- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 364 : วิถีแห่งธนู, สรรพสิ่งล้วนเป็นลูกศร
บทที่ 364 : วิถีแห่งธนู, สรรพสิ่งล้วนเป็นลูกศร
บทที่ 364 : วิถีแห่งธนู, สรรพสิ่งล้วนเป็นลูกศร
บทที่ 364 : วิถีแห่งธนู, สรรพสิ่งล้วนเป็นลูกศร
“เผาผลาญสวรรค์…”
เฉินซานซือเข้าใจความหมายทันที
สิ่งที่เรียกว่า “เผาผลาญสวรรค์” เป็นพลังแท้จริงที่มีผลพิเศษ สามารถใช้พลังเซียนหรือพลังแท้จริงของคู่ต่อสู้เป็นเชื้อเพลิงในการเผาไหม้จนมอดไหม้หมดสิ้นไป
ซึ่งมีผลลัพธ์ใกล้เคียงกับพลังแท้จริงแม่น้ำยมโลกของตระกูลหลิงแห่งเทียนสุ่ยอย่างมาก
พูดอีกอย่างก็คือ…หากได้ประมือกันอีกครั้ง เฉินซานซือสามารถใช้พลังแท้จริงธาตุไฟเผาผลาญพลังแท้จริงของคู่ต่อสู้ได้เช่นเดียวกับที่หลิงขุยใช้พลังแท้จริงแม่น้ำยมโลก
และในที่สุด…เขาก็บรรลุถึงขอบเขตพลังแท้จริงขั้นกลาง!
[วิชา: ผืนปฐพี (เชี่ยวชาญ)]​
[ความคืบหน้า: 552/2000]​
….
[วิชา: หมื่นดาบจากสวรรค์​.ทะลวงขีดจำกัดขั้นสอง]​
[ความคืบหน้า: 688/2000]​
….
[ทักษะ: ยิงธนู.สมบูรณ์ (ทะลวงขีดจำกัดขั้นสาม)]​
[ความคืบหน้า: 1992/2000]​
….
วิชาอื่นๆมีความคืบหน้าขึ้น แต่ยังเหลือระยะทางอีกเล็กน้อยกว่าจะทะลวงขีดจำกัด
มีเพียงวิชาการยิงธนูเท่านั้นที่ใกล้สำเร็จเต็มที
เฉินซานซือจึงง้างคันธนูขึ้นสาย เตรียมทุ่มเทแรงกายแรงใจยกระดับมันให้สุดขีด
…
[วิถีแห่งธนู]​
นี่คือรากฐานสำคัญที่ทำให้เขาสามารถยืนหยัดในโลกใบนี้ได้
ท่าร่างและกระบวนท่าของมัน เขาจดจำได้ขึ้นใจยิ่งกว่าวิชาหอกเสียอีก
เฉินซานซือง้างคันธนูและปล่อยลูกศรออกไปอย่างต่อเนื่อง
เสียงสายธนูสั่นสะเทือนราวกับบทเพลงอันยิ่งใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นลูกธนูธรรมดา, ธนูแสงวารี, หรือกระสุนเงิน
ทุกลูกพุ่งเป็นเส้นตรงดุจลำแสงเพลิง แหวกอากาศไปเบื้องหน้า ทุกที่ที่ผ่านไป ห้วงมิติจะบิดเบี้ยวจนมองเห็นด้วยตาเปล่า
และเมื่อพุ่งเข้าเป้าหมาย ก็จะเกิดพายุพลังโหมกระหน่ำ พร้อมเสียงระเบิดดังกึกก้องราวเสียงอสุนีบาต
ความเร็วในการง้างธนูของเขายิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ร่างกายและจิตใจหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
จนกระทั่งลืมไปว่าตนอยู่ที่ไหน ไม่สนใจว่าอาวุธในมือคืออะไร
มีเพียงเป้าหมาย…และความคิดของเขากลายเป็นลูกศรที่ยิงออกไปได้อย่างแม่นยำ
นี่คือ…การหลอมรวมมนุษย์และธนูเป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง
สุดท้าย…หน้าต่างสถานะก็ปรากฏขึ้น
[อิทธิฤทธิ์: วิถีแห่งธนู (ขั้นหนึ่ง)]​
[ความคืบหน้า: 0/2000]​
[ผลลัพธ์: ศรใดที่ปล่อยออกไป มิอาจหลบเลี่ยง; สรรพสิ่งใดที่ถืออยู่ ล้วนเป็นศรได้]​
สรุปง่ายๆก็คือ ลูกธนูที่ใช้คู่กับคันธนูของเฉินซานซือ ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกธนูธรรมดาอีกต่อไป
ไม่ว่าเขาจะหยิบสิ่งใดขึ้นมา ก็สามารถใช้เป็นลูกศรได้ทั้งสิ้น…แม้เป็นสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไร้ชีวิต
เหมือนผู้ฝึกดาบที่ถึงขั้นสูงสุด แม้ไร้ดาบก็ราวมีดาบ
ส่วนเขา…สรรพสิ่งในโลกหล้าล้วนผูกพันกับลูกศรเพียงดอกเดียว
ตัวอย่างเช่น…
เฉินซานซือลองเด็ดใบไม้ขึ้นมาพาดบนสายธนู…เมื่อปลดปล่อย ลูกใบไม้สีเขียวกลับพุ่งทะยานราวคมมีด แหวกอากาศทะลุลำต้นของต้นไม้หลายต้นจนทะลุ
ต่อมา เขาจับนกกระจอกตัวหนึ่งมาพาดสายธนู
พอปล่อย นกกระจอกถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิง พุ่งออกไปชนก้อนหินขนาดใหญ่จนแตกละเอียด
นี่แหละคือ “สรรพสิ่งใดที่ถืออยู่ ล้วนเป็นศรได้”
อย่างไรก็ตาม…
พลังทำลายล้างของใบไม้และนกกระจอกนั้นอ่อนด้อย
หากต้องการอานุภาพเต็มที่ ยังจำเป็นต้องใช้คู่กับศาสตราวุธระดับสูง หรือวัตถุวิเศษและสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสม
ปัญหาอีกประการคือ คันธนูทองคำในมือเขาเป็นเพียงศาสตราวุธวิเศษระดับหนึ่งขั้นสูง
และเมื่อทะลวงสู่ขอบเขตพลังแท้จริงขั้นกลางแล้ว…มันกลับให้ความรู้สึกเบาหวิวเกินไป
จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่เพื่อแสดงประสิทธิภาพสูงสุด
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องพิจารณาในตอนนี้
“ฟู่…”
หลังจากเก็บตัวฝึกฝนนานครึ่งเดือน…เฉินซานซือพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาอย่างยาวเหยียด เป็นการสิ้นสุดการฝึกฝนครั้งนี้
โดยไม่รอช้า เขาโบกมือเรียกเรือเหินเวหา แล้วพาศิษย์พี่สี่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งตรงไปยัง…สมรภูมิเฝยสุ่ย!
….
ณ เมืองคุนหยาง
ภายใต้การโจมตีอย่างหนักหน่วงทั้งวันทั้งคืนของกองทัพศัตรู
เพื่อป้องกันความสูญเสีย ค่ายกลพิทักษ์เมืองจึงไม่สามารถเปิดใช้งานเต็มกำลังสิบส่วนได้ตลอดเวลา
ทำได้เพียงเปิดใช้ในยามที่ต้านไม่ไหวจริงๆ หรือเมื่อตอนที่หลิงขุยและเฉาไคลงมือเท่านั้น
ส่วนเวลาที่เหลือ ก็ต้องต่อสู้ในสงครามป้องกันเมืองอันแสนโหดร้าย
“ฆ่า—!”
“ฆ่าพวกโจร!”
เสียงโห่ร้องและเสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงม ผสมปนเปกับเสียงเกราะและอาวุธกระทบกัน
เหล่าทหารของทั้งสองฝ่ายต่างกวัดแกว่งอาวุธในมือ เชือดเฉือนเนื้อหนังฝ่ายตรงข้าม
เหล่าเทพยุทธเองก็ไม่สามารถยืนดูเฉยๆได้
ต่างคนต่างระเบิดสุดยอดวิชาออกมาเดิมพันด้วยชีวิตและเส้นทางแห่งเต๋า เพื่อตัดสินแพ้ชนะครั้งสุดท้าย
เเต่ภายใต้แรงกดดันจากหลิงขุยและองค์จักรพรรดิ…ทุกครั้งที่เปิดศึก ฝ่ายในเมืองต้องสูญเสียอย่างหนักหน่วง
สองพัน…
ห้าพัน…
แปดพัน…
ตัวเลขผู้บาดเจ็บล้มตายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ศพกองท่วมกำแพงเมือง โลหิตย้อมอิฐสีเขียวกลายเป็นแดงฉาน ชิ้นส่วนแขนขากระเด็นปลิวว่อนไปทั่ว
หยวนซือเหมี่ยว เซียนจากสำนักเซิงอวิ๋น…และเฉียนฉีเหริน เซียนจากสำนักกุ้ยหยวน ต่างซัดดาบประจำตัว อัดพลังเซียนทั้งหมดลงบนคมดาบ
จากนั้นร่ายอาคมควบคุมให้พุ่งเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม
“ครืนนน—”
ลำแสงวิญญาณสองสายแตกต่างกันชนกันอย่างรุนแรง
เฉียนฉีเหรินโซเซถอยหลังไป
ดาบประจำตัวยังเกือบหลุดจากการควบคุม…พอทรงตัวได้ยากลำบาก ก็รีบเหาะกลับเข้าไปในเมืองทันที
“ศิษย์เอกของเจ้าสำนักกุ้ยหยวนมีปัญญาแค่นี้เองรึ?!”
หยวนซือเหมี่ยวแค่นเสียงเย็นชา
แล้วพุ่งร่างไล่ตามอีกฝ่ายทันที
เเต่ท่ามกลางความโกลาหลนั้น
มีเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังคลานอยู่บนพื้นอิฐสีเขียวเปรอะเลือด
ใบหน้าที่ยังไม่สิ้นเค้าความไร้เดียงสาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
เขายืดคอชะเง้อมองไปรอบๆราวพลัดหลงจากผู้ใหญ่
ไม่นาน หยวนซือเหมี่ยวสังเกตเห็นเด็กน้อยคนนั้น…เเละเขารู้ดีว่าเจ้าหนูคือบุตรชายคนโตของแม่ทัพชุดขาว
เขาจึงตะโกนสั่งทันที
“จับตัวมันไว้!”
หากจับเด็กได้ จะมีประโยชน์อย่างมหาศาล
สิ้นเสียงคำสั่ง ศิษย์น้องร่วมสำนักหลายคนรีบเข้ามาช่วยคุ้มกันทันที
ส่วนหยวนซือเหมี่ยวเองก็ร่ายอาคมเร่งความเร็วดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อบนท้องฟ้า…เขาดิ่งร่างลงมายังกำแพงเมืองอย่างรวดเร็ว โฉบผ่านไปคว้าตัวเด็กน้อยที่ยังไม่มีรากวิญญาณขึ้นมือ
เมื่อบรรลุเป้าหมาย เขารีบบินกลับทางเดิมทันที
แต่สังเกตว่าเฉียนฉีเหรินที่เพิ่งถูกซัดจนถอยไป ก็ได้ไล่ตามกลับมาอีกครั้ง
“สหายเฉียน”
“นี่ท่านตามมาเพื่อส่งตัวเองมาตายรึ?” หยวนซือเหมี่ยวเย้ยหยัน
“สหายหยวน!”
เฉียนฉีเหรินหรี่ตา พร้อมแสยะยิ้มเย็นชา
“ชีวิตของท่าน…ข้าขอรับไปล่ะ”
“เหอะ” หยวนซือเหมี่ยวหัวเราะเยาะ
แต่ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกเย็นวาบที่ฝ่ามือ
เมื่อก้มลงมอง ก็พบว่าเจ้าเด็กแซ่เฉินคนนั้นปักเข็มหยกแท่งหนึ่งบนผิวหนังเขาแล้ว
เข็มผนึกวิญญาณ!
“ไอ้เด็กเวร!”
ในใจเขาตื่นตระหนกอย่างยิ่ง
คิดจะบีบคอเด็กให้ตายคามือ แต่ก็สายเกินไปเสียเเล้ว
เฉียนฉีเหรินร่ายอาคมพร้อมกับท่องคาถา…เข็มหยกพลันสั่นสะเทือนขึ้นมาในทันที
เข็มหยกกลายสภาพเป็นลำแสงพุ่งวาบเข้าไปในร่างของหยวนซือเหมี่ยวผ่านทางแขนของเขา
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกราวกับร่างกายถูกแช่แข็ง แข็งทื่ออยู่กลางอากาศ
เมื่อเข็มผนึกวิญญาณเข้าสู่ร่าง มันจะปิดผนึกเส้นลมปราณและจุดลมปราณของเหล่าเซียน
แม้จะคงอยู่ได้ไม่นาน แต่ในการต่อสู้ มันเพียงพอที่จะคร่าชีวิตคนได้
ศาสตราวุธชิ้นนี้เป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง…ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือเปราะบางเกินไป สามารถปัดป้องได้ง่าย ทำให้ยากที่จะเข้าใกล้เป้าหมาย
แต่ในตอนนี้ เจ้าเด็กแซ่เฉินที่อยู่ประชิดตัว ได้ชดเชยข้อบกพร่องนั้นได้พอดิบพอดี
แม้หยวนซือเหมี่ยวที่โดนเข้าไปจะโกรธเกรี้ยวเพียงใด
แต่ร่างกายที่แข็งทื่อ ทำให้เขาทำได้เพียงมองดูเด็กน้อยดิ้นรนจนหลุดแล้วร่วงหล่นลงไปโดยมีเซียนของสำนักกุ้ยหยวนคนหนึ่งรับไว้ได้อย่างมั่นคง
ในขณะเดียวกัน เฉียนฉีเหรินพุ่งเข้ามาถึง
ดาบเล่มเดียวแทงทะลุหัวใจ สังหารจอมยุทธ์ระดับรวบรวมปราณขั้นสมบูรณ์ไปหนึ่งคน
….
“ไอ้หนู…ไม่เลวเลยนี่!”
เมื่อกลับขึ้นมาบนกำแพงเมือง เฉียนฉีเหรินกล่าวชมไม่ขาดปาก
ระดับพลังของอีกฝ่ายไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าตนเองเลย ถ้าหากไม่ได้เจ้าหนูนี่ช่วยไว้ คงรับมือยากจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น หยวนซือเหมี่ยวถือเป็นเซียนอันดับสองของสำนักเซิงอวิ๋น รองจากตานเหลียงเฉิง
การสังหารเขาได้ถือเป็นการลดกำลังฝ่ายตรงข้ามอย่างมาก
….
“เจ้าตัวแสบเอ๊ย!”
หรงเยี่ยนชิวรีบดึงเด็กน้อยกลับไปยังที่ปลอดภัย
“ทำไมพอเผลอแป๊บเดียวต้องวิ่งซนไปทั่วเลยนะ?”
เฉินตู้เหอรีบพูดด้วยน้ำเสียงเล็กๆ ของเด็กว่า
“ข้ามีกึ๋นนะ!”
“ฮ่าๆๆ หลานชายที่ดี”
หวังจื๋อใช้แขนเสื้อเช็ดคราบเลือดบนใบหน้า
“เจ้าเป็นเด็กมีกึ๋นจริง ๆ”
“ท่านพี่!” เฉินตู้เหอยื่นมือไปดึงแขนเสื้อของพี่สาว
“ท่านมัวแต่หลบอยู่ ทำไมไม่ออกไปฆ่าศัตรูด้วยกันล่ะ!”
“มะ…ไม่เอา” เฉินอวิ๋นซีส่ายหน้าไม่หยุด
เสียงเธอสั่นเทาเล็กน้อย เธอกลัวมาโดยตลอด และยิ่งไม่กล้ามองการฆ่าฟันกัน
“ท่านมันขี้ขลาดตาขาว!” เฉินตู้เหอดึงแขนเสื้อแรงขึ้น
“เจ้าเหอน้อย เจ้ายังจะพูดจาไร้สาระอีกหรือ?” กู้ซินหลันยื่นมือไปบิดหูเด็กชาย
“คิดว่าพี่สาวดื้อรั้นเหมือนเจ้ารึ? แล้วเจ้าห้ามวิ่งขึ้นกำแพงอีก เรื่องการสู้รบยังไม่ถึงตาเจ้า”
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะพูดยังไงก็ไม่ได้ผล
เพียงเผลอไปนิดเดียว เฉินตู้เหอก็จะแอบหนีออกไปที่กำแพงเมืองอีก
“ช่างเป็นเด็กดื้อจริงๆ!”
สุดท้าย หวังจื๋อคิดได้วิธีหนึ่ง
เขายกเก้าอี้ราชครูตัวหนึ่งมาให้เขานั่งแต่งตั้งให้เป็น “ผู้ตรวจการรบ”
เจ้าหนูนี่จึงยอมอยู่นิ่งๆ
ทว่าการที่เด็กน้อยไม่กลัวตายเลยแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะเมื่อเขาคือรัชทายาทของอ๋องเป่ยเหลียง…มันจึงช่วยเพิ่มขวัญและกำลังใจให้เหล่าทหารอย่างมหาศาล
ก็เพราะคงไม่มีใครกล้าถอยหนีต่อหน้าเด็กน้อยคนหนึ่งได้
“เด็กคนนี้ของท่านแม่ทัพ…”
ซูเหวินไฉเฝ้าสังเกตรัชทายาทน้อย
พลางหยิกนิ้วคำนวณ เเล้วพึมพำกับตัวเอง
“ฉลาดเกินวัย กล้าหาญเกินคน
นิสัยร้ายกาจ หากไม่ได้อบรมดี ในอนาคตคงก่อเรื่องเลวร้าย”
“แต่หากอบรมดี จะเป็นกษัตริย์ผู้ปรีชาสามารถได้…ช่างเป็นดาบสองคมโดยแท้”
ความร้ายกาจของเฉินตู้เหอ ในตอนนี้ยังไม่มีใครรู้
ทุกคนเห็นเพียงรัชทายาทน้อยแสดงความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว…เหล่าทหารกองทัพเป่ยเหลียงต่างฮึกเหิม
“ดี! นี่เขาเรียกว่า…‘มีลูกต้องได้อย่างเฉินตู้เหอ’!”
องค์จักรพรรดิเฉาฮวนให้คำชมสูงส่ง
“ไอ้ลูกชายไม่ได้เรื่องของเจิ้นทั้งหลาย หากมีสักคนหนึ่งเทียบได้กับเฉินตู้เหอคงดี?”
“หลานชายผู้ปรีชา!”
จักรพรรดิเข้าใกล้เด็กน้อย ทำท่าอ่อนโยนเป็นกันเอง
“ครั้งนี้ หากเจิ้นรอดชีวิตจนถึง ชัยชนะครั้งใหญ่ จะรับเจ้าเป็นบุตรบุญธรรม…เเบบนั้นดีหรือไม่?”
เฉินตู้เหอซึ่งกำลังกวัดแกว่งดาบไม้อยู่ พอได้ยินคำพูดนั้นก็หันขวับกลับมา
เขายังไม่ตอบอะไร เพียงแต่ขมวดคิ้วจ้องมองบุรุษในชุดคลุมมังกรตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า
ท่าทางดูเหมือนจะไม่พอใจอยู่บ้าง
“เอ่อ…”
องค์จักรพรรดิเฉาฮวนอดรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่ได้…จึงตรัสย้ำอีกครั้งว่า
“เจิ้น…เจิ้นบอกว่าจะรับเจ้าเป็นบุตรบุญธรรม”
ดวงตาใสแป๋วของเฉินตู้เหอเบิกกว้างราวกับกระดิ่งทองแดง
บนใบหน้ากลับปรากฏแววโทสะขึ้นอย่างชัดเจน
ฉากนี้ทำให้ เฉาฮวนเริ่มรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย
“ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!”
ซูเหวินไฉรีบก้าวเข้ามาไกล่เกลี่ย
“บุตรชายของท่านแม่ทัพเฉินยังเยาว์นัก…เกรงว่าจะยังไม่เข้าใจว่าบุตรบุญธรรมคืออะไร”
“บนกำแพงเมืองนี้อันตราย
พระวรกายของฝ่าบาทล้ำค่าดุจทองหมื่นชั่ง…รีบเสด็จกลับจวนเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
“เหอะๆ”
เฉาฮวนได้แต่หัวเราะอย่างขมขื่น
และคิดว่าตนเองไม่ควรไปถือสาหาความกับเด็กอายุไม่กี่ขวบ
ดังนั้น หลังจากตรวจตรากำแพงเมืองเสร็จ เขาก็ให้คนคุ้มกันนำกลับไป
เฉินตู้เหอยังคงทำหน้าตาบูดบึ้งไม่หาย จนกระทั่งองค์จักรพรรดิหายลับไปจากสายตา
“เฮ้อ…”
ซูเหวินไฉขยับเข้าไปใกล้ แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เหตุใดรัชทายาทน้อยถึงไม่ชอบพระองค์หรือขอรับ?”
“ข้าถามเจ้าหน่อย” เฉินตู้เหอเชิดคางขึ้นแล้วกล่าว
“เขาคือฮ่องเต้รึ?”
“อันนี้…” ซูเหวินไฉครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ก็…น่าจะใช่นะขอรับ”
เฉินตู้เหอแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะกล่าวอย่างโมโห
“ถ้าเขาเป็นฮ่องเต้ แล้วเปิ่นกงเล่าเป็นอะไร?!”
ซูเหวินไฉชะงักไปครู่หนึ่ง
ถึงจะเข้าใจความนัยของเด็กน้อย
เพราะรัชทายาทน้อยเป็นองค์รัชทายาทแห่งตงชิ่ง
ดังนั้นจะต้องมีเพียงบิดาของตนเท่านั้นที่เป็นฮ่องเต้…จึงจะทำให้ตัวเองเป็นรัชทายาทได้
…………………..