- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 368 : เหล่าเซียนหลบหนี!
บทที่ 368 : เหล่าเซียนหลบหนี!
บทที่ 368 : เหล่าเซียนหลบหนี!
บทที่ 368 : เหล่าเซียนหลบหนี!
"คนล่ะ?!"
เฉียนฉีเหรินเหินดาบมาถึงคฤหาสน์ ซึ่งใช้จัดให้ครอบครัวของทหารเสื้อคลุมขาวพักอาศัย
แต่ผลลัพธ์ที่เห็นกลับมีเพียงความว่างเปล่า
ไร้เงาผู้คนแม้แต่คนเดียว
"คนตระกูลเฉินไปไหนกันหมด?!" เขากระชากคอเสื้อทหารยามที่ยืนหน้าประตูแล้วตวาดถาม
"ข้า...ข้าไม่ทราบขอรับ"
"ข้าไม่เห็นพวกเขาออกจากที่นี่ไปเลยนะขอรับ"
"หนีไปก่อนแล้วอย่างนั้นรึ?…เจ้าเฉินซานซือนี่มันคิดจะเล่นตุกติกอะไรกันแน่?!"
เฉียนฉีเหรินร้อนใจราวกับไฟลน
เขารีบออกค้นหาไปทั่วบริเวณอยู่หลายรอบ แต่ก็ยังไม่พบเป้าหมาย
สุดท้ายจึงจำต้องล้มเลิกความตั้งใจ แล้วเหินร่างขึ้นไปยังกำแพงเมือง เพื่อแจ้งข่าวการหายตัวไปของครอบครัวเสื้อคลุมขาว
"หายไปแล้วงั้นรึ?"
"ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าคนแซ่เฉินมันไม่ซื่อสัตย์ขนาดนั้น!" ชุยจื่อเฉินตวาดลั่นด้วยความเดือดดาล
"ถ้าอย่างนั้นจะยังรออะไรกันอยู่อีกล่ะ?!"
ซ่างกวนไห่ชางโยนดาบทิ้งทันที
"สถานการณ์คับขันเช่นนี้ จะชักช้าอีกไม่ได้แล้ว
พวกเรารีบอารักขาฝ่าบาทออกจากเมืองคุนหยางก่อนจะดีกว่า!"
"ท่านเซียนทุกท่าน เราจะยื้อต่อไปอีกสักหน่อยไม่ได้หรือ?"
ฮ่องเต้เฉาฮวนทอดพระเนตรไปยังเหล่าทหารหาญ ที่ยังคงต่อสู้อย่างดุเดือดอาบเลือดอยู่บนกำแพงเมือง
ในยามนี้ พระองค์กลับแสดงท่าทีลังเลต่อการหลบหนี
เพราะสนามรบ คือสถานที่ที่ขัดเกลาจิตใจคนได้ดีที่สุด
ช่วงเวลาที่ผ่านมา พระองค์เสด็จขึ้นตรวจการณ์บนกำแพงเมืองโดยไม่หวั่นภยันตราย…ร่วมกินร่วมอยู่กับเหล่าทหาร จนซึมซับและเข้าพระทัยแล้วอย่างลึกซึ้งว่าความรู้สึก "ร่วมเป็นร่วมตาย" นั้นเป็นเช่นไร
พระองค์ชี้ไปยังกำแพงเมืองแล้วตรัสว่า
"หากพวกเราจากไปเช่นนี้ แล้วเหล่าทหารหาญในเมืองจะทำอย่างไรกันเล่า?"
หากปราศจากเหล่าเซียนซือแล้ว ทหารที่ปกป้องเมืองก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกสังหารหมู่เพียงฝ่ายเดียว
"ตอนนี้คงจะสนเรื่องพวกนั้นไม่ไหวแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
"ต่อให้พวกเรายังอยู่ ก็ต้านทานได้อีกไม่นานหรอก!" ชุยจื่อเฉินเร่งเร้า
"ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!" ซ่างกวนไห่ชางดึงฉลองพระองค์ พลางทูลว่า
"ชัยชนะและความพ่ายแพ้เป็นเรื่องปกติของการสงคราม ต่อให้กองกำลังที่นี่จะสูญสิ้นทั้งหมด
แต่ขอเพียงพวกเราออกจากที่นี่ไปได้…ก็ยังสามารถรวบรวมกำลังพลจากที่อื่นได้อีก”
“รีบไปกันเถิดพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!”
ท้ายที่สุด ฮ่องเต้เจิ้งถ่งนามเฉาฮ่วน ก็ทรงยอมเสด็จลงจากหอรบบนกำแพงเมือง ภายใต้การชักจูงของทุกคน
ท่ามกลางความโกลาหล พวกเขาพยายามเคลื่อนตัวไปยังมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง อย่างเงียบเชียบที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต
จากนั้นทยอยขึ้นไปบนรถลากและเรือเหินฟ้า
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีแม่ทัพนายหนึ่ง ซึ่งกำลังเดินผ่านเพื่อสับเปลี่ยนเวรยามสังเกตเห็นพวกเขาเข้า
"ท่านแม่ทัพทุกท่าน...นี่พวกท่านกำลังจะไปที่ใดกันหรือขอรับ?!"
"พวกเจ้ามีหน้าที่แค่ป้องกันเมือง เรื่องที่ไม่ควรถามก็อย่าได้ถามให้มากความ!" ซ่างกวนไห่ชางตวาดกลับไป
บนร่างแม่ทัพระดับเทพยุทธผู้นี้ ชุดเกราะที่สวมใส่อยู่ขาดรุ่งริ่งไปนานแล้ว อีกทั้งบนแผ่นอกยังมีลูกธนูปักคาอยู่อีกด้วย
เมื่อเห็นรถลากและเรือเหินฟ้าที่อยู่ด้านหลัง มีหรือที่เขาจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
สีหน้าที่เคยสับสน พลันแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าโศกและโกรธแค้น…เขาชูดาบยาวขึ้นอย่างแรง แล้วตะโกนเปิดโปงเสียงดังลั่น
"ซ่างกวนไห่ชาง! พวกเจ้าจะหนีอีกแล้วรึ?!"
"พูดจาเหลวไหล!"
"พวกเราเพียงแค่ออกไปหาหนทางทำลายข้าศึกก็เท่านั้น!" ซ่างกวนไห่ชางรีบแก้ตัว
แต่แม่ทัพใหญ่ระดับแก่นแท้สวรรกลับคำรามลั่น
ด้วยดวงตาที่แทบจะปริแตก
"หนี! หนี! หนี!”
“พวกแกมันดีแต่หนีอยู่อย่างเดียว!”
"ทีแรกก็เป็นพวกแกไม่ใช่รึ ที่บอกว่าจะสร้างยุคสมัยอันสงบสุข สร้างคุณูปการยิ่งใหญ่”
“พวกพี่น้องถึงได้ยอมติดตามพวกแกออกมาสู้ถวายชีวิต!”
"แต่แล้วดูสิ่งที่พวกแกทำสิ…พวกแกเห็นพวกเราเป็นตัวอะไรกัน?”
“หรือว่าชีวิตของพวกเราในสายตาพวกแก มันด้อยค่ากว่าหมาตัวหนึ่งเสียอีก?!”
"เฉาฮวน!"
เขาเอ่ยพระนามของฮ่องเต้โดยตรง
"แกอย่ามาทำเป็นหูหอกลม ข้ากำลังพูดกับแกอยู่”
“ตอบคำถามของข้ามาสิ!”
"บังอาจ!" ขันทีคนหนึ่งตวาดลั่นด้วยความเดือดดาล
"เว่ยหลาน! เจ้ากล้าดียังไงมาเอ่ยพระนามของฝ่าบาท”
“นี่มันโทษประหารฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ!”
แต่เว่ยหลานกลับไม่สนใจ ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดจ้องเขม็งไปยังฉลองพระองค์มังกร
"เฉาฮวน!"
"ศัตรูอยู่ตรงหน้า แต่เจ้าในฐานะประมุขของแผ่นดิน…กลับคิดแต่จะหนีเอาตัวรอดอยู่อย่างเดียว!”
“สู้ไม่ได้แม้แต่เด็กตระกูลเฉิน…แบบนี้เจ้าจะเรียกว่าเป็นโอรสสวรรค์ เป็นฮ่องเต้ได้ยังไงกัน!”
"แม่ทัพเว่ย….ข้า"
เมื่อถูกซักไซ้เช่นนั้น ฮ่องเต้เฉาฮวนไม่เพียงไม่ทรงพระพิโรธ…แต่กลับรู้สึกละอายพระทัยอย่างสุดซึ้ง จนถึงกับตรัสอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
"ฝ่าบาท!"
เว่ยหลานคำรามสุดเสียง ในน้ำเสียงเจือไปด้วยเสียงสะอื้น
"พวกท่านจะไปไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ! เหล่าพี่น้องต้องการฝ่าบาท”
“ขอเพียงแค่…ขอเพียงแค่ฝ่าบาททรงประทับอยู่เบื้องหลัง พวกเราทุกคนก็จะยังสามารถสู้ต่อไปได้ ไม่แน่ว่าท่านแม่ทัพใหญ่เฉินอาจตีฝ่าวงล้อมกลับมาช่วยพวกเราได้ในเร็วๆนี้!”
“แต่ถ้าหากฝ่าบาทเสด็จหนีไปในตอนนี้ ทุกอย่างก็เป็นอันจบสิ้นพ่ะย่ะค่ะ!”
พูดไปพูดมา เขาทิ้งอาวุธในมือเสียงดังแคร้ง แล้วทรุดกายลงคุกเข่า วิงวอนอย่างน่าสงสาร
"ฝ่าบาท! กระหม่อมขอร้องล่ะพ่ะย่ะค่ะ! ทรงอยู่ต่อเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
“กระหม่อมขอรับประกัน ต่อให้เหลือพี่น้องรอดเพียงคนเดียว ก็จะไม่มีวันยอมให้พวกมันทำอันตรายฝ่าบาทได้แม้แต่ปลายเส้นพระเกศาพ่ะย่ะค่ะ!”
"ฆ่ามันซะ"
ชุยจื่อเฉินหมดความอดทน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ทันใดนั้น เซียนคนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังเขาก็ควบคุมดาบเหินพุ่งตรงไปยังลำคอของเว่ยหลานทันที
แต่แล้ว เฉาฮวนในฉลองพระองค์มังกรปราดเข้ามาขวางไว้ด้านหน้า
เซียนคนนั้นจึงรีบเบี่ยงคมดาบอย่างกะทันหัน มันเฉียดผ่านกระหม่อมของฮ่องเต้ไปเพียงนิดเดียว เกือบพลั้งมือสังหารพระองค์ไปเสียแล้ว
"พี่หก?" เยียนอ๋องเฉาจือถึงกับตกตะลึง
"ท่านเซียนซือชุย!"
เฉาฮวนเงยพระพักตร์ขึ้น ดวงพระเนตรแดงก่ำเล็กน้อย ก่อนตรัสถาม
"แม่ทัพเว่ยมีความผิดอันใด ถึงกับต้องฆ่าแกงกันเลยรึ?"
ทุกคนต่างรู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างแปลกประหลาดนัก ไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
"นี่มันคำถามสิ้นคิดอะไรกัน?" ชุยจื่อเฉินกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"สถานการณ์คับขันถึงเพียงนี้ จะมีเวลามาโอ้เอ้กับคนผู้นี้ได้ยังไง?"
"ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะพี่หก" เยียนอ๋องเฉาจือรีบเร่ง
"แต่ถ้าท่านพี่บอกว่าไม่ให้ฆ่า ก็ไว้ชีวิตเขาไปก่อน อย่ามัวเสียเวลาเลย…รีบไปกับพวกเราเถอะพ่ะย่ะค่ะ"
ภายใต้แสงจันทร์ยามค่ำคืน เปลวไฟสีเหลืองส้มสั่นไหวบนใบพระพักตร์ที่ดูขลาดเขลาเล็กน้อยของฮ่องเต้เจิ้งถ่ง
พระองค์ทอดพระเนตรไปยังเยียนอ๋องและเหล่าเซียน ราวกับกำลังต่อสู้กับบางสิ่งบางอย่างอย่างหนักหน่วง
จนกระทั่งตัดสินพระทัยได้อย่างเด็ดเดี่ยว ริมฝีปากสั่นระริก ก่อนตรัสออกมา
"เราเปลี่ยนใจแล้ว เราจะไม่ไป และพวกเจ้าก็ไปไม่ได้เช่นกัน ทุกคนต้องอยู่ที่นี่เพื่อสู้ตาย"
"อะไรนะ?"
"เจ้าบ้าไปแล้วรึ?!" เฉียนฉีเหรินมองด้วยสายตาสับสน
"เรา…เราไม่ได้กำลังปรึกษากับพวกเจ้า"
น้ำเสียงของเฉาฮ่วนแปรเปลี่ยนเป็นหนักแน่นขึ้น
"แม่ทัพเว่ยพูดถูก ทหารเหล่านี้ล้วนสู้ตายเพื่อเรา หากเราทิ้งพวกเขาไป พวกเราจะคู่ควรกับบัลลังก์เก้ามังกรได้อย่างไร?"
"พี่หก พอได้แล้วน่า" เยียนอ๋องเฉาจือคว้าข้อมือพระองค์ไว้
"เรารีบไปกันเถอะ"
เขาพูดพร้อมออกแรงดึง แต่ก็ไม่สามารถลากอีกฝ่ายให้ขยับได้
"น้องสิบสอง!"
"เรารู้ว่าเราเป็นแค่หุ่นเชิดของเจ้า" จู่ๆเฉาฮวนตรัสขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
เยียนอ๋องชะงักไปครู่หนึ่ง
นัยน์ตาที่เคยพร่าเลือนของเฉาฮวนกลับใสกระจ่างขึ้นเป็นครั้งแรก
พระองค์ทอดพระเนตรไปยังน้องชายผู้สนับสนุนให้ขึ้นครองราชย์ ก่อนตรัสออกมาด้วยสติสัมปชัญญะที่แจ่มชัด
"เจ้าก็แค่ใช้ชื่อเสียงที่ข้าเคยสั่งสมไว้ในราชสำนักกับฐานะบุตรชายคนโต เป็นเครื่องมือชักชวนบัณฑิตทั่วหล้าให้มารวบรวมกำลังเท่านั้นเอง”
“เรื่องพวกนี้…พี่ชายอย่างข้ารู้ดีอยู่แล้ว”
ตั้งแต่ภูเขาจื่อเวย มาจนถึงการลอบสังหารฮ่องเต้ที่ไท่เมี่ยว ทุกอย่างล้วนเป็นแผนของเยียนอ๋อง
เฉาฮวนทำตามที่เยียนอ๋องสั่งมาโดยตลอด ว่านอนสอนง่ายชนิดไม่มีใครเทียบได้
เเละทั้งหมดก็เพราะ…พระองค์ไม่ใส่ใจ
พระองค์เพียงอยากทำเพื่อรากฐานของบรรพบุรุษ แม้จะได้เป็นฮ่องเต้เพียงวันเดียว แม้ต้องสละราชบัลลังก์เมื่อใด ก็ขอทำอย่างเต็มที่ที่สุด
"พี่หก ท่านพี่คิดมากไปแล้ว"
"ข้าไม่เคยคิดจะทำอะไรท่านพี่เลยแม้แต่น้อย และยิ่งไม่เคยคิดจะรีบร้อนขับไล่ท่านพี่ลงจากบัลลังก์ด้วย”
“ที่ข้าทำเรื่องพวกนี้ไป ก็เป็นเพียงความแค้นส่วนตัวกับคนผู้นั้นเท่านั้น” เยียนอ๋องตรัสอย่างใจเย็น
เมื่อเทียบกับบัลลังก์ สิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากกว่าคือการได้ครอบครองเส้นชีพจรวิญญาณเพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเต๋าและแสวงหาชีวิตอันเป็นนิรันดร์
อีกอย่าง พูดกันตามตรง สภาพร่างกายของเฉาฮวนนั้นคงอยู่ได้อีกไม่กี่ปี ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องรีบร้อนเลย
"ดี!" เฉาฮ่วนเน้นเสียงหนักขึ้น
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็จงสั่งให้เหล่าเซียนของสำนักกุ้ยหยวนอยู่ช่วยข้าป้องกันเมืองซะ!”
“เส้นทางสู่ชีวิตอมตะ จะให้มาพังทลายเพราะพวกมนุษย์ธรรมดาเพียงหยิบมือได้อย่างไรกัน?!”
ยังไม่ทันที่เยียนอ๋องจะตอบ เฉียนฉีเหรินก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่ไว้หน้า
"เจ้าอยากจะอยู่ก็อยู่ไป! แต่สำนักของข้าไม่มีทางอยู่สู้ตายที่นี่เด็ดขาด!"
สำหรับพวกเขาแล้ว สงครามทั้งหมดนี้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อแย่งชิงเส้นชีพจรวิญญาณ
ตราบใดที่ยังมีทางถอย มีหรือที่พวกเขาจะยอมร่วมเป็นร่วมตายกับทหารธรรมดาๆ
ระหว่างที่พวกเขากำลังสนทนากัน เหล่าเซียนจำนวนมากก็อาศัยความมืดเหินร่างขึ้นสู่ท้องฟ้าไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครอยากยื้อเวลาสู้ต่อ
"พี่หก ท่านพี่ก็เห็นแล้วว่าเรื่องนี้ข้าจนปัญญาจริงๆ"
เยียนอ๋องเฉาจือพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างใจเย็น
"หากไม่รีบไปตอนนี้ก็จะสายเกินไปแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ!"
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังนิ่งเฉย เขาก็ไม่ได้พยายามต่อ หันกายแล้วก้าวขึ้นไปบนดาบเหินของผู้เป็นอาจารย์
ท่ามกลางสายพระเนตรอันสิ้นหวังของฮ่องเต้เจิ้งถ่งนามเฉาฮวน เหล่าเซียนของสำนักกุ้ยหยวนทั้งหมดทยอยจากไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือใครอยู่แม้แต่คนเดียว
…..
"ฝ่าบาท?!"
เว่ยหลานมองไปยังฮ่องเต้ที่ประทับอยู่เบื้องหน้า ดูเหมือนเขาจะไม่คาดคิดว่าฮ่องเต้จะตัดสินใจอยู่ต่อ
"ฝ่าบาททรงตามพวกเขาไปเถอะพ่ะย่ะค่ะ!"
ในเมื่อเซียนไม่ยอมช่วย การที่ฮ่องเต้จะอยู่ต่อไปก็ไร้ความหมาย
"เราเองก็อยู่ระดับทะลวงชีพจร!"
เฉาฮ่วนตรัสพลางก้มลงหยิบดาบยาวเล่มหนึ่งขึ้นจากพื้น เสียงสั่นเครือเล็กน้อย
"วันนี้ถึงแม้จะไม่มีเซียน เราก็จะร่วมเป็นร่วมตายกับเหล่าทหารหาญ”
“แผ่นดินตระกูลเฉาของข้าได้มาบนหลังม้า จะไร้ซึ่งเลือดนักสู้ได้อย่างไรกัน?”
"ฝ่าบาท!" เว่ยหลานยกมือขึ้นปิดหน้าหลั่งน้ำตา
"กระหม่อมรู้อยู่แล้วว่าฝ่าบาทจะต้องเป็นฮ่องเต้ผู้ทรงธรรม!”
“ฝ่าบาททรงวางพระทัยเถิดพ่ะย่ะค่ะ หากพวกกบฏคิดจะแตะต้องฝ่าบาท พวกมันก็ต้องข้ามศพกระหม่อมไปก่อน!”
ตระกูลเว่ยของเขาก็เป็นขุนนางเก่าของหอฉีหลิน เมื่อครั้งที่จิ้นอ๋องหลบหนีออกจากเมืองหลวง พวกเขาก็ตัดสินใจติดตามไปรับใช้
มาถึงวันนี้ได้ยินถ้อยคำเช่นนี้ ต่อให้ต้องตายก็ไม่เสียดายชีวิต
….
อีกด้าน
บนกำแพงเมือง
เมื่อจำนวนของเซียนลดลงอย่างฮวบฮาบ ยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บของกองทัพคุนหยางเริ่มพุ่งสูงขึ้นเป็นทวีคูณ
"ท่านเซียนล่ะ?!"
"พวกท่านเซียนหายไปไหนกันหมด?!"
"เรื่องแค่นี้ยังต้องถามอีกรึ?!"
เฟิงหยงตะโกนด่าพลางฟันศีรษะทหารข้าศึกตรงหน้า
"ต้องหนีไปแล้วแน่ๆ..."
เขาพูดได้ครึ่งประโยค ก็เห็นร่างในฉลองพระองค์มังกรถือดาบพุ่งขึ้นมากำแพงเมือง เข้าร่วมต่อสู้ด้วยพระองค์เอง
กระบวนท่าของเฉาฮวนนั้นติดขัดเห็นได้ชัด วิชาฝีมือห่างหายไปนานหลายปี
ยังไม่ทันสังหารทหารข้าศึกแม้คนเดียว ก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด
ทว่าการกระทำเช่นนี้กลับช่วยปลุกขวัญและกำลังใจของเหล่าทหารใต้บังคับบัญชาได้อย่างมหาศาล
"เหล่าทหารหาญ อย่าเพิ่งตื่นตระหนก!"
เฉาฮวนทรงลุกขึ้นจากพื้นตะโกนก้อง
"พวกท่านเซียนกำลังหาทางติดต่อท่านแม่ทัพเฉิน อีกไม่นานก็จะประสานงานตีทัพข้าศึกให้แตกพ่าย อดทนไว้อีกหน่อย!"
"ยันพวกมันเอาไว้ให้ได้!"
….
อีกด้านหนึ่ง
เหล่าเซียนจำนวนมากของสำนักกุ้ยหยวนเหินร่างขึ้นเหนือน่านฟ้าของเมืองคุนหยาง
ในไม่ช้าเบื้องหน้าของพวกเขาก็ปรากฏม่านพลังปฐพีหนาแน่นสีปฐพีผืนหนึ่ง
"เรื่องนี้ปล่อยให้ข้าจัดการเอง!"
ผู้อาวุโสหวงเหล่าจิ่วประสานอินด้วยมือสั่น ยันต์สีเหลืองส้มแผ่นหนึ่งลอยขึ้นช้าๆ พลังวิญญาณจากยันต์แข็งแกร่งกว่ายันต์ธรรมดาอย่างมหาศาล
นี่คือยันต์สมบัติ
ยันต์วิเศษที่สร้างขึ้นได้โดยนักพรตระดับเเก่นทองคำขึ้นไป มักจะมีอานุภาพน่าสะพรึงกลัว
เนื่องจากการสร้างจำเป็นต้องสูญเสียศาสตราวุธวิเศษหรือพลังเซียนของเซียนเอง ยันต์สมบัติจึงล้ำค่าอย่างยิ่ง
ภายใต้การกระตุ้นพลังของผู้อาวุโส กระดาษยันต์บางเฉียบเพียงแผ่นเดียวแปรสภาพเป็นศาสตราวุธวิเศษในพริบตา
สมบัติชิ้นนี้สีดำสนิทราวน้ำหมึก รูปลักษณ์คล้ายลิ่มเหล็กแหลม ขนาดเพียงฝ่ามือ แต่แฝงอานุภาพไม่ธรรมดา
มันคือตะปูผนึกมาร!
"ไป!"
ผู้อาวุโสหวงเปล่งเสียง ตะปูผนึกมารกลายเป็นลำแสงสีดำสนิทพุ่งออกไปทันที
เงาที่ทิ้งไว้ราวรอยสาดน้ำหมึก พลังวิญญาณมหาศาลเข้าปะทะม่านพลังอย่างรุนแรง พร้อมเสียงดังกึกก้อง
มันเจาะทะลุม่านพลังปฐพีระดับสองขั้นกลาง จนเกิดเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่กว่าหนึ่งจั้ง
แต่ในขณะเดียวกัน ตะปูผนึกมารก็แตกสลายกลายเป็นเศษเสี้ยวแสงวิญญาณ แล้วค่อยๆ สลายหายไปในอากาศ
……………………