- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 381 : สวมเสื้อคลุมมังกรให้เฉินซานซือ (2)
บทที่ 381 : สวมเสื้อคลุมมังกรให้เฉินซานซือ (2)
บทที่ 381 : สวมเสื้อคลุมมังกรให้เฉินซานซือ (2)
บทที่ 381 : สวมเสื้อคลุมมังกรให้เฉินซานซือ (2)
“เพียงแต่ว่า…” เย่เฟิ่งซิว ผู้ซึ่งปกติเป็นคนพูดน้อย เอ่ยขึ้น
“ศิษย์น้องเขาเอง…เกรงว่าจะไม่ยินยอม”
“ก็จริง” เฉิงเว่ยลูบคาง ครุ่นคิด
“การเจรจากับเฉาฮวนในวันนี้
อันที่จริงแล้ว ศิษย์น้องก็เป็นฝ่ายยอมถอนตัวออกจากจงหยวนเอง หากเขาไม่ยอมถอย แล้วใครเล่าจะทำอะไรพวกเราได้?”
“ในเมื่อเขายอมตกลงที่จะถอนทัพ ก็น่าจะหมายความว่า เขาไม่ได้มีใจใฝ่ในราชบัลลังก์จริงๆ”
“หรือว่า…พวกเราจะลองไปพูดคุยกับศิษย์น้องดูดีหรือไม่?”
“ท่านอ๋องไม่มีทางเห็นด้วยหรอกขอรับ” ซูเหวินไฉกล่าวขัดจังหวะ
“ดังนั้นในวันนี้ ซูผู้นี้จึงรอให้ท่านแม่ทัพทุกท่านมารวมตัวกันที่นี่ อีกทั้งเรื่องเช่นนี้ จะปล่อยให้ท่านอ๋องเป็นฝ่ายเริ่มก่อนได้อย่างไร?”
“มีเหตุผล…มีเหตุผล”
“ข้าเคยได้ยินมาว่ายังต้องมีการปฏิเสธสามครั้ง ยอมรับสามครั้งอะไรทำนองนั้นอีกไม่ใช่รึ?”
“ในบันทึกประวัติศาสตร์สมัยก่อนก็เขียนไว้เช่นนี้มิใช่หรือ?”
“ท่านซู, ท่านฟาง เช่นนั้นพวกท่านก็พูดมาเถิดว่า หลังจากนี้พวกเราควรจะทำอย่างไรกันดี?”
ซูเหวินไฉครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวช้าๆ
“อีกเจ็ดวันให้หลัง ก่อนที่เราจะถอนทัพ….พวกเราจะจัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะขึ้นในอำเภอป้า”
“เมื่อถึงเวลานั้น…..”
…..
ณ ที่ว่าการอำเภอ…
เฉินซานซือพักผ่อน​อยู่ที่นี่เป็นการชั่วคราว
ณ เวลานี้ เขาใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนในการโคจรลมปราณเพื่อบำรุงร่างกาย ขับไล่ปราณดาบที่ตกค้างภายในอย่างต่อเนื่อง…เพื่อให้ฟื้นฟูหายดีโดยเร็วที่สุด
หลังจากนี้ เขายังมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องทำ
ทั้งการบำเพ็ญเพียร ทั้งเรื่องของสำนักกุ้ยหยวน ทั้งราชการน้อยใหญ่หลังกลับไปยังเป่ยเหลียง
การทำสงครามเป็นเรื่องซับซ้อนฉันใด…การปกครองใต้หล้าก็ซับซ้อนฉันนั้นมิใช่หรือ?
ฎีกาและราชการน้อยใหญ่ของห้าเขตแห่งเป่ยเหลียง หากนำมากองรวมกัน ก็คงสูงดุจภูเขาลูกย่อมๆ
ไม่รู้ว่ากว่าจะจัดการ​เสร็จ…เขาจะต้องเสียเวลาในการบำเพ็ญเพียรไปมากเท่าใด
สำหรับเขาแล้ว…ห้าเขตก็คือขีดจำกัดสูงสุดที่ยินดีจะยอมรับ
และแน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเสียเวลาไปกับมันมากกว่านี้อีก
ดินแดนจงหยวนแห่งนี้ กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต
เขาคงจะดูแลไม่ไหวจริงๆ
และเมื่อกลับไปยังเป่ยเหลียงแล้ว เฉินซานซือก็จะเริ่มเตรียมฝึกฝนขุนนางฝ่ายบุ๋นที่มีคุณธรรมและความสามารถขึ้นมาอีกหลายคน เพื่อจัดระเบียบการปกครองให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเสียที
….
หลังจากพักรักษาตัว พริบตาเดียวก็ผ่านไปเจ็ดวัน
สำหรับคนธรรมดา แม้แค่เส้นเอ็นหรือกระดูกหัก ก็ต้องใช้เวลานับร้อยวันในการฟื้นตัว
ส่วนผู้บำเพ็ญเพียร อาการบาดเจ็บถึงเส้นลมปราณ ย่อมต้องใช้เวลานานเช่นกัน
แม้อาการของเฉินซานซือยังไม่หายสนิท แต่โชคดีที่ไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการต่อสู้…อีกทั้งสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ก็ถือว่าพอเพียงแล้ว
ส่วนบาดแผลภายในที่เหลือ ก็คงต้องค่อยๆพักฟื้นต่อไปอย่างช้าๆ
“ฟู่….”
เขาผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนค่อยๆลืมตาขึ้น
สงครามจากเป่ยเหลียงจนถึงเฝยสุ่ย ดำเนินไปเกือบสามปี…และสิ่งของที่ริบมาได้ระหว่างนั้นยังไม่ทันได้ตรวจสอบอย่างละเอียด
ทั้งวิชาต่างๆ อาวุธวิเศษ และของล้ำค่ามากมาย
แน่นอนว่า…สิ่งที่สำคัญที่สุดยังคงเป็น ดาบหลงยวนและตราหยกพิทักษ์​แผ่นดิน
ดวงชะตาแห่งแคว้นต้าเซิ่งที่สถิตอยู่ในดาบหลงยวนเล่มนี้ สลายไปจนหมดสิ้นเเล้ว
ความเชื่อมโยงทางสายเลือดกับตระกูลเฉาก็ถูกลบล้างไปโดยสมบูรณ์
ในบัดนี้…ดาบหลงยวนคืออาวุธของเขาโดยแท้จริง
ส่วนตราหยกพิทักษ์แผ่นดิน
เฉินซานซือตรวจสอบอย่างละเอียดและพบว่าภายในซ่อนพลังลึกลับซับซ้อน…สามารถต้านทานการกดทับของผนึกฟ้าดิน และในยามปกติยังใช้เป็นอาวุธวิเศษได้อีกด้วย
ทั้งสองสิ่งนี้…ล้วนเป็นของวิเศษอันล้ำค่า
เเต่ถึงกระนั้น…ไม่ว่าจะเป็นดาบหลงยวนหรือตราหยกพิทักษ์​แผ่นดิน พวกมันล้วนไม่ได้สร้างขึ้นโดยราชวงศ์ต้าเซิ่ง
ดาบเจ็ดดาวหลงยวน…มีต้นกำเนิดจากราชวงศ์ต้าโจวเมื่อสี่พันกว่าปีก่อน
ส่วนตราหยกพิทักษ์​แผ่นดิน…มีต้นกำเนิดจากราชวงศ์ต้าฉินเมื่อสองพันกว่าปีก่อน
ของทั้งสองสิ่งนี้ดำรงอยู่ในทวีปตงเซิ่งเสินโจวมาเนิ่นนาน…หมุนเวียนเปลี่ยนมือกันในราชวงศ์ต่างๆผ่านพระหัตถ์จักรพรรดินับไม่ถ้วน
แต่ก็ไม่เคยมีผู้ใดใช้ประโยชน์ที่แท้จริงของมันได้เหมือนกับเฉาไค
ดาบหลงยวนและตราหยกพิทักษ์แผ่นดินราวกับเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่ง “ความชอบธรรม” เท่านั้น
การที่ประโยชน์แท้จริงของมันถูกค้นพบอีกครั้ง อาจเป็นผลงานของปฐมจักรพรรดิแห่งต้าเซิ่ง เฉาเซี่ย…ซึ่งเบื้องหลังยังคงเป็นปริศนา
โดยเฉพาะดาบเจ็ดดาวหลงยวน
ไม่น่าเชื่อว่าเฉาเซี่ยสามารถหลอมรวมดวงชะตาของครึ่งหนึ่งแห่งแผ่นดินให้กลายเป็น “หนึ่งดาบ” และผนึกไว้ในคมดาบได้
ต้องเข้าใจว่า ดวงชะตาแห่งแว่นแคว้นเป็นสิ่งลึกลับซับซ้อนยิ่ง
คนธรรมดาไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสได้ ไม่ต้องพูดถึงการหลอมรวม
เฉาเซี่ยเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณหรือสร้างรากฐานจริงๆ หรือ?
ถ้าไม่ใช่ แล้วเหตุใดจึงสิ้นพระชนม์เร็วเช่นนั้น?
หรือว่า…
….
“ท่านอ๋อง”
ทันใดนั้น เสียงด้านนอกก็ดังเข้ามาขัดจังหวะความคิดของเฉินซานซือ
“ท่านอ๋อง ได้เวลาแล้วขอรับ ทุกคนกำลังรอท่านอยู่”
เฉินซานซือมองแสงตะวันที่สาดเข้ามานอกหน้าต่าง
เขาพึ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้คือวันจัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ
สงครามดำเนินไปเกือบสามปี และในที่สุดก็ได้ยุติลงชั่วคราว
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ก็สมควรเฉลิมฉลองกันสักหน่อย…ต้องดื่มสุรากับพี่น้องให้เต็มที่
เขาเก็บข้าวของง่ายๆ แล้วเดินทางไปยังค่ายทหารนอกอำเภอป้า
งานเลี้ยงฉลองชัยชนะของทหารกว่าแปดหมื่นนาย ยิ่งใหญ่ตระการตา
เมื่อมองไปสุดลูกหูลูกตา เต็มไปด้วยสุราและอาหารวางเรียงราย…ทหารหาญรื่นเริงกันอย่างเต็มที่ บรรยากาศครึกครื้นล้นเหลือ
“คารวะท่านแม่ทัพ​!”
“คารวะท่านแม่ทัพ!”
ทุกที่ที่เฉินซานซือเดินผ่าน ทหารลุกขึ้นยืนทำความเคารพ
เขาไม่หยุดพัก เดินตรงไปยังบริเวณใกล้กระโจมบัญชาการกลาง…ที่ซึ่งแม่ทัพนายกองสำคัญกว่าแปดส่วนสิบมารวมตัว แม้ห่างออกไปหลายร้อยก้าว กลิ่นหอมของสุราและเนื้อก็โชยมา
“คารวะท่านแม่ทัพ!”
“พี่น้องไม่ต้องมากพิธี” เฉินซานซือกล่าวเรียบเฉย
“งานเลี้ยงฉลองชัยชนะจะจัดสามวันเต็ม…พี่น้องจงดื่มสุรา กินเนื้อให้เต็มที่!”
“ถ้าเนื้อไม่พอกิน ข้าจะนำคนไปล่าสัตว์มาให้เอง…อยากกินเนื้อเสือก็ได้เนื้อเสือ อยากกินหัวใจหมีก็ได้หัวใจหมี!”
“ท่านแม่ทัพ!”
“ท่านต้องดื่มกับพวกเราให้เมากันไปข้างหนึ่งนะขอรับ!”
“ใช่ๆๆ!”
“ศิษย์น้องเร็วเข้า ดูนี่สิ นี่คือสุราปราณที่ข้ายึดมาจากผู้บำเพ็ญเพียรนิกายเซิงอวิ๋น…ไอ้ลูกหมานั่นดื่มคำเดียวก็ล้มพับไปเลย ดูท่าจะมีแต่เจ้าที่ดื่มได้!”
“ได้” เฉินซานซือตอบตกลงอย่างสดใส
“ไม่เมาไม่เลิก!”
เขาเดินไปยังที่นั่งประธานในกระโจมบัญชาการกลาง…ยกถ้วยสุราที่เต็มไปด้วยสุราปราณขึ้น แล้วดื่มอย่างเต็มที่พร้อมกับทุกคน
ซูเหวินไฉ ฟางชิงหยุน และคนอื่นๆ ก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน
ศิษย์พี่สี่เองก็ดีใจมาก เพียงแต่ว่า….สีหน้าของเขาดูแย่ลงเรื่อยๆ
ฉากนี้ ทำให้เฉินซานซือเคร่งขรึมเล็กน้อย
เขาจำเรื่องนี้ไว้ในใจอย่างเงียบๆ และตั้งใจว่าจะเลือกวันเหมาะสมเพื่อแอบไปทวีปเทียนสุ่ยสักครั้ง…เพื่อตรวจสอบว่ามีวิธีรักษามารดาได้หรือไม่
เมื่อดื่มกันไปได้สามรอบ ขุนนางฝ่ายบุ๋นหลายคนเอ่ยขึ้น
“ท่านแม่ทัพ​”
​
“ว่าแต่หลังจากนี้ พวกเราจะเตรียมถอนทัพกันจริงๆหรือขอรับ?”
“ใช่แล้วขอรับ” ขุนนางฝ่ายบู๊ถามขึ้นบ้าง
“พี่น้องในตอนนั้น…อุตส่าห์ฝ่าฟันจากเป่ยเหลียงลงใต้มาอย่างยากลำบากเชียวนะขอรับ”
เฉินซานซือเตรียมใจไว้สำหรับคำถามนี้แล้ว
ตรงกันข้าม หากคนเหล่านี้ไม่ถามอะไรเลย เขาจะรู้สึกแปลกเสียมากกว่า
“พี่น้องทุกท่าน” เฉินซานซือกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เมื่อครั้งที่เราระดมพลขึ้นมาแต่แรก ก็เพื่อ ‘สังหารเซียน กำจัดขุนนางชั่ว’
บัดนี้ต้นกล้าปราณทั่วหล้าถูกกำจัดหมดแล้ว”
“ขุนนางชั่วอย่างตระกูล​เหยียนก็ถูกจับเข้าคุกหลวง รอวันประหารในไม่ช้า”
“พวกเราได้บรรลุเป้าหมายแล้ว อีกทั้งชาวใต้หล้าก็ทุกข์ทรมานจากสงครามมานานเกินไปแล้ว
ถึงเวลาแล้วที่จะให้ใต้หล้านี้ได้พักฟื้นฟู….และพี่น้องทั้งหลาย ก็จะได้กลับไปรวมตัวกับครอบครัวที่เป่ยเหลียง”
“นี่คือเรื่องที่ดี”
ความคิดเห็นของเขายังคงเหมือนเดิม
ณ ตอนนี้ ไม่มีเรื่องใดสำคัญไปกว่าการบำเพ็ญเพียรอีกแล้ว
เฉินซานซือต้องรักษาความเป็นที่หนึ่งในเสินโจวไว้ให้ได้ เพื่อจะข่มขวัญทุกสิ่ง
และหลังจากนั้นยังต้องจัดการเรื่องเส้นชีพจรวิญญาณและสำนักกุ้ยหยวนอีก
“วันนี้เป็นงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ ไม่พูดเรื่องการทหาร!”
ซูเหวินไฉลุกขึ้นยืน ส่งสัญญาณให้เหล่าแม่ทัพนายกองเปลี่ยนเรื่อง
“ดื่มๆๆ ปกติแล้ววินัยทหารของพวกเราเข้มงวด ไม่อนุญาตให้ดื่มสุรา
วันนี้ถ้าไม่ดื่มให้เต็มที่ พลาดโอกาสนี้ไป ก็ไม่มีอีกแล้วนะ!”
“ฮ่าๆๆๆ!”
“ท่านกุนซือพูดถูก!”
“ก็จริง ดื่มๆๆ!”
“นายท่าน ข้าขอคารวะท่านหนึ่งถ้วย ท่านจะดื่มหรือไม่ดื่ม?”
เฉินซานซือยกสุราปราณขึ้น ดื่มเป็นเพื่อนจนถึงที่สุด
โดยไม่รู้ตัว เขาก็ดื่มสุราปราณไปถึงเจ็ดแปดไห ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
แม้สุราปราณนี้จะเป็นของดีชั้นเลิศ
และแม้แต่เขาเองก็ยังรู้สึกมึนเมาบ้าง
แต่สำหรับเฉินซานซือแล้ว…เขาสามารถโคจรลมปราณเพื่อย่อยสลายมันได้ทุกเมื่อ
เพียงแต่หลังสงครามยาวนานหลายปี
และในที่สุดก็มีเวลาว่างสั้นๆ…เขาก็อยากพักผ่อนให้เต็มที่สักครั้ง
จึงคงความมึนเมาเล็กน้อยไว้ และดื่มเป็นเพื่อนจนถึงดึกดื่น
จนกระทั่งพี่น้องในกระโจมต่างกินอิ่ม เมาหลับ ล้มพับระเนระนาดบนพื้น
เฉินซานซือจึงวางถ้วยสุราลง เหลือสติไว้เพียงส่วนหนึ่ง…เพื่อรับรู้อันตราย ป้องกันมิให้มีใครมาลอบโจมตี แล้วจึงหลับใหลไปอย่างสนิท
เขาไม่ได้นอนหลับสบายๆ มานานนักแล้ว
ตั้งแต่เข้ามาในโลกใบนี้ เขาต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังอยู่เสมอ
ตั้งแต่พยายามหาเงินจ่ายภาษี จนถึงฝึกยุทธ์ทำสงคราม…ไม่เคยได้พักผ่อนแม้แต่วันเดียว
ในความฝัน…ทุกสิ่งเงียบสงัด
เงียบสงัดจนเหมือนไร้ความวุ่นวายใดๆ
แต่ใจเขารู้ดีว่า เมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว ยังมีเรื่องราวนับไม่ถ้วนรอให้จัดการอยู่
จึงทำให้เขาแกล้งตื่นสายอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
….
“คนไปไหนกันหมด?” เฉินซานซือเงยหน้าขึ้น
ในกระโจมบัญชาการกลางว่างเปล่า
เหล่าแม่ทัพใหญ่และศิษย์พี่ศิษย์น้องหายตัวไปหมด…เหลือเพียงความรกรุงรังหลังงานเลี้ยง
“ซื้ดดด…”
เขาค่อยๆลุกขึ้นยืน บาดแผลจากคมดาบส่งผล ทำให้ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ช่างเถอะ…สองวันข้างหน้าคงจะไม่มาดื่มกับพวกเขาแล้ว”
“รักษาร่างกายให้หายดีก่อน หลังจากหายดีแล้วค่อยไปทวีปเทียนสุ่ย”
เมื่อคิดเช่นนั้น เฉินซานซือจึงเดินออกไปนอกกระโจม
ทันใดนั้น เขามองผ่านเคล็ดวิชาตาทิพย์ เห็นข้างนอกเต็มไปด้วยผู้คนหนาแน่น…
ทหารทั้งหมดยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ
งานเลี้ยงใหญ่สามวัน การรวมตัวก็เป็นเรื่องปกติ…แต่ข้างนอกกลับเงียบสงบอย่างน่าประหลาด เกือบเงียบเหมือนป่าช้า
หากใครไม่รู้ คงคิดว่ามีกองซุ่มโจมตีอยู่
แต่สำหรับเฉินซานซือ ตอนนี้
ต่อให้มีกองซุ่มโจมตีธรรมดาเพียงใด ก็ไม่อาจทำร้ายเขาได้
เเล้วคนพวกนี้…กำลังทำอะไร?
“พรึ่บ”
เฉินซานซือเปิดม่านกระโจมออก
พร้อมลมเย็นสายหนึ่งพัดเข้ามา แฝงความเย็นเยียบเล็กน้อย
เหล่าแม่ทัพนายกองระดับสูงของกองทัพเป่ยเหลียงทั้งหมดสวมชุดเกราะเรียบร้อย…คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น ท่าทางเคร่งขรึมและจริงจัง
“ท่านแม่ทัพ​ อากาศเย็นแล้ว สวมเสื้อคลุมเพิ่มเถิดขอรับ!”
สองคนที่หน้าประตูนำเสื้อคลุมมาคลุมให้ด้านหลังของเขา
เฉินซานซือไม่ได้ปฏิเสธ เพียงมองเหล่าแม่ทัพนายกองที่ยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ…แล้วอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
“พวกเจ้า…”
เขาพูดไปได้ครึ่งประโยค เฉินซานซือก็แข็งทื่อทันที
เพราะหางตาของเขาเหลือบไปเห็น…
เสื้อคลุมบนบ่าของเขานั้น…มันเป็นสีเหลืองอร่าม
………………..