- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 379 : แผนการต่อไป
บทที่ 379 : แผนการต่อไป
บทที่ 379 : แผนการต่อไป
บทที่ 379 : แผนการต่อไป
วันที่สิบแปด เดือนสาม ปีเจิ้งถ่งที่หนึ่ง ศึกแห่งเฝยสุ่ยประกาศสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ
กองกำลังของฝ่าบาทเจิ้งถ่งและกองทัพเป่ยเหลียงเริ่มเคลื่อนทัพ กวาดล้างไปทั่วทิศ ทั้งทางใต้ ตะวันออก และตะวันตก
ในเวลาไม่ถึงสองเดือน แผ่นดินต้าเซิ่งก็กลับสู่ความสงบ
แคว้นตงชิ่ง หนานซู หรือแม้แต่ซีฉี
เมื่อทราบข่าวว่าฮ่องเต้หลงชิ่งถูกสังหาร…ต่างก็พากันหวาดหวั่นต่อบุรุษชุดขาวผู้นี้จนมิอาจเอ่ยนาม
เเละไม่มีผู้ใดกล้ากระทำการอุกอาจอีกต่อไป
สำนักต่างๆที่อยู่​ฝ่ายตรงข้าม เริ่มทยอยถอนกำลังกลับไปยังทวีปเทียนสุ่ย เพื่อรายงานสถานการณ์ก่อนตัดสินใจครั้งต่อไป
ปลายเดือนห้า สำนักกุ้ยหยวนเริ่มปฏิบัติการ “ตัดหัว” ต่อแคว้นตงชิ่ง หนานซู และซีฉี
เเละเมื่อปราศจากผู้บำเพ็ญเพียรคอยคุ้มครอง…ฮ่องเต้ของทั้งสามแคว้นจึงสิ้นพระชนม์ลงอย่างต่อเนื่อง
สุดท้ายองค์ชายแห่งซีฉียอมถวายสาสน์ยอมจำนน ส่วนอีกสองแคว้นอยู่ในสภาพง่อนแง่น
เดือนหก กองทัพเป่ยเหลียงกวาดล้างสิบกว่าเขตจนราบคาบ…สถานการณ์ใต้หล้าเริ่มกลับสู่ความมั่นคง
ปลายเดือนหก ฮ่องเต้เจิ้งถ่งพร้อมเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ เสด็จเข้าสู่เมืองหลวงฉางอัน
หลังจากประกอบพิธีบวงสรวงบรรพชนที่พระอารามหลวงแล้ว ก็ทรงย้ายเข้าประทับในพระราชวังต้าหมิงอย่างเป็นทางการ
ขณะเดียวกัน กองทัพเป่ยเหลียงยังคงกวาดล้างทางตอนเหนือต่อไป
นับแต่นั้นมา โดยมีลุ่มน้ำเฝยสุ่ยเป็นเส้นแบ่งเขต
แดนเหนือได้อยู่ภายใต้การควบคุมโดยพฤตินัยของเป่ยเหลียง
แดนใต้เป็นของราชสำนัก
….
ณ ตำหนักจงเจวี๋ย
หลังเสร็จสิ้นการประชุมขุนนางในท้องพระโรง
ฮ่องเต้เฉาฮวนทรงนำเหล่าขุนนางคนสนิทและผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนักกุ้ยหยวนมายังตำหนัก เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับแผนการบริหารบ้านเมืองต่อไป
“ฝ่าบาท!”
“เป่ยเหลียงอ๋องมีกำลังทหารกว่า สามแสนนาย ส่วนอาณาเขตที่ควบคุมนั้น คือทางเหนือจรดเทือกเขาหลัวเทียน ทางใต้จรดลุ่มน้ำเฝยสุ่ย….นับว่าครอบครองพื้นที่ไปแล้วถึงครึ่งหนึ่งของแผ่นดิน”
“ต่อให้เป็นอ๋องต่างแซ่ที่ปกครองหัวเมือง ก็ไม่ควรมีเมืองขึ้นมากมายถึงเพียงนี้พ่ะย่ะค่ะ!”
“เฉินซานซือผู้ทรงพลังในตอนนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังนำทัพเป่ยเหลียงกว่าแปดหมื่นนายไปพักทัพที่อำเภอป้า ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง…การที่เขาอยู่ใกล้ฉางอันมากถึงเพียงนี้ มิอาจไม่ระวังพ่ะย่ะค่ะ!”
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” เสนาบดีกรมกลาโหม-หมิงชิงเฟิง กล่าวเสริม
“ในศึกแห่งเฝยสุ่ย การอัญเชิญดวงดาวลงมานั้น...อิทธิฤทธิ์สะท้านฟ้าเช่นนี้ หากไม่กำจัดเสีย ไม่ช้าก็เร็วจะเกิดเรื่องใหญ่แน่พ่ะย่ะค่ะ!”
“แล้วก็ตราหยกพิทักษ์แผ่นดินอีกพ่ะย่ะค่ะ!”
ขุนนางคนอื่นๆกล่าวเสริมขึ้นมา
“เฉินซานซือถึงกับลงมือปลงพระชนม์อดีตฮ่องเต้ด้วยตนเอง หลังจากนั้นไม่ว่าจะเป็นดาบหลงยวนหรือตราหยกพิทักษ์แผ่นดินก็ไม่ได้ทูลเกล้าฯถวาย นั่นแสดงให้เห็นว่าในใจของเขามีความคิดที่จะก่อกบฏอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ!”
….
“เหล่าขุนนางที่รัก”
“ตามความเห็นของพวกท่าน บัดนี้ควรจะทำเช่นไรดี?” ฮ่องเต้เฉาฮวนตรัสด้วยความกังวลพระทัย
“กระหม่อมยังคงยืนยันคำเดิมพ่ะย่ะค่ะ….ต่อให้ฝ่าบาททรงเชื่อใจเป่ยเหลียงอ๋อง ทรงมองเขาเป็นดั่งพี่น้องร่วมอุทร แต่ก็ไม่อาจปราศจากใจที่คอยระแวดระวังได้เป็นอันขาด” ซ่างกวนไห่ชางกล่าว
“กระหม่อมขอทูลเสนอแผนการอย่างอาจหาญพ่ะย่ะค่ะ”
“โปรดออกราชโองการให้เฉินซานซือส่งมอบดาบเจ็ดดาวหลงยวนและตราหยกพิทักษ์แผ่นดินโดยทันที เเละส่งเขาไปโจมตีตงชิ่งทางตะวันออก”
“ไม่ได้เด็ดขาด!”
เยี่ยนอ๋อง เฉาจือ รีบเดินทางมายังตำหนักจงเจวี๋ย เเละคัดค้านข้อเสนอของซ่างกวนไห่ชางในทันที
“เสด็จพี่! คนผู้นี้ไม้อ่อนได้ ไม้แข็งไม่ได้”
“เมื่อหลายปีก่อนก็เป็นเพราะอดีตฮ่องเต้ทรงบีบคั้นให้เขาเข้าเมืองหลวง จึงเกิดเหตุกบฏเป่ยเหลียงขึ้น”
“แม้ตอนนี้เขาจะมีกองทัพใหญ่ในมือ แต่ยังมิได้แตกหักกับราชสำนัก…ดังนั้นเราทำได้เพียงเจรจาเท่านั้น มิอาจบีบคั้นได้”
“น้องสิบสองพูดมีเหตุผล!”
“เฉินซานซือคือพี่น้องของเจิ้น…ผู้ใดก็ตามที่กล่าวหาว่าเขาคิดการกบฏ ยุยงให้ความสัมพันธ์ระหว่างข้าผู้เป็นประมุขกับขุนนางและพี่น้องแตกร้าว…เจิ้นจะสั่งประหารมันผู้นั้นเสีย!” เฉาฮวนตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“แต่ว่าเยี่ยนอ๋อง...หลังจากนี้จะจัดการเรื่องของน้องชายข้าอย่างไรดี อันที่จริงก็นับว่าเป็นปัญหาที่มิใช่น้อยเลย”
“เสด็จพี่” เยี่ยนอ๋อง เฉาจือกล่าว
“ให้เป็นหน้าที่ของน้องเองเถิดพ่ะย่ะค่ะ…น้องจะไปจัดการเรื่องนี้ร่วมกับเหล่าท่านเซียนจากสำนักกุ้ยหยวนเอง”
“ไม่!” ฮ่องเต้เฉาฮวนลุกขึ้นยืน
“เพื่อแสดงความจริงใจ เจิ้นจะไปด้วยตนเอง”
“เพื่อมิให้มีผู้ใดไปถ่ายทอดความหมายของเจิ้นผิดพลาด จนทำให้น้องชายของเจิ้นไม่พอใจอีก!”
“น้องสิบสอง รบกวนเจ้าไปเชิญท่านเซียนมาที่นี่โดยทันที…เเล้วส่งเจิ้นไปพบเป่ยเหลียงอ๋อง เพื่อหารือเรื่องราวใหญ่หลวงของใต้หล้าหลังจากนี้!”
….
ณ พระราชวังไท่จี๋
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนักกุ้ยหยวนพำนักอยู่ที่นี่เป็นการชั่วคราว
และในขณะเดียวกันก็กำลังปรึกษาหารือกันว่าควรจัดการกับความสัมพันธ์กับเป่ยเหลียงอ๋องอย่างไร
“พวกท่านอย่าได้ลืม” เฉียนฉีเหรินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“พูดให้ถึงที่สุดแล้ว คนผู้นี้ก็เป็นศิษย์ของผู้บัญชาการ​ซุน ที่เรียกว่าผู้พิทักษ์…หาใช่การสืบทอดที่ดีงามอันใดไม่”
“เมื่อหลายปีก่อน ผู้บัญชาการ​ซุนไปทำลายเส้นชีพจร​วิญญาณ​เส้นหนึ่งที่สุดขอบฟ้า”
“ใช่แล้ว อีกทั้งคนผู้นี้ยังมีของวิเศษล้ำค่าอยู่กับตัวมากมาย”
“หากยังปล่อยปละละเลยต่อไป เขาอาจถึงกับยึดครองเส้นชีพจร​วิญญาณ​ทั้งหมดไว้เสียเอง”
“และเมื่ออาศัยผนึกฟ้าดินเป็นเครื่องป้องกัน พวกเราก็ทำอะไรเขาไม่ได้เลย”
“แต่ว่า...ตอนนี้​พวกเราก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่ดีไม่ใช่รึ!”
“ในมือของเขามีทั้งดาบหลงยวนและตราหยกพิทักษ์แผ่นดิน…บวกกับระดับพลังขั้นกลางของขอบเขตพลังแท้จริง…แล้วใครเล่าจะทำอะไรเขาได้?”
“ท่านผู้อาวุโสหวง!” ทุกคนต่างหันไปมองยังมุมหนึ่งของลานกว้าง
ที่ซึ่งมีผู้บำเพ็ญเพียรชราผู้หนึ่งนั่งดื่มเหล้าหวงอยู่บนรถเทียมลา
ในช่วงสองเดือนมานี้ ไม่ทราบเหตุใด ผู้เฒ่าหวงเหล่าจิ่วมักปลีกตัวอยู่คนเดียวเสมอ…ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดเรื่องอะไรอยู่
จนมีผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่งตะโกนเรียกขึ้นมาโดยตรง
พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วผู้เฒ่าหวงมีศักดิ์เป็นเช่นไร
อีกทั้งในยามปกติก็ไม่ได้ถือตัวอะไร จึงเรียกขานกันเช่นนี้ไป
“ซื้ดดด~”
ผู้เฒ่าหวงเหล่าจิ่วซดเหล้าหวงของชาวบ้านที่เต็มไปด้วยสิ่งเจือปนและรสขมฝาด
บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยปรากฏแววทุกข์ใจหลายส่วน
“สิ่งนั้นคืออะไรกันนะ?”
“ปราณบริสุทธิ์สายนั้นคือสิ่งใดกัน?”
“ทวีปตงเซิ่งเสินโจว... มีของวิเศษล้ำค่าอยู่มากมายเพียงใดกันแน่?
“ดาบหลงยวน... ตราหยกพิทักษ์แผ่นดิน...แล้วยังจะมีลูกแก้วเร้นลับนั่นอีก!”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปราณเร้นลับสีครามสายหนึ่งภายในลูกแก้วนั้น… ถึงกับทำให้ผู้สัมผัสรู้สึกเย็นเยียบจนขนลุกชัน น่าเสียดาย ที่ถูกผนึกกดทับไว้”
ในสภาวะปกติ ผู้เฒ่าหวงเหล่าจิ่วก็สามารถแสดงพลังได้เพียงระดับหลอมปราณเท่านั้น ทำให้ไม่มีเวลาพอจะใช้วิชาตรวจสอบขั้นสูงเพื่อสัมผัสรายละเอียดอย่างลึกซึ้ง
แต่ทว่า...เจ้าหนุ่มนั่นไม่ได้ไล่ฆ่าตามมา นั่นก็แสดงว่าเขาเองก็ไม่กล้าใช้มันอย่างพร่ำเพรื่อเช่นกัน
ทั้งสองฝ่ายอยู่ในสภาวะคุมเชิงกัน คล้ายกับสงคราม
….
“ท่านมัวแต่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ได้?!” เฉียนฉีเหรินยื่นมือไปโบกตรงหน้าเขา
“​พวกเรากำลังกลุ้มใจกันอยู่ว่า หากเฉินซานซือเกิดพลิกหน้าขึ้นมาจะทำอย่างไรดี”
“ไม่หรอก ไม่หรอก”
ผู้เฒ่าหวงเหล่าจิ่วได้สติกลับคืนมา เผยฟันหน้าที่หลอไปพลางกล่าวมั่นใจ
“เขาไม่มีทางพลิกหน้ากับพวกเราหรอก”
“โอ้?...เหตุใดท่านจึงมั่นใจเช่นนั้น?”
“มีคนแก่อย่างข้าอยู่…เขาก็ยังคงต้องไว้หน้าข้าอยู่บ้างเล็กน้อย” ผู้เฒ่าหวงเหล่าจิ่วกล่าวเรียบง่าย
“ท่าน?...ก็แค่ด้วยค่ายกลระดับสองของท่านน่ะรึ?” เฉียนฉีเหรินกล่าวด้วยความไม่ใส่ใจ
“สหายเฉียน…ท่านมิอาจล่วงเกินท่านผู้อาวุโสหวงได้!” ชุยจื่อเฉินรีบเตือนสติ​
“ไม่เป็นไร ผู้เฒ่าหวงไม่ถือสาหรอก” เฉียนฉีเหรินกล่าวต่อ​
“เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ…ไปพูดคุยกับเฉินซานซือดู ขอเพียงยื้อเวลาออกไปได้อีกสักหลายปี รอจนเส้นชีพจรวิญญาณฟื้นคืน หรือหาหนทางอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงผนึกของทวีปตงเซิ่งเสินโจว”
“จากนั้น เขาก็จะไม่เป็นภัยคุกคามต่อพวกเราอีกต่อไป”
นี่คือกลยุทธ์ที่ดีที่สุดที่สำนักกุ้ยหยวนปรึกษาหารือกันออกมา
….
ครึ่งชั่วยามให้หลัง...พวกเขานำฮ่องเต้เจิ้งถ่งเหาะเหินไปในอากาศ เพื่อตามหาเป่ยเหลียงอ๋อง
ณ อำเภอป้า
หลังศึกแห่งเฝยสุ่ย กองทัพเป่ยเหลียงได้จัดระเบียบและจัดการเรื่องจิปาถะในแต่ละพื้นที่ใหม่ และสุดท้ายก็ได้ตั้งกองบัญชาการกลางไว้ที่นี่เป็นการชั่วคราว
เฉินซานซือเองก็กำลังพักฟื้นรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ในเมือง
ดาบหลงยวนได้ทำร้ายเส้นลมปราณของเขาจนเสียหาย เพียงสองเดือนยังมิอาจรักษาให้หายดี
“ท่านอ๋อง…คนผู้นั้นจากเมืองหลวงมาหาท่านแล้วขอรับ”
ณ ห้องโถงใหญ่ในจวนผู้ว่าการอำเภอ เฉินซานซือได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับเพื่อพบปะกับฮ่องเต้
“น้องพี่!”
หลังดื่มกินกันไปได้สามรอบ ฮ่องเต้เฉาฮวนเริ่มเข้าสู่ประเด็นหลัก
“บัดนี้ใต้หล้าสงบสุขแล้ว ไม่ทราบว่าหลังจากนี้เจ้ามีความคิดเห็นประการใด?”
“น้องพี่อย่าได้เข้าใจผิด เจิ้นมิได้มาเพื่อทวงของคืน…ไม่ว่าจะเป็นดาบหลงยวนหรือตราหยกพิทักษ์แผ่นดิน ให้เจ้าเก็บรักษาไว้เป็นการชั่วคราวก่อน”
“เจิ้นเชื่อใจน้องพี่!”
“นอกจากนี้...เจิ้นเตรียมมอบดินแดนห้าเขตทางตอนเหนือทั้งหมดให้เป็นศักดินาแก่น้องพี่”
“หลังจากนี้น้องพี่สามารถเข้าเมืองหลวงมาเยี่ยมเจิ้นได้ทุกเมื่อ…เข้าออกได้อย่างอิสระ ไม่มีผู้ใดขัดขวาง!”
เพียงไม่กี่ประโยค ฮ่องเต้ชิงความได้เปรียบในทุกด้านไปแล้ว
เฉาฮวนมิได้เรียกร้องของที่ริบมาแม้แต่ชิ้นเดียว
ตราหยกพิทักษ์แผ่นดินก็ไม่ต้องการ
เเถมยังให้อิสระในการเข้าออกเมืองหลวงอีกด้วย…นี่คือพระคุณดั่งขุนเขา
แต่แท้จริงแล้ว...ความหมายที่ซ่อนเร้นคือหวังให้อีกฝ่ายยอมสละดินแดนจงหยวน และนำทัพกลับไปยังเป่ยเหลียงอย่างสงบเสงี่ยม
เพื่อให้เฉินซานซือยังคงเป็นเป่ยเหลียงอ๋องต่อไป
“ดีขอรับ” เฉินซานซือกล่าวสงบ
“อีกสิบวัน กระหม่อมจะนำทัพกลับสู่เป่ยเหลียง ให้ใต้หล้าได้พักฟื้นฟู”
“แต่ก่อนหน้านั้น กระหม่อมมีเรื่องที่ไม่สมควรจะขออยู่หลายข้อ”
“ข้อแรก ในตงเซิ่นเสินโจวนี้มิอาจมีข้าวทิพย์​อีกแม้แต่ต้นเดียว
“ข้อสอง...”
เฉินซานซือเสนอเงื่อนไขหลายข้อเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของราษฎร…รวมถึงภาษี และเรื่องอื่นๆ
สำหรับเงื่อนไขเหล่านี้ เฉาฮวนโต้แย้งเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่ตอบตกลงในทันที
การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นเกินคาด
ฮ่องเต้เฉาฮวนฉลาดเฉลียว เขาต้องการเป่ยเหลียงอ๋อง
หากปราศจากเป่ยเหลียงอ๋อง เขาก็จะไม่มีเครื่องมือคานอำนาจกับสำนักกุ้ยหยวน
ดังนั้นชั่วคราวนี้ จะไม่มีทางแตกหักกับเป่ยเหลียงอ๋อง
เพียงครึ่งวัน ทุกเรื่องถูกตัดสิน
ภายนอกดูสงบสุขและปรองดอง ราวกับเฉินซานซือเป็นพี่น้องร่วมอุทรกับตระกูลเฉาจริงๆ
เย็นวันนั้น ฮ่องเต้เจิ้งถ่งเสด็จออกจากอำเภอป้ากลับฉางอันด้วยพระทัยเบิกบาน
และเมื่อทุกคนจากไปหมด เฉินซานซือฟุบลงกับโต๊ะ รินสุราดื่มเพียงลำพัง…มองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิด จมดิ่งสู่ภวังค์ความคิด
สำหรับเขา หลายสิ่งหลายอย่างไม่สำคัญ
ขอเพียงมั่นใจว่าตนแข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า ก็สามารถรักษาสงบสุขของโลกไว้ได้
แต่เคราะห์ร้ายที่กำจัดฮ่องเต้หลงชิ่งไป ก็ต้องเจอกับสำนักกุ้ยหยวนอีก
ในงานเลี้ยงเมื่อครู่นี้ ผู้เฒ่าหวงผู้นั้นดูเหมือนนั่งกินดื่มไม่ใส่ใจ…เเต่แท้จริงแล้วเขากำลังใช้ตนเป็นเครื่องต่อรองกับอำนาจทางการทหารของเฉินซานซือ
ในขณะที่เฉินซานซือเปิดโอกาสให้สำนักกุ้ยหยวนเข้าใกล้เส้นชีพจรวิญญาณ
หลังจากนี้...จะต้องแย่งชิงเวลากัน!
เฉินซานซือเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายต้องการยื้อเวลา และตัวเขาเองก็เช่นกัน
หากเรื่องราวทั้งหมดยุติลงชั่วคราว
หลังกลับเป่ยเหลียง สิ่งแรกที่เฉินซานซือต้องทำคือหาวิธีหลอกล่อผู้เฒ่าหวงเหล่าจิ่วให้ลงมือ เพื่อทำลายของวิเศษที่บดบังชะตาฟ้าที่อยู่กับเขา
ตามข้อมูลที่ได้มา ผู้เฒ่าหวงมีโอกาสลงมือได้เพียงครั้งเดียว
หลังจากนั้น ของวิเศษที่ใช้บดบังชะตาฟ้าก็จะสูญเสียพลัง
นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้เฒ่าหวงไม่กล้าลงมือที่ภูเขาหัวเสือ
เขากลัวของวิเศษต่างๆเช่น ดาบหลงยวน ลูกแก้วเร้นลับ และกังวลว่าหากโจมตีครั้งเดียวไม่สำเร็จ ก็จะไม่มีโอกาสอีกต่อไป
ข้อสอง...เฉินซานซือต้องจัดการกับเส้นชีพจรวิญญาณ
การฟื้นคืนชีพของเส้นชีพจรวิญญาณเป็นเรื่องที่มิอาจหยุดยั้งได้
แต่วิธีทำลายเส้นชีพจรวิญญาณยังต้องหาเบาะแสจากของดูต่างหน้าที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้
ศิษย์พี่สี่เองอาจพอรู้อะไรอยู่บ้าง
…..
ในขณะเดียวกัน...นอกอำเภอป้า
ณ ค่ายทหารกองทัพเป่ยเหลียง กระโจมบัญชาการกลาง
เนื้อหาการสนทนาในงานเลี้ยงระหว่างฮ่องเต้และเป่ยเหลียงอ๋องแพร่ไปถึงหูแม่ทัพนายกองเเล้ว
“ว่ายังไงนะ?!”
“ถอนทัพ?!”
“พวกเราทำสงครามกันมาตั้งหลายปี…เพิ่งยึดจงหยวนมาได้หมาดๆ ตระกูลเฉามีสิทธิ์อะไรมาสั่งให้พวกเราถอนทัพกลับเป่ยเหลียง?!”
“เรื่อง​นี้…ยอมไม่ได้!”
………………..