- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 596: ยอดคนแห่งแดนมนุษย์
บทที่ 596: ยอดคนแห่งแดนมนุษย์
บทที่ 596: ยอดคนแห่งแดนมนุษย์
บทที่ 596: ยอดคนแห่งแดนมนุษย์
ร่างกายมหึมาของพยัคฆ์ร้ายหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว จนกลับมามีขนาดเท่าเสือโคร่งธรรมดา
ทันใดนั้น เงาวิญญาณขนาดเท่าฝ่ามือก็พุ่งออกจากกลางกระหม่อมของซากเสือ เตรียมหนีไปในอากาศ
วิญญาณอสูร!
ผู้ฝึกตนฝ่ายมนุษย์มี ‘วิญญาณเเรกเริ่ม’ ฝ่ายอสูรก็มี วิญญาณอสูร’
เฉินซานซือไหนเลยจะยอมปล่อยเหยื่อให้หลุดมือ มือข้างหนึ่งของร่างธรรมยักษ์วาดผ่านอากาศ คว้าหมับเข้าที่วิญญาณดวงน้อย บีบไว้แน่นไม่ให้ดิ้นหลุด
ภาพที่เกิดขึ้นสร้างความตกตะลึงให้แก่เหล่าอสูรที่เหลือเป็นอย่างมาก
การต่อสู้นี้ดูเผินๆเหมือนชายชุดขาวจะมีระดับพลังเหนือกว่า แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม!
เจ้าหนุ่มนี่แบกรับแรงกดดันจากความต่างชั้นของระดับพลัง แถมยังไม่ได้งัดไม้ตายออกมาทั้งหมด แต่กลับสามารถสังหารผู้อาวุโสเผ่าเทียนจวินได้อย่างง่ายดาย!
อย่าลืมว่า...ในระดับพลังเดียวกัน โดยธรรมชาติแล้วร่างกายและพละกำลังของเผ่าอสูรจะเหนือกว่าเผ่ามนุษย์เล็กน้อยเสมอ!
“วิชาของสหายเฉินซานซือ ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ”
เจ๋ออินเอ่ยชมเชย ก่อนจะเตือนด้วยความหวังดี
“แต่ทางที่ดี สหายอย่าเพิ่งฆ่าแกงกันให้สิ้นซากเลย ปล่อยวิญญาณมันไปเถอะ มิฉะนั้น...มหาเถระเผ่าเทียนจวินคงไม่ปล่อยท่านไว้แน่”
“ข้าไม่เคยกลัวปัญหา!”
เฉินซานซือไม่ฟังคำเตือน เขาบีบวิญญาณเสือร้ายไว้แน่น แล้วปล่อย ‘ราชินีจักจั่น’ และ ‘ราชาจักจั่น’ ของแมลงกู่ออกมาเริ่มกัดกินวิญญาณทันที
แมลงกู่ที่เขาเลี้ยงไว้ กินซากศพเเก่นทองคำและวิญญาณเเรกเริ่มเป็นอาหาร พลังตบะจึงรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ใกล้จะถึงขั้นแปลงกายเต็มที
หลังจากแมลงทั้งสองรุมทึ้งวิญญาณเสือจนหมด เปลือกนอกของพวกมันก็เริ่มปริแตก ราวกับพร้อมจะลอกคราบได้ทุกเมื่อ
จบมื้อนี้...พวกมันคงห่างจากขั้นแปลงกาย เพียงก้าวเดียว
“สหายเต๋าทุกท่าน!”
ร่างธรรมสามเศียรหกกรของเฉินซานซือมองลงมายังเบื้องล่าง ทั้งสามหัวเอ่ยพร้อมกัน เสียงดังกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาด
“ใครอยากจะล้างแค้นให้ไอ้เดรัจฉานตัวนี้ ก็ดาหน้าเข้ามาได้เลย!”
“หึๆ” เฒ่าชิงมู่รีบออกตัวก่อนใคร “มันรนหาที่ตายเอง เกี่ยวอะไรกับข้า!”
“ใช่ๆ” เจ๋ออินเสริม “ข้าก็ไม่ค่อยสนิทกับพวกเทียนจวินหรอกนะ ที่พูดเมื่อกี้แค่เตือนด้วยความหวังดีเฉยๆ”
“คนหนุ่มนี่ช่างหยิ่งผยองเสียจริง” โหย่วซูซวินลูบเครา เอ่ยเสียงเรียบ “แต่เจ้าเสือนั่นตายๆไปซะก็ดี ถือว่าเจ้าช่วยกำจัดขยะ”
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครคิดแก้แค้น เฉินซานซือจึงสลายร่างธรรมยักษ์ กลับคืนสู่ร่างปกติ
เขาไม่ได้อยากหาเรื่อง แต่ความแค้นมันฝังรากลึก สู้ลงมือก่อนได้เปรียบ
ส่วนเรื่องมหาเถระเผ่าเทียนจวิน...ต่อให้เขาไม่ฆ่าเจ้านี่ คิดว่าเผ่าเสือจะยอมปล่อยเขาไปง่ายๆหรือ?
ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องอดทนอดกลั้นอีกต่อไป
“ฆ่าก็ฆ่าไปแล้ว จะพูดมากความทำไม” ไป๋ซู่อินเปลี่ยนเรื่อง “เรารีบไปที่จุดนัดพบเถอะ เดี๋ยวจะเลยเวลานัด ผู้อาวุโสเผ่าอื่นจะตำหนิเอาได้”
“ไป๋ซู่อิน” โหย่วซูซวินเอ่ยเสียงเข้ม “ครั้งนี้เผ่าจิ้งจอกส่งคนมาเยอะ ทำให้การป้องกันที่เผ่าหละหลวม เจ้าส่งแค่ตรงนี้ก็พอ ไม่ต้องตามไปแล้ว รีบกลับไปเฝ้าชิงชิวซะ”
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของไป๋ซู่อินเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง
“ผู้อาวุโสโหย่วซู การมาครั้งนี้ ผู้น้อยได้รับอนุญาตจากท่านบรรพชนไป๋เจ๋อ...”
เพล้ยะ!
โดยไม่มีสัญญาณเตือน โหย่วซูซวินตวัดแส้ปัดแมลงฟาดใส่ร่างนางอย่างแรง
แส้นั้นกลายเป็นลำแสงฟาดลงมาดั่งแส้เหล็ก ฉีกกระชากอากาศ ฟาดเข้าใส่ร่างนางเต็มแรง
“บังอาจเอาชื่อท่านไป๋เจ๋อมาขู่ข้ารึ!”
ไป๋ซู่อินกลัวลนลาน ไม่กล้าแม้แต่จะปัดป้อง ยอมรับการลงทัณฑ์แต่โดยดี นางล้มลงร้องโหยหวน ไหล่ปรากฏแผลเหวอะหวะเลือดอาบ
นางไม่กล้าบ่นสักคำ ได้แต่ร้องขอชีวิต
“ผู้น้อยมิกล้า! ผู้น้อยเพียงแค่อยากติดตามไปแสวงโชค เผื่อจะได้ของวิเศษกลับไปให้ลูกหลานตระกูลไป๋บ้าง!”
“หึ!” โหย่วซูซวินแค่นเสียง
“ครั้งนี้ข้าจะอนุโลมให้ แต่ถ้าคราวหน้าเจ้ากล้าแอบไปหาท่านไป๋เจ๋อลับหลังข้าอีก ตระกูลไป๋ของเจ้าจะไม่มีที่ยืน!”
“ผู้น้อยจะจำใส่ใจ จะไม่ให้มีครั้งหน้าอีกเจ้าค่ะ!”
ไป๋ซู่อินรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ
โหย่วซูซวินไม่สนใจนางอีก กลายร่างเป็นลำแสงพุ่งหายไปในความมืด
เจ๋ออินรีบตามไปติดๆ
เฉินซานซือมองภาพเหตุการณ์แล้วคิดในใจ
ดูเหมือนเผ่าอสูรไม่ได้ขัดแย้งกันแค่ระหว่างเผ่า แม้แต่ในเผ่าเดียวกันก็ยังแก่งแย่งชิงดีกันไม่น้อย
เหมือนจะอ่านใจเขาออก เฒ่าชิงมู่จึงอธิบาย
“ในเผ่าจิ้งจอก มีสี่ตระกูลใหญ่ คือ ‘โหย่วซู’, ‘ถูซาน’, ‘จ้าวรุ่ย’ และ ‘ไป๋’”
“ตระกูลไป๋ของนางจิ้งจอกนั่น เคยเป็นผู้นำเผ่ามาก่อน แต่ถูกเล่นงานจนตกต่ำ กลายเป็นตระกูลที่เล็กที่สุดในตอนนี้”
ไป๋ซู่อินค่อยๆลุกขึ้น ร่ายเวทรักษาแผลจนหายสนิท กลับมาสวยสะพรั่งเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“สหายตัวน้อยเฉินซานซือ ให้ท่านเห็นเรื่องน่าขายหน้าเสียแล้ว”
“มีอะไรน่าขายหน้าหรือขอรับ?” เฉินซานซือตอบเรียบๆ “รีบนำทางเถอะ อย่าให้เสียการใหญ่”
คณะเดินทางไม่รอช้า ขึ้นเรือเหาะพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังที่ตั้งของแดนลับ
ส่วนเจียงซีเยว่ที่ไม่สะดวกเปิดเผยตัว ก็ลอบติดตามมาอย่างเงียบๆ
“แดนลับแห่งนี้ชื่อว่า ‘ภูเขาเสวียนจิ้ง’ (กระจกแขวน)”
บนเรือเหาะ ไป๋ซู่อินเล่ารายละเอียด
“ในยุคบรรพกาล มันเคยเป็นป้อมปราการชายแดนของแคว้นเทียนสุ่ย ต่อมาเกิดสงครามใหญ่จนภูเขาทั้งลูกหลุดเข้าไปในมิติว่างเปล่า กลายเป็นแดนลับ นานๆทีถึงจะเปิดให้คนภายนอกเข้าไปได้ พอไปถึง สี่มหาเผ่าอสูรจะร่วมมือกันค้นหาตำแหน่งที่ตั้งและทางเข้า”
เฉินซานซือฟังดูแล้วคล้ายกับแดนลับเก้านรกหรือวังเซียนหลัวเซียว เป็นซากอารยธรรมโบราณที่หลงเหลือจากสงคราม
ไม่รู้ว่าโลกนี้เคยผ่านวิกฤตอะไรมาบ้าง ผู้ฝึกตนยุคปัจจุบันถึงต้องดิ้นรนขุดคุ้ยของเก่าจากยุคบรรพกาล ราวกับวิทยาการขาดช่วงไปอย่างหนัก
และครั้งนี้ เผ่าอสูรระดมพลระดับหัวกะทิมากันเพียบ ไม่รู้ว่าต้องการอะไรกันแน่ ถ้าแค่ของวิเศษก็พอว่า แต่ถ้าเป็นอาวุธทำลายล้าง...
เฉินซานซือคงไม่ยอมเป็นเครื่องมือให้พวกมันแน่
เขามองแผ่นหลังของโหย่วซูซวิน พลางครุ่นคิดแผนรับมือเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน...
เขาจำเป็นต้องพึ่งพาพวกอสูรเพื่อเข้าแดนลับ และเจียงซีเยว่ก็ต้องการของบางอย่าง จะกลับลำตอนนี้ก็ไม่ได้ คงต้องรอดูสถานการณ์ไปก่อน
ไม่รู้ตัวเลยว่าบินมาไกลหลายพันลี้ จนถึงชายแดนตะวันออกสุดของอาณาจักรหมื่นอสูร เบื้องหน้าคือทะเลหมอกไร้ที่สิ้นสุด
ทันใดนั้น...บรรยากาศรอบตัวพลันหนักอึ้ง
ห้วงมิติเหมือนถูกบิดเบือน กลายเป็นกำแพงอากาศขวางกั้น พวกเขาต้องรีบเบรกตัวโก่งเพื่อไม่ให้ชนกำแพงที่มองไม่เห็น
แต่ “กำแพง” นั้นกลับไม่ยอมอยู่เฉย มันเคลื่อนตัวเข้าหาพวกเขาพร้อมแรงกดดันมหาศาล หมายจะบดขยี้ทุกคนให้แหลกละเอียด
โหย่วซูซวินหน้าเครียด มองไปที่ยอดเขาไกลลิบ เห็นเงาร่างดำทะมึนยืนตระหง่านอยู่บนนั้น ราวกับค้ำยันฟ้าดินไว้เพียงลำพัง
กำแพงอากาศตรงหน้า...ไม่ใช่อะไรอื่น แต่เป็น คลื่นพลังหมัด ของคนผู้นั้น!
โหย่วซูซวินรีบร่ายเวท สะบัดแส้ปัดแมลงกลายเป็นแส้ยาวอัดแน่นด้วยไอปีศาจ ฟาดใส่คลื่นหมัดนั้นเต็มแรง
คลื่นหมัดสลายไป แต่ตัวเขาเองก็ถูกแรงสะท้อนถอยหลังไปหลายก้าว
“ใคร!”
“อย่ามาถามมาก! วันนี้ข้าจะกวาดล้างพวกเดรัจฉานอย่างพวกแก แทนเหล่าสหายที่ล่วงลับ!”
ร่างดำนั้นกระทืบเท้าเพียงครั้งเดียว มิติก็แตกกระจาย
ร่างนั้นหายวับไปปรากฏตัวเหนือศีรษะโหย่วซูซวิน ง้างหมัดขวาจนสุดล้า รวบรวมพลังธาตุทองอัดแน่นจนอากาศส่งเสียงหวีดหวิว ก่อนจะชกหมัดลงมาตูมเดียว!
ดั่งดวงอาทิตย์ระเบิดกลางฟ้า!
ผู้ฝึกยุทธ์...ขั้นกายาจำแลงฟ้าดินระดับปลาย!
ตูม!
ร่างของโหย่วซูซวินระเบิดเป็นเสี่ยงๆแต่ไม่มีเลือดเนื้อกระเด็น กลับกลายเป็นควันขาวจางหายไป
“วิชาจักจั่นลอกคราบ!”
บุรุษลึกลับแค่นหัวเราะ หมุนตัวกลับหลังทันควัน ปล่อยหมัดที่สองตามไป
หมัดนี้...ทรงพลังทำลายล้างฟ้าดิน!
โหย่วซูซวินตัวจริงที่เพิ่งโผล่ออกมา หลบไม่ทันแล้ว
เขาไม่ได้ตื่นตระหนก สะบัดแส้ดูดซับแสงจันทร์บนท้องฟ้า สร้างโล่พระจันทร์เต็มดวงขึ้นมาป้องกัน
หมัดปะทะโล่ โล่แตกกระจุย
จิ้งจอกเก้าหางกระเด็นไปไกลหลายร้อยจ้วง ทรงตัวอยู่บนเมฆ แต่ภูเขาด้านหลังพังทลายเป็นแถบ เกิดเป็นรอยหมัดขนาดยักษ์ประทับอยู่บนพื้นพิภพ
“หมัดสยบปฐพี! ยอดเยี่ยม!”
โหย่วซูซวินหรี่ตา มองชายร่างยักษ์สวมหมวกฟางชุดดำตรงหน้า
“ท่านคงจะเป็น...ไป่หลี่เสวียนเกอ ผู้ฝึกยุทธ์อิสระหนึ่งเดียวในเทียนสุ่ย ที่บรรลุขั้นกายาจำแลงฟ้าดินระดับปลายสินะ?”
ไป่หลี่เสวียนเกอ!
เฉินซานซือได้ยินชื่อนี้ก็ตกตะลึง
ในโลกมนุษย์ ผู้ฝึกยุทธ์มีน้อยยิ่งกว่าน้อย ผู้ที่ไปถึงระดับสูงยิ่งหายากราวงมเข็มในมหาสมุทร
ระดับกายาจำแลงฟ้าดินในเทียนสุ่ยมีไม่ถึงห้าคน และระดับปลาย...มีแค่คนเดียว!
นั่นคือไป่หลี่เสวียนเกอ!
เขาเป็นผู้ฝึกตนอิสระ ฝึกวิชาลมหายใจธาตุทอง ไม่ใช้อาวุธหรือยันต์ใดๆอาศัยเพียง ‘หมัดปราบมารทองคำคะนอง’....สร้างชื่อเสียงก้องโลก
เขาหายสาบสูญไปกว่าสองร้อยปี หลายคนนึกว่าตายไปแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะมาโผล่ที่นี่
“เจ้าจิ้งจอกเฒ่า!” เสียงของไป่หลี่เสวียนเกอดังกังวานดุจกลองศึก
“ในเมื่อรู้จักข้า ก็จงยอมตายซะดีๆอย่าให้เสียเวลา!”
“หึๆ” โหย่วซูซวินยิ้มเยาะ “หมัดปราบมารของท่านอาจจะร้ายกาจ แต่วิชามายาพันหน้าของเผ่าจิ้งจอกก็ใช่ย่อยนะ!”
“ตายซะ!”
ไป่หลี่เสวียนเกอบุกอีกครั้ง
โหย่วซูซวินใช้วิชาแปลงกายรับมือพัลวัน
แรงปะทะจากการต่อสู้รุนแรงจนเฉินซานซือและคนอื่นๆในระดับสี่ต้องกางม่านพลังป้องกัน
“ข้าคงสู้คนคนนี้ไม่ได้แน่...”
เฉินซานซือประเมินในใจ ความต่างชั้นของผู้ฝึกยุทธ์ ดูจะห่างไกลกว่าผู้ฝึกเซียนเสียอีก!
เจ๋ออินและชิงมู่ยืนดูอยู่ห่างๆไม่กล้าเข้าไปสอด
แม้โหย่วซูซวินจะมีลูกเล่นแพรวพราว แต่ก็ต้านทาน ‘หนึ่งหมัดทำลายหมื่นวิชา’ ไม่ไหว ผ่านไปไม่กี่สิบเพลงยุทธ์ ก็เริ่มตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด
ขืนเป็นแบบนี้ มีแค่สองทางเลือก...หนี หรือ ตาย!
ขณะที่ภูเขาพังทลายลงเรื่อยๆเสียงนกฟีนิกซ์ร้องก้องฟ้า แสงดาบเจ็ดสีฉีกกระชากราตรีกาล ฟันฉับลงมาที่ไป่หลี่เสวียนเกอ
“หืม?”
ไป่หลี่เสวียนเกอเพิ่งต่อยจิ้งจอกเฒ่ากระเด็นไปร้อยลี้ กำลังจะหลบดาบ แต่พื้นดินใต้เท้ากลับแยกออก เถาวัลย์สีม่วงพุ่งขึ้นมารัดแขนขาเขาไว้แน่นราวกับงูยักษ์
ด้วยพละกำลังมหาศาล เขายังดิ้นไม่หลุดในทันที จำต้องมองดูดาบเจ็ดสีฟาดลงมาที่หัว
ตูมมมม!
แผ่นดินยุบตัวเป็นหลุมลึก ฝุ่นควันฟุ้งกระจายบดบังทัศนวิสัย
ดาบและเถาวัลย์นี้ แฝงไอปีศาจระดับสูง มาจากยอดฝีมืออีกสองคน!
ชายรูปงามหน้าสวยยิ่งกว่าผู้หญิง สวมชุดขนนกห้าสี ร่อนลงมาจากฟ้า
หญิงสาวสวมชุดเขียว มีผ้าคลุมหน้า ยืนอยู่อีกด้าน
ทั้งสองยืนประจันหน้ากับไป่หลี่เสวียนเกอที่ค่อยๆเดินออกมาจากกลุ่มควัน
ไป่หลี่เสวียนเกอเสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นเล็กน้อย แต่ไร้รอยขีดข่วน เขามองกวาดไปยังปีศาจทั้งสามแล้วหัวเราะลั่น
“มหาเถระสามในสี่เผ่าใหญ่มารวมตัวกัน ยิ่งใหญ่จริงนะ!”
“ไป่หลี่เสวียนเกอ” มหาเถระเผ่าหงส์เพลิง ‘หวงจิ่วเย่า’ สายตาคมกริบ
“สี่ร้อยปีก่อน เจ้าฆ่าบุตรศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าเรา…ตอนนี้ถึงเวลาชำระแค้นแล้ว!”
“เลือดลมพลุ่งพล่านดีแท้” มหาเถระเผ่าไม้ ‘ถังอิ่งเจวี๋ย’ เอ่ยเสียงแหบพร่า
“ถ้าได้สูบพลังชีวิตเจ้า ข้าคงบรรลุเป็นเซียนได้เร็วขึ้น”
เฉินซานซือเฝ้ามองเงียบๆ
คนพวกนี้...คือจุดสูงสุดของโลกเบื้องล่างแล้ว!
ได้เห็นฝีมือพวกเขา เขาถึงรู้ว่าตัวเองยังต้องฝึกอีกเยอะ
“ฮ่าๆๆๆๆ” ไป่หลี่เสวียนเกอหัวเราะบ้าคลั่ง “อยากให้ข้าตายนัก ก็ดาหน้ากันเข้ามาเลย! วันนี้ข้าขออาละวาดให้สะใจหน่อยเถอะ!”
“ปากดีนัก!”
หวงจิ่วเย่าดีดนิ้ว ขนนกสีเขียวพุ่งออกไป กลายร่างเป็นนกฟีนิกซ์หยก ก่อพายุหมุนพุ่งเข้าใส่
“มาเลย!”
ไป่หลี่เสวียนเกอไม่ถอย สองมือคว้าคอหงส์หยกไว้แน่น ขาจมดินครูดไปข้างหลังเป็นรอยยาว…ก่อนจะคำรามลั่น ฉีกร่างนกฟีนิกซ์ขาดเป็นสองท่อนด้วยมือเปล่า!
………