เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 365 : เฉินซานซือนำทัพกลับมาเเล้ว!

บทที่ 365 : เฉินซานซือนำทัพกลับมาเเล้ว!

บทที่ 365 : เฉินซานซือนำทัพกลับมาเเล้ว!


บทที่ 365 : เฉินซานซือนำทัพกลับมาเเล้ว!

“องค์รัชทายาทอย่าเพิ่งใจร้อนไปขอรับ”

ซูเหวินไฉกล่าวพลางโบกพัดขนนกในมือ

“ขอเพียงแค่พวกเราสามารถรอดชีวิตออกจากเมืองคุนหยางไปได้

องค์รัชทายาทจะไม่ใช่เพียงองค์รัชทายาทแห่งตงชิ่งเท่านั้น

แต่จะเป็นองค์รัชทายาทแห่งใต้หล้าเลยทีเดียว”

“จริงรึ?!”

ดวงตาของเฉินตู้เหอเป็นประกายขึ้นมาทันที

“ย่อมเป็นความจริงอยู่แล้วขอรับ

แต่ว่า…”

ซูเหวินไฉจงใจลากเสียงยาว

“ข้าน้อยลองคิดดูดีๆแล้ว ก็ดูเหมือนว่าจะไม่แน่เสมอไป”

เฉินตู้เหอกระโดดลงจากเก้าอี้ แล้วถามอย่างร้อนรน

“ตรงไหนที่ไม่แน่?”

“เรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท ไหนเลยจะเป็นเรื่องที่คนนอกจะตัดสินได้เล่าขอรับ?”

ซูเหวินไฉชี้ไปยังทิศทางที่แม่ทัพชุดขาวจากไป

“สุดท้ายแล้ว ก็ยังต้องให้ท่านแม่ทัพเป็นคนตัดสินอยู่ดี”

“ท่านหมายถึงพ่อข้ารึ?”

“ถ้าเขาไม่แต่งตั้งข้า แล้วจะไปแต่งตั้งใครได้อีก?!” เฉินตู้เหอครุ่นคิดอย่างหนัก

“เรื่องนั้นก็ไม่แน่เสมอไปนะขอรับ”

ซูเหวินไฉเลิกคิ้วขึ้น พร้อมน้ำเสียงกังวล

“อย่างไรเสีย นายท่านก็ไม่ได้มีภรรยาเพียงคนเดียว”

“ในอนาคตก็ย่อมไม่ได้มีบุตรชายเพียงพระองค์เดียวเช่นกัน…ดังนั้นจะแต่งตั้งใครเป็นรัชทายาท ก็ยังบอกไม่ได้หรอกนะขอรับ!”

“ถะ…เช่นนั้นท่านรีบพูดมาสิ!”

“ทำอย่างไรพ่อข้าถึงจะยอมแต่งตั้งข้า?” เฉินตู้เหอกระวนกระวายจนต้องกัดฟัน​

“อย่างแรกเลย พระองค์จะต้องไม่ขัดขืนคำสั่งสอนของนายท่าน”

“อย่างที่สอง ตั้งแต่อดีตมา ทุกคนล้วนชื่นชอบผู้ที่มีคุณธรรมเมตตาเป็นรัชทายาท…ดังนั้นพระองค์จะต้องหัดที่จะ…”

หลังจากได้ฟังคำสั่งสอนชุดใหญ่

เฉินตู้เหอก็รู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก

และไม่ค่อยจะเข้าใจนักว่าคุณธรรมเมตตาคืออะไร

แต่เขาก็จดจำไว้ในใจ และเริ่มมีความยับยั้งชั่งใจในการกระทำมากขึ้น

….

ด้านนอกเมือง

ณ ค่ายทหารกลางของราชสำนัก

“นี่ก็ผ่านมาครึ่งเดือนแล้วนะ”

“ถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไป ไอ้พรานเฉินนั่นได้นำคนกลับมาฆ่าแล้วแน่ๆ

ทำไมยังตีเมืองไม่แตกอีก?” ฉินอ๋องเดินไปเดินมาอย่างกระวนกระวาย

“เฮ้อ…” เซียนของสำนักเซิงอวิ๋นถอนหายใจเฮือกใหญ่

“อย่าให้พูดเลย ค่ายกลพิทักษ์เมืองของเมืองคุนหยางนั่นน่ะ ทุกครั้งที่ดูเหมือนจะพังทลาย…นักสร้างค่ายกลของพวกมันก็จะเข้ามาซ่อมแซมได้ทันท่วงทีเสมอ”

“เหมือนจะร่อแร่ใกล้ตายอยู่ตลอดเวลา แต่กลับไม่เคยตายจริงๆเสียที”

“ใช่แล้ว”

“ครั้งนี้สำนักของข้าก็สูญเสียอย่างหนักหน่วงเช่นกัน…วันนี้ศิษย์พี่หยวนก็มาสิ้นชีพอยู่บนกำแพงเมืองคุนหยาง!”

“และข้าได้ยินมาว่า ศิษย์พี่หยวนพลาดท่าให้กับเจ้าลูกชายแซ่เฉินนั่นด้วย”

“ไอ้เด็กอายุไม่กี่ขวบนั่นรึ?”

“มันไม่ใช่แค่เด็ก แต่เป็นไอ้เด็กเวรตะไลต่างหาก”

“ไม่แน่ว่าอาจเป็นปีศาจเฒ่าตนไหนกลับชาติมาเกิดก็ได้…ไม่อย่างนั้นจะเจ้าเล่ห์และโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ตั้งแต่ยังเล็กได้อย่างไร?!”

“ทุกท่าน”

ทันใดนั้น ขันทีหวงหงก็ปรากฏตัวขึ้น

“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า”

ยังไม่ทันจะหมดเวลาน้ำชาถ้วยหนึ่ง

เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊และจอมยุทธ์ก็ได้มารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตาในกระโจมบัญชาการกลาง

จักรพรรดิหลงชิ่งประทับนั่งขัดสมาธิอยู่บนที่สูง ทอดพระเนตรลงมายังทุกคนและกระบะทรายจำลองภูมิประเทศ…น้ำเสียงที่เยิ่นเย้อแฝงความขุ่นเคืองและเยาะเย้ย

“เหล่าแม่ทัพ, ท่านเซียน, และท่านเสนาบดีทั้งหลาย”

“เวลาล่วงเลยไปสิบกว่าวันแล้ว…ตอนนั้นพวกท่านรับประกันกับเจิ้นไว้อย่างไรกันบ้างนะ?”

“ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ”

“นักสร้างค่ายกลในเมืองคนนั้นค่อนข้างแปลกประหลาด…การที่เมืองคุนหยางสามารถตั้งรับมาได้จนถึงทุกวันนี้ คนผู้นั้นคนเดียวก็มีส่วนอย่างน้อยถึงแปดส่วนแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ตานเหลียงเฉิงเอ่ยอธิบาย

“ก่อนที่จะเปิดศึก สำนักของกระหม่อมเคยได้รับข่าวมาว่า

สำนักกุ้ยหยวนจะส่งบุคคลที่ไม่ธรรมดา​มาคนหนึ่ง”

“ตอนนี้ดูท่าแล้ว คนผู้นี้อย่างน้อยก็ต้องเป็นนักสร้างค่ายกลอันดับต้นๆ ของสำนักกุ้ยหยวนอย่างแน่นอน

ถ้าหากไม่ถูกจำกัดโดยพลังของฟ้าดิน…ไม่แน่ว่าเขาอาจจะสามารถสร้างค่ายกลระดับสามขึ้นมาได้ก็เป็นได้”

“โอ้?” จักรพรรดิหลงชิ่งโน้มพระวรกายมาข้างหน้าเล็กน้อย

“ตามที่เจ้าพูดมา… ก็หมายความว่าไม่มีหนทางแล้วอย่างนั้นรึ?”

“หนทางย่อมมีอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“เว้นเสียแต่จะเป็นค่ายกลที่สร้างขึ้นโดยอาศัยเส้นชีพจร​วิญญาณเป็นหลัก มิฉะนั้นแล้วทุกค่ายกลล้วนมีขีดจำกัด…ที่คุนหยางก็เช่นกัน”

“เริ่มตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป ข้าน้อยจะนำหินวิญญาณระดับกลางชุดสุดท้ายทั้งหมดออกมาใช้…และเมื่อใช้ร่วมกับตราหยกแผ่นดินนั่นแล้ว มั่นใจได้เลยว่าภายในสองวัน จะต้องทำให้ค่ายกลใหญ่นั้นพังทลายลงได้อย่างแน่นอน!”

“ยังต้องใช้อีกสองวันรึ?...ถ้าเป็นเช่นนั้น เกรงว่าศิษย์น้องของข้าคงจะนำทัพกบฏกลับมาตีได้ทันพอดี” ศิษย์พี่สาม เนี่ยหยวนเอ่ยขึ้นอย่างกังวล

“เรื่องนั้นกลับไม่น่าเป็นห่วง”

ตานเหลียงเฉิงหยิบขลุ่ยไม้ไผ่ขึ้นมาชี้ลงบนกระบะทราย เเล้วกล่าวอย่างช้าๆ

“ตามการคาดการณ์ของข้าน้อย

ในช่วงเวลาอันสั้นเช่นนี้ เฉินซานซืออย่างมากก็คงจะนำกำลังเสริมมาได้เพียงประมาณห้าหมื่นนายเท่านั้น”

“และที่สำคัญ พวกเขาก็จะปรากฏตัวได้แค่ที่ภูเขาปากง… ใช้เส้นทางข้ามแม่น้ำผ่านช่องเขาของ 'เมืองหย่งเจีย' เพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น”

“ขอเพียงแค่เราวางแผนป้องกันให้ดี

ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลกับพวกเขามากเกินไป…เพราะถึงที่สุดแล้ว ก็ยังคงเป็นการเผชิญหน้ากันซึ่งๆหน้า ไม่ได้มีลูกเล่นอะไรให้ใช้มากนักหรอก”

“เช่นนั้นก็ให้เวลาสองวัน”

“หลังจากนี้สองวัน ถ้ายังตีเมืองคุนหยางไม่ได้อีก…ตานเหลียงเฉิง เจ้าก็ไม่ต้องคิดที่จะกลับไปสำนักเซิงอวิ๋นอีกแล้ว”

ตานเหลียงเฉิงเข้าใจเจตนาเต็มร้อย

นี่คือการเอาชีวิตตัวเองมาข่มขู่

แต่เขาก็รู้ดีว่า เมื่ออยู่ใต้ชายคาของผู้อื่น ก็จำต้องก้มหัวรับคำสั่ง

“ข้าน้อย… รับบัญชา”

ในคืนนั้น ตานเหลียงเฉิงนำหินวิญญาณชุดสุดท้ายออกมา

ไม้ไผ่หยกทองคำเรืองแสงในมือถูกกวัดแกว่งอย่างบ้าคลั่ง

“อาณัติหนึ่ง เชิญขุนพลทิศตะวันตกเฉียงเหนือแห่งโป๊ยก่วยเฉียน!”

“อาณัติสอง เชิญขุนพลวารีแห่งโป๊ยก่วยขั่น!”

“อาณัติสาม เชิญเทพทิศตะวันออกเฉียงเหนือแห่งโป๊ยก่วยเกิ้น!”

“อาณัติสี่ เชิญเทพดาวพฤหัสแห่งโป๊ยก่วยเจิ้น!”

เสียงร่ายคาถาแต่ละคำ ดังก้องลงมาจากเก้าชั้นฟ้า

เสาสวรรค์ทั้งแปดสิบเอ็ดต้นส่องแสงเจิดจ้าขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ทหารนับหมื่นนับแสนนายหลั่งไหลเข้าสู่กำแพงเมือง

ภายใต้การเสริมพลังของค่ายกล ตราหยกประจำแผ่นดินที่ลอยเหนือม่านรัตติกาลยิ่งทอแสงสีทองอันศักดิ์สิทธิ์เพิ่มขึ้นหลายส่วน

ลำแสงแต่ละสายราวกับขวานยักษ์ผ่าภูเขาฟาดลงบนพื้นค่ายกลวายุภักษ์เกราะดำ

หลิงขุยลงมือทำลายค่ายกลด้วยตนเอง

จักรพรรดิหลงชิ่งในอาภรณ์เซียนยืนประทับอยู่เคียงข้างตราหยก

เมืองคุนหยางทั้งเมือง…กำลังจะมาถึงช่วงเวลาสุดท้าย

….

“ครืนนน—”

แม้จะอยู่คนละฝั่งของม่านพลัง ทุกคนก็ยังรู้สึกถึงพื้นดินที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น

“โอ๊ย!”

หวงเหล่าจิ่วทรุดตัวลงนั่งกับพื้น เอามือกุมเอวแล้วร้องโอดโอย

“ไม่ไหวแล้วๆ ผู้เฒ่าคนนี้จะทนไม่ไหวแล้ว!”

“นี่…นี่ท่านหมายความว่าอย่างไร?” เฉาฮวนรีบถามทันที​

“อย่างมากก็อีกแค่สองวันเท่านั้น… ค่ายกลก็จะทนไม่ไหวแล้วล่ะ!” หวงเหล่าจิ่วกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

“แล้วท่านแม่ทัพเฉินเล่า?”

“ท่านแม่ทัพเฉินจากไปครึ่งเดือนแล้ว

ก็สมควรจะกลับมาได้แล้วไม่ใช่รึ?” ซ่างกวนไห่ชางรีบถามทันที

ณ ภูเขาปากง, เมืองหย่งเจีย

สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ควบคุมแม่น้ำลั่วเจี้ยน

ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำเฝยสุ่ยที่ไหลผ่านใจกลางสนามรบ

ทว่ากองกำลังรักษาเมืองกลับมีไม่มากนัก รวมแล้วมีเพียงราวแปดพันกว่านาย

มีคำสั่งถึงจงฝาน ทันทีที่มีความเคลื่อนไหวใดๆเกิดขึ้น หลังสืบสวนสถานการณ์จนแน่ชัด ให้รีบถอยกลับไปรายงานทันที

….

ในค่ำคืนอันเงียบสงัดอีกคืนหนึ่ง

จงฝานกำลังตั้งใจฝึกฝนวิชาอาคมอยู่ดีๆ เเต่อยู่ๆก็มีทหารสอดแนมพรวดพราดเข้ามา

“ท่านเซียนจง! แย่แล้วขอรับ! ท่านเซียนจง!”

“พวกกบฏมันบุกมาแล้วขอรับ!”

“เฉินซานซือนำกำลังเสริมจากตงชิ่งกลับมาแล้ว!”

จงฝานเงยหน้าขึ้นถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“มีกี่คน?”

“สองแสนขอรับ!”

“อย่างน้อยก็มีสองแสนคน แถมยังมีเซียนอีกนับไม่ถ้วนเลยขอรับ!” ทหารสอดแนมกล่าวด้วยตื่นตระหนก

“พูดจาเหลวไหล”

“ศิษย์พี่ตานพูดเองกับปากว่าในช่วงเวลาอันสั้นเช่นนี้ อย่างมากที่สุดอีกฝ่ายก็คงระดมกำลังมาได้ไม่เกินห้าหมื่นคน”

“ส่วนเรื่องจอมยุทธ์…”

“วังเมฆาก็เหมือนพวกเรา ต่างก็โดนผนึกฟ้าดิน…จะส่งคนมาได้สักกี่คนกันเชียว?”

“ทุกคำที่ข้าน้อยพูดเป็นความจริงทุกประการ หากท่านเซียนซือไม่เชื่อ

ท่านก็สามารถไปดูด้วยตาของท่านเองได้ขอรับ!” ทหารสอดแนมพยายามชี้แจงด้วยเสียงตะกุกตะกัก

สุดท้าย…จงฝานแค่นเสียงเย็นชา เเล้วเหยียบดาบเหินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

เเต่ไปได้เพียงไม่ไกล ร่างของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นทันที

เมื่อมองออกไป…บนผืนดินมืดมิด กองทัพขนาดมหึมากำลังเคลื่อนทัพผ่านที่รกร้าง มุ่งตรงมายังเมืองหย่งเจีย

จำนวนคนแน่ชัดไม่อาจแยกได้

เห็นเพียงเงาตะคุ่มๆ ของเหล่าทหารแผ่ขยายไปทั่วภูเขาและทุ่งกว้าง

บนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวพร่างพราย ก็ปรากฏเงาร่างผู้คนเหาะเหินอยู่บนดาบมากมาย

“วังเมฆาคงวางแผนการนี้มานานแล้ว!” จงฝานกัดฟันกรอด

โดยไม่สนใจทหารรักษาการณ์ในเมือง…เขาหันเหทิศทาง เตรียมจะหนีทันที​

แต่ไปได้เพียงไม่ไกล เขาก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

เเละเมื่อหันกลับไปมอง เขาก็เห็นร่างในอาภรณ์ขาวกำลังเหยียบศาสตรวุธเหินเวหารูปใบไม้ไล่ตามมา

“บัดซบ!”

จงฝานตกใจสุดขีด เเล้วรีบชักดาบประจำตัวออกมาทันที

เขาสละอายุขัยเค้นโลหิตแก่นแท้ออกมาจากกลางหน้าผากหยดหนึ่ง เเล้วหยดลงบนดาบ

ทันใดนั้น…ดาบประจำตัวส่องแสงวิญญาณสีเลือดออกมา

เมื่อฟาดลง ดาบก็พุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ร่างอาภรณ์ขาวด้วยความเร็วสูง

จงฝานยอมจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล

เพียงเพื่อถ่วงเวลาการไล่ล่าของร่างอาภรณ์ขาว

ถ้าสามารถบินไปถึงอีกฝั่งได้ ก็จะได้รับการช่วยเหลือทันที

เขาคือเซียนระดับรวบรวมปราณขั้นสมบูรณ์

ตามทฤษฎีแล้วอยู่ในระดับเดียวกันกับอีกฝ่าย…ถึงแม้ฝีมือจะต่างกัน อีกฝ่ายก็คงไม่อาจเพิกเฉยต่อการโจมตีสุดกำลังของเขาได้

แต่ร่างอาภรณ์ขาวกลับไม่หลบหรือปัดป้องดาบสีเลือดนั้นเลย

ตรงกันข้าม รอจนคมดาบอยู่ห่างจากลำคอเพียงครึ่งชุ่น จึงยื่นนิ้วสองนิ้วออกมาอย่างรวดเร็ว

“วิ้งงงง!”

เสียงโลหะครวญคราง ดาบเหินถูกหนีบไว้แน่น

ไม่สามารถรุกคืบไปข้างหน้าได้แม้ครึ่งเฟิน

นี่มัน…คือการกดขี่ด้วยระดับพลังที่เหนือกว่า!

คนผู้นี้ทะลวงสู่ขอบเขตพลังแท้จริงขั้นกลางแล้ว!

ไม่เพียงเท่านั้น…ท่ามกลางแสงดาวพร่างพราย มือขวาของร่างอาภรณ์ขาวปรากฏแสงเรืองสีดำกลายเป็นคันธนูยาวสีทองส่องประกาย

มือซ้ายกดดาบเหินของเขาไว้ แล้วค่อยๆหมุนมันกลับทิศทาง

ด้ามดาบพาดบนคันธนู คมดาบหันไปข้างหน้า…ง้างสายธนู!

นี่มัน…จะยิงธนูหรือยิงดาบกันแน่?!

หลังกรำศึกมานาน จงฝานรู้ดีว่าอีกฝ่ายถนัดใช้ธนูศาสตรวุธวิเศษ

แต่ไม่เคยคิดมาก่อนว่า…แม้แต่ดาบเหินยังสามารถใช้เป็นลูกศรได้!

และที่สำคัญ มันยังเป็นดาบประจำตัวของเขาอีกด้วย

“บัดซบ… บัดซบ… บัดซบ!”

จงฝานเบิกตากว้างจนแทบปริแตก

พยายามสุดชีวิตที่จะควบคุมดาบเหินกลับคืนมา…แต่ทุกความพยายามล้วนไร้ผล

เขาทำได้เพียงมองอีกฝ่ายที่ยืนสงบนิ่งใต้แสงดาว ง้างคันธนูจนโค้งงอดุจจันทร์เต็มดวง

เมื่อสายธนูถูกดึงตึงถึงขีดสุด…มันก็ดีดกลับเข้าที่เดิมอย่างรุนแรง

“เปรี้ยงงงง!!!”

ดาบเหินที่ห่อหุ้มด้วยพลังแท้จริงสีเลือดและธาตุไฟ ฉีกกระชากท้องฟ้า พุ่งเข้ามาใส่หน้า

ความเร็วของมันเร็วกว่าการโจมตีด้วยดาบเหินทั่วไปไม่รู้กี่เท่า เร็วจนแทบมองตามไม่ทัน

จงฝานรีบใช้คาถาเคลื่อนย้าย คาถาหลบหนี…ร่างพุ่งหลบไปด้านข้างหลายทิศทาง

แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร…ดาบเหินเล่มนั้นก็ยังตามติดไม่ห่าง

เขาทำได้เพียงรับรู้ถึงจิตสังหารอันแหลมคมที่เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่ง…ดาบดอกเดียวแทงทะลุหัวใจเขา

ร่างของจงฝานชะงักค้างในอากาศ

เลือดแดงฉานพุ่งออกมา ปะปนกับแสงดาวพร่าง​พราว​

………………….

จบบทที่ บทที่ 365 : เฉินซานซือนำทัพกลับมาเเล้ว!

คัดลอกลิงก์แล้ว