- หน้าแรก
- สเปซมารีนแห่งสำนักหมี
- บทที่ 66: บทสรุปเบื้องต้น
บทที่ 66: บทสรุปเบื้องต้น
บทที่ 66: บทสรุปเบื้องต้น
บทที่ 66: บทสรุปเบื้องต้น
อูบันค์มีความไว้วางใจในสุนัขล่าเนื้อของตนอย่างสมบูรณ์
ตระกูลของเขาเดิมทีคือผู้ฝึกสุนัขของตระกูลอุดวิค บนหมู่เกาะสเกลลิเก
เขาไม่อยากเป็นผู้ฝึกสุนัขต่อไป จึงออกทะเลจากหมู่เกาะมายังแผ่นดินใหญ่
แต่ฝีมือการฝึกสุนัขนี้ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ
สุนัขล่าเนื้อที่ฝึกโดยตระกูลของเขา บนหมู่เกาะสเกลลิเกถึงกับถูกใช้เป็นรางวัลในการแข่งขันใหญ่ได้!
สุนัขล่าเนื้อสองตัวข้างเท้านี้คือผลงานที่เขาฝึกมาสองปี หากมีคำสั่งของเขา สุนัขสองตัวนี้กล้าพุ่งเข้าใส่แม้กระทั่งกริฟฟิน!
แต่วันนี้ อาหารการกินของสุนัขล่าเนื้อไม่มีปัญหา ปฏิกิริยาทางสรีระและอารมณ์ก็ไม่มีปัญหา... อยู่ดีๆ ก็ควบคุมไม่ได้ขึ้นมาเฉยๆ?
อูบันค์หรี่ตามองเด็กน้อยที่กำลังว่ายน้ำตะเกียกตะกายอยู่ในทะเล
“...ช่างมันเถอะ เราเสียเวลาไม่ได้แล้ว พายเรือต่อ”
ห่างออกไปหนึ่งไมล์ทะเล เรือสินค้าลำหนึ่งเปิดไฟจอดนิ่งอยู่บนผืนทะเลสีดำทะมึน
เรือของผู้กินหัวเข้าใกล้เรือสินค้า ท่ามกลางการข่มขู่ด้วยคมดาบและคำด่าทอของเหล่าอันธพาล เด็กๆ ราวๆ ยี่สิบคนซึ่งเป็นสินค้าก็ร้องไห้ขึ้นเรือไป
จากนั้นจึงเป็นเหล่าอันธพาลที่อูบันค์พามา
กลุ่มคนปีนป่ายขึ้นเรือใหญ่อย่างคล่องแคล่วว่องไวตามบันไดเชือก พลันเห็นว่าบนดาดฟ้าเรือสินค้าลำนี้มีคนยืนอยู่มากมายแล้ว
ถือดาบสวมเกราะ คุณภาพของชุดเกราะดีมาก แต่กลับไม่มีตราสัญลักษณ์ใดๆ ที่สามารถพิสูจน์ตัวตนได้
ชายหัวล้านคนหนึ่ง สวมผ้าปิดหน้าครึ่งล่าง สวมเกราะหนังรัดรูปน้ำหนักเบา เดินออกมาจากหลังกลุ่มคน
“ดูสิ ดูสิ”
ชายผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้ออย่างเห็นได้ชัด เดินตรงมาหาอูบันค์ ในขณะนั้นชายร่างเตี้ยล่ำกำลังดึงสุนัขล่าเนื้อสองตัวของเขาขึ้นเรือ
“นี่ไม่ใช่ ‘ผู้กินหัว’ ผู้โด่งดังของเราหรอกรึ?”
“คราวนี้เจ้าบอกว่าจะหาล็อตใหญ่มาได้ อย่างน้อยแปดสิบคน ท่านผู้ใหญ่ดีใจมาก แต่ตอนนี้ที่นี่มีแค่ยี่สิบคน... เจ้าคิดหรือยังว่าจะชี้แจงอย่างไร?”
น้ำเสียงของชายหัวล้านสวมผ้าปิดหน้ายากจะคาดเดา ทำให้คนแยกไม่ออกว่าเขากำลังเยาะเย้ยหรือเตือนสติ
อูบันค์กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ แต่ลูกน้องที่เขาพามา กลับเริ่มส่งเสียงฮือฮา
ผู้กินหัวรู้จักกับ ‘ท่านผู้ใหญ่’ ของผู้ซื้อฝั่งตรงข้าม และฟังสจากน้ำเสียงแล้ว ยังเป็นความสัมพันธ์แบบที่ถ้าทำเรื่องพลาดจะต้องชี้แจงอีกด้วย?
นั่นไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบหัวหน้าลูกน้องหรอกรึ?
หัวหน้าของตนเป็นลูกน้องของคนอื่น เรื่องแบบนี้ไม่น่าประหลาดใจ และไม่น่าใส่ใจ
แต่สิ่งที่ทำให้อันธพาลเจนศึกกลุ่มนี้ระแวดระวังคือ—อูบันค์ไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใครในหมู่พวกเขาเลย!
แม้แต่คนเดียว!
สำหรับการค้าครั้งนี้ ผู้กินหัวบอกกับลูกน้องมาตลอดว่าเป็นเพียง "จ่ายเงินรับของ" ง่ายๆ
แต่ตอนนี้ พวกเขากลับพูดจาเปิดอกอย่างไม่เกรงกลัว ไม่มีความตั้งใจจะปิดบังเลย
พฤติกรรมเช่นนี้ในเวลานี้ ทำให้พวกเขารู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“ท่านซาฟรา ข้าแค่โชคไม่ดี ไม่มีทางเลย ท่านผู้ใหญ่จะให้ข้าชี้แจงให้ได้ ข้าก็คงได้แต่พูดว่า ‘ต่อไปจะพยายามให้มากขึ้นเป็นสองเท่า’ เท่านั้นแหละ”
อูบันค์ดึงสุนัขล่าเนื้อขึ้นเรือได้ในที่สุด กางมือออกพูดอย่างจนใจ
“ที่น่าเสียดายคือ ฉากบังหน้าที่ใช้ดีอย่างคนกินคน คราวนี้คงใช้ไม่ได้อีกแล้ว แต่เรื่องอนาคตค่อยว่ากันทีหลัง เรามาเก็บกวาดเรื่องที่เหลือกันก่อนดีกว่า”
ชายหัวล้านสวมผ้าปิดหน้าพยักหน้า “พูดถูก ต้องเก็บกวาดเรื่องที่เหลือก่อน”
ระหว่างที่พวกเขาสนทนากัน เหล่าอันธพาลที่ถูกอูบันค์พามาก็ยืนล้อมเป็นวงกลมอย่างระแวดระวัง
ยิ่งไปกว่านั้น บางคนถึงกับเผยแววตาดุร้าย คว้ามีดออกมา ค่อยๆ เคลื่อนเข้าใกล้อูบันค์ คิดจะจับเป็นตัวประกัน
ตาเฒ่าแฮนเซนตอนนี้ก็ไม่เสียดายเงินแล้ว เขากวาดตามองไปรอบๆ อย่างประหม่า “ทุกท่าน! ท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง คำพูดของท่าน พวกข้าลูกกระจ๊อกถือว่าไม่ได้ยินก็แล้วกัน เงินส่วนของพวกข้าก็ไม่เอาแล้ว ให้พวกเราลงเรือไปจะเป็นไรไป”
อูบันค์ไม่พูดอะไร เพียงแค่หรี่ตาแล้วยิ้ม
คลื่นทะเลซัดกระทบเรือ บรรยากาศค่อยๆ เริ่มตึงเครียดและเต็มไปด้วยจิตสังหาร
เหล่าอันธพาลมองไปรอบๆ เตรียมพร้อมที่จะแตกหักกันไปข้างแล้ว
“เสียเวลา” ชายหัวล้านสวมผ้าปิดหน้า ซาฟรา แค่นเสียงหัวเราะ ยกมือขึ้นเล็งไปที่วงกลมที่เหล่าอันธพาลยืนล้อมกันอยู่
จากนั้น แสงแห่งเวทมนตร์ก็เริ่มส่องประกายในเงาสะท้อนของดวงตาเหล่าอันธพาล
“นักเวท! มันเป็นนักเวท! กระจาย... ปัง!”
ยังไม่ทันจะได้ตะโกนให้กระจายตัว คลื่นกระแทกเวทมนตร์กึ่งโปร่งใสสายหนึ่งก็พัดผ่านร่างของเหล่าอันธพาลไปโดยตรง
แรงกระแทกทางกายภาพผสมกับความเสียหายทางเวทมนตร์ ทำให้มนุษย์กลุ่มนี้ที่ไม่มีเกราะป้องกันเลยล้มลงกับพื้นทันทีทั้งหมด
นี่คือความเสียหายที่นักเวทซึ่งอยู่ในสภาพสมบูรณ์และเตรียมพร้อมสามารถสร้างให้กับคนธรรมดาได้
หากยืนตำแหน่งได้เหมาะสม ก็สามารถสังหารหมู่ได้ในครั้งเดียว
“จัดการเด็กๆ ให้เรียบร้อย โยนศพลงทะเลไป อูบันค์ เจ้าคิดให้ดีๆ ว่าจะชี้แจงอย่างไร”
ซาฟราพูดจบก็กลับเข้าไปในห้องเคบินเรือ ไม่รอช้าอีกต่อไป
ผู้กินหัวพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นเดินไม่กี่ก้าวมายังท้ายเรือ
ณ ที่แห่งนี้ เขายังคงมองเห็นค่ายพักที่กำลังลุกไหม้อยู่ริมฝั่ง และเงาร่างคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนท่าเรือ
อูบันค์ยิ้มพลางโบกมือให้เงาร่างนั้น
เรือแล่นลับหายไปในระยะไกล
——————
ความโกลาหลในค่ายพักค่อยๆ สงบลง ไม่ใช่เพราะอันธพาลติดอาวุธที่ค่ายแตกนั้นพลันรู้หนังสือรู้เหตุผลขึ้นมา
แต่เป็นเพราะพวกแข็งข้อในค่ายนี้โดยพื้นฐานแล้วนอนอยู่บนพื้นหมดแล้ว
บ้างก็นอนเป็นชิ้นๆ บ้างก็นอนจมกองเลือด
แลนยืนอยู่บนท่าเรือ ด้านหลังเขาคือทหารม้าที่นำโดยฟิลิปกำลังตัดศีรษะลงมา เพื่อเป็นหลักฐานความดีความชอบในสนามรบ
ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นจ้องมองเรือสินค้าที่กำลังแล่นห่างออกไป
ผู้กินหัวโบกมือให้ตนเองจากบนเรือ และอยู่ห่างออกไปหนึ่งไมล์ทะเล
นั่นน่าจะเป็นเรือของผู้ซื้อแล้ว
“อาชาแส้สะบัด สัญลักษณ์เรือคืออาชาคะนองสองตัวลากราชรถ... ข้าจำไว้แล้ว ไอ้สารเลว”
วิทเชอร์พึมพำเสียงต่ำ
ระยะทางหนึ่งไมล์ทะเล คนปกติอย่าหวังว่าจะมองเห็นรายละเอียดใดๆ ของเรือสินค้าในทะเลได้ จำได้ว่ามีเสากระโดงกี่ต้น มีใบเรือกี่ผืนก็เก่งแล้ว
แต่ฤทธิ์ยา[แคท] ของแลนยังไม่หมด ในการมองเห็นเหนือความไวแสง สัญลักษณ์บนเรือนั้นเห็นได้อย่างชัดเจน
“แลน!” เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง
ฟิลิปถือคบเพลิงเดินเข้ามา เขาตบไหล่วิทเชอร์จากด้านหลังอย่างสนิทสนม
“ข้าไม่คิดเลยจริงๆ ไม่คิดเลย! ข้ารู้ว่าพวกเจ้าวิทเชอร์มีฝีมือ แต่เป็นไปได้ยังไงที่จะมีคนคนเดียวฆ่าทะลวง... บ้าเอ๊ย!”
ขณะที่เขากำลังระบายความรู้สึกเหลือเชื่อและความดีใจที่ทำภารกิจสำเร็จ แลนก็หันกลับมาเงียบๆ
ใต้แสงคบเพลิง ใบหน้าของวิทเชอร์หลังจากดื่มโพชั่นยิ่งดูแปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัว
ทำเอานายสิบเอกถึงกับตกใจสะดุ้งโหยง
แต่โชคดีที่ เพียงครู่เดียวเขาก็ไม่ใส่ใจแล้ว
สำหรับคนมีฝีมือ ฟิลิปให้ความเคารพเสมอมา ยิ่งไปกว่านั้นฝีมือของแลนในสายตาเขาไม่ใช่แค่ "เก่ง"
นั่นมัน "เก่งมาก" เลยต่างหาก!
คาดว่าต่อให้เขาไม่มา กลุ่มอาชญากรติดอาวุธขนาดใหญ่ที่มีการจัดการกลุ่มนี้ก็จะกลายเป็นเพียงโจรเร่ร่อนกระจัดกระจาย
—วิทเชอร์ฆ่าจนพวกมันแตกพ่ายจริงๆ!
โครงสร้างองค์กรของทั้งแก๊งค์พังทลายลงหมดแล้ว!
“ต้องขอโทษจริงๆ พวกเราตามท่านมาได้สักพักแล้ว พวกเราเห็นศพของทหารเลวสามคนนั่น... พูดตามตรง ตอนนั้นพวกเรายังคิดว่าท่านควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่กล้าเข้าใกล้เลย”
“หลังจากตามไปอีกสักพัก พวกเราอาศัยข้อมูลจากค่ายรอบนอกเหล่านั้น ถึงได้ตัดสินว่าท่านเจอรังของคนกินคนแล้ว พวกเราก็รีบตามมาทันที”
ระหว่างพูด สีหน้าของฟิลิปเต็มไปด้วยความยินดี
“ฮ่าฮ่า! ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าคนกินคนกับพวกค้ามนุษย์จะเป็นพวกเดียวกัน! ครั้งนี้พวกพ้องเรามีความดีความชอบไม่น้อยเลย เป็นเพราะท่านแท้ๆ ท่านรออีกหน่อยนะ พอเงินรางวัลจากท่านลอร์ดลงมา รับรองว่าจะแบ่งให้ท่านก้อนใหญ่แน่!”
“จริงสิ พวกเราเดาว่าท่านบุกเข้ามาฆ่าอย่างบ้าคลั่งขนาดนี้ ต้องมีใครบางคนเป็นอะไรไปแน่ๆ ตอนนี้ในค่ายวุ่นวายไปหมด ท่านบอกพวกพ้องหน่อยสิว่าคนนั้นหน้าตาเป็นยังไง พวกเราจะได้ช่วยกันหา”
(จบบท)