- หน้าแรก
- สเปซมารีนแห่งสำนักหมี
- บทที่ 1764. จดหมายขอความช่วยเหลือ
บทที่ 1764. จดหมายขอความช่วยเหลือ
บทที่ 1764. จดหมายขอความช่วยเหลือ
บทที่ 1764. จดหมายขอความช่วยเหลือ
สมัยที่อยู่ในคณะสำรวจโลกใหม่ แม้ทิสซาอาจะมีความยับยั้งชั่งใจและการควบคุมอารมณ์ที่เหนือกว่าทริสส์มาก แต่ในสีหน้าของเธอก็ยังแฝงอารมณ์เหล่านี้ให้เห็นอยู่ลางๆ
อันที่จริงเมื่อครู่ที่หน้าวิหาร การที่จอมเวทหญิงโต้เถียงกับนักบวชหญิงแห่งดีมิเทอร์ ส่วนหนึ่งมาจากความรังเกียจกฎเกณฑ์เก่าคร่ำครึในฐานะผู้หญิงหัวก้าวหน้า แต่ก็มีปัจจัยจากความไม่สบายตัวที่ทำให้อารมณ์แปรปรวนรุนแรงรวมอยู่ด้วย
เมื่อแลนเดินผละจากเฮโรโดตุสตรงเข้าไปหาทริสส์ จอมเวทหญิงก็ยังคงบ่นพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์
"ผู้หญิงแม้แต่จะดูการแข่งขันก็ยังไม่ได้? นี่มันตรรกะบ้าบออะไรกัน?!" เธอโบกมือให้คาสซานดรา "ไปกันเถอะ! วันนี้คัลลิพาทีราจะต้องไม่ถูกลงโทษ!"
ตอนนี้เธออารมณ์คุกรุ่นจนเกือบจะหน้ามืดตามัว
ความทรมานและความว่างเปล่าทางร่างกายกำลังทำให้จิตใจของเธอยิ่งแกว่งไกว อยากจะระบายอารมณ์ออกมา
เธอไม่มีสายตาที่เชื่อมต่อกับอิคารอสที่บินวนอยู่บนท้องฟ้าเหมือนคาสซานดรา และก็ไม่ได้มีความรอบรู้เกี่ยวกับเมืองและสถานที่ต่างๆ จนสามารถอธิบายได้เป็นฉากๆ เหมือนเฮโรโดตุส
เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าขั้นต่อไปควรทำอะไร แต่แค่ไม่อยากหยุด เพราะถ้าหยุด ความว่างเปล่าและความหงุดหงิดในร่างกายจะยิ่งชัดเจนขึ้น
จนกระทั่งมือใหญ่คู่หนึ่งกดลงบนไหล่ทั้งสองข้างของเธอ
ความรู้สึกซาบซ่านเหมือนไฟฟ้าสถิตอ่อนๆ ที่น่าอภิรมย์แผ่ซ่านมาจากจุดสัมผัส
ทริสส์รู้ดีว่านี่คือปฏิกิริยาของร่างกายที่ไวต่อเวทมนตร์ของเธอ เมื่อสัมผัสกับพลังงานโกลาหลของนักล่าอสูร
แต่โดยปกติ ปฏิกิริยาที่น่าอภิรมย์นี้มักจะหยุดอยู่แค่รอบๆ จุดสัมผัสของร่างกายทั้งสองฝ่ายเท่านั้น
แต่ตอนนี้...
"อ๊า~"
เสียงครางแผ่วเบาที่เย้ายวนหลุดออกมาจากปากของจอมเวทหญิงอย่างควบคุมไม่อยู่ เรียกสายตาคนรอบข้างให้หันมามอง
แต่ดูเหมือนแม้จะเป็นจอมเวทหญิง ก็ยังรู้ว่าเสียงนี้มันช่างไม่ถูกกาละเทศะเอาเสียเลยเมื่ออยู่กลางถนน
เธอรีบยกมือปิดปาก กลั้นเสียงนั้นเอาไว้ข้างใน
พลังงานโกลาหลสำรองที่เริ่มว่างเปล่าของจอมเวทหญิง ภายใต้วิธีการควบคุมพลังงานโกลาหลภายนอกที่เหมือนสัญชาตญาณของเธอ เริ่มดูดซับพลังงานโกลาหลที่อาจมีอยู่ภายนอกเข้ามาเองโดยอัตโนมัติ
——พลังงานโกลาหลที่ผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติจากร่างกายอันแข็งแกร่งของนักล่าอสูรคนหนึ่ง
พลังงานโกลาหลเหล่านี้ไม่ได้ไหลเวียนอยู่แค่ผิวเผินตามการสัมผัสของร่างกายเหมือนปกติ
แต่ถูกสัญชาตญาณของจอมเวทหญิงดูดซับจากจุดสัมผัส แทรกซึมลึกลงไปใต้ผิวหนัง ลึกเข้าสู่กล้ามเนื้อ เส้นเลือด เส้นประสาท...อย่างรวดเร็ว
ความรู้สึกซาบซ่านที่น่าอภิรมย์นั้นไหลผ่านเนื้อเยื่อร่างกายทั้งลึกและตื้นราวกับกระแสไฟฟ้า และส่งความรู้สึกที่ปะทุขึ้นจากภายในร่างกายตรงไปยังสมอง
เมื่อคืนนี้ ในงานเลี้ยงอาหารค่ำเล็กๆ ที่คฤหาสน์ของอัลซิไบอาดีส ทริสส์ยังพูดกับแลนด้วยรอยยิ้มว่า 'ฉันอยากรู้จังว่ามันจะรู้สึกยังไง'
และตอนนี้ ในที่สุดเธอก็ได้รับรู้แล้วว่าการดูดซับพลังงานโกลาหลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในร่างกายของแลนเข้ามาในร่างกายตัวเองนั้นรู้สึกอย่างไร
——เธอแทบจะกรีดร้องออกมากลางถนน!
ตอนนั้นทิสซาอาทนไหวได้ยังไงกัน?!
ความคิดที่ไม่ถูกเวลานี้แวบเข้ามาในหัวของทริสส์
เท่าที่เธอรู้ ทิสซาอากับแลนเปิดใจสารภาพความรู้สึกและมีความสัมพันธ์กันหลังเหตุการณ์รัฐประหารที่เกาะเซนเนดด์ แต่ตอนที่ทั้งคู่ไปโลกใหม่นั้นเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นนานมาก
ทริสส์ บัณฑิตดีเด่นจากเอเรทูซา รู้สึกว่าตัวเองดูถูกความยับยั้งชั่งใจของท่านอธิการบดีต่ำไปจริงๆ
มีความสุขสมขนาดนี้ ตอนนั้นเธออดกลั้นความต้องการทางเพศได้ยังไงกันนะ?
โชคดีที่จอมเวทหญิงใช้เวลาเพียงสองถึงสามวินาทีในการดูดซับพลังงานโกลาหลที่เปี่ยมล้นอยู่ในร่างกายของแลนจนหมด
ไม่ปล่อยให้ความสุขสมที่พุ่งตรงเข้าสมองและไขสันหลังแล่นผ่านร่างกายอยู่นานเกินไป
"ใจเย็นลงหรือยัง?"
เสียงหยอกเย้าของแลนดังมาจากด้านหลัง ทริสส์ปิดปากและสูดหายใจเข้าลึกๆ อีกหลายครั้ง ร่างกายที่เกร็งเขม็งถึงค่อยผ่อนคลายลง
"ด...ดีขึ้นมาก พลังเวทของเจ้า...มีมากกว่าปกติเยอะเลยนะ" ใบหน้าของทริสส์แดงซ่านอย่างน่าสงสัย แต่กลับหันมามองแลนด้วยความเป็นห่วง "เจ้าถูกข้าสูบจนแห้ง รู้สึกเป็นยังไงบ้าง?"
"พลังเวทของนักล่าอสูรน่ะ" แลนยกมือออกจากไหล่ของทริสส์ โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "ตราบใดที่ร่างกายไม่มีปัญหา แป๊บเดียวก็เต็มเองแหละ ข้าฟื้นตัวเร็วกว่าคนอื่นเยอะ"
ถ้าเป็นนักล่าอสูรทั่วไป ถูกจอมเวทที่เป็นผู้ใช้เวทมนตร์ตัวจริงดูดพลังงานโกลาหลแบบนี้ คงแห้งเหือดไปในพริบตาเดียว
พลังเวทของแลนยื้อได้ถึงสองสามวินาที ถือว่าเว่อร์มากแล้ว
"ฮิ้ว~" คาสซานดราผิวปาก แต่สีหน้ากลับเรียบเฉย "นึกว่าพวกเจ้าจะเริ่มกันกลางถนนซะแล้ว"
แลนเมินผู้ถืออินทรีที่จงใจหาเรื่อง
"ยังต้องการอีกไหม?" เขายกมือขึ้นถามทริสส์ "ข้าพร้อมแล้วนะ"
จอมเวทหญิงค้อนใส่ผู้ถืออินทรีข้างๆ ทีหนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างมีความนัย "ความรู้สึกนี้มัน...รุนแรงเกินไป ข้าขอเก็บไว้ค่อยๆ สัมผัสตอนที่พวกเราสามารถทำอะไรได้เต็มที่กว่านี้ดีกว่า"
ตอนนี้แลนอัปเกรดจนมีภูมิต้านทานมุกสองแง่สองง่ามและการยั่วยวนของสาวๆ ได้อย่างหน้าตาเฉย ไม่ใช่คุณแลนผู้อ่อนต่อโลกคนเดิมอีกแล้ว
เขาจึงแค่ยักไหล่แล้วเข้าเรื่องทันที
"พวกเจ้าดำเนินการไปถึงไหนแล้ว? ตกลงเจ้าใช้เวทมนตร์ไปเท่าไหร่เนี่ย?"
ทริสส์เป็นจอมเวทระดับสูงตัวจริงเสียงจริง การที่ได้รับเชิญไปร่วมรบที่สมรภูมิเนินเขาซอดเดนก็เป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือแล้ว
แม้เธอจะเป็นหนึ่งในจอมเวทระดับสูงที่มีอาวุโสและประสบการณ์น้อยที่สุด แต่ก็ยังเป็นจอมเวทระดับสูงอยู่ดี
ไม่ต้องพูดถึงปริมาณพลังงานโกลาหลภายนอกที่สามารถควบคุมได้ แค่พลังงานโกลาหลที่มีอยู่ในร่างกายของเธอเอง ก็เป็นพลังมหาศาลแล้ว
"หลังจากที่เราตกลงกับเทสติเคิลส์เรียบร้อย แค่ช่วงเช้าเราก็วิ่งรอกไปห้าหกที่ เจอคนไปกว่ายี่สิบคน!"
ทริสส์พูดถึงเรื่องนี้พลางนวดดั้งจมูก เห็นได้ชัดว่าประสบการณ์การใช้เวทมนตร์โดยอาศัยเพียงพลังเวทในตัวในสถานที่ที่ไร้ซึ่งพลังงานโกลาหล ทำให้เธอรู้สึกแย่ทุกครั้งที่พูดถึง
"ข้าทำให้ทุกคนลดความเกลียดชังและการต่อต้านต่อการมี 'นักกีฬาหญิง' ลง โดยมองว่าเป็นแผนการที่ออกจะหลุดโลกหน่อยๆ แต่ก็เป็นไปได้"
นี่เป็นเทคนิคการควบคุมจิตใจขั้นสูง พยายามส่งผลกระทบจากด้านข้างโดยไม่กระตุ้นให้เกิดการต่อต้าน
ผู้ที่ถูกร่ายเวทใส่จะมีพฤติกรรมภายนอกที่ดูปกติ ไม่เหมือนคนเป็นโรคจิตเภทที่ตอนบ่ายจะมาคัดค้านตัวเองในตอนเช้า
จุดนี้สำคัญมาก คาสซานดราและเฮโรโดตุสต่างก็รู้ฐานะแม่มดของทริสส์ ส่วนเจ้าเทสติเคิลส์นี่ก็...ซื่อบื้อเกิน
ดังนั้นทุกคนจึงยอมรับพฤติกรรมของทริสส์ตลอดช่วงเช้าได้อย่างราบรื่น
แต่ถ้าให้ชาวกรีกจำนวนมหาศาลที่มารวมตัวกันที่โอลิมเปียตอนนี้รู้ตัวว่ามีอะไรผิดปกติ เกรงว่างานโอลิมปิกคงไม่ต้องจัดกันแล้ว กองไฟล่าแม่มดคงจะปรากฏขึ้นบนโลกนี้ก่อนเวลานับสองพันปี
ยังไงซะแม่มดก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์นักในตำนานต่างๆ
"เมื่อกี้เจ้าก็ได้ยินแล้ว" ทริสส์ชี้ไปที่วิหารด้านหลังที่ห่างออกไป "หนึ่งในผู้ดูแลขั้นตอนการจัดงานโอลิมปิกคือนักบวชหญิงแห่งดีมิเทอร์ เฮโรโดตุสพาเรามาหา แต่พอมาถึงก็เจอพวกนางกำลังสอบสวนคัลลิพาทีราอยู่"
พูดถึงตรงนี้ สีหน้าของจอมเวทหญิงก็ยังคงฉายแววโกรธเคือง
"แต่ก็ดีเหมือนกัน!" ทริสส์กระซิบกับคนข้างๆ "เมื่อกี้คนเยอะ ข้าไม่สามารถใช้อิทธิพลต่อจิตใจนางต่อหน้าธารกำนัลได้"
"และถ้าเราช่วยคัลลิพาทีราได้ก่อน พิสูจน์ความไร้เหตุผลของกฎหมายกีดกันนั่น ก็เท่ากับเป็นการฝังความคิดลงไปในจิตใจของนักบวชหญิงล่วงหน้า ไว้หาโอกาสร่ายเวททีหลังจะง่ายขึ้นเยอะ"
เดิมทีคาสซานดราและทริสส์ที่กำลังโมโหก็ตั้งใจจะจัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เพียงแต่เฮโรโดตุสเริ่มรู้สึกหวาดหวั่นกับเวทมนตร์ที่ส่งผลต่อเจตจำนงเสรีของมนุษย์แบบนี้ หลังจากติดตามมาเกือบครึ่งวัน
เขารู้สึกว่าความสามารถนี้คือศัตรูที่น่ากลัวและชั่วร้ายที่สุดของมนุษยชาติ การมีอยู่ของมันจะทำให้รากฐานของประชาธิปไตย เสรีภาพ...และสิ่งสวยงามอื่นๆ พังทลาย
ความตายยังดูเหมือนการปลดปล่อยที่เด็ดขาดกว่าเมื่อเทียบกับมัน
ในโลกที่ไม่มีเวทมนตร์ มีเพียงเทคโนโลยีที่หลงเหลือของชาวอิซู มุมมองของเฮโรโดตุสนั้นถูกต้อง
แต่ทริสส์ได้อธิบายให้เขาฟังแล้วเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านเวลา ขอบเขตการใช้งานที่แคบ และการใช้พลังงานมหาศาลของเวทมนตร์เหล่านี้
จอมเวทหญิงรับรองว่าเวทมนตร์ของเธอไม่มีทางถูกผู้ที่ไม่มีพลังงานโกลาหลนำไปใช้ได้ ดังนั้นจึงจะไม่หลงเหลืออยู่ในโลกที่ไร้พลังงานโกลาหลใบนี้
เฮโรโดตุสถึงได้วางใจลงบ้าง
ไม่พูดพร่ำทำเพลง คาสซานดราเริ่มลงมืออย่างรวดเร็วและเด็ดขาดทันที
เธอเป็นทหารรับจ้างที่มีชื่อเสียงในทะเลอีเจียน รับงานสารพัดรูปแบบมาแล้ว อะไรที่ไม่เคยเจอบ้าง?
แค่ช่วยคนพิสูจน์ภูมิหลังครอบครัวและความสัมพันธ์ทางเครือญาติ เรื่องจิ๊บจ๊อย
อันดับแรกเธอเตรียมจะไปตามหาลูกชายที่คัลลิพาทีราบอกว่าจะลงแข่งในวันพรุ่งนี้ แล้วค่อยสาวไปให้ถึงทั้งตระกูล ครอบครัวเกียรติยศที่คัลลิพาทีราอ้างว่า 'พ่อ หลานชาย ลูกชาย ล้วนเคยได้แชมป์โอลิมปิก'
ตอนนี้ทุกคนกระตือรือร้น อยากจะรีบไปจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จ เพื่อฝังข้อสรุปที่ว่า 'ผู้หญิงสามารถชมการแข่งขันโอลิมปิกได้' ลงไปในจิตสำนึกของนักบวชหญิงแห่งดีมิเทอร์ล่วงหน้า
แลนก็เตรียมจะช่วยอีกแรง แม้เขาจะคิดว่าแค่คาสซานดราคนเดียวก็เหลือเฟือที่จะจัดการให้เสร็จก่อนเวลาประหารตอนพลบค่ำ แต่เร็วขึ้นก็ดี คัลลิพาทีรายังนั่งอกสั่นขวัญแขวนรอความตายอยู่
แต่ขณะที่แลนกำลังตามกลุ่มคนไปตามหาพยานและหลักฐานในโอลิมเปีย กลับมีเด็กคนหนึ่งเข้ามาหาเขาแทน
ตอนนั้นแลนกำลังยืนอยู่ข้างกระถางดอกไม้ริมถนน จมูกได้กลิ่นหอมของดอกดาวเรือง
และเขาสังเกตเห็นตั้งแต่ห้านาทีที่แล้วว่ามีเด็กผู้หญิงตัวผอมเกร็งผิวดำคล้ำหน้าตาคล้ายฟีบี้ตอนเด็กๆ กำลังจ้องมองเขาอย่างลังเล
เขาไม่ได้เดินเข้าไปหา แต่กลับหยุดยืนอยู่ตรงนี้ครึ่งนาที เพื่อให้เด็กที่สะกดรอยตามมายืนยันตัวตนของเขา
ถ้าเธอถูกส่งมาจากศัตรู เธอจะวิ่งกลับไปรายงานหลังยืนยันตัวตนได้ แล้วแลนก็จะสะกดรอยตามไป
แต่ถ้าเธอไม่ใช่ศัตรู...
ดวงตาภายใต้ฮู้ดผ้ากระสอบของแลนมองต่ำลง
เด็กหญิงเดินเข้ามาถึงตัวเขา ยัดกระดาษปาปิรัสใส่มือเขา แล้วหันหลังวิ่งหนีไป
แลนเปิดกระดาษออกดู แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย
บนนั้นเขียนว่า: "มาที่เวิร์กช็อปของข้า อยู่ข้างวิหารซูส ช่วยด้วย!"
ไม่ต้องสงสัย เวิร์กช็อปในตำแหน่งนี้ น่าจะเป็นของฟีเดียส
(จบตอน)