- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 365 : เฉินซานซือนำทัพกลับมาเเล้ว!
บทที่ 365 : เฉินซานซือนำทัพกลับมาเเล้ว!
บทที่ 365 : เฉินซานซือนำทัพกลับมาเเล้ว!
บทที่ 365 : เฉินซานซือนำทัพกลับมาเเล้ว!
“องค์รัชทายาทอย่าเพิ่งใจร้อนไปขอรับ”
ซูเหวินไฉกล่าวพลางโบกพัดขนนกในมือ
“ขอเพียงแค่พวกเราสามารถรอดชีวิตออกจากเมืองคุนหยางไปได้
องค์รัชทายาทจะไม่ใช่เพียงองค์รัชทายาทแห่งตงชิ่งเท่านั้น
แต่จะเป็นองค์รัชทายาทแห่งใต้หล้าเลยทีเดียว”
“จริงรึ?!”
ดวงตาของเฉินตู้เหอเป็นประกายขึ้นมาทันที
“ย่อมเป็นความจริงอยู่แล้วขอรับ
แต่ว่า…”
ซูเหวินไฉจงใจลากเสียงยาว
“ข้าน้อยลองคิดดูดีๆแล้ว ก็ดูเหมือนว่าจะไม่แน่เสมอไป”
เฉินตู้เหอกระโดดลงจากเก้าอี้ แล้วถามอย่างร้อนรน
“ตรงไหนที่ไม่แน่?”
“เรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท ไหนเลยจะเป็นเรื่องที่คนนอกจะตัดสินได้เล่าขอรับ?”
ซูเหวินไฉชี้ไปยังทิศทางที่แม่ทัพชุดขาวจากไป
“สุดท้ายแล้ว ก็ยังต้องให้ท่านแม่ทัพเป็นคนตัดสินอยู่ดี”
“ท่านหมายถึงพ่อข้ารึ?”
“ถ้าเขาไม่แต่งตั้งข้า แล้วจะไปแต่งตั้งใครได้อีก?!” เฉินตู้เหอครุ่นคิดอย่างหนัก
“เรื่องนั้นก็ไม่แน่เสมอไปนะขอรับ”
ซูเหวินไฉเลิกคิ้วขึ้น พร้อมน้ำเสียงกังวล
“อย่างไรเสีย นายท่านก็ไม่ได้มีภรรยาเพียงคนเดียว”
“ในอนาคตก็ย่อมไม่ได้มีบุตรชายเพียงพระองค์เดียวเช่นกัน…ดังนั้นจะแต่งตั้งใครเป็นรัชทายาท ก็ยังบอกไม่ได้หรอกนะขอรับ!”
“ถะ…เช่นนั้นท่านรีบพูดมาสิ!”
“ทำอย่างไรพ่อข้าถึงจะยอมแต่งตั้งข้า?” เฉินตู้เหอกระวนกระวายจนต้องกัดฟัน​
“อย่างแรกเลย พระองค์จะต้องไม่ขัดขืนคำสั่งสอนของนายท่าน”
“อย่างที่สอง ตั้งแต่อดีตมา ทุกคนล้วนชื่นชอบผู้ที่มีคุณธรรมเมตตาเป็นรัชทายาท…ดังนั้นพระองค์จะต้องหัดที่จะ…”
หลังจากได้ฟังคำสั่งสอนชุดใหญ่
เฉินตู้เหอก็รู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก
และไม่ค่อยจะเข้าใจนักว่าคุณธรรมเมตตาคืออะไร
แต่เขาก็จดจำไว้ในใจ และเริ่มมีความยับยั้งชั่งใจในการกระทำมากขึ้น
….
ด้านนอกเมือง
ณ ค่ายทหารกลางของราชสำนัก
“นี่ก็ผ่านมาครึ่งเดือนแล้วนะ”
“ถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไป ไอ้พรานเฉินนั่นได้นำคนกลับมาฆ่าแล้วแน่ๆ
ทำไมยังตีเมืองไม่แตกอีก?” ฉินอ๋องเดินไปเดินมาอย่างกระวนกระวาย
“เฮ้อ…” เซียนของสำนักเซิงอวิ๋นถอนหายใจเฮือกใหญ่
“อย่าให้พูดเลย ค่ายกลพิทักษ์เมืองของเมืองคุนหยางนั่นน่ะ ทุกครั้งที่ดูเหมือนจะพังทลาย…นักสร้างค่ายกลของพวกมันก็จะเข้ามาซ่อมแซมได้ทันท่วงทีเสมอ”
“เหมือนจะร่อแร่ใกล้ตายอยู่ตลอดเวลา แต่กลับไม่เคยตายจริงๆเสียที”
“ใช่แล้ว”
“ครั้งนี้สำนักของข้าก็สูญเสียอย่างหนักหน่วงเช่นกัน…วันนี้ศิษย์พี่หยวนก็มาสิ้นชีพอยู่บนกำแพงเมืองคุนหยาง!”
“และข้าได้ยินมาว่า ศิษย์พี่หยวนพลาดท่าให้กับเจ้าลูกชายแซ่เฉินนั่นด้วย”
“ไอ้เด็กอายุไม่กี่ขวบนั่นรึ?”
“มันไม่ใช่แค่เด็ก แต่เป็นไอ้เด็กเวรตะไลต่างหาก”
“ไม่แน่ว่าอาจเป็นปีศาจเฒ่าตนไหนกลับชาติมาเกิดก็ได้…ไม่อย่างนั้นจะเจ้าเล่ห์และโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ตั้งแต่ยังเล็กได้อย่างไร?!”
…
“ทุกท่าน”
ทันใดนั้น ขันทีหวงหงก็ปรากฏตัวขึ้น
“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า”
ยังไม่ทันจะหมดเวลาน้ำชาถ้วยหนึ่ง
เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊และจอมยุทธ์ก็ได้มารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตาในกระโจมบัญชาการกลาง
จักรพรรดิหลงชิ่งประทับนั่งขัดสมาธิอยู่บนที่สูง ทอดพระเนตรลงมายังทุกคนและกระบะทรายจำลองภูมิประเทศ…น้ำเสียงที่เยิ่นเย้อแฝงความขุ่นเคืองและเยาะเย้ย
“เหล่าแม่ทัพ, ท่านเซียน, และท่านเสนาบดีทั้งหลาย”
“เวลาล่วงเลยไปสิบกว่าวันแล้ว…ตอนนั้นพวกท่านรับประกันกับเจิ้นไว้อย่างไรกันบ้างนะ?”
“ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ”
“นักสร้างค่ายกลในเมืองคนนั้นค่อนข้างแปลกประหลาด…การที่เมืองคุนหยางสามารถตั้งรับมาได้จนถึงทุกวันนี้ คนผู้นั้นคนเดียวก็มีส่วนอย่างน้อยถึงแปดส่วนแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ตานเหลียงเฉิงเอ่ยอธิบาย
“ก่อนที่จะเปิดศึก สำนักของกระหม่อมเคยได้รับข่าวมาว่า
สำนักกุ้ยหยวนจะส่งบุคคลที่ไม่ธรรมดา​มาคนหนึ่ง”
“ตอนนี้ดูท่าแล้ว คนผู้นี้อย่างน้อยก็ต้องเป็นนักสร้างค่ายกลอันดับต้นๆ ของสำนักกุ้ยหยวนอย่างแน่นอน
ถ้าหากไม่ถูกจำกัดโดยพลังของฟ้าดิน…ไม่แน่ว่าเขาอาจจะสามารถสร้างค่ายกลระดับสามขึ้นมาได้ก็เป็นได้”
“โอ้?” จักรพรรดิหลงชิ่งโน้มพระวรกายมาข้างหน้าเล็กน้อย
“ตามที่เจ้าพูดมา… ก็หมายความว่าไม่มีหนทางแล้วอย่างนั้นรึ?”
“หนทางย่อมมีอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เว้นเสียแต่จะเป็นค่ายกลที่สร้างขึ้นโดยอาศัยเส้นชีพจร​วิญญาณเป็นหลัก มิฉะนั้นแล้วทุกค่ายกลล้วนมีขีดจำกัด…ที่คุนหยางก็เช่นกัน”
“เริ่มตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป ข้าน้อยจะนำหินวิญญาณระดับกลางชุดสุดท้ายทั้งหมดออกมาใช้…และเมื่อใช้ร่วมกับตราหยกแผ่นดินนั่นแล้ว มั่นใจได้เลยว่าภายในสองวัน จะต้องทำให้ค่ายกลใหญ่นั้นพังทลายลงได้อย่างแน่นอน!”
“ยังต้องใช้อีกสองวันรึ?...ถ้าเป็นเช่นนั้น เกรงว่าศิษย์น้องของข้าคงจะนำทัพกบฏกลับมาตีได้ทันพอดี” ศิษย์พี่สาม เนี่ยหยวนเอ่ยขึ้นอย่างกังวล
“เรื่องนั้นกลับไม่น่าเป็นห่วง”
ตานเหลียงเฉิงหยิบขลุ่ยไม้ไผ่ขึ้นมาชี้ลงบนกระบะทราย เเล้วกล่าวอย่างช้าๆ
“ตามการคาดการณ์ของข้าน้อย
ในช่วงเวลาอันสั้นเช่นนี้ เฉินซานซืออย่างมากก็คงจะนำกำลังเสริมมาได้เพียงประมาณห้าหมื่นนายเท่านั้น”
“และที่สำคัญ พวกเขาก็จะปรากฏตัวได้แค่ที่ภูเขาปากง… ใช้เส้นทางข้ามแม่น้ำผ่านช่องเขาของ 'เมืองหย่งเจีย' เพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น”
“ขอเพียงแค่เราวางแผนป้องกันให้ดี
ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลกับพวกเขามากเกินไป…เพราะถึงที่สุดแล้ว ก็ยังคงเป็นการเผชิญหน้ากันซึ่งๆหน้า ไม่ได้มีลูกเล่นอะไรให้ใช้มากนักหรอก”
“เช่นนั้นก็ให้เวลาสองวัน”
“หลังจากนี้สองวัน ถ้ายังตีเมืองคุนหยางไม่ได้อีก…ตานเหลียงเฉิง เจ้าก็ไม่ต้องคิดที่จะกลับไปสำนักเซิงอวิ๋นอีกแล้ว”
ตานเหลียงเฉิงเข้าใจเจตนาเต็มร้อย
นี่คือการเอาชีวิตตัวเองมาข่มขู่
แต่เขาก็รู้ดีว่า เมื่ออยู่ใต้ชายคาของผู้อื่น ก็จำต้องก้มหัวรับคำสั่ง
“ข้าน้อย… รับบัญชา”
ในคืนนั้น ตานเหลียงเฉิงนำหินวิญญาณชุดสุดท้ายออกมา
ไม้ไผ่หยกทองคำเรืองแสงในมือถูกกวัดแกว่งอย่างบ้าคลั่ง
“อาณัติหนึ่ง เชิญขุนพลทิศตะวันตกเฉียงเหนือแห่งโป๊ยก่วยเฉียน!”
“อาณัติสอง เชิญขุนพลวารีแห่งโป๊ยก่วยขั่น!”
“อาณัติสาม เชิญเทพทิศตะวันออกเฉียงเหนือแห่งโป๊ยก่วยเกิ้น!”
“อาณัติสี่ เชิญเทพดาวพฤหัสแห่งโป๊ยก่วยเจิ้น!”
เสียงร่ายคาถาแต่ละคำ ดังก้องลงมาจากเก้าชั้นฟ้า
เสาสวรรค์ทั้งแปดสิบเอ็ดต้นส่องแสงเจิดจ้าขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ทหารนับหมื่นนับแสนนายหลั่งไหลเข้าสู่กำแพงเมือง
ภายใต้การเสริมพลังของค่ายกล ตราหยกประจำแผ่นดินที่ลอยเหนือม่านรัตติกาลยิ่งทอแสงสีทองอันศักดิ์สิทธิ์เพิ่มขึ้นหลายส่วน
ลำแสงแต่ละสายราวกับขวานยักษ์ผ่าภูเขาฟาดลงบนพื้นค่ายกลวายุภักษ์เกราะดำ
หลิงขุยลงมือทำลายค่ายกลด้วยตนเอง
จักรพรรดิหลงชิ่งในอาภรณ์เซียนยืนประทับอยู่เคียงข้างตราหยก
เมืองคุนหยางทั้งเมือง…กำลังจะมาถึงช่วงเวลาสุดท้าย
….
“ครืนนน—”
แม้จะอยู่คนละฝั่งของม่านพลัง ทุกคนก็ยังรู้สึกถึงพื้นดินที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
“โอ๊ย!”
หวงเหล่าจิ่วทรุดตัวลงนั่งกับพื้น เอามือกุมเอวแล้วร้องโอดโอย
“ไม่ไหวแล้วๆ ผู้เฒ่าคนนี้จะทนไม่ไหวแล้ว!”
“นี่…นี่ท่านหมายความว่าอย่างไร?” เฉาฮวนรีบถามทันที​
“อย่างมากก็อีกแค่สองวันเท่านั้น… ค่ายกลก็จะทนไม่ไหวแล้วล่ะ!” หวงเหล่าจิ่วกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“แล้วท่านแม่ทัพเฉินเล่า?”
“ท่านแม่ทัพเฉินจากไปครึ่งเดือนแล้ว
ก็สมควรจะกลับมาได้แล้วไม่ใช่รึ?” ซ่างกวนไห่ชางรีบถามทันที
…
ณ ภูเขาปากง, เมืองหย่งเจีย
สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ควบคุมแม่น้ำลั่วเจี้ยน
ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำเฝยสุ่ยที่ไหลผ่านใจกลางสนามรบ
ทว่ากองกำลังรักษาเมืองกลับมีไม่มากนัก รวมแล้วมีเพียงราวแปดพันกว่านาย
มีคำสั่งถึงจงฝาน ทันทีที่มีความเคลื่อนไหวใดๆเกิดขึ้น หลังสืบสวนสถานการณ์จนแน่ชัด ให้รีบถอยกลับไปรายงานทันที
….
ในค่ำคืนอันเงียบสงัดอีกคืนหนึ่ง
จงฝานกำลังตั้งใจฝึกฝนวิชาอาคมอยู่ดีๆ เเต่อยู่ๆก็มีทหารสอดแนมพรวดพราดเข้ามา
“ท่านเซียนจง! แย่แล้วขอรับ! ท่านเซียนจง!”
“พวกกบฏมันบุกมาแล้วขอรับ!”
“เฉินซานซือนำกำลังเสริมจากตงชิ่งกลับมาแล้ว!”
จงฝานเงยหน้าขึ้นถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“มีกี่คน?”
“สองแสนขอรับ!”
“อย่างน้อยก็มีสองแสนคน แถมยังมีเซียนอีกนับไม่ถ้วนเลยขอรับ!” ทหารสอดแนมกล่าวด้วยตื่นตระหนก
“พูดจาเหลวไหล”
“ศิษย์พี่ตานพูดเองกับปากว่าในช่วงเวลาอันสั้นเช่นนี้ อย่างมากที่สุดอีกฝ่ายก็คงระดมกำลังมาได้ไม่เกินห้าหมื่นคน”
“ส่วนเรื่องจอมยุทธ์…”
“วังเมฆาก็เหมือนพวกเรา ต่างก็โดนผนึกฟ้าดิน…จะส่งคนมาได้สักกี่คนกันเชียว?”
“ทุกคำที่ข้าน้อยพูดเป็นความจริงทุกประการ หากท่านเซียนซือไม่เชื่อ
ท่านก็สามารถไปดูด้วยตาของท่านเองได้ขอรับ!” ทหารสอดแนมพยายามชี้แจงด้วยเสียงตะกุกตะกัก
สุดท้าย…จงฝานแค่นเสียงเย็นชา เเล้วเหยียบดาบเหินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เเต่ไปได้เพียงไม่ไกล ร่างของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นทันที
เมื่อมองออกไป…บนผืนดินมืดมิด กองทัพขนาดมหึมากำลังเคลื่อนทัพผ่านที่รกร้าง มุ่งตรงมายังเมืองหย่งเจีย
จำนวนคนแน่ชัดไม่อาจแยกได้
เห็นเพียงเงาตะคุ่มๆ ของเหล่าทหารแผ่ขยายไปทั่วภูเขาและทุ่งกว้าง
บนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวพร่างพราย ก็ปรากฏเงาร่างผู้คนเหาะเหินอยู่บนดาบมากมาย
“วังเมฆาคงวางแผนการนี้มานานแล้ว!” จงฝานกัดฟันกรอด
โดยไม่สนใจทหารรักษาการณ์ในเมือง…เขาหันเหทิศทาง เตรียมจะหนีทันที​
แต่ไปได้เพียงไม่ไกล เขาก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
เเละเมื่อหันกลับไปมอง เขาก็เห็นร่างในอาภรณ์ขาวกำลังเหยียบศาสตรวุธเหินเวหารูปใบไม้ไล่ตามมา
“บัดซบ!”
จงฝานตกใจสุดขีด เเล้วรีบชักดาบประจำตัวออกมาทันที
เขาสละอายุขัยเค้นโลหิตแก่นแท้ออกมาจากกลางหน้าผากหยดหนึ่ง เเล้วหยดลงบนดาบ
ทันใดนั้น…ดาบประจำตัวส่องแสงวิญญาณสีเลือดออกมา
เมื่อฟาดลง ดาบก็พุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ร่างอาภรณ์ขาวด้วยความเร็วสูง
จงฝานยอมจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล
เพียงเพื่อถ่วงเวลาการไล่ล่าของร่างอาภรณ์ขาว
ถ้าสามารถบินไปถึงอีกฝั่งได้ ก็จะได้รับการช่วยเหลือทันที
เขาคือเซียนระดับรวบรวมปราณขั้นสมบูรณ์
ตามทฤษฎีแล้วอยู่ในระดับเดียวกันกับอีกฝ่าย…ถึงแม้ฝีมือจะต่างกัน อีกฝ่ายก็คงไม่อาจเพิกเฉยต่อการโจมตีสุดกำลังของเขาได้
แต่ร่างอาภรณ์ขาวกลับไม่หลบหรือปัดป้องดาบสีเลือดนั้นเลย
ตรงกันข้าม รอจนคมดาบอยู่ห่างจากลำคอเพียงครึ่งชุ่น จึงยื่นนิ้วสองนิ้วออกมาอย่างรวดเร็ว
“วิ้งงงง!”
เสียงโลหะครวญคราง ดาบเหินถูกหนีบไว้แน่น
ไม่สามารถรุกคืบไปข้างหน้าได้แม้ครึ่งเฟิน
นี่มัน…คือการกดขี่ด้วยระดับพลังที่เหนือกว่า!
คนผู้นี้ทะลวงสู่ขอบเขตพลังแท้จริงขั้นกลางแล้ว!
ไม่เพียงเท่านั้น…ท่ามกลางแสงดาวพร่างพราย มือขวาของร่างอาภรณ์ขาวปรากฏแสงเรืองสีดำกลายเป็นคันธนูยาวสีทองส่องประกาย
มือซ้ายกดดาบเหินของเขาไว้ แล้วค่อยๆหมุนมันกลับทิศทาง
ด้ามดาบพาดบนคันธนู คมดาบหันไปข้างหน้า…ง้างสายธนู!
นี่มัน…จะยิงธนูหรือยิงดาบกันแน่?!
หลังกรำศึกมานาน จงฝานรู้ดีว่าอีกฝ่ายถนัดใช้ธนูศาสตรวุธวิเศษ
แต่ไม่เคยคิดมาก่อนว่า…แม้แต่ดาบเหินยังสามารถใช้เป็นลูกศรได้!
และที่สำคัญ มันยังเป็นดาบประจำตัวของเขาอีกด้วย
“บัดซบ… บัดซบ… บัดซบ!”
จงฝานเบิกตากว้างจนแทบปริแตก
พยายามสุดชีวิตที่จะควบคุมดาบเหินกลับคืนมา…แต่ทุกความพยายามล้วนไร้ผล
เขาทำได้เพียงมองอีกฝ่ายที่ยืนสงบนิ่งใต้แสงดาว ง้างคันธนูจนโค้งงอดุจจันทร์เต็มดวง
เมื่อสายธนูถูกดึงตึงถึงขีดสุด…มันก็ดีดกลับเข้าที่เดิมอย่างรุนแรง
“เปรี้ยงงงง!!!”
ดาบเหินที่ห่อหุ้มด้วยพลังแท้จริงสีเลือดและธาตุไฟ ฉีกกระชากท้องฟ้า พุ่งเข้ามาใส่หน้า
ความเร็วของมันเร็วกว่าการโจมตีด้วยดาบเหินทั่วไปไม่รู้กี่เท่า เร็วจนแทบมองตามไม่ทัน
จงฝานรีบใช้คาถาเคลื่อนย้าย คาถาหลบหนี…ร่างพุ่งหลบไปด้านข้างหลายทิศทาง
แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร…ดาบเหินเล่มนั้นก็ยังตามติดไม่ห่าง
เขาทำได้เพียงรับรู้ถึงจิตสังหารอันแหลมคมที่เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่ง…ดาบดอกเดียวแทงทะลุหัวใจเขา
ร่างของจงฝานชะงักค้างในอากาศ
เลือดแดงฉานพุ่งออกมา ปะปนกับแสงดาวพร่าง​พราว​
………………….