- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 370 : จุดอ่อนของเฉินซานซือ
บทที่ 370 : จุดอ่อนของเฉินซานซือ
บทที่ 370 : จุดอ่อนของเฉินซานซือ
บทที่ 370 : จุดอ่อนของเฉินซานซือ
ณ แม่น้ำเฝยสุ่ย
ท่ามกลางกองทัพนับล้านนาย ตานเหลียงเฉิง ผู้ประจำการอยู่ ณ กองทัพกลาง โบกสะบัดไม้ไผ่แสงทองหยกดำในมือ ก่อนจะเปล่งเสียงคำสั่งอันเคร่งขรึม
"แม่ทัพนายกองทั้งหลาย จงฟังคำสั่ง!"
"ให้กองหลังของทัพกลางสลับเป็นกองหน้า และกองหน้าสลับเป็นกองหลัง ถอยทัพอย่างเป็นระเบียบไปยี่สิบลี้”
“ส่วนกองหน้า กองกลาง กองซ้าย และกองขวาของทัพหลัง ให้เคลื่อนกำลังไปทางทิศใต้สิบห้าลี้”
“นอกจากนี้ ให้แบ่งทหารม้าเร็วแปดพันนายจากกองซ้ายของทัพกลาง…เร่งข้ามแม่น้ำจากท่าข้ามทางตอนเหนือ และแบ่งทหารม้าเร็วหนึ่งหมื่นห้าพันนายจากกองหลังของทัพหลัง เร่งข้ามแม่น้ำจากท่าข้ามทางตอนใต้”
“จะต้องข้ามแม่น้ำให้สำเร็จก่อนที่กองทัพใหญ่จะถอยทัพเสร็จสิ้น จากนั้นให้อ้อมไปด้านหลังภูเขาปากง เพื่อตัดเส้นทางถอยของข้าศึก”
“ทั้งหมดนี้ จงไปออกคำสั่งอีกครั้ง!”
การบัญชาการทัพ…ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยคนเพียงคนเดียว
ยิ่งกองทัพมีพลมากเท่าใด ก็ยิ่งต้องพึ่งนายทหารระดับล่างที่ช่ำชองมาช่วยเหลือ
หากเปรียบแม่ทัพใหญ่คือกุญแจที่หมุนเครื่องจักรกล เหล่าแม่ทัพนายกองตั้งแต่ใหญ่จนเล็ก ก็เปรียบดังฟันเฟืองน้อยใหญ่
หัวใจสำคัญที่ทำให้เครื่องจักรทั้งมวลขับเคลื่อน
และทุกขั้นตอนล้วนผิดพลาดไม่ได้แม้แต่น้อย
ในห้วงขณะนั้น แม่ทัพใหญ่ระดับแก่นแท้สวรรค์กว่าห้าสิบคน ชุมนุมรอรับคำสั่งอยู่ที่นี่
พวกเขาท่องหอกแผนการของท่านเซียนซือซ้ำจนแม่นยำ ไม่ผิดเพี้ยนแม้คำเดียว
"ให้ลงมือปฏิบัติการทันที!"
"แม่ทัพน้อย ขอน้อมรับบัญชา!"
สิ้นเสียง แม่ทัพใหญ่ทั้งห้าสิบกว่าคนก็พลิกตัวขึ้นหลังม้า ควบทะยานแยกย้ายไปตามทิศทางต่างๆ เพื่อนำคำสั่งส่งต่อ
จากแม่ทัพใหญ่สู่แม่ทัพน้อย จากแม่ทัพน้อยสู่กองพัน กองร้อย…จนกระทั่งคำสั่งแผ่ถึงทหารชั้นล่างสุด
ณ สมรภูมิทุ่งร้างอันกว้างใหญ่แห่งหยูโจวเครื่องจักรกลมหึมาที่ประกอบขึ้นจากผู้คนนับล้าน ได้เริ่มเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า พร้อมกับฟันเฟืองที่ขับหมุน
เมื่อมีคนเกินหมื่น ก็ดูราวกับเชื่อมต่อฟ้าดินได้
กองทัพสวรรค์นับล้าน ช่างเปี่ยมด้วยเดชานุภาพรุ่งโรจน์!
ตานเหลียงเฉิงเหินร่างขึ้นกลางอากาศ พลางชี้ไปยังกองทัพเบื้องล่างอันไพศาล
"ฝ่าบาททอดพระเนตรสิพ่ะย่ะค่ะ แม้ว่าภายนอกจะดูเป็นการถอยทัพ แต่แท้จริงแล้ว…นี่คือ 'ค่ายกลสามประสานฟ้าดิน' พ่ะย่ะค่ะ"
"ทันทีที่เฉินซานซือเริ่มสั่งการให้ทหารข้ามแม่น้ำ
กองทัพของเราก็จะรวบรวมกระบวนทัพ แล้วตีโต้กลับ…เมื่อถึงตอนนั้น สถานการณ์จะกลายเป็นการโอบล้อมจากสามทิศทาง”
“ยิ่งไปกว่านั้น กระหม่อมยังได้เตรียมการที่จะย้ายม่านพลังปฐพีจากในเมืองคุนหยางมายังที่นี่…เพื่อขังพวกมันให้ดับสิ้นในวงล้อมโดยเด็ดขาด แม้บางกองอาจโชคดีหนีกลับฝั่งตรงข้ามได้
แต่ก็ยังจะถูกกองซุ่มที่อ้อมไปดักไว้โจมตีจนแตกพ่าย"
"สิ่งเดียวที่กระหม่อมกังวล คือเฉินซานซือจะยอมข้ามแม่น้ำมาหรือไม่”
“เพราะภรรยาและลูกของเขาหนีไปได้แล้ว เขาอาจไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องมาสู้ตายกับเราอีก”
"เขาจะข้ามมาแน่นอน" สายพระเนตรของฮ่องเต้หลงชิ่งจับจ้องไปยังเงาร่างฝั่งตรงข้าม
พระองค์…รู้จักเด็กหนุ่มผู้นี้ดีเกินไป
หกปีก่อน
ที่ริมฝั่งแม่น้ำหงเจ๋อ เด็กหนุ่มผู้มีกำลังเพียงระดับกลั่นอวัยวะภายในและมีพลเพียงพันเศษ ยังกล้าหาญยืนหยัดอารักขาชาวบ้านให้ข้ามแม่น้ำโดยไม่ลังเล
กาลล่วงเลยจนถึงบัดนี้ เขาได้ก้าวข้ามสู่ระดับเหนือเทพยุทธ มีกองทัพใหญ่เคียงข้าง และยังมีกองทัพเป่ยเหลียงที่ถูกขังอยู่ในเมืองฝั่งตรงข้าม
แล้วมีหรือ…ที่เขาจะลังเลไม่ตัดสินใจ?
สิ่งเดียวที่ต่างออกไป คือเฉินซานซือได้เติบโตจากนายกองร้อยเล็กๆ กลายเป็นแม่ทัพผู้ไม่เคยพ่าย ที่คุมทัพม้าเหล็กถึงสองแสน
ในฐานะผู้เป็นแม่ทัพ จำต้องเรียนรู้ที่จะเลือก และสละ
หากราชสำนักไม่ยอมถอยทัพไปยี่สิบลี้ เพื่อแสร้งเปิดช่องโหว่ เฉาไคเชื่อว่าเฉินซานซือจะถอยทัพโดยไม่ลังเล แม้ว่ากองกำลังในเมืองคุนหยางจะถูกล้างผลาญก็ตาม
นั่นคือการตัดสินใจที่แม่ทัพผู้ไม่เคยพ่าย สมควรกระทำเมื่อมองจากภาพรวม
แต่ว่า…
ทันทีที่ราชสำนักยอมถอย เพื่อมอบความหวังให้เขา
แม้เฉินซานซือจะรู้ดีว่าอาจเจอการซุ่มตีขณะข้ามแม่น้ำ เขาก็ยังคงเลือกจะนำทัพข้ามไปโดยไม่ลังเล
เพราะสำหรับเขา การเสี่ยงยังดีกว่าปล่อยทหารหาญในเมืองคุนหยางให้สิ้นหวัง
พูดให้ถึงที่สุดแล้ว…เขาก็ยังคงใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล
นี่แหละคือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของเฉินซานซือ (ใช่หรอจ๊ะ)
และเมื่อคนมีจุดอ่อน ก็ย่อมต้องพ่ายแพ้!
….
ณ เมืองคุนหยาง
การต่อสู้ที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดเนื้อยังคงดำเนินต่อ
ฮ่องเต้เฉาฮวน กวัดแกว่งดาบขนนกห่านป่าในพระหัตถ์ไม่หยุด
ฉลองพระองค์มังกรบนพระวรกายขาดรุ่งริ่งไปนานแล้ว ทว่าภายใต้สายตาของเหล่าทหารหาญผู้ติดตาม ฉลองพระองค์ที่ยับเยินกลับดูดุจเกราะมังกรอันแข็งแกร่งที่สุด
"ฝ่าบาท ระวังพ่ะย่ะค่ะ!"
เว่ยหลานสู้ตายตะโกนลั่น คว้าดาบฟันทหารข้าศึกที่พยายามลอบโจมตี
ก่อนหน้านี้ไม่นาน จำนวนเซียนนอกเมืองคุนหยางลดลงฮวบฮาบ แรงกดดันจึงผ่อนคลายไปบ้าง
แต่ราชสำนักยังมีค่ายกลเทพหกติงหกเจี่ยคอยเสริมกำลัง แถมยังเหนือกว่าทั้งจำนวนและยุทโธปกรณ์…ทำให้สถานการณ์ยังคงต้านทานได้ยากยิ่ง
"พี่น้องทั้งหลายอดทนไว้!"
"เซียนของพวกมันลดลงแล้ว นั่นหมายความว่าพวกมันเปิดศึกกับท่านแม่ทัพใหญ่แล้ว…ไม่มีเวลามาสนใจพวกเราอีก!"
จากกองกำลังป้องกันเมืองหนึ่งแสนสองหมื่นนาย
บัดนี้เหลือรอดเพียงเก้าหมื่นเศษ
กำแพงเมืองคุนหยางถูกเครื่องจักรกลสงครามระดมยิงจนพังทลายเป็นหย่อมๆ เปิดทางให้ทหารข้าศึกปีนขึ้นมาได้ง่ายดาย
ในเวลาเดียวกัน ผู้คนก็เริ่มตระหนักถึงปัญหาใหญ่อย่างหนึ่ง
เมืองหย่งเจียที่ภูเขาปากง ห่างจากคุนหยางออกไปไกลนัก
ต่อให้เฉินซานซือเปิดศึกที่นั่นแล้ว ก็ยังต้องฝ่าทัพนับแสนของอีกฝ่ายให้ได้ก่อน จึงจะมาถึงที่นี่ทันเวลา
หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ พวกเขาเกรงว่าคงไม่อาจต้านทานไปถึงตอนนั้น
….
บนท้องฟ้า
เหล่าเซียนแห่งสำนักกุ้ยหยวนสังเกตการณ์อยู่นานแล้ว
พวกเขาไม่ยอมเสียสละกำลังไปมากกว่านี้อีก
เลือกที่จะเฝ้ารอผลลัพธ์สุดท้ายอย่างเงียบงัน
ข่าวจากแนวหน้ารายงานว่าที่ภูเขาปากง เฉินซานซืออ้างว่ามีกองหนุนมาถึงสองเเสนนาย พร้อมเซียนจากวังเมฆาจำนวนมาก
แต่เรื่องกองหนุนมากน้อยเพียงใดนั้น ทันทีที่ทัพเสื้อคลุมขาวสละเมืองหนีไป สำนักกุ้ยหยวนก็ส่งสัตว์วิญญาณเข้าไปยังดินแดนตอนในของตงชิ่งเพื่อสืบหาความจริง
ทุกค่ายต่างมีสายลับแทรกซึมอยู่ฝ่ายตรงข้าม…พวกเขาก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
โดยเฉพาะเมื่อวังเมฆายื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง…สำนักกุ้ยหยวนยิ่งจำเป็นต้องตรวจสอบให้ถ่องแท้
เพราะอย่างไรเสีย พันธมิตรก็เป็นเพียงชั่วคราว
ท้ายที่สุดแล้ว ทุกฝ่ายล้วนเป็นคู่แข่งที่ต้องแย่งชิงเส้นชีพจรวิญญาณด้วยกันทั้งสิ้น
ตามการคำนวณเวลา สัตว์วิญญาณที่ส่งไปควรกลับมาถึงในยามเหม่า (05.00–06.59 น.)
แต่จนถึงยามจื่อ (23.00–00.59 น.) ก็ยังไร้วี่แวว
เหล่าเซียนแห่งสำนักกุ้ยหยวนจึงทำได้เพียงรอคอยอยู่ที่นี่ จับตาสมรภูมิเบื้องหน้า พร้อมพยายามรักษากำลังของตนเอาไว้
"พวกท่านดูสิ…ข้างล่างเหมือนจะมีความเคลื่อนไหวบางอย่างนะ"
เสียงของเฉียนฉีเหรินดังขึ้น ทำลายความเงียบสงัดบนฟากฟ้า
จากความสูงนับหมื่นจั้ง กองทัพเบื้องล่างดูประหนึ่งแม่น้ำสีดำสายยาว หรือราวฝูงมดที่หนาแน่นจนอัดตัวแนบแน่น ปิดกั้นริมฝั่งแม่น้ำลั่วเจี้ยนไม่ให้กองหนุนมีโอกาสข้ามมาได้
ดูท่าว่าพวกเขาตั้งใจบดขยี้คุนหยางให้ราบเป็นหน้ากลองเสียก่อน
แต่แล้ว
ไม่รู้ด้วยเหตุใด คลื่นสีดำนั้นพลันปั่นป่วนขึ้น
ด้วยสายตาที่เสริมด้วยพลัง เซียนสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า
กองทัพหลวง…กำลังถอยทัพ!
"นี่คิดจะเปิดทางให้กองหนุนของเราข้ามแม่น้ำงั้นรึ?"
"เจ้าคนแซ่เฉินนี่ก็ไม่ธรรมดาเลยนะ
สามารถทำให้ราชสำนักยอมเปิดทางขึ้นฝั่งได้ด้วยตนเอง"
"แต่ต่อให้ขึ้นฝั่งมาได้…แล้วจะทำอะไรได้?"
ข้อเท็จจริงยังคงชัดเจน
กองทัพหลวงนับแสนนายเตรียมพร้อมมาอย่างดี
แม้จะข้ามฝั่งได้สำเร็จโดยไร้อุปสรรคใดๆ ก็เป็นเพียงการเหยียบลงบนพื้นที่เล็กน้อยที่อีกฝ่ายจงใจเปิดทางให้เท่านั้น…ไม่มีทางที่จะพลิกสถานการณ์กลับมาเอาชนะได้เลย
เฉินซานซือ ทั้งสละเมือง ทั้งไปนำกองหนุน วกไปวนมา…แต่สุดท้ายก็ยังต้องมาปะทะตัดสินกันอยู่ดีไม่ใช่หรือ?
อีกฝ่ายมีกองทัพมากกว่าห้าแสนนายทซ้ำยังมีฮ่องเต้หลงชิ่งและหลิงขุยคอยคุมเชิงอยู่ด้วย
ต่อให้ทัพเสื้อคลุมขาวได้รับความช่วยเหลือจากวังเมฆา โอกาสเอาชนะในการรบซึ่งๆหน้าก็คงไม่สูงนัก
เว้นเสียแต่ว่า…วังเมฆาจะมีไพ่ตายซ่อนอยู่!
ใช่แล้ว…ต้องเป็นเช่นนั้นแน่!
"เจ้าวังเมฆาบ้านั่น คงวางแผนมานานแล้วสินะ"
หากเป็นจริง การเตรียมการตลอดหลายปีของพวกเขา ก็คือการปูทางให้วังเมฆาโดยไม่รู้ตัว…และอีกไม่นาน วังเมฆาอาจหันกลับมาเล่นงานสำนักกุ้ยหยวนเสียเอง!
ขณะความสงสัยถาโถมเข้ามา
นกฮัมมิ่งเบิร์ดสัตว์วิญญาณขนาดเพียงนิ้วมือ
บินถลาลงมาอย่างเงียบงัน
มันคือสัตว์วิญญาณที่ถูกส่งออกไปสืบข่าวเมื่อครู่
เมื่อมันเกาะลงบนฝ่ามือของเฉียนฉีเหรินก็อ้าปากคายกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา
เขารีบก้มลงอ่านเนื้อหาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"เป็นอย่างไรบ้าง?" ชุยจื่อเฉินเอ่ยถามเสียงเร่งร้อน
"ทางวังเมฆามีการเตรียมการอะไรไว้บ้าง? พวกเราจะได้เตรียมรับมือทันเวลา"
"ไม่ดีแล้ว!"
ท่ามกลางสายตาอันร้อนรนของทุกคน สีหน้าของเฉียนฉีเหรินพลันบิดเบี้ยว ก่อนเปล่งเสียงสั่นเครือออกมา
"ไม่มีไพ่ตายอะไรเลย!"
"เจ้าหมายความว่า…วังเมฆาคิดจะสู้ตายอย่างนั้นรึ?"
"ไม่!" เฉียนฉีเหรินส่ายหน้าแรง
"วังเมฆาไม่ได้มาเลยด้วยซ้ำ!"
เขาชูแผ่นกระดาษขึ้น
"พวกท่านดูให้ดี ในจดหมายลับฉบับนี้เขียนไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นตงชิ่งหรือวังเมฆา ต่างก็ยืนนิ่งดูไฟไหม้ฝั่งตรงข้ามอยู่เฉยๆ…ไม่ได้ส่งทหารหรือเซียนแม้แต่คนเดียวมาเลย!"
"เมืองคุนหยาง ไร้กองหนุนโดยสิ้นเชิง”
“หรือพูดอีกอย่างก็คือ…กองหนุนมีเพียงแค่เฉินซานซือคนเดียว!”
"พวกเราถูกมันหลอกแล้ว!"
เสียงอุทานนั้นทำให้บรรยากาศพลันเย็นยะเยือกเหล่าเซียนหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ
"ศิษย์รัก" ชุยจื่อเฉินรีบถามต่อ
"เจ้าเชี่ยวชาญเรื่องกำลังพลดีนัก ในสถานการณ์ที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากวังเมฆา…เฉินซานซือสามารถกลับมาได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้จะรวบรวมทัพได้สักเท่าใด?"
"อย่างมากก็สองหมื่น" เยียนอ๋องเฉาจือตอบโดยไม่ต้องครุ่นคิด
"กองกำลังที่สามารถมาถึงภูเขาปากงภายในครึ่งเดือน ก็มีเพียงทหารสองหมื่นนายที่เคยประจำการอยู่ผาแดงเท่านั้น"
สองหมื่น!
ทุกคนหันมามองหน้ากันด้วยความเหลือเชื่อ
เจ้าคนแซ่เฉินมันบ้าไปแล้วหรือ?!
อุตส่าห์อ้อมโลกไปไกลถึงเพียงนี้ สุดท้ายกลับนำคนมาได้เพียงสองหมื่น
แล้วคิดจะใช้สองหมื่นนี้…ไปสู้กับหนึ่งล้าน!
ช่างเป็นกลยุทธ์ขู่เสือให้สะดุ้งกลัวที่แยบยลนัก!
แม้แต่สำนักกุ้ยหยวนที่รู้ต้นสายปลายเหตุมาตลอด ยังเพิ่งได้เข้าใจความจริงในตอนนี้
ดังนั้นราชสำนักต้าเซิ่งเก่า ย่อมรู้ช้ากว่าพวกเขาแน่นอน และต้องเชื่ออย่างสนิทใจว่าฝั่งตรงข้ามมีกองทัพใหญ่ถึงสองแสนจริงๆ!
…………………….