เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 368 : เหล่าเซียนหลบหนี!

บทที่ 368 : เหล่าเซียนหลบหนี!

บทที่ 368 : เหล่าเซียนหลบหนี!


บทที่ 368 : เหล่าเซียนหลบหนี!

"คนล่ะ?!"

เฉียนฉีเหรินเหินดาบมาถึงคฤหาสน์ ซึ่งใช้จัดให้ครอบครัวของทหารเสื้อคลุมขาวพักอาศัย

แต่ผลลัพธ์ที่เห็นกลับมีเพียงความว่างเปล่า

ไร้เงาผู้คนแม้แต่คนเดียว

"คนตระกูลเฉินไปไหนกันหมด?!" เขากระชากคอเสื้อทหารยามที่ยืนหน้าประตูแล้วตวาดถาม

"ข้า...ข้าไม่ทราบขอรับ"

"ข้าไม่เห็นพวกเขาออกจากที่นี่ไปเลยนะขอรับ"

"หนีไปก่อนแล้วอย่างนั้นรึ?…เจ้าเฉินซานซือนี่มันคิดจะเล่นตุกติกอะไรกันแน่?!"

เฉียนฉีเหรินร้อนใจราวกับไฟลน

เขารีบออกค้นหาไปทั่วบริเวณอยู่หลายรอบ แต่ก็ยังไม่พบเป้าหมาย

สุดท้ายจึงจำต้องล้มเลิกความตั้งใจ แล้วเหินร่างขึ้นไปยังกำแพงเมือง เพื่อแจ้งข่าวการหายตัวไปของครอบครัวเสื้อคลุมขาว

"หายไปแล้วงั้นรึ?"

"ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าคนแซ่เฉินมันไม่ซื่อสัตย์ขนาดนั้น!" ชุยจื่อเฉินตวาดลั่นด้วยความเดือดดาล

"ถ้าอย่างนั้นจะยังรออะไรกันอยู่อีกล่ะ?!"

ซ่างกวนไห่ชางโยนดาบทิ้งทันที

"สถานการณ์คับขันเช่นนี้ จะชักช้าอีกไม่ได้แล้ว

พวกเรารีบอารักขาฝ่าบาทออกจากเมืองคุนหยางก่อนจะดีกว่า!"

"ท่านเซียนทุกท่าน เราจะยื้อต่อไปอีกสักหน่อยไม่ได้หรือ?"

ฮ่องเต้เฉาฮวนทอดพระเนตรไปยังเหล่าทหารหาญ ที่ยังคงต่อสู้อย่างดุเดือดอาบเลือดอยู่บนกำแพงเมือง

ในยามนี้ พระองค์กลับแสดงท่าทีลังเลต่อการหลบหนี

เพราะสนามรบ คือสถานที่ที่ขัดเกลาจิตใจคนได้ดีที่สุด

ช่วงเวลาที่ผ่านมา พระองค์เสด็จขึ้นตรวจการณ์บนกำแพงเมืองโดยไม่หวั่นภยันตราย…ร่วมกินร่วมอยู่กับเหล่าทหาร จนซึมซับและเข้าพระทัยแล้วอย่างลึกซึ้งว่าความรู้สึก "ร่วมเป็นร่วมตาย" นั้นเป็นเช่นไร

พระองค์ชี้ไปยังกำแพงเมืองแล้วตรัสว่า

"หากพวกเราจากไปเช่นนี้ แล้วเหล่าทหารหาญในเมืองจะทำอย่างไรกันเล่า?"

หากปราศจากเหล่าเซียนซือแล้ว ทหารที่ปกป้องเมืองก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกสังหารหมู่เพียงฝ่ายเดียว

"ตอนนี้คงจะสนเรื่องพวกนั้นไม่ไหวแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"

"ต่อให้พวกเรายังอยู่ ก็ต้านทานได้อีกไม่นานหรอก!" ชุยจื่อเฉินเร่งเร้า

"ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!" ซ่างกวนไห่ชางดึงฉลองพระองค์ พลางทูลว่า

"ชัยชนะและความพ่ายแพ้เป็นเรื่องปกติของการสงคราม ต่อให้กองกำลังที่นี่จะสูญสิ้นทั้งหมด

แต่ขอเพียงพวกเราออกจากที่นี่ไปได้…ก็ยังสามารถรวบรวมกำลังพลจากที่อื่นได้อีก”

“รีบไปกันเถิดพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!”

ท้ายที่สุด ฮ่องเต้เจิ้งถ่งนามเฉาฮ่วน ก็ทรงยอมเสด็จลงจากหอรบบนกำแพงเมือง ภายใต้การชักจูงของทุกคน

ท่ามกลางความโกลาหล พวกเขาพยายามเคลื่อนตัวไปยังมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง อย่างเงียบเชียบที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต

จากนั้นทยอยขึ้นไปบนรถลากและเรือเหินฟ้า

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีแม่ทัพนายหนึ่ง ซึ่งกำลังเดินผ่านเพื่อสับเปลี่ยนเวรยามสังเกตเห็นพวกเขาเข้า

"ท่านแม่ทัพทุกท่าน...นี่พวกท่านกำลังจะไปที่ใดกันหรือขอรับ?!"

"พวกเจ้ามีหน้าที่แค่ป้องกันเมือง เรื่องที่ไม่ควรถามก็อย่าได้ถามให้มากความ!" ซ่างกวนไห่ชางตวาดกลับไป

บนร่างแม่ทัพระดับเทพยุทธผู้นี้ ชุดเกราะที่สวมใส่อยู่ขาดรุ่งริ่งไปนานแล้ว อีกทั้งบนแผ่นอกยังมีลูกธนูปักคาอยู่อีกด้วย

เมื่อเห็นรถลากและเรือเหินฟ้าที่อยู่ด้านหลัง มีหรือที่เขาจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

สีหน้าที่เคยสับสน พลันแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าโศกและโกรธแค้น…เขาชูดาบยาวขึ้นอย่างแรง แล้วตะโกนเปิดโปงเสียงดังลั่น

"ซ่างกวนไห่ชาง! พวกเจ้าจะหนีอีกแล้วรึ?!"

"พูดจาเหลวไหล!"

"พวกเราเพียงแค่ออกไปหาหนทางทำลายข้าศึกก็เท่านั้น!" ซ่างกวนไห่ชางรีบแก้ตัว

แต่แม่ทัพใหญ่ระดับแก่นแท้สวรรกลับคำรามลั่น

ด้วยดวงตาที่แทบจะปริแตก

"หนี! หนี! หนี!”

“พวกแกมันดีแต่หนีอยู่อย่างเดียว!”

"ทีแรกก็เป็นพวกแกไม่ใช่รึ ที่บอกว่าจะสร้างยุคสมัยอันสงบสุข สร้างคุณูปการยิ่งใหญ่”

“พวกพี่น้องถึงได้ยอมติดตามพวกแกออกมาสู้ถวายชีวิต!”

"แต่แล้วดูสิ่งที่พวกแกทำสิ…พวกแกเห็นพวกเราเป็นตัวอะไรกัน?”

“หรือว่าชีวิตของพวกเราในสายตาพวกแก มันด้อยค่ากว่าหมาตัวหนึ่งเสียอีก?!”

"เฉาฮวน!"

เขาเอ่ยพระนามของฮ่องเต้โดยตรง

"แกอย่ามาทำเป็นหูหอกลม ข้ากำลังพูดกับแกอยู่”

“ตอบคำถามของข้ามาสิ!”

"บังอาจ!" ขันทีคนหนึ่งตวาดลั่นด้วยความเดือดดาล

"เว่ยหลาน! เจ้ากล้าดียังไงมาเอ่ยพระนามของฝ่าบาท”

“นี่มันโทษประหารฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ!”

แต่เว่ยหลานกลับไม่สนใจ ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดจ้องเขม็งไปยังฉลองพระองค์มังกร

"เฉาฮวน!"

"ศัตรูอยู่ตรงหน้า แต่เจ้าในฐานะประมุขของแผ่นดิน…กลับคิดแต่จะหนีเอาตัวรอดอยู่อย่างเดียว!”

“สู้ไม่ได้แม้แต่เด็กตระกูลเฉิน…แบบนี้เจ้าจะเรียกว่าเป็นโอรสสวรรค์ เป็นฮ่องเต้ได้ยังไงกัน!”

"แม่ทัพเว่ย….ข้า"

เมื่อถูกซักไซ้เช่นนั้น ฮ่องเต้เฉาฮวนไม่เพียงไม่ทรงพระพิโรธ…แต่กลับรู้สึกละอายพระทัยอย่างสุดซึ้ง จนถึงกับตรัสอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ

"ฝ่าบาท!"

เว่ยหลานคำรามสุดเสียง ในน้ำเสียงเจือไปด้วยเสียงสะอื้น

"พวกท่านจะไปไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ! เหล่าพี่น้องต้องการฝ่าบาท”

“ขอเพียงแค่…ขอเพียงแค่ฝ่าบาททรงประทับอยู่เบื้องหลัง พวกเราทุกคนก็จะยังสามารถสู้ต่อไปได้ ไม่แน่ว่าท่านแม่ทัพใหญ่เฉินอาจตีฝ่าวงล้อมกลับมาช่วยพวกเราได้ในเร็วๆนี้!”

“แต่ถ้าหากฝ่าบาทเสด็จหนีไปในตอนนี้ ทุกอย่างก็เป็นอันจบสิ้นพ่ะย่ะค่ะ!”

พูดไปพูดมา เขาทิ้งอาวุธในมือเสียงดังแคร้ง แล้วทรุดกายลงคุกเข่า วิงวอนอย่างน่าสงสาร

"ฝ่าบาท! กระหม่อมขอร้องล่ะพ่ะย่ะค่ะ! ทรงอยู่ต่อเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”

“กระหม่อมขอรับประกัน ต่อให้เหลือพี่น้องรอดเพียงคนเดียว ก็จะไม่มีวันยอมให้พวกมันทำอันตรายฝ่าบาทได้แม้แต่ปลายเส้นพระเกศาพ่ะย่ะค่ะ!”

"ฆ่ามันซะ"

ชุยจื่อเฉินหมดความอดทน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ทันใดนั้น เซียนคนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังเขาก็ควบคุมดาบเหินพุ่งตรงไปยังลำคอของเว่ยหลานทันที

แต่แล้ว เฉาฮวนในฉลองพระองค์มังกรปราดเข้ามาขวางไว้ด้านหน้า

เซียนคนนั้นจึงรีบเบี่ยงคมดาบอย่างกะทันหัน มันเฉียดผ่านกระหม่อมของฮ่องเต้ไปเพียงนิดเดียว เกือบพลั้งมือสังหารพระองค์ไปเสียแล้ว

"พี่หก?" เยียนอ๋องเฉาจือถึงกับตกตะลึง

"ท่านเซียนซือชุย!"

เฉาฮวนเงยพระพักตร์ขึ้น ดวงพระเนตรแดงก่ำเล็กน้อย ก่อนตรัสถาม

"แม่ทัพเว่ยมีความผิดอันใด ถึงกับต้องฆ่าแกงกันเลยรึ?"

ทุกคนต่างรู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างแปลกประหลาดนัก ไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น

"นี่มันคำถามสิ้นคิดอะไรกัน?" ชุยจื่อเฉินกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"สถานการณ์คับขันถึงเพียงนี้ จะมีเวลามาโอ้เอ้กับคนผู้นี้ได้ยังไง?"

"ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะพี่หก" เยียนอ๋องเฉาจือรีบเร่ง

"แต่ถ้าท่านพี่บอกว่าไม่ให้ฆ่า ก็ไว้ชีวิตเขาไปก่อน อย่ามัวเสียเวลาเลย…รีบไปกับพวกเราเถอะพ่ะย่ะค่ะ"

ภายใต้แสงจันทร์ยามค่ำคืน เปลวไฟสีเหลืองส้มสั่นไหวบนใบพระพักตร์ที่ดูขลาดเขลาเล็กน้อยของฮ่องเต้เจิ้งถ่ง

พระองค์ทอดพระเนตรไปยังเยียนอ๋องและเหล่าเซียน ราวกับกำลังต่อสู้กับบางสิ่งบางอย่างอย่างหนักหน่วง

จนกระทั่งตัดสินพระทัยได้อย่างเด็ดเดี่ยว ริมฝีปากสั่นระริก ก่อนตรัสออกมา

"เราเปลี่ยนใจแล้ว เราจะไม่ไป และพวกเจ้าก็ไปไม่ได้เช่นกัน ทุกคนต้องอยู่ที่นี่เพื่อสู้ตาย"

"อะไรนะ?"

"เจ้าบ้าไปแล้วรึ?!" เฉียนฉีเหรินมองด้วยสายตาสับสน

"เรา…เราไม่ได้กำลังปรึกษากับพวกเจ้า"

น้ำเสียงของเฉาฮ่วนแปรเปลี่ยนเป็นหนักแน่นขึ้น

"แม่ทัพเว่ยพูดถูก ทหารเหล่านี้ล้วนสู้ตายเพื่อเรา หากเราทิ้งพวกเขาไป พวกเราจะคู่ควรกับบัลลังก์เก้ามังกรได้อย่างไร?"

"พี่หก พอได้แล้วน่า" เยียนอ๋องเฉาจือคว้าข้อมือพระองค์ไว้

"เรารีบไปกันเถอะ"

เขาพูดพร้อมออกแรงดึง แต่ก็ไม่สามารถลากอีกฝ่ายให้ขยับได้

"น้องสิบสอง!"

"เรารู้ว่าเราเป็นแค่หุ่นเชิดของเจ้า" จู่ๆเฉาฮวนตรัสขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว

เยียนอ๋องชะงักไปครู่หนึ่ง

นัยน์ตาที่เคยพร่าเลือนของเฉาฮวนกลับใสกระจ่างขึ้นเป็นครั้งแรก

พระองค์ทอดพระเนตรไปยังน้องชายผู้สนับสนุนให้ขึ้นครองราชย์ ก่อนตรัสออกมาด้วยสติสัมปชัญญะที่แจ่มชัด

"เจ้าก็แค่ใช้ชื่อเสียงที่ข้าเคยสั่งสมไว้ในราชสำนักกับฐานะบุตรชายคนโต เป็นเครื่องมือชักชวนบัณฑิตทั่วหล้าให้มารวบรวมกำลังเท่านั้นเอง”

“เรื่องพวกนี้…พี่ชายอย่างข้ารู้ดีอยู่แล้ว”

ตั้งแต่ภูเขาจื่อเวย มาจนถึงการลอบสังหารฮ่องเต้ที่ไท่เมี่ยว ทุกอย่างล้วนเป็นแผนของเยียนอ๋อง

เฉาฮวนทำตามที่เยียนอ๋องสั่งมาโดยตลอด ว่านอนสอนง่ายชนิดไม่มีใครเทียบได้

เเละทั้งหมดก็เพราะ…พระองค์ไม่ใส่ใจ

พระองค์เพียงอยากทำเพื่อรากฐานของบรรพบุรุษ แม้จะได้เป็นฮ่องเต้เพียงวันเดียว แม้ต้องสละราชบัลลังก์เมื่อใด ก็ขอทำอย่างเต็มที่ที่สุด

"พี่หก ท่านพี่คิดมากไปแล้ว"

"ข้าไม่เคยคิดจะทำอะไรท่านพี่เลยแม้แต่น้อย และยิ่งไม่เคยคิดจะรีบร้อนขับไล่ท่านพี่ลงจากบัลลังก์ด้วย”

“ที่ข้าทำเรื่องพวกนี้ไป ก็เป็นเพียงความแค้นส่วนตัวกับคนผู้นั้นเท่านั้น” เยียนอ๋องตรัสอย่างใจเย็น

เมื่อเทียบกับบัลลังก์ สิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากกว่าคือการได้ครอบครองเส้นชีพจรวิญญาณเพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเต๋าและแสวงหาชีวิตอันเป็นนิรันดร์

อีกอย่าง พูดกันตามตรง สภาพร่างกายของเฉาฮวนนั้นคงอยู่ได้อีกไม่กี่ปี ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องรีบร้อนเลย

"ดี!" เฉาฮ่วนเน้นเสียงหนักขึ้น

"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็จงสั่งให้เหล่าเซียนของสำนักกุ้ยหยวนอยู่ช่วยข้าป้องกันเมืองซะ!”

“เส้นทางสู่ชีวิตอมตะ จะให้มาพังทลายเพราะพวกมนุษย์ธรรมดาเพียงหยิบมือได้อย่างไรกัน?!”

ยังไม่ทันที่เยียนอ๋องจะตอบ เฉียนฉีเหรินก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่ไว้หน้า

"เจ้าอยากจะอยู่ก็อยู่ไป! แต่สำนักของข้าไม่มีทางอยู่สู้ตายที่นี่เด็ดขาด!"

สำหรับพวกเขาแล้ว สงครามทั้งหมดนี้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อแย่งชิงเส้นชีพจรวิญญาณ

ตราบใดที่ยังมีทางถอย มีหรือที่พวกเขาจะยอมร่วมเป็นร่วมตายกับทหารธรรมดาๆ

ระหว่างที่พวกเขากำลังสนทนากัน เหล่าเซียนจำนวนมากก็อาศัยความมืดเหินร่างขึ้นสู่ท้องฟ้าไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครอยากยื้อเวลาสู้ต่อ

"พี่หก ท่านพี่ก็เห็นแล้วว่าเรื่องนี้ข้าจนปัญญาจริงๆ"

เยียนอ๋องเฉาจือพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างใจเย็น

"หากไม่รีบไปตอนนี้ก็จะสายเกินไปแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ!"

เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังนิ่งเฉย เขาก็ไม่ได้พยายามต่อ หันกายแล้วก้าวขึ้นไปบนดาบเหินของผู้เป็นอาจารย์

ท่ามกลางสายพระเนตรอันสิ้นหวังของฮ่องเต้เจิ้งถ่งนามเฉาฮวน เหล่าเซียนของสำนักกุ้ยหยวนทั้งหมดทยอยจากไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือใครอยู่แม้แต่คนเดียว

…..

"ฝ่าบาท?!"

เว่ยหลานมองไปยังฮ่องเต้ที่ประทับอยู่เบื้องหน้า ดูเหมือนเขาจะไม่คาดคิดว่าฮ่องเต้จะตัดสินใจอยู่ต่อ

"ฝ่าบาททรงตามพวกเขาไปเถอะพ่ะย่ะค่ะ!"

ในเมื่อเซียนไม่ยอมช่วย การที่ฮ่องเต้จะอยู่ต่อไปก็ไร้ความหมาย

"เราเองก็อยู่ระดับทะลวงชีพจร!"

เฉาฮ่วนตรัสพลางก้มลงหยิบดาบยาวเล่มหนึ่งขึ้นจากพื้น เสียงสั่นเครือเล็กน้อย

"วันนี้ถึงแม้จะไม่มีเซียน เราก็จะร่วมเป็นร่วมตายกับเหล่าทหารหาญ”

“แผ่นดินตระกูลเฉาของข้าได้มาบนหลังม้า จะไร้ซึ่งเลือดนักสู้ได้อย่างไรกัน?”

"ฝ่าบาท!" เว่ยหลานยกมือขึ้นปิดหน้าหลั่งน้ำตา

"กระหม่อมรู้อยู่แล้วว่าฝ่าบาทจะต้องเป็นฮ่องเต้ผู้ทรงธรรม!”

“ฝ่าบาททรงวางพระทัยเถิดพ่ะย่ะค่ะ หากพวกกบฏคิดจะแตะต้องฝ่าบาท พวกมันก็ต้องข้ามศพกระหม่อมไปก่อน!”

ตระกูลเว่ยของเขาก็เป็นขุนนางเก่าของหอฉีหลิน เมื่อครั้งที่จิ้นอ๋องหลบหนีออกจากเมืองหลวง พวกเขาก็ตัดสินใจติดตามไปรับใช้

มาถึงวันนี้ได้ยินถ้อยคำเช่นนี้ ต่อให้ต้องตายก็ไม่เสียดายชีวิต

….

อีกด้าน

บนกำแพงเมือง

เมื่อจำนวนของเซียนลดลงอย่างฮวบฮาบ ยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บของกองทัพคุนหยางเริ่มพุ่งสูงขึ้นเป็นทวีคูณ

"ท่านเซียนล่ะ?!"

"พวกท่านเซียนหายไปไหนกันหมด?!"

"เรื่องแค่นี้ยังต้องถามอีกรึ?!"

เฟิงหยงตะโกนด่าพลางฟันศีรษะทหารข้าศึกตรงหน้า

"ต้องหนีไปแล้วแน่ๆ..."

เขาพูดได้ครึ่งประโยค ก็เห็นร่างในฉลองพระองค์มังกรถือดาบพุ่งขึ้นมากำแพงเมือง เข้าร่วมต่อสู้ด้วยพระองค์เอง

กระบวนท่าของเฉาฮวนนั้นติดขัดเห็นได้ชัด วิชาฝีมือห่างหายไปนานหลายปี

ยังไม่ทันสังหารทหารข้าศึกแม้คนเดียว ก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด

ทว่าการกระทำเช่นนี้กลับช่วยปลุกขวัญและกำลังใจของเหล่าทหารใต้บังคับบัญชาได้อย่างมหาศาล

"เหล่าทหารหาญ อย่าเพิ่งตื่นตระหนก!"

เฉาฮวนทรงลุกขึ้นจากพื้นตะโกนก้อง

"พวกท่านเซียนกำลังหาทางติดต่อท่านแม่ทัพเฉิน อีกไม่นานก็จะประสานงานตีทัพข้าศึกให้แตกพ่าย อดทนไว้อีกหน่อย!"

"ยันพวกมันเอาไว้ให้ได้!"

….

อีกด้านหนึ่ง

เหล่าเซียนจำนวนมากของสำนักกุ้ยหยวนเหินร่างขึ้นเหนือน่านฟ้าของเมืองคุนหยาง

ในไม่ช้าเบื้องหน้าของพวกเขาก็ปรากฏม่านพลังปฐพีหนาแน่นสีปฐพีผืนหนึ่ง

"เรื่องนี้ปล่อยให้ข้าจัดการเอง!"

ผู้อาวุโสหวงเหล่าจิ่วประสานอินด้วยมือสั่น ยันต์สีเหลืองส้มแผ่นหนึ่งลอยขึ้นช้าๆ พลังวิญญาณจากยันต์แข็งแกร่งกว่ายันต์ธรรมดาอย่างมหาศาล

นี่คือยันต์สมบัติ

ยันต์วิเศษที่สร้างขึ้นได้โดยนักพรตระดับเเก่นทองคำขึ้นไป มักจะมีอานุภาพน่าสะพรึงกลัว

เนื่องจากการสร้างจำเป็นต้องสูญเสียศาสตราวุธวิเศษหรือพลังเซียนของเซียนเอง ยันต์สมบัติจึงล้ำค่าอย่างยิ่ง

ภายใต้การกระตุ้นพลังของผู้อาวุโส กระดาษยันต์บางเฉียบเพียงแผ่นเดียวแปรสภาพเป็นศาสตราวุธวิเศษในพริบตา

สมบัติชิ้นนี้สีดำสนิทราวน้ำหมึก รูปลักษณ์คล้ายลิ่มเหล็กแหลม ขนาดเพียงฝ่ามือ แต่แฝงอานุภาพไม่ธรรมดา

มันคือตะปูผนึกมาร!

"ไป!"

ผู้อาวุโสหวงเปล่งเสียง ตะปูผนึกมารกลายเป็นลำแสงสีดำสนิทพุ่งออกไปทันที

เงาที่ทิ้งไว้ราวรอยสาดน้ำหมึก พลังวิญญาณมหาศาลเข้าปะทะม่านพลังอย่างรุนแรง พร้อมเสียงดังกึกก้อง

มันเจาะทะลุม่านพลังปฐพีระดับสองขั้นกลาง จนเกิดเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่กว่าหนึ่งจั้ง

แต่ในขณะเดียวกัน ตะปูผนึกมารก็แตกสลายกลายเป็นเศษเสี้ยวแสงวิญญาณ แล้วค่อยๆ สลายหายไปในอากาศ

……………………

จบบทที่ บทที่ 368 : เหล่าเซียนหลบหนี!

คัดลอกลิงก์แล้ว