เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 361 : ตระกูลเฉินของข้าทุกคนอยู่ที่นี่แล้ว

บทที่ 361 : ตระกูลเฉินของข้าทุกคนอยู่ที่นี่แล้ว

บทที่ 361 : ตระกูลเฉินของข้าทุกคนอยู่ที่นี่แล้ว


บทที่ 361 : ตระกูลเฉินของข้าทุกคนอยู่ที่นี่แล้ว

"ข้าเข้าใจแล้ว"

ซ่างกวนไห่ชางลุกขึ้นยืน เเล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคลือบความประหลาดใจ

"ท่านเฉินกำลังเตรียมจะทิ้งพวกเราทุกคนไว้ในเมือง แล้วหนีออกไปเพียงลำพังอย่างนั้นรึ?"

"นี่ไม่ใช่การหนี"

เฉินซานซือสบตากับทุกสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"แต่เป็นการไปขอความช่วยเหลือ!"

"ขอความช่วยเหลือ?!"

"ขอความช่วยเหลือจากที่ไหน"

"จาก...วังเมฆา"

"วังเมฆา?!"

เหล่าขุนนางพากันซุบซิบกันอย่างไม่เชื่อหู

ไม่นานมานี้ ตานเหลียงเฉิงเคยใช้ความสัมพันธ์นี้ยุยงให้แตกแยกกัน

แต่ในตอนนี้ กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนเชื่อว่าชายชุดขาวสามารถนำกำลังเสริมจากวังเมฆามาได้จริง

"ท่านเฉิน"

"หลังจากที่ท่านจากไป จะไม่กลับมาอีกเลยใช่หรือไม่?" ซ่างกวนไห่ชางลองหยั่งเชิง

"ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด" ซูเหวินไฉก้าวออกมา กล่าวด้วยความมั่นใจ

"กองทหารหลักของเป่ยเหลียงก็อยู่ที่นี่เช่นกัน…ท่านแม่ทัพจะทอดทิ้งพวกเราไปได้อย่างไรกัน?"

"โอกาสที่จะเอาชนะศัตรูอยู่ตรงหน้าแล้ว"

"ฝ่าบาท, ทุกท่าน…อย่าได้พลาดโอกาสในการรบครั้งนี้ไปเด็ดขาดนะพ่ะย่ะค่ะ!"

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าขุนนางดังก้องในท้องพระโรง

สุดท้ายเฉาฮวนใช้ข้ออ้างว่าร่างกายไม่สบายต้องพักผ่อนเล็กน้อย…และออกไปปรึกษากับขุนนางคนสนิทสองสามคนเป็นการส่วนตัว

….

"เหล่าขุนนางที่รักของเจิ้น

พวกท่านมีความเห็นว่าอย่างไร?"

"เราทุกคนต่างเชื่อว่าเขาสามารถนำกำลังเสริมมาได้…แต่กำลังเสริมนั้นจะมาช่วยเราหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องยากจะคาดเดา!"

"ใช่แล้ว"

"ในความเห็นของข้า

นี่คือการเผยหางจิ้งจอกของเฉินซานซือออกมาแล้ว"

"นี่มันคือแผน ‘นกกระสากับหอยกาบต่อสู้กัน…สุดท้ายชาวประมงได้ประโยชน์’ ชัดๆ!"

"เฉินซานซือเตรียมยืมมือจักรพรรดิเซียนกำจัดพวกเรา…จากนั้นก็จะนำคนวังเมฆามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์!"

"กองทหารหลักของเขายังอยู่ในเมือง

ไม่น่าจะเป็นไปได้หรอกมั้ง?"

"มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้บ้าง?

…เเถมนั่นเป็นเพียงครึ่งเดียว! อีกครึ่งหนึ่งของกองทัพเป่ยเหลียงยังคงกระจายอยู่ตามแคว้นต่างๆนะ"

"ความสำเร็จของแม่ทัพหนึ่งคน…ล้วนสร้างขึ้นจากกองกระดูกนับหมื่น เขาทำเรื่องแบบนี้ได้อยู่แล้ว!"

"ท่านเซียนซือเฉียน"

จักรพรรดิเจิ้งถ่งเอ่ยถาม

"ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร?"

"พูดตามตรงนะขอรับ" เฉียนฉีเหรินเอื้อนเอ่ย

"ที่ทวีปเทียนสุ่ย วังเมฆาและสำนักกุ้ยหยวนของเรามีความสัมพันธ์ไม่ค่อยดีนัก”

“หลายพันปีที่ผ่านมา มีการกระทบกระทั่งและข้อพิพาททั้งเล็กและใหญ่เกิดขึ้นอยู่ไม่น้อย”

"ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสหวงกล่าวว่า

ช่วงนี้สำนักของเรากำลังแย่งชิงทรัพยากรกับวังเมฆา…พวกเขาจึงไม่น่าจะมาช่วยเหลือเราได้ขอรับ"

"ข้าว่าอย่าหลงกลอุบายของเฉินซานซือเด็ดขาด!"

"ตอนนี้ มีเพียงเขาที่ต้องอยู่ร่วมเป็นร่วมตายกับเราเท่านั้น

ถึงจะพิสูจน์ได้ว่าเขาอยู่ข้างเดียวกับเรา!"

"อืม"

จักรพรรดิเฉาฮวนพยักหน้าเล็กน้อย

"เหล่าขุนนางที่รักของเจิ้น พูดมีเหตุผล!"

หลังตัดสินใจเสร็จสิ้น

พวกเขาก็กลับเข้ามายังท้องพระโรงอีกครั้ง

….

"น้องเฉิน เจิ้นไม่ได้ไม่ไว้วางใจเจ้าเลยแม้แต่น้อย”

“เพียงแต่ว่าหากเจ้าจากไป ในเมืองก็จะไม่มีแม่ทัพใหญ่ให้ใช้งานอีก

หากอดีตจักรพรรดิและหลิงขุยร่วมมือกันบุกเข้ามา…พวกเราเกรงว่าจะต้านทานได้ยาก"

"ฝ่าบาทตรัสเช่นนี้ไม่ถูกต้องนะพ่ะย่ะค่ะ"

"เมืองคุนหยางมีค่ายกลใหญ่ระดับสอง ต่อให้เหลือเพียงผู้อาวุสโหวงคนเดียว…ก็ยังสามารถต้านทานได้อีกหลายวัน" เฉินซานซือกล่าวอย่าง​ไม่สบอารมณ์

"เรื่องนี้..."

"เจิ้นยังคงรู้สึกว่ามันเสี่ยงเกินไป”

“ไม่เช่นนั้นก็เอาอย่างนี้ดีไหม

เจ้าก็อยู่ในเมืองคุนหยางต่อไป

แล้วให้วังเมฆากับตงชิ่งส่งกำลังทหารมาช่วยโดยตรงเลยเป็นอย่างไร?"

"ใช่แล้วขอรับ"

"ทำไมท่านเฉินถึงต้องจากไปให้ได้ด้วยล่ะ…หรือว่าคนของวังเมฆาไม่รู้จักทางมาหรืออย่างไร?"

"เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง

จะชักช้าแม้แต่วันเดียวก็ไม่ได้

ขอให้ฝ่าบาททรงไตร่ตรองให้ดี!" เฉินซานซือกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

"ไตร่ตรอง... แน่นอนว่าต้องไตร่ตรองให้ดี!" เฉาฮวนพยักหน้า

"เช่นนั้นแล้ว ให้เจิ้นคิดทบทวนอีกสักสองวัน…แล้วจะให้คำตอบ"

"ฝ่าบาท"

"หลังจากวันพรุ่งนี้ไปแล้ว

ทางฉางอันจะใช้ค่ายกลใหญ่ปิดตายเมืองคุนหยางเอาไว้…ถึงตอนนั้นหากจะออกไปอีกก็จะลำบากแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ" เฉินซานซือทูลเตือน

"เช่นนั้นก็ไม่ต้องไป!"

เฉาฮวนลุกขึ้นยืนพรวดพราด

ใบหน้ายังคงดูสุภาพ แต่แท้จริงแล้วเป็นการปัดความรับผิดชอบ

"เจิ้นจะอยู่ที่นี่ ร่วมเป็นร่วมตายไปกับเจ้า"

เฉินซานซือสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

ใบหน้าเขายังคงสงบนิ่ง แต่หางตาเหลือบมองเหล่าขุนนางชุดสีแดงเข้มกำลังซุบซิบนินทากันอยู่

ผู้ฝึกตนจากสำนักกุ้ยหยวนก็มีสีหน้าเต็มไปด้วยความระแวดระวัง

บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสงสัยและการป้องกันตัว

ในยามปกติ การแก่งแย่งชิงดีกันในราชสำนักก็เป็นเรื่องธรรมดา

แต่ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายเช่นนี้…ไอ้พวกนี้กลับยังมามัวแต่ชิงไหวชิงพริบกันอีก

การกระทำเช่นนี้ สุดท้ายก็ยากที่จะทำการใหญ่ให้สำเร็จได้

ในที่สุด...ซ่างกวนไห่ชางก็กล่าวเสริมอีกครั้ง

"เมืองคุนหยางจะขาดเป่ยเหลียงอ๋องไปไม่ได้แม้แต่วันเดียว

มิฉะนั้น พวกข้าก็คงจะมีแต่ต้องทิ้งเมืองแล้วหลบหนีไปเท่านั้น!"

ฟังดูเหมือนเป็นการยกย่องชายชุดขาว…แต่แท้จริงแล้วเป็นการข่มขู่

ความหมายที่ซ่อนอยู่คือ...หากเจ้าจากไปโดยไม่ได้รับอนุญาต

พวกข้าก็จะทิ้งเมืองแล้วหนีไปเช่นกัน

เฉินซานซือเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา เเต่ไม่ตอบกลับ

เขาหันหลังแล้วเดินก้าวยาวๆ ออกไป

ไม่นานก็ออกจากจวนที่พัก

แล้วเหาะดาบขึ้นสู่ท้องฟ้าในที่มืดลับตา…บินออกไปจากเขตเมืองคุนหยาง

"คนนั้นใช่เป่ยเหลียงอ๋องหรือเปล่า?"

"ไม่ผิดแน่ นั่นคือท่านแม่ทัพ"

"ท่านแม่ทัพจะไปที่ไหนกัน?"

"เร็วเข้า...รีบไปรายงาน!"

….

ณ เมืองซงโจว

หมู่บ้านลู่อี้

สถานที่แห่งนี้ห่างจากสนามรบที่เมืองหยูโจวเพียงแม่น้ำเฝยสุ่ยกั้นไว้

แต่เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาสองลูก…จึงรอดพ้นจากภัยสงครามมาได้

ตอนนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ต้องทำนา

พอท้องฟ้าเพิ่งจะสาง ชาวบ้านต่างเริ่มทำงานในวันของพวกเขา

คนขยันไปถึงไร่แล้ว

แม้แต่คนขี้เกียจก็ยังฮัมเพลงพื้นบ้านเดินไปนาของตน…นกนานาชนิดบินวนเวียนเป็นเพื่อนเล่น

ท่ามกลางยุคสมัยวุ่นวายเช่นนี้

กลับดูสงบสุขราวดินแดนแห่งสรวงสวรรค์

"กุ๊กๆ!"

"โฮ่งๆๆ!"

จนกระทั่งความสงบสุขนี้ถูกทำลายลงด้วยเสียงไก่ขันเป็นระยะ

ไก่บินหนี หมาวิ่งวุ่นวาย

คนและสัตว์เลี้ยงต่างตื่นตกใจ

ความสงบสุขจึงดับวูบ

ความโกลาหลใกล้เข้ามาหาเฉินซานซือเรื่อยๆ

จนกระทั่งไก่โต้งตัวหนึ่งบินหนีออกจากปากทางเข้าหมู่บ้านด้วยความตกใจ…จึงได้เห็นว่าผู้ที่ไล่ตามอยู่ข้างหลังนั้นไม่ใช่สัตว์ร้ายอะไร

แต่เป็นเพียงเด็กน้อยอายุไม่กี่ขวบเท่านั้น

"ปัง!"

เฉินตู้เหอพุ่งตัวไปข้างหน้า

ในที่สุดก็สามารถกดสุนัขสีเหลืองตัวใหญ่ลงไว้ใต้ร่างได้สำเร็จ

ไม่ว่ามันจะดิ้นรนอย่างไรก็ขยับไม่ได้

สัตว์ร้ายเซี่ยวจินโห่ร้องยินดีอยู่ข้างๆ

เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในครั้งนี้

ทันใดนั้น...เฉินตู้เหอรู้สึกราวกับว่ามีภูเขาลูกหนึ่งตกลงมาจากฟากฟ้า

เขาค่อยๆเงยหน้าขึ้น…จึงได้เห็นร่างที่คุ้นเคยร่างหนึ่ง

"ท่านพ่อ?!"

เฉินตู้เหอตกใจสุดขีด

สุนัขสีเหลืองที่ถูกกดอยู่ใต้ร่างในที่สุดก็เป็นอิสระ มันร้องโหยหวนแล้ววิ่งหนีไป

"พาข้าไปพบแม่เจ้าหน่อย" เฉินซานซือเอ่ยปากขึ้น

หลังจากนั้นไม่นาน ครอบครัวก็ได้มารวมตัวกันที่สวนรั้วไม้แห่งหนึ่งมุมหมู่บ้าน

หนิงเซียงแต่งกายเหมือนชาวบ้าน

เอ่ยขึ้นเป็น​คนเเรก

"ท่านแม่ทัพ"

"ท่านมาได้ถูกเวลาพอดี

ช่วงนี้ผู้ฝึกตนของสำนักเซิ่งอวิ๋นกำลังค้นหาทีละหมู่บ้านอยู่แถวนี้

อีกไม่นานคงจะหามาถึงที่นี่แล้ว

ที่นี่อยู่ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว"

หมู่บ้านอันห่างไกลแห่งหนึ่ง

จู่ๆ ก็มีคนนอกเข้ามาอาศัยอยู่มากมาย

ต่อให้พยายามอำพรางอย่างไร

สุดท้ายก็ไม่อาจปิดบังความจริงได้

"จะให้พวกเราไปซ่อนตัวในภูเขาอีกแล้วหรือ?" จ้าวจ้าวถามอย่างจริงจัง

"ไม่"

"ไม่ต้องซ่อนแล้ว"

อันที่จริง...ก็ซ่อนตัวต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ

หลิงขุยคนนั้น…เห็นได้ชัดตั้งใจแน่วแน่ที่จะสังหารครอบครัวของเขาเพื่อล้างแค้นให้คนตระกูลหลิง

ต่อให้ขุดดินลึกลงไปสามฉื่อเพื่อสร้างทางลับซ่อนตัว ก็ไม่อาจหลบพ้นสายตาของผู้ฝึกตนไปได้

"เหอเอ๋อร์"

เฉินซานซือก้มมองลูกชาย

“ก่อนหน้านี้เจ้าเคยบอกว่า เจ้ามีใจนักสู้ใช่ไหม?”

“ใช่เเล้วท่านพ่อ!” เฉินตู้เหอพูดซ้ำคำพูดของตนเอง

"ดี เช่นนั้นครั้งนี้ให้พ่อดูหน่อยว่าเจ้ามีใจนักสู้จริงหรือไม่"

…..

ภายในเมืองคุนหยาง

ซ่างกวนไห่ชางที่ได้รับข่าวรีบร้อนมาที่ท้องพระโรงเพื่อรายงานทันที

"เฉินซานซือหนีไปแล้ว!"

"อะไรนะ?!"

ทุกคนรวมถึงจักรพรรดิเจิ้งถ่งต่างตกใจอย่างมาก

"บัดซบ!" เฉียนฉีเหรินหลับตาลงด้วยความโกรธ

"คนผู้นี้เห็นสถานการณ์ไม่ดีแน่แล้ว

ถึงได้หนีไปพึ่งวังเมฆา!"

"กำลังเสริมอะไรกัน!"

"เขาหนีไปแบบนี้ คงจะรอให้พวกเราตายกันหมดก่อนแล้วค่อยออกมาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์แน่!"

"ถอยทัพเถอะฝ่าบาท!"

"ถอยทัพเถอะพ่ะย่ะค่ะ

วันนี้ตอนค่ำ ทางฉางอันก็จะปิดตายเมืองแล้ว…ถ้าไม่รีบถอยตอนนี้ก็จะไม่ทันแล้ว!"

ท่ามกลางความโกลาหล จักรพรรดิเจิ้งถ่งออกคำสั่งให้ถอนทัพ

ขณะนำเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ขึ้นไปบนกำแพงเมืองด้วยตนเอง เพื่อเตรียมประกาศทิ้งเมืองโดยสิ้นเชิง

"ผู้อาวุโสหวง!"

"ขอให้ท่านรื้อค่ายกล แล้วไปพร้อมกับพวกเราเถิด" ชุยจื่อเฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเร่งด่วน​

ในสถานการณ์ปัจจุบัน...

มีเพียงอาศัยการคุ้มครองของปรมาจารย์ค่ายกลระดับสองเท่านั้น

พวกเขาจึงจะสามารถถอนกำลังไปยังเมืองอื่นๆทางเหนือของแม่น้ำเฝยสุ่ยได้

แน่นอนว่า...ในกระบวนการนี้ย่อมต้องสูญเสียกำลังทหารไปเป็นจำนวนมาก

เรื่องนี้...เหล่าทหารหาญย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าพวกเขากำลังจะถูกทอดทิ้ง!

บวกกับเสียงตะโกน "นับถอยหลัง" ของแม่ทัพข้าศึกที่ดังมาจากนอกเมืองเป็นระยะๆ…ทำให้ภายในเมืองตกอยู่ในความหวาดกลัวอย่างขีดสุด

ถึงขนาดมีทหารบางคนตื่นตระหนก

ไม่เลือกทางใดเลย เหยียบย่ำกันเองบนบันไดขึ้นหอสังเกตการณ์…ท่าทางเหมือนจะทิ้งเกราะทิ้งอาวุธ

แตกพ่ายเป็นทิวแถว!

….

แต่ในขณะนั้นเอง…

มันก็มีเสียงอันดังกึกก้องดังขึ้นไปทั่วทั้งเมืองคุนหยาง

"พวกเจ้าเหล่าชายฉกรรจ์นับเเสนคน วันๆเอาแต่หวาดหวั่น

ไม่มีความกล้าหาญและความเด็ดเดี่ยวเลยแม้แต่น้อย”

“หรือว่าแม้แต่สตรีและเด็กน้อยในตระกูลเฉินของข้าก็ยังสู้ไม่ได้?!”

เรือเหาะลำหนึ่ง...ปรากฏขึ้นเหนือหอสังเกตการณ์บนกำแพงเมือง

ร่างในชุดขาวหนึ่งยืนต้านลมอยู่เบื้องหน้า เบื้องหลังของเขาคือสตรีห้าคน

คนหนึ่งสวมชุดยาวสีดำทอง ดูสง่างามและสูงศักดิ์

อีกคนหนึ่งสวมชุดสีแดง ดูองอาจและกล้าหาญ

ส่วนอีกสามคนก็มีความงามที่แตกต่างกันไป

ถึงแม้ทั้งห้าคนจะเป็นสตรี

แต่เมื่อมาถึงสนามรบ…กลับไม่มีใครแสดงสีหน้าหวาดหวัวเลยแม้แต่น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น...

เด็กน้อยวัยสี่ขวบคนหนึ่ง หลังจากกระโดดลงจากเรือเหาะ…ก็เริ่มเดินเลือกอาวุธบนกำแพงเมืองอย่างใจเด็ด

"ทุกท่าน!"

เสียงเย็นชาของซุนหลีดังขึ้น

"ตระกูลเฉินของข้าทุกคนอยู่ที่นี่แล้ว

ขอสาบานว่าจะอยู่ร่วมและตายไปพร้อมกับเมืองคุนหยางแห่งนี้!"

……………….

จบบทที่ บทที่ 361 : ตระกูลเฉินของข้าทุกคนอยู่ที่นี่แล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว