เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 379 : แผนการต่อไป

บทที่ 379 : แผนการต่อไป

บทที่ 379 : แผนการต่อไป


บทที่ 379 : แผนการต่อไป

วันที่สิบแปด เดือนสาม ปีเจิ้งถ่งที่หนึ่ง ศึกแห่งเฝยสุ่ยประกาศสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ

กองกำลังของฝ่าบาทเจิ้งถ่งและกองทัพเป่ยเหลียงเริ่มเคลื่อนทัพ กวาดล้างไปทั่วทิศ ทั้งทางใต้ ตะวันออก และตะวันตก

ในเวลาไม่ถึงสองเดือน แผ่นดินต้าเซิ่งก็กลับสู่ความสงบ

แคว้นตงชิ่ง หนานซู หรือแม้แต่ซีฉี

เมื่อทราบข่าวว่าฮ่องเต้หลงชิ่งถูกสังหาร…ต่างก็พากันหวาดหวั่นต่อบุรุษชุดขาวผู้นี้จนมิอาจเอ่ยนาม

เเละไม่มีผู้ใดกล้ากระทำการอุกอาจอีกต่อไป

สำนักต่างๆที่อยู่​ฝ่ายตรงข้าม เริ่มทยอยถอนกำลังกลับไปยังทวีปเทียนสุ่ย เพื่อรายงานสถานการณ์ก่อนตัดสินใจครั้งต่อไป

ปลายเดือนห้า สำนักกุ้ยหยวนเริ่มปฏิบัติการ “ตัดหัว” ต่อแคว้นตงชิ่ง หนานซู และซีฉี

เเละเมื่อปราศจากผู้บำเพ็ญเพียรคอยคุ้มครอง…ฮ่องเต้ของทั้งสามแคว้นจึงสิ้นพระชนม์ลงอย่างต่อเนื่อง

สุดท้ายองค์ชายแห่งซีฉียอมถวายสาสน์ยอมจำนน ส่วนอีกสองแคว้นอยู่ในสภาพง่อนแง่น

เดือนหก กองทัพเป่ยเหลียงกวาดล้างสิบกว่าเขตจนราบคาบ…สถานการณ์ใต้หล้าเริ่มกลับสู่ความมั่นคง

ปลายเดือนหก ฮ่องเต้เจิ้งถ่งพร้อมเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ เสด็จเข้าสู่เมืองหลวงฉางอัน

หลังจากประกอบพิธีบวงสรวงบรรพชนที่พระอารามหลวงแล้ว ก็ทรงย้ายเข้าประทับในพระราชวังต้าหมิงอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน กองทัพเป่ยเหลียงยังคงกวาดล้างทางตอนเหนือต่อไป

นับแต่นั้นมา โดยมีลุ่มน้ำเฝยสุ่ยเป็นเส้นแบ่งเขต

แดนเหนือได้อยู่ภายใต้การควบคุมโดยพฤตินัยของเป่ยเหลียง

แดนใต้เป็นของราชสำนัก

….

ณ ตำหนักจงเจวี๋ย

หลังเสร็จสิ้นการประชุมขุนนางในท้องพระโรง

ฮ่องเต้เฉาฮวนทรงนำเหล่าขุนนางคนสนิทและผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนักกุ้ยหยวนมายังตำหนัก เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับแผนการบริหารบ้านเมืองต่อไป

“ฝ่าบาท!”

“เป่ยเหลียงอ๋องมีกำลังทหารกว่า สามแสนนาย ส่วนอาณาเขตที่ควบคุมนั้น คือทางเหนือจรดเทือกเขาหลัวเทียน ทางใต้จรดลุ่มน้ำเฝยสุ่ย….นับว่าครอบครองพื้นที่ไปแล้วถึงครึ่งหนึ่งของแผ่นดิน”

“ต่อให้เป็นอ๋องต่างแซ่ที่ปกครองหัวเมือง ก็ไม่ควรมีเมืองขึ้นมากมายถึงเพียงนี้พ่ะย่ะค่ะ!”

“เฉินซานซือผู้ทรงพลังในตอนนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังนำทัพเป่ยเหลียงกว่าแปดหมื่นนายไปพักทัพที่อำเภอป้า ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง…การที่เขาอยู่ใกล้ฉางอันมากถึงเพียงนี้ มิอาจไม่ระวังพ่ะย่ะค่ะ!”

“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” เสนาบดีกรมกลาโหม-หมิงชิงเฟิง กล่าวเสริม

“ในศึกแห่งเฝยสุ่ย การอัญเชิญดวงดาวลงมานั้น...อิทธิฤทธิ์สะท้านฟ้าเช่นนี้ หากไม่กำจัดเสีย ไม่ช้าก็เร็วจะเกิดเรื่องใหญ่แน่พ่ะย่ะค่ะ!”

“แล้วก็ตราหยกพิทักษ์แผ่นดินอีกพ่ะย่ะค่ะ!”

ขุนนางคนอื่นๆกล่าวเสริมขึ้นมา

“เฉินซานซือถึงกับลงมือปลงพระชนม์อดีตฮ่องเต้ด้วยตนเอง หลังจากนั้นไม่ว่าจะเป็นดาบหลงยวนหรือตราหยกพิทักษ์แผ่นดินก็ไม่ได้ทูลเกล้าฯถวาย นั่นแสดงให้เห็นว่าในใจของเขามีความคิดที่จะก่อกบฏอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ!”

….

“เหล่าขุนนางที่รัก”

“ตามความเห็นของพวกท่าน บัดนี้ควรจะทำเช่นไรดี?” ฮ่องเต้เฉาฮวนตรัสด้วยความกังวลพระทัย

“กระหม่อมยังคงยืนยันคำเดิมพ่ะย่ะค่ะ….ต่อให้ฝ่าบาททรงเชื่อใจเป่ยเหลียงอ๋อง ทรงมองเขาเป็นดั่งพี่น้องร่วมอุทร แต่ก็ไม่อาจปราศจากใจที่คอยระแวดระวังได้เป็นอันขาด” ซ่างกวนไห่ชางกล่าว

“กระหม่อมขอทูลเสนอแผนการอย่างอาจหาญพ่ะย่ะค่ะ”

“โปรดออกราชโองการให้เฉินซานซือส่งมอบดาบเจ็ดดาวหลงยวนและตราหยกพิทักษ์แผ่นดินโดยทันที เเละส่งเขาไปโจมตีตงชิ่งทางตะวันออก”

“ไม่ได้เด็ดขาด!”

เยี่ยนอ๋อง เฉาจือ รีบเดินทางมายังตำหนักจงเจวี๋ย เเละคัดค้านข้อเสนอของซ่างกวนไห่ชางในทันที

“เสด็จพี่! คนผู้นี้ไม้อ่อนได้ ไม้แข็งไม่ได้”

“เมื่อหลายปีก่อนก็เป็นเพราะอดีตฮ่องเต้ทรงบีบคั้นให้เขาเข้าเมืองหลวง จึงเกิดเหตุกบฏเป่ยเหลียงขึ้น”

“แม้ตอนนี้เขาจะมีกองทัพใหญ่ในมือ แต่ยังมิได้แตกหักกับราชสำนัก…ดังนั้นเราทำได้เพียงเจรจาเท่านั้น มิอาจบีบคั้นได้”

“น้องสิบสองพูดมีเหตุผล!”

“เฉินซานซือคือพี่น้องของเจิ้น…ผู้ใดก็ตามที่กล่าวหาว่าเขาคิดการกบฏ ยุยงให้ความสัมพันธ์ระหว่างข้าผู้เป็นประมุขกับขุนนางและพี่น้องแตกร้าว…เจิ้นจะสั่งประหารมันผู้นั้นเสีย!” เฉาฮวนตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“แต่ว่าเยี่ยนอ๋อง...หลังจากนี้จะจัดการเรื่องของน้องชายข้าอย่างไรดี อันที่จริงก็นับว่าเป็นปัญหาที่มิใช่น้อยเลย”

“เสด็จพี่” เยี่ยนอ๋อง เฉาจือกล่าว

“ให้เป็นหน้าที่ของน้องเองเถิดพ่ะย่ะค่ะ…น้องจะไปจัดการเรื่องนี้ร่วมกับเหล่าท่านเซียนจากสำนักกุ้ยหยวนเอง”

“ไม่!”  ฮ่องเต้เฉาฮวนลุกขึ้นยืน

“เพื่อแสดงความจริงใจ เจิ้นจะไปด้วยตนเอง”

“เพื่อมิให้มีผู้ใดไปถ่ายทอดความหมายของเจิ้นผิดพลาด จนทำให้น้องชายของเจิ้นไม่พอใจอีก!”

“น้องสิบสอง รบกวนเจ้าไปเชิญท่านเซียนมาที่นี่โดยทันที…เเล้วส่งเจิ้นไปพบเป่ยเหลียงอ๋อง เพื่อหารือเรื่องราวใหญ่หลวงของใต้หล้าหลังจากนี้!”

….

ณ พระราชวังไท่จี๋

เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนักกุ้ยหยวนพำนักอยู่ที่นี่เป็นการชั่วคราว

และในขณะเดียวกันก็กำลังปรึกษาหารือกันว่าควรจัดการกับความสัมพันธ์กับเป่ยเหลียงอ๋องอย่างไร

“พวกท่านอย่าได้ลืม” เฉียนฉีเหรินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

“พูดให้ถึงที่สุดแล้ว คนผู้นี้ก็เป็นศิษย์ของผู้บัญชาการ​ซุน ที่เรียกว่าผู้พิทักษ์…หาใช่การสืบทอดที่ดีงามอันใดไม่”

“เมื่อหลายปีก่อน ผู้บัญชาการ​ซุนไปทำลายเส้นชีพจร​วิญญาณ​เส้นหนึ่งที่สุดขอบฟ้า”

“ใช่แล้ว อีกทั้งคนผู้นี้ยังมีของวิเศษล้ำค่าอยู่กับตัวมากมาย”

“หากยังปล่อยปละละเลยต่อไป เขาอาจถึงกับยึดครองเส้นชีพจร​วิญญาณ​ทั้งหมดไว้เสียเอง”

“และเมื่ออาศัยผนึกฟ้าดินเป็นเครื่องป้องกัน พวกเราก็ทำอะไรเขาไม่ได้เลย”

“แต่ว่า...ตอนนี้​พวกเราก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่ดีไม่ใช่รึ!”

“ในมือของเขามีทั้งดาบหลงยวนและตราหยกพิทักษ์แผ่นดิน…บวกกับระดับพลังขั้นกลางของขอบเขตพลังแท้จริง…แล้วใครเล่าจะทำอะไรเขาได้?”

“ท่านผู้อาวุโสหวง!”  ทุกคนต่างหันไปมองยังมุมหนึ่งของลานกว้าง

ที่ซึ่งมีผู้บำเพ็ญเพียรชราผู้หนึ่งนั่งดื่มเหล้าหวงอยู่บนรถเทียมลา

ในช่วงสองเดือนมานี้ ไม่ทราบเหตุใด ผู้เฒ่าหวงเหล่าจิ่วมักปลีกตัวอยู่คนเดียวเสมอ…ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดเรื่องอะไรอยู่

จนมีผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่งตะโกนเรียกขึ้นมาโดยตรง

พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วผู้เฒ่าหวงมีศักดิ์เป็นเช่นไร

อีกทั้งในยามปกติก็ไม่ได้ถือตัวอะไร จึงเรียกขานกันเช่นนี้ไป

“ซื้ดดด~”

ผู้เฒ่าหวงเหล่าจิ่วซดเหล้าหวงของชาวบ้านที่เต็มไปด้วยสิ่งเจือปนและรสขมฝาด

บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยปรากฏแววทุกข์ใจหลายส่วน

“สิ่งนั้นคืออะไรกันนะ?”

“ปราณบริสุทธิ์สายนั้นคือสิ่งใดกัน?”

“ทวีปตงเซิ่งเสินโจว... มีของวิเศษล้ำค่าอยู่มากมายเพียงใดกันแน่?

“ดาบหลงยวน... ตราหยกพิทักษ์แผ่นดิน...แล้วยังจะมีลูกแก้วเร้นลับนั่นอีก!”

“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปราณเร้นลับสีครามสายหนึ่งภายในลูกแก้วนั้น… ถึงกับทำให้ผู้สัมผัสรู้สึกเย็นเยียบจนขนลุกชัน น่าเสียดาย ที่ถูกผนึกกดทับไว้”

ในสภาวะปกติ ผู้เฒ่าหวงเหล่าจิ่วก็สามารถแสดงพลังได้เพียงระดับหลอมปราณเท่านั้น ทำให้ไม่มีเวลาพอจะใช้วิชาตรวจสอบขั้นสูงเพื่อสัมผัสรายละเอียดอย่างลึกซึ้ง

แต่ทว่า...เจ้าหนุ่มนั่นไม่ได้ไล่ฆ่าตามมา นั่นก็แสดงว่าเขาเองก็ไม่กล้าใช้มันอย่างพร่ำเพรื่อเช่นกัน

ทั้งสองฝ่ายอยู่ในสภาวะคุมเชิงกัน คล้ายกับสงคราม

….

“ท่านมัวแต่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ได้?!” เฉียนฉีเหรินยื่นมือไปโบกตรงหน้าเขา

“​พวกเรากำลังกลุ้มใจกันอยู่ว่า หากเฉินซานซือเกิดพลิกหน้าขึ้นมาจะทำอย่างไรดี”

“ไม่หรอก ไม่หรอก”

ผู้เฒ่าหวงเหล่าจิ่วได้สติกลับคืนมา เผยฟันหน้าที่หลอไปพลางกล่าวมั่นใจ

“เขาไม่มีทางพลิกหน้ากับพวกเราหรอก”

“โอ้?...เหตุใดท่านจึงมั่นใจเช่นนั้น?”

“มีคนแก่อย่างข้าอยู่…เขาก็ยังคงต้องไว้หน้าข้าอยู่บ้างเล็กน้อย” ผู้เฒ่าหวงเหล่าจิ่วกล่าวเรียบง่าย

“ท่าน?...ก็แค่ด้วยค่ายกลระดับสองของท่านน่ะรึ?” เฉียนฉีเหรินกล่าวด้วยความไม่ใส่ใจ

“สหายเฉียน…ท่านมิอาจล่วงเกินท่านผู้อาวุโสหวงได้!” ชุยจื่อเฉินรีบเตือนสติ​

“ไม่เป็นไร ผู้เฒ่าหวงไม่ถือสาหรอก” เฉียนฉีเหรินกล่าวต่อ​

“เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ…ไปพูดคุยกับเฉินซานซือดู ขอเพียงยื้อเวลาออกไปได้อีกสักหลายปี รอจนเส้นชีพจรวิญญาณฟื้นคืน หรือหาหนทางอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงผนึกของทวีปตงเซิ่งเสินโจว”

“จากนั้น เขาก็จะไม่เป็นภัยคุกคามต่อพวกเราอีกต่อไป”

นี่คือกลยุทธ์ที่ดีที่สุดที่สำนักกุ้ยหยวนปรึกษาหารือกันออกมา

….

ครึ่งชั่วยามให้หลัง...พวกเขานำฮ่องเต้เจิ้งถ่งเหาะเหินไปในอากาศ เพื่อตามหาเป่ยเหลียงอ๋อง

ณ อำเภอป้า

หลังศึกแห่งเฝยสุ่ย กองทัพเป่ยเหลียงได้จัดระเบียบและจัดการเรื่องจิปาถะในแต่ละพื้นที่ใหม่ และสุดท้ายก็ได้ตั้งกองบัญชาการกลางไว้ที่นี่เป็นการชั่วคราว

เฉินซานซือเองก็กำลังพักฟื้นรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ในเมือง

ดาบหลงยวนได้ทำร้ายเส้นลมปราณของเขาจนเสียหาย เพียงสองเดือนยังมิอาจรักษาให้หายดี

“ท่านอ๋อง…คนผู้นั้นจากเมืองหลวงมาหาท่านแล้วขอรับ”

ณ ห้องโถงใหญ่ในจวนผู้ว่าการอำเภอ เฉินซานซือได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับเพื่อพบปะกับฮ่องเต้

“น้องพี่!”

หลังดื่มกินกันไปได้สามรอบ ฮ่องเต้เฉาฮวนเริ่มเข้าสู่ประเด็นหลัก

“บัดนี้ใต้หล้าสงบสุขแล้ว ไม่ทราบว่าหลังจากนี้เจ้ามีความคิดเห็นประการใด?”

“น้องพี่อย่าได้เข้าใจผิด เจิ้นมิได้มาเพื่อทวงของคืน…ไม่ว่าจะเป็นดาบหลงยวนหรือตราหยกพิทักษ์แผ่นดิน ให้เจ้าเก็บรักษาไว้เป็นการชั่วคราวก่อน”

“เจิ้นเชื่อใจน้องพี่!”

“นอกจากนี้...เจิ้นเตรียมมอบดินแดนห้าเขตทางตอนเหนือทั้งหมดให้เป็นศักดินาแก่น้องพี่”

“หลังจากนี้น้องพี่สามารถเข้าเมืองหลวงมาเยี่ยมเจิ้นได้ทุกเมื่อ…เข้าออกได้อย่างอิสระ ไม่มีผู้ใดขัดขวาง!”

เพียงไม่กี่ประโยค ฮ่องเต้ชิงความได้เปรียบในทุกด้านไปแล้ว

เฉาฮวนมิได้เรียกร้องของที่ริบมาแม้แต่ชิ้นเดียว

ตราหยกพิทักษ์แผ่นดินก็ไม่ต้องการ

เเถมยังให้อิสระในการเข้าออกเมืองหลวงอีกด้วย…นี่คือพระคุณดั่งขุนเขา

แต่แท้จริงแล้ว...ความหมายที่ซ่อนเร้นคือหวังให้อีกฝ่ายยอมสละดินแดนจงหยวน และนำทัพกลับไปยังเป่ยเหลียงอย่างสงบเสงี่ยม

เพื่อให้เฉินซานซือยังคงเป็นเป่ยเหลียงอ๋องต่อไป

“ดีขอรับ” เฉินซานซือกล่าวสงบ

“อีกสิบวัน กระหม่อมจะนำทัพกลับสู่เป่ยเหลียง ให้ใต้หล้าได้พักฟื้นฟู”

“แต่ก่อนหน้านั้น กระหม่อมมีเรื่องที่ไม่สมควรจะขออยู่หลายข้อ”

“ข้อแรก ในตงเซิ่นเสินโจวนี้มิอาจมีข้าวทิพย์​อีกแม้แต่ต้นเดียว

“ข้อสอง...”

เฉินซานซือเสนอเงื่อนไขหลายข้อเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของราษฎร…รวมถึงภาษี และเรื่องอื่นๆ

สำหรับเงื่อนไขเหล่านี้ เฉาฮวนโต้แย้งเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่ตอบตกลงในทันที

การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นเกินคาด

ฮ่องเต้เฉาฮวนฉลาดเฉลียว เขาต้องการเป่ยเหลียงอ๋อง

หากปราศจากเป่ยเหลียงอ๋อง เขาก็จะไม่มีเครื่องมือคานอำนาจกับสำนักกุ้ยหยวน

ดังนั้นชั่วคราวนี้ จะไม่มีทางแตกหักกับเป่ยเหลียงอ๋อง

เพียงครึ่งวัน ทุกเรื่องถูกตัดสิน

ภายนอกดูสงบสุขและปรองดอง ราวกับเฉินซานซือเป็นพี่น้องร่วมอุทรกับตระกูลเฉาจริงๆ

เย็นวันนั้น ฮ่องเต้เจิ้งถ่งเสด็จออกจากอำเภอป้ากลับฉางอันด้วยพระทัยเบิกบาน

และเมื่อทุกคนจากไปหมด เฉินซานซือฟุบลงกับโต๊ะ รินสุราดื่มเพียงลำพัง…มองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิด จมดิ่งสู่ภวังค์ความคิด

สำหรับเขา หลายสิ่งหลายอย่างไม่สำคัญ

ขอเพียงมั่นใจว่าตนแข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า ก็สามารถรักษาสงบสุขของโลกไว้ได้

แต่เคราะห์ร้ายที่กำจัดฮ่องเต้หลงชิ่งไป ก็ต้องเจอกับสำนักกุ้ยหยวนอีก

ในงานเลี้ยงเมื่อครู่นี้ ผู้เฒ่าหวงผู้นั้นดูเหมือนนั่งกินดื่มไม่ใส่ใจ…เเต่แท้จริงแล้วเขากำลังใช้ตนเป็นเครื่องต่อรองกับอำนาจทางการทหารของเฉินซานซือ

ในขณะที่เฉินซานซือเปิดโอกาสให้สำนักกุ้ยหยวนเข้าใกล้เส้นชีพจรวิญญาณ

หลังจากนี้...จะต้องแย่งชิงเวลากัน!

เฉินซานซือเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายต้องการยื้อเวลา และตัวเขาเองก็เช่นกัน

หากเรื่องราวทั้งหมดยุติลงชั่วคราว

หลังกลับเป่ยเหลียง สิ่งแรกที่เฉินซานซือต้องทำคือหาวิธีหลอกล่อผู้เฒ่าหวงเหล่าจิ่วให้ลงมือ เพื่อทำลายของวิเศษที่บดบังชะตาฟ้าที่อยู่กับเขา

ตามข้อมูลที่ได้มา ผู้เฒ่าหวงมีโอกาสลงมือได้เพียงครั้งเดียว

หลังจากนั้น ของวิเศษที่ใช้บดบังชะตาฟ้าก็จะสูญเสียพลัง

นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้เฒ่าหวงไม่กล้าลงมือที่ภูเขาหัวเสือ

เขากลัวของวิเศษต่างๆเช่น ดาบหลงยวน ลูกแก้วเร้นลับ และกังวลว่าหากโจมตีครั้งเดียวไม่สำเร็จ ก็จะไม่มีโอกาสอีกต่อไป

ข้อสอง...เฉินซานซือต้องจัดการกับเส้นชีพจรวิญญาณ

การฟื้นคืนชีพของเส้นชีพจรวิญญาณเป็นเรื่องที่มิอาจหยุดยั้งได้

แต่วิธีทำลายเส้นชีพจรวิญญาณยังต้องหาเบาะแสจากของดูต่างหน้าที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้

ศิษย์พี่สี่เองอาจพอรู้อะไรอยู่บ้าง

…..

ในขณะเดียวกัน...นอกอำเภอป้า

ณ ค่ายทหารกองทัพเป่ยเหลียง กระโจมบัญชาการกลาง

เนื้อหาการสนทนาในงานเลี้ยงระหว่างฮ่องเต้และเป่ยเหลียงอ๋องแพร่ไปถึงหูแม่ทัพนายกองเเล้ว

“ว่ายังไงนะ?!”

“ถอนทัพ?!”

“พวกเราทำสงครามกันมาตั้งหลายปี…เพิ่งยึดจงหยวนมาได้หมาดๆ ตระกูลเฉามีสิทธิ์อะไรมาสั่งให้พวกเราถอนทัพกลับเป่ยเหลียง?!”

“เรื่อง​นี้…ยอมไม่ได้!”

………………..

จบบทที่ บทที่ 379 : แผนการต่อไป

คัดลอกลิงก์แล้ว