เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 380 : สวมเสื้อคลุมมังกรให้เฉินซานซือ

บทที่ 380 : สวมเสื้อคลุมมังกรให้เฉินซานซือ

บทที่ 380 : สวมเสื้อคลุมมังกรให้เฉินซานซือ


บทที่ 380 : สวมเสื้อคลุมมังกรให้เฉินซานซือ

ภายในกระโจมบัญชาการใหญ่...

หลังจากตรากตรำมาเป็นเวลานาน ในที่สุดสงครามก็ใกล้จะสิ้นสุดลง

โดยพื้นฐานแล้ว เหล่าแม่ทัพนายกองแห่งเป่ยเหลียงได้มีโอกาสมารวมตัวกันดื่มสุราที่นี่อย่างยากเย็น

แต่กลับกลายเป็นว่า พอดื่มไปได้ครึ่งทาง ก็ได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองวันนี้

“เพล้ง——”

“ทำไมกัน?!”

แม่ทัพบางคนที่อารมณ์ร้อน ถึงกับคว่ำโต๊ะทิ้งทันที

“สู้กันมาจนถึงตอนนี้ ก็เกือบจะสามปีแล้ว!”

“สามปีเต็ม!”

“พวกเราสู้รบมาตลอดทางจากเป่ยเหลียงจนถึงเฝยสุ่ย!”

“พวกเรา​เคยได้กินข้าวดีๆสักมื้อ ได้นอนหลับสบายๆสักคืนบ้างไหม?!”

“ตอนนี้พอสงครามจบลง พวกตระกูลเฉาก็โบกมือไล่พวกเราไปอย่างนั้นรึ?!”

“ในใต้หล้านี้ จะมีเรื่องที่ง่ายดายถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน!”

“พูดถูก!”

“วันนี้มันไล่พวกเรากลับเป่ยเหลียง

พรุ่งนี้มันจะไม่ลดทอนอำนาจของเราหรือ?!”

“สิบวันที่หยุนโจวในครานั้น พี่น้องที่ชายแดนตายไปกี่คน?!”

“แล้วก็ที่กวนตู้! เกือบจะทำให้นายท่านต้องตาย!”

“ไอ้ลูกหมา!”

“ข้าไม่ยอม!”

“ข้าก็ไม่ยอม!”

“นายท่านเป็นอะไรไป…เรื่องแบบนี้ก็ยังทนได้อีกรึ?”

“ศิษย์น้องช่างโง่เขลาเสียจริง!”

เฉิงเว่ยค่อยๆวางถ้วยสุราในมือลง พลางพึมพำกับตัวเอง

“ในประวัติศาสตร์ทุกยุคทุกสมัย จะมีอ๋องต่างแซ่คนใดที่ครอบครองดินแดนถึงห้าเขตแล้วยังสามารถอยู่ร่วมกับราชสำนักได้อย่างสันติสุข?”

“ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นอ๋องต่างแซ่

ต่อให้จะเรียกขานกันว่าพี่น้องสนิทสนมเพียงใด

เขาก็ยังคงแซ่เฉิน!”

“บางที...” เย่เฟิ่งซิวอุ้มฝักดาบไว้ในอ้อมแขน

“ศิษย์น้องอาจจะกำลังกังวลเรื่องของสำนักกุ้ยหยวนอยู่กระมัง”

“ข้าว่านะ ไม่ต้องไปสนใจอะไรทั้งนั้น!” หวังจื๋อกล่าวด้วยความหัวเสีย

“เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าเท่านั้น จะถอยไม่ได้”

“หากกลับไปยังเป่ยเหลียง แล้วจะกลับมายึดจงหยวนอีก ก็ต้องสู้รบกันใหม่อีกรอบ! เมื่อถึงตอนนั้น จะต้องมีพี่น้องตายไปอีกกี่คน?!”

“พี่ว่าใช่หรือไม่...พี่สี่?! ...พี่สี่ไปไหนแล้ว?!”

“เเล้วเจ้าซูล่ะ?”

“เมื่อกี้พวกเขาสองคนยังอยู่ที่นี่อยู่เลยมิใช่รึ?”

“ไม่ได้!”

“ไปตามพวกเขาสองคนมา!”

“วันนี้เรื่องนี้จะต้องพูดคุยกันให้รู้เรื่อง!”

….

ราตรีเงียบสงัด แสงจันทร์เลือนลางสาดส่องลงมาอย่างเยือกเย็น

ณ มุมหนึ่งของอำเภอป้า...ในศาลากลางสวน ภายใต้ดอกสาลี่นับพันนับหมื่นดอก...

“แค่กๆๆ...”

เสียงไอที่ดังเป็นระยะๆ สลับกับเสียงวางเม็ดหมากล้อม ดูโดดเด่นชัดเจนในค่ำคืนอันเงียบสงัด

บัณฑิตในชุดสีเขียวครามและบัณฑิตชราผู้ถือพัดขนนกและสวมผ้าโพกศีรษะ กำลังนั่งเล่นหมากล้อมกันใต้ต้นไม้โดยอาศัยแสงจันทร์

“เรื่องในวันนี้...”

ฟางชิงหยุนพูดไปได้ครึ่งประโยค ก็ต้องหยุดหอบหายใจอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ยต่อว่า

“ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร?”

“จะไปไม่ได้” ซูเหวินไฉกล่าวด้วยน้ำเสียงค่อนข้างกังวล

“หากไปในครั้งนี้ ก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เป่ยเหลียงมีแต่ต้องเดินหน้าเท่านั้น จะถอยไม่ได้”

“แน่นอน...เหตุผลที่ข้าน้อยเข้าใจ นายท่านย่อมต้องเข้าใจอย่างแน่นอน”

“คิดว่า...ท่านอ๋องคงจะมีความกังวลของตนเองอยู่”

“หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรแล้ว ข้าน้อยก็ไม่มีความสามารถที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของท่านอ๋องได้จริงๆ”

“ข้ารู้ว่าเขากำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่ แต่ถึงแม้จะไม่มีเรื่องนี้ ตามนิสัยของเขาแล้วก็ใช่ว่าจะยอมไปฉางอัน”

“และนี่ก็คือสิ่งที่เราเคยคุยกันไว้คราวก่อนว่า... เมื่อถึงเวลาจำเป็น ก็ต้องผลักดันเขาสักหน่อย”

ฟางชิงหยุนวางเม็ดหมากล้อมลงอย่างหนักแน่น

“ท่านซู ข้ายอมแพ้”

“ซื้ดดด~” ซูเหวินไฉสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

“หมากกระดานนี้ของท่านฟาง ช่างเดินได้เสี่ยงอันตรายเสียจริง แทบจะเรียกว่าเป็นการแลกชีวิตกันเลยทีเดียว”

“สุดท้ายก็ชนะข้าไปได้เพียงครึ่งแต้ม แต่ถ้าหากข้าจับทางได้ ท่านก็แพ้ไปแล้ว”

“ชนะครึ่งแต้มก็คือชนะ มิใช่รึ?” ฟางชิงหยุนจบหมากกระดานนี้ลง พลางกล่าวอย่างเรียบเฉย

“สำนักกุ้ยหยวนในครั้งนี้ คือ ‘ตั๊กแตนจับจั๊กจั่น โดยมิรู้ว่ามีขมิ้นอยู่เบื้องหลัง”

“เช่นนั้นก็ให้ข้าเป็นคนไล่ขมิ้นตัวนั้นไปเสียเถิด”

เขากล่าวพลางเปิดเผยแผนการทั้งหมดออกมา

“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร?!” ซูเหวินไฉลุกขึ้นพรวดพราด

“ใจเย็นๆ ก่อน ฟังข้าพูดช้าๆ” ฟางชิงหยุนไอออกมาเบาๆสองสามครั้ง

“บัดนี้ศิษย์น้องของข้ามีวิทยายุทธ์สูงส่ง มีกำลังทหารเพียงพอ แต่แท้จริงแล้ว...หากจะทำการใหญ่ให้สำเร็จ ยังขาดอยู่อีกสองประการ”

“ใช่แล้ว” ซูเหวินไฉหยิบพัดขนนกขึ้นมาโบกเบาๆ

“เฉาฮวน ในช่วงสองปีมานี้ ได้เลียนแบบท่านอ๋องในการกำจัดข้าวทิพย์หลิงเหอ…และหลังจากขึ้นครองราชย์ก็ยิ่งอภัยโทษให้ทั่วหล้า อีกทั้งยังมีป้ายทองของตระกูลเฉาเป็นเครื่องค้ำประกัน”

“ราชวงศ์ต้าเซิ่งในตอนนี้ ต่อให้จะผุพังเพียงใด ก็ยังคงเลี้ยงดูบัณฑิตมานานถึงสามร้อยปี”

“และเมื่อรวมกับครั้งนี้...”

“เฉาฮวน ก็มิได้ลดทอนอำนาจทางการทหาร…สอง มิได้กักตัวประกันไว้ในเมืองหลวง

กระทั่งตราหยกแผ่นดินและดาบหลงยวนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของราชบัลลังก์ก็ยังมอบให้ท่านอ๋อง โดยอ้างว่าเป็นการฝากไว้ชั่วคราว”

“เมื่อทำตามขั้นตอนเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะก่อการใดๆได้เลย”

“เรียกได้ว่าปราศจากความชอบธรรม หากจะแข็งขืนกระทำไป ชาวใต้หล้าจะยอมรับหรือไม่ยังเป็นเรื่องรอง แต่จะมีผลกระทบต่อดวงชะตาแห่งแว่นแคว้นอันลึกลับซับซ้อนหรือไม่นั้น ก็ยากที่จะกล่าวได้”

จักรพรรดิทุกยุคทุกสมัยต่างให้ความสำคัญกับ “ความชอบธรรม”

และให้ความสำคัญกับ “การได้มาซึ่งแผ่นดินอย่างถูกต้อง” ซึ่งย่อมต้องมีเหตุผลของมันอยู่

จนกระทั่งบัดนี้...ซูเหวินไฉจึงได้ตื่นรู้ในที่สุดว่าในคืนที่เขาสังเกตดวงดาวบนท้องฟ้า เหตุใดแม้จักรพรรดิองค์เก่าจะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว

จักรพรรดิองค์ใหม่ที่เป็นดาวจื่อเวยจากเป่ยเหลียง ก็ยังมิอาจเข้าสู่บัลลังก์ห้าจักรพรรดิได้

ท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงขาดบางสิ่งที่ลึกลับซับซ้อนอยู่

“ดังนั้น...” ซูเหวินไฉขมวดคิ้ว

“ท่านฟางจึงได้เตรียมที่จะใช้ตนเอง…ยิงธนูดอกเดียวได้นกสองตัวรึ?”

“ทั้งสามารถรับประกันความชอบธรรมในการก่อการ สร้างดวงชะตาของแคว้นขึ้นมาใหม่

และยังสามารถไล่ขมิ้นตัวนั้นไปได้อีกด้วย ทำให้ท่านอ๋องไม่ต้องมีความกังวลใดๆอีกต่อไป?”

ทันใดนั้น เขาก็พลันเข้าใจความหมายของหมากกระดานสุดท้ายของบัณฑิตในชุดสีเขียวครามผู้นี้ในทันที

กุนซือใช้ตนเองเป็นหมากในกระดาน เดินหมากเพื่อเอาชนะสวรรค์ครึ่งแต้ม

“ไม่ได้!”

ซูเหวินไฉวางพัดขนนกลงอย่างหนักแน่น พลางหรี่ตาลงเล็กน้อย

“เรื่องนี้...มอบให้ข้าผู้นี้เป็นคนทำจะดีกว่า!”

“ข้าน้อยเป็นเพียงสามัญชนจากผอหยาง อีกทั้งยังเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา หากสามารถใช้ร่างกายเนื้อสร้างดวงชะตาของแคว้นขึ้นมาได้ ก็ถือว่าชื่อเสียงจะขจรขจายไปชั่วกาลนาน”

“สหายเหวินไฉ หรือท่านก็อยากจะเป็นคนธรรมดาที่ทำเรื่องธรรมดาๆด้วยรึ? แค่กๆ…”

ฟางชิงหยุนแย้มยิ้มบางที่มุมปากซีดเซียวของเขา

“ฟางผู้นี้อายุขัยใกล้จะหมดสิ้นแล้ว การใช้ร่างที่ใกล้จะตายเอาชนะผู้บำเพ็ญเพียรจากเทียนสุ่ยได้ ไฉนเลยจะไม่สะใจเล่า?”

“หากสหายเหวินไฉยังจะพูดอีก ข้าน้อยคงจะต้องคิดว่าท่านอยากจะแย่งชิงความดีความชอบ ชิงความโดดเด่น ทำให้ชาวใต้หล้าคิดว่ามังกรหลับแข็งแกร่งกว่าหงส์อ่อน”

“ท่าน…เตรียมการทุกอย่างพร้อมแล้วรึ?” ซูเหวินไฉกล่าวอย่างเคร่งขรึม

“เมื่อครั้งที่อยู่ในเมืองหลวงโยวหลัน ก็เคยได้ยินมาจากปากของผู้บำเพ็ญเพียรผู้หนึ่งชื่อเฉียนฉีเหริน”

“เมื่อถึงตอนนั้นก็มีการเตรียมการไว้บ้างแล้ว” ฟางชิงหยุนพยักหน้า

“และเมื่อรวมกับข้อมูลที่วังเมฆาให้มา หากข้าไปเองก็มีโอกาสสำเร็จถึงเก้าส่วน และเรื่องนี้ก็มีเพียงข้าเท่านั้นที่ทำได้”

ใต้ศาลาเงียบงัน

เนิ่นนานผ่านไป…ซูเหวินไฉจึงได้กลับลงนั่งอีกครั้ง

“เรื่องนี้ห้ามให้ศิษย์น้องของข้ารู้เป็นอันขาด มิเช่นนั้นแล้วจะต้องไม่สำเร็จแน่”

จากนั้น ฟางชิงหยุนหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมา พร้อมกับทิ้งขลุ่ยหยกเลาหนึ่งไว้ พลางกล่าวอย่างสงบนิ่ง

“หลังจากข้าไปแล้ว รบกวนสหายเหวินไฉช่วยนำของเหล่านี้ไปมอบให้ศิษย์น้องของข้าด้วย”

“ได้” ซูเหวินไฉรับของมาเก็บไว้อย่างดี

“ท่านฟาง… ไม่คิดจะพูดคุยกับท่านอ๋องอีกสักหน่อยหรือ?”

“ไม่ล่ะ” ฟางชิงหยุนส่ายหน้าเบาๆ

“เรื่องไม่ลับ ย่อมรั่วไหล”

ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ก็มีเสียงอึกทึกครึกโครมดังมาจากด้านนอก

“ท่านอาจารย์!” เป็นฉีเฉิงที่รีบวิ่งเข้ามา

“ด้านนอกมีแม่ทัพจากค่ายทหารมากันหลายคน ขอพบท่านอาจารย์ทั้งสองให้ได้ ดูเหมือนว่าจะเป็นเพราะเรื่องเมื่อตอนกลางวันขอรับ”

“ให้พวกเขาเข้ามาเถิด”

ในเวลาไม่นาน ลานบ้านก็เต็มไปด้วยกลุ่มคนจำนวนมาก

ทุกคนล้วนสวมชุดเกราะ พกดาบที่เอว เป็นแม่ทัพนายกองในกองทัพทั้งสิ้น

หลังจากผ่านการจัดระเบียบและขยายกำลัง กองทัพเป่ยเหลียงในปัจจุบันมีกำลังพลถึงสามแสนนาย

นั่นหมายความว่าเพียงแค่แม่ทัพใหญ่ประจำหน่วยก็มีอย่างน้อยสามสิบคนแล้ว

และเมื่อหักลบกับลู่จี๋และคนอื่นๆที่นำทัพอยู่ข้างนอก ก็เรียกได้ว่าพื้นที่ลานบ้านเต็มไปด้วยแม่ทัพนายกองแทบทั้งหมด

“เรื่องเมื่อตอนกลางวันพวกท่านได้ยินกันแล้วรึยัง?!”

“เจ้าซู!”

“ตระกูลเฉาจะให้พวกเราถอนทัพ!”

“จะยอมได้รึ?”

“แน่นอนว่ายอมไม่ได้!”

“ตระกูลเฉายังคิดจะขี้รดหัวพวกเราไปตลอดชีวิิตรึไง?!”

“น่าขยะแขยง!”

“พี่สี่!” หวังจื๋อกล่าวอย่างไม่เกรงใจ

“พวกเราจะลืมไม่ได้นะ ว่าเมื่อก่อนเฉาไคปฏิบัติต่ออาจารย์อย่างไร! ตอนนี้เฉาฮวนภายนอกดูสุภาพอ่อนน้อม…นั่นก็เป็นเพราะเขามีกำลังไม่พอ ไม่กล้าที่จะแตกหัก ช่างเหมือนเฉาไคไม่มีผิด!”

“ใช่แล้ว” เฉิงเว่ยกล่าวเสริม

“เขาหนุนหลังด้วยสำนักกุ้ยหยวน ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังกำลังวางแผนอะไรอยู่…ต่อให้ไม่ใช่เพื่อพวกเราเอง ก็ต้องคิดถึงพี่น้องแห่งเป่ยเหลียงให้ดีๆ”

“พี่สี่” หรงเยี่ยนชิวเอ่ยปาก

“พวกท่านยังไม่รีบตัดสินใจอีกรึ?”

…..

“ท่านแม่ทัพทุกท่านใจเย็นๆ ก่อน… แผนการมีแล้ว” ซูเหวินไฉลุกขึ้นยืนอธิบาย

“มีแล้ว?”

“แผนอะไร?”

“บุกตรงไปยังฉางอันเลยรึ?”

ฟางชิงหยุนและซูเหวินไฉสบตากัน แต่ก็ยังไม่มีใครรีบพูดอะไรออกมา

“เฮ้!”

“พวกท่านสองคนจะเล่นลิ้นอะไรกัน?”

“ถ้ายังไม่รีบพูดแผนการของพวกท่านออกมา พวกเราก็จะไปหานายท่านโดยตรงแล้วนะ”

“จะว่าอย่างไรก็ตาม พวกเราก็จะไม่ถอนทัพ!”

….

“เจ้าเฉิงน้อย” ซูเหวินไฉโบกมือ

“ไป…ไปเอาของในห้องหนังสือของข้ามา”

ฉีเฉิงรีบทำตามทันที และในเวลาไม่ถึงชั่วจิบชา เขาก็กลับมาที่ลานบ้านอีกครั้ง

ในอ้อมแขนมีหีบไม้ใบหนึ่งที่ใส่กุญแจทองเหลืองไว้

“ไอ้หีบเน่าๆ ใบนี่อีกแล้ว” เฟิงหยงพึมพำ

“สองปีมานี้ท่านจะไปไหนก็เอาไปด้วย ไม่รู้ว่าข้างในใส่อะไรเป็นของวิเศษ แล้วมันจะเกี่ยวอะไรกับเรื่องในตอนนี้ด้วย?”

“เกี่ยวจริงๆ” ซูเหวินไฉโบกพัดขนนกเบาๆ

“และยังเป็นการแก้ปัญหาให้สิ้นซากในคราวเดียว…หลังจากนี้ก็จะไม่มีใครสามารถมาหาเรื่องพวกเราเป่ยเหลียงได้อีกต่อไป”

“วิเศษถึงเพียงนั้นเชียวรึ?”

“ข้างในมีอะไร?”

“ทำไมไม่รีบเอาออกมาแต่เนิ่นๆ?”

“เดี๋ยวดูก็รู้เอง!” ซูเหวินไฉกล่าวพลางโยนกุญแจดอกหนึ่งออกมา

“ทำเป็นลึกลับ!” หวังจื๋อรับกุญแจมา พลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

“ข้าจะดูซิว่ามันจะวิเศษวิโสสักแค่ไหนกันเชียว!”

“แกร๊ก”

กุญแจไขแม่กุญแจทองเหลืองออก พร้อมกับเสียง “เอี๊ยด”

ฝาหีบถูกเปิดออก เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของสิ่งที่อยู่ภายใน

“ให้ตายเถอะ…” ทันใดนั้นร่างกายกำยำของหวังจื๋อพลันสั่นสะท้าน

“อะไร?”

เหล่าแม่ทัพนายกองต่างพากันเบียดเสียดเข้ามาเพื่อดูให้ชัดๆ

เมื่อทุกคนที่เห็นสิ่งที่อยู่ข้างในได้อย่างชัดเจน สีหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้นทันที ก่อนจะเงียบงัน

ลานบ้านที่เคยอึกทึกครึกโครม ในเวลาไม่กี่ลมหายใจก็กลับเงียบสงัดราวกับป่าช้า

และในท้ายที่สุด ซูเหวินไฉเป็นผู้ทำลายความเงียบลง

“ท่านแม่ทัพทุกท่าน…มีความเห็นว่าอย่างไร?”

“ดี! ดีเยี่ยม!” หวังจื๋อเป็นคนแรกที่ทุบโต๊ะ

“เป็นวิธีที่ดีจริงๆ!”

“ใช่แล้ว!” จ้าวคังตะโกนเสียงดัง

“มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น พวกเรากองทัพเป่ยเหลียงจึงจะไม่ต้องถูกรังแกอีกต่อไป! ไอ้ตระกูลเฉาอะไรนั่น…ก็แค่ตดหมาเท่านั้นแหละ!”

“น่าจะทำเช่นนี้ตั้งนานแล้ว! น่าจะทำเช่นนี้ตั้งนานแล้ว!”

เหล่าแม่ทัพนายกองที่เป็นชาวบ้านจากผอหยางด้วยกันเป็นกลุ่มแรกที่เห็นด้วย

“ข้าก็เห็นด้วย” เฉิงเว่ยกล่าวอย่างครุ่นคิด

“ในเมื่อไม่ว่าใครจะเป็นฮ่องเต้ก็ต้องระแวงเป่ยเหลียงอยู่ดี…เช่นนั้นแล้ว ฮ่องเต้ผู้นี้ สู้ให้ศิษย์น้องเป็นเสียเองไม่ดีกว่ารึ?”

“อืม” หรงเยี่ยนชิวพยักหน้า

“สมควรให้ศิษย์น้องเล็กเป็นคนทำจริงๆ”

เหล่าศิษย์พี่น้องหลังผ่านการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็แสดงความยินดีที่จะสนับสนุนเช่นกัน

และในท้ายที่สุด ก็คือเหล่าแม่ทัพนายกองแห่งเป่ยเหลียงที่เหลือ ทั้งคนเก่าและคนใหม่… แต่ก็เช่นเดียวกัน ไม่มีผู้ใดคัดค้านแม้แต่คนเดียว

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หากเรื่องนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ ก็ย่อมเป็นคุณงามความดีและความสำเร็จอันยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขาเช่นกัน

ระหว่างการเป็นทหารใต้บัญชาของเป่ยเหลียงอ๋อง กับการเป็นทหารรักษาพระองค์ขององค์ฮ่องเต้

ทางเลือกใดจะส่งผลดีต่ออนาคตมากกว่ากันนั้น… ทุกคนต่างรู้ดีแก่ใจ

ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือคุณงามความดีในการสนับสนุนมังกรขึ้นสู่บัลลังก์!

…………………….

จบบทที่ บทที่ 380 : สวมเสื้อคลุมมังกรให้เฉินซานซือ

คัดลอกลิงก์แล้ว