษ
ดวงตาของแลนทรงพลังยิ่งกว่าอิคารอสเสียอีก และแม้เขาจะไม่มียีนอิซูที่จะเชื่อมต่อการมองเห็นกับสิ่งมีชีวิตอื่นได้
แต่การผนวกความสามารถในการทำเครื่องหมายของเนตรอินทรีเข้ากับการมองเห็นเดิมของตัวเองนั้น ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
กวาดตามองเพียงแวบเดียว ในชั้นที่หนึ่งและสองของป้อมปราการ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ผลัดเวรไปพักผ่อนแล้ว หรือคนที่ยังถือคบเพลิงเข้าเวรอยู่ ล้วนถูกทำเครื่องหมายไว้ทั้งหมด
ในสถานการณ์แบบนี้ การจะหาตัวคัลลิอัสเรียกได้ว่าง่ายดายมาก
เพราะรูปร่างของเขาโดดเด่นสะดุดตา แต่ก็ไม่ได้สวมชุดเกราะและหมวกเกราะเหมือนทหารเอเธนส์ตัวใหญ่ๆ
เทคนิคการเก็บเสียง การอำพรางตัว และการลอบเร้นจาก 《ตำราวิชานินจาหน่วยองครักษ์เงา》 ที่แลนฝึกฝนจนช่ำชอง ถูกนำออกมาใช้อย่างคล่องแคล่ว
ไร้ซึ่งสุ้มเสียง ร่างกายของแลนว่องไวราวกับสัตว์ตระกูลแมวขนาดใหญ่ เขาอ้อมผ่านระยะแสงไฟบนกำแพงเมือง แม้กระทั่งเดินผ่านด้านหลังทหารยามคนหนึ่งไปดื้อๆ
ในที่สุดก็มาหยุดอยู่บนกำแพงเมืองช่วงที่อยู่เหนือหัวคัลลิอัสพอดี
หากมีทหารลาดตระเวนเข้ามาใกล้จากทางซ้ายหรือขวาบนกำแพง ประสาทสัมผัสของแลนจะตรวจจับได้เร็วกว่าพวกเขามาก จากนั้นแค่พลิกตัวไปเกาะอยู่นอกกำแพง ก็แทบไม่มีทางถูกพบเจอ
แต่ตอนนี้ไม่มีใครมา แลนตัดสินใจดักฟังก่อน
พอดีเลย คัลลิอัสดูเหมือนกำลังยืนฉี่รดตีนกำแพงอยู่กับใครสักคน แล้วคุยกันไปด้วย
ท่ามกลางเสียงสายน้ำไหลกระทบพื้น น้ำเสียงทุ้มต่ำของคัลลิอัสแฝงไปด้วยความโกรธและคำบ่น
"...มันคิดว่ามันเป็นใคร?! มันคิดว่าสิ่งที่มันเรียกว่า 'ความเกรี้ยวกราด' จะขู่ใครได้? มันคิดว่าพวกเราเป็นพวกคลั่งลัทธิอย่างพวกผู้บูชาสายเลือดรึไง? มาลาก้า!"
คนที่อยู่ข้างๆ คัลลิอัสดูเหมือนจะไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้เท่าไหร่ ได้แต่หัวเราะแห้งๆ เออออห่อหมกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ
"ท...ท่านพูดถูก ฮะ ฮ่าๆ!"
แต่โชคดีที่ความคาดหวังของคัลลิอัสที่มีต่อเขาก็ดูจะหยุดอยู่แค่นั้น
"พวกผู้บูชาสายเลือดเท่านั้นแหละที่จะเห็นหัวมันเพราะสายเลือดของมัน! คนอื่นใครจะไปสน?" แชมป์โอลิมปิกรุ่นเก่ายังคงบ่นต่อ "เหอะ มันยังคิดว่าคนอื่นกลัวมัน เคารพมันจากใจจริง! แต่ใครจะไปเคารพมีดเล่มหนึ่งจากใจจริงวะ?"
"มันก็แค่มีดเล่มหนึ่ง! ไม่มีอย่างอื่น! คนไม่มีสมองที่มีดีแค่แรงเยอะ ก็เป็นได้แค่มีดไม่ใช่รึไง?"
"ช...ใช่ครับ" คนข้างๆ เออออเห็นด้วยก่อน แล้วค่อยลังเลถามต่อ "แล้วความหมายของท่านคือ...พวกเรายังต้องทำตามที่มันสั่งหรือเปล่า?"
เสียงฉี่หยุดลง เสียงคุยของทั้งคู่ก็เงียบไป บรรยากาศเริ่มตึงเครียด
สุดท้ายคัลลิอัสก็เป็นฝ่ายพูดก่อน
"มาลาก้า! เจ้าว่าตกลงมันต้องการอะไรกันแน่?" หลังจากเงียบไป คัลลิอัสก็ยังคิดไม่ตกเป็นอย่างแรก "มันให้พวกเราก่อเรื่องในงานโอลิมปิก แต่นี่มันทำไปเพื่ออะไร?"
"นี่มันก็แค่งานโอลิมปิก อย่างมากก็แค่ควบคุมจำนวนแชมป์ของเอเธนส์กับสปาร์ตา หรือแย่หน่อยก็ปั่นราคาต่อรองในบ่อนพนัน"
"มันจะมีความหมายอะไรอื่นอีกไหม? ตกลงเรื่องนี้มันจะส่งผลกระทบอะไรได้!"
จำนวนแชมป์โอลิมปิกเกี่ยวข้องกับความมั่นใจและศักดิ์ศรีของนครรัฐ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่โบราณกาล
แต่ถ้าจะบอกว่าสิ่งนี้สามารถกำหนดความเป็นไปของเรื่องใหญ่ๆ ได้ คัลลิอัสที่เป็นแชมป์เก่าและกรรมการอาวุโสก็เป็นคนแรกที่ไม่เห็นด้วย
"ข...ข้าไม่ทราบครับ นายท่าน"
"ใช่ เจ้าไม่รู้ ข้าก็ไม่รู้..." น้ำเสียงของคัลลิอัสต่ำลง "แต่ข้าต้องทำตาม เพราะถึงมันจะเป็นแค่มีดทื่อๆ โง่ๆ แต่มีดก็ฆ่าคนได้ และข้าไม่อยากให้มันฆ่าข้า"
เงียบไปอีกพักหนึ่ง
"เจ้าไปติดต่อพรีเอม" คัลลิอัสสั่ง "พ่อค้าที่ทำธุรกิจอยู่ในโอลิมเปียนั่นแหละ ข้าจะให้เขาเป็นคนส่งเหล้าและผักให้ลีโอนิดายอน"
"แค่อยากให้เกิดเรื่องใช่ไหม? หึหึ งั้นก็จัดให้!"
คัลลิอัสพูดด้วยน้ำเสียงอำมหิต
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้านพักสองชั้นหลังหนึ่งภายในป้อมปราการ
ส่วนลูกน้องของเขาก็ไม่กล้าชักช้า ดูท่าคงต้องรีบกลับไปที่หุบเขาโอลิมเปียทั้งคืน เพื่อดำเนินการตามคำสั่งของคัลลิอัส
ส่วนแลนที่นั่งยองๆ ก้มมองพวกเขาอยู่บนกำแพงเหนือหัวมาตลอดนั้น ไม่ขยับเขยื้อนเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
ในความมืดที่แสงไฟส่องไม่ถึง นักล่าอสูรหรี่ตาลง ไม่ให้ดวงตาที่เรืองแสงจางๆ ของตนสะดุดตาเกินไป ราวกับได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความมืดมิด
เนตรอินทรีได้ทำเครื่องหมายคัลลิอัสไว้แล้ว ในสายตาของแลน เขามองเห็นชายร่างยักษ์ผู้นี้เดินเข้าไปในบ้านพักสองชั้น แล้วนั่งยองๆ ลงทำอะไรบางอย่าง
การทำเครื่องหมายของเนตรอินทรีมีผลตามระยะทาง หากอยู่ในระยะใกล้ ไม่เพียงแต่จะทำเครื่องหมายสิ่งมีชีวิตเป้าหมายได้เท่านั้น แม้แต่วัตถุไม่มีชีวิตรอบข้างก็ยังสามารถรับรู้เค้าโครงและตำแหน่งได้
แต่เมื่อสิ่งมีชีวิตเป้าหมายที่ถูกทำเครื่องหมายเดินห่างออกไป ในระยะที่กำหนด ก็ยังสามารถมองเห็นเค้าโครงร่างกายและการเคลื่อนไหวของผู้ถูกทำเครื่องหมายได้ราวกับมองทะลุ แต่วัตถุไม่มีชีวิตจะมองไม่เห็นแล้ว
ถ้าไกลออกไปอีก แม้แต่เป้าหมายที่ถูกทำเครื่องหมายไว้แล้วก็จะหายไป
หลังจากคัลลิอัสทำอะไรบางอย่างเสร็จ เขาก็เดินออกมาจากบ้าน ไปที่ลานว่างหน้าประตูใหญ่ของป้อมปราการ และเริ่มออกกำลังกาย
เขาเป็นแชมป์แพนเครเชียนในงานโอลิมปิกสมัยก่อน และจนถึงตอนนี้ก็ยังแข็งแรงน่ากลัว ถ้าจะบอกว่าไม่ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอก็คงโกหก
แลนคิดว่าเขาน่าจะสู้เก่งกว่าทหารเอเธนส์วัยฉกรรจ์ทุกคนในป้อมปราการนี้รวมกันเสียอีก
เมื่อเห็นคัลลิอัสออกไปออกกำลังกาย แลนก็ไม่รีรอ เขารีบเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและเงียบเชียบในความมืด เข้าไปในบ้านพักสองชั้นหลังนั้นทันที
ชั้นสองของบ้านมีทหารนอนหลับอยู่ แต่การเคลื่อนไหวของแลนนั้นแผ่วเบาและมั่นคง แทบไม่ก่อให้เกิดเสียงใดๆ
จากเค้าโครงท่าทางของคัลลิอัสที่เห็นเมื่อครู่ แลนเจอกล่องไม้ใบหนึ่งที่ตีนกำแพงชั้นล่าง
เมื่อเปิดออกก็พบไหดินเผาใบเล็กสองใบที่บรรจุของเหลวอยู่ข้างใน
"โฮ่" นักล่าอสูรอุทานเบาๆ "โหดเอาเรื่องแฮะ"
เดิมที แลนที่แอบฟังบทสนทนาระหว่างยืนฉี่ของชายสองคนบนกำแพง คิดว่า 'การก่อเรื่อง' ที่คัลลิอัสพูดถึง น่าจะเป็นการหาซัพพลายเออร์ส่งเหล้าและผักให้ลีโอนิดายอน
แล้วเอาของเน่าเสียผสมลงไปนิดหน่อย ให้คนสักกลุ่มอาหารเป็นพิษ ท้องร่วง อาเจียน ก็คงพอแล้ว
แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้... "ยาพิษเหรอ?"
แลนหยิบไหขึ้นมาพิจารณา
ยาพิษเป็นสิ่งที่มีอานุภาพสังหารรุนแรงและแนบเนียน แต่สาเหตุที่ไม่ค่อยเห็นใช้กันแพร่หลายในสนามรบ ก็เพราะยาพิษมักมีต้นทุนสูง
เวลาพวกลากมากดีลอบสังหารกันเองย่อมคุ้มค่า แต่ใครเอามาใช้ในสนามรบของพวกไพร่พลรากหญ้าก็เตรียมขาดทุนยับได้เลย
ตอนนี้ คัลลิอัสที่เป็นกรรมการโอลิมปิกซึ่งถือว่ามีสถานะทางสังคมสูงส่ง กลับยังต้องใช้ไหดินเผาเล็กๆ ที่ประณีตมาบรรจุยาพิษ
เหมือนกับขวดแก้วเล็กๆ ที่นักล่าอสูรใช้ใส่ยาเวทมนตร์และน้ำมันชุบดาบ
ยาพิษสุดท้ายก็นับเป็นยา และยา โดยเฉพาะยาที่ปรุงเสร็จแล้ว มักจะมีราคาแพง
นอกบ้าน เสียงหอบหายใจจากการออกกำลังกายของคัลลิอัสเริ่มสม่ำเสมอ ไม่รู้ว่าเป็นช่วงพักระหว่างเซ็ตหรือเปล่า
แต่ยังไงแลนก็จัดการเสร็จเรียบร้อยอย่างรวดเร็วแล้ว
เขาเปิดจุกไหดินเผา เทน้ำยาข้างในลงบนหลังมือสองหยด แล้วใช้ลิ้นเลีย
ปิดจุกกลับไปเหมือนเดิม วางไหดินเผาไว้ที่เดิม แล้วเดินออกจากบ้านพักอย่างเงียบเชียบ
ตลอดทางเขาปีนข้ามกำแพงป้อมปราการออกมาอย่างไร้สุ้มเสียง หลังจากลงสู่พื้นด้านนอก แลนมีสีหน้าเรียบเฉย
ลิ้นของเขากำลังลิ้มรสยาที่เพิ่งรับเข้าไปเมื่อครู่
ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าเป็นยาพิษ เพราะร่างกายของนักล่าอสูรเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนอง
ใบหน้าของเขาเริ่มซีดเผือด ส่วนเส้นเลือดใต้ผิวหนังที่ซีดขาวกลับกลายเป็นสีดำ
"ฤทธิ์ยาใช้ได้เลยแฮะ" แลนเดาะลิ้น "ยาพิษประเภทพืช กรรมวิธียังค่อนข้างดั้งเดิม แต่ก็ดีพอจะฆ่าคนได้เป็นสิบกว่าคนแล้ว"
ฟังจากน้ำเสียง ไม่เหมือนกำลังพูดถึงยาพิษ แต่เหมือนกำลังวิจารณ์เครื่องปรุงรสบางอย่างมากกว่า
แต่ทว่า...
"แมนทอส วิเคราะห์ส่วนประกอบซิ"
"กำลังวิเคราะห์... วิเคราะห์เสร็จสิ้น ส่วนประกอบทั้งหมดหกชนิด รายละเอียดรายงานแล้วครับเจ้านาย"
"รับทราบ ข้ามีแนวทางการถอนพิษอยู่ประมาณสามสิบวิธี เจ้าเลือกมาสองวิธีที่ง่ายที่สุดแล้วจำลองผลลัพธ์อย่างละเอียด สร้างเป็นขั้นตอนแล้วส่งมาให้ข้า"
"รับทราบ รับภารกิจแล้ว ภารกิจเสร็จสิ้น ขั้นตอนรายงานแล้วครับ"
"หึ งานโอลิมปิก" แลนกวาดตามองแผนการของสมองกลชีวะอย่างรวดเร็ว อาการถูกพิษบนร่างกายของเขาก็กำลังจางหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
นักล่าอสูรหัวเราะเยาะอย่างนึกสนุก
"ต้องมากระจุกตัวกันก่อเรื่องในช่วงโอลิมปิกนี้... ไหนขอดูหน่อยซิว่า ใครกันแน่ที่อยากจะทำอะไร"
(จบตอน)