- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 362 : เตรียมทะลวงสู่ขอบเขตพลังเเท้จริงขั้นกลาง
บทที่ 362 : เตรียมทะลวงสู่ขอบเขตพลังเเท้จริงขั้นกลาง
บทที่ 362 : เตรียมทะลวงสู่ขอบเขตพลังเเท้จริงขั้นกลาง
บทที่ 362 : เตรียมทะลวงสู่ขอบเขตพลังเเท้จริงขั้นกลาง
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเหล่าสตรีและเด็กๆ ทำให้เหล่าทหารหาญภายในเมืองต่างนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
ตระกูลเฉินทั้งตระกูล?
คนเหล่านี้...คือครอบครัวของเฉินซานซืออย่างนั้นหรือ?
แต่ว่า...
ก่อนหน้านี้ในเมืองไม่ได้มีข่าวลือแพร่สะพัดว่าเฉินซานซือเป็นคนของวังเมฆา เป็นไส้ศึกของตงชิ่งหรือ?
แล้วทำไมเขาถึงพาครอบครัวทั้งหญิงและเด็กมาที่เมืองคุนหยางด้วยเล่า?
…
"พี่น้องทั้งหลาย!"
เฉินซานซือยืนตระหง่านอยู่บนกำแพงเมือง…เสียงของเขาดังกึกก้องราวกับระฆังยักษ์ในยามค่ำคืน
"เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว จะมีทางให้ถอยได้อย่างไร?"
"มีเพียงความตายหรือชัยชนะเท่านั้น!"
"ต่อให้เราละทิ้งเมืองแล้วหลบหนีไป จะมีสักกี่คนที่สามารถข้ามแม่น้ำไปได้อย่างปลอดภัย?"
"เช่นนั้นแล้ว สู้ยอมอยู่ที่นี่แล้วสู้ตายกันสักตั้งจะไม่ดีกว่าหรือ?!"
"พี่น้องทั้งหลาย เพียงแค่ยืนหยัดปกป้องเมืองไว้ให้ได้อีกไม่กี่วัน"
"ข้าเฉินผู้นี้ก็จะสามารถนำกำลังเสริมมาได้ และบดขยี้กองทัพศัตรูให้สิ้นซากในคราเดียว!"
"วันนี้ ข้าได้พาครอบครัวทั้งหมด ทั้งภรรยา บุตรชาย และคนทั้งตระกูลเฉินมาอยู่ที่นี่เพื่อแสดงถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ของข้า!"
"หากว่าเมืองแตกและผู้คนล้มตาย คนที่จะตายก่อนก็คือคนในตระกูลเฉินของข้า
ตามด้วยศิษย์น้องในสำนักซุนของข้า แบบนี้...มันเพียงพอแล้วหรือยัง?!"
ถ้อยแถลงอันห้าวหาญและเปี่ยมด้วยอารมณ์นี้ ทำให้เหล่าทหารไม่มีผู้ใดเลยที่ไม่รู้สึกละอายใจอย่างสุดซึ้ง
แน่นอนว่าที่พูดถึงนี้หมายถึงกองทัพของราชสำนักโดยตรง
ส่วนกองทัพเป่ยเหลียงนั้น
ถึงแม้เฉินซานซือจะไม่ได้อธิบายอะไรเลย แต่เพียงแค่อาศัยบารมีของเขา ก็เพียงพอที่จะทำให้พี่น้องยอมสู้ตายไม่ถอยแล้ว
เพราะความไว้วางใจและความเข้าใจอันดีระหว่างกันนั้น มีมากกว่ากองทัพใดๆในรอบพันปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม กองกำลังของราชสำนักแตกต่างออกไป
พวกเขามาจากที่ต่างๆกัน
ทั้งกองทหารรักษาการณ์ในท้องที่ สำนักยุทธภพ ตระกูลใหญ่ หรือแม้กระทั่งกองกำลังกบฏที่ยอมจำนนต่อทางการ
ดังนั้นองค์ประกอบของกองทัพจึงมีความซับซ้อนอย่างมาก และเป็นธรรมดาที่ใจคนจะไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้บัญชาการสูงสุดคืออ๋องเป่ยเหลียง ผู้มีอำนาจควบคุมกองทัพทั่วหล้า
นั่นยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกจากใจจริงว่า ตนเองเป็นเพียงคนนอกที่พร้อมจะถูกทอดทิ้งได้ทุกเมื่อ
นี่เองคือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาหวาดวิตกอยู่ตลอดเวลา
ยิ่งไปกว่านั้น การที่องค์จักรพรรดิและเหล่าขุนนางชั้นสูง พอเห็นท่าไม่ดีก็รีบหนีเอาตัวรอดไปพร้อมกับเหล่าจอมยุทธ์มโดยไม่สนใจความเป็นความตายของพวกเขา
นี่ก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกเช่นนี้แพร่กระจายไปรวดเร็วราวกับโรคระบาด
และด้วยเหตุนี้เอง ก่อนหน้านี้พวกเขาถึงได้คิดแต่จะหนีเอาชีวิตรอด และหลงเชื่อข่าวลือที่ว่าแม่ทัพชุดขาวเป็นคนของตงชิ่ง
แต่ในตอนนี้...
การที่แม่ทัพชุดขาวพาภรรยาและครอบครัวทั้งหมดมาอยู่ในเมืองด้วย นี่ยังไม่สามารถพิสูจน์ความจริงได้อีกหรือ?
คนทั้งตระกูล...แถมยังรวมถึงคนทั้งสำนักอีก!
นี่คือความเด็ดเดี่ยวและความมุ่งมั่นตั้งใจที่น่าทึ่งเพียงใด
ในเมื่อแม่ทัพผู้บัญชาการทหารสูงสุดยังทำถึงขนาดนี้ แล้วพวกเขาจะมีหน้าหนีเอาตัวรอดไปได้อย่างไร?
และยิ่งไปกว่านั้น
พอมาถึงตอนนี้ เหล่าทหารของราชสำนักก็เริ่มคิดได้ขึ้นมาบ้างแล้วว่าต่อให้พวกเขาถอยทัพไปจริงๆ
สุดท้ายแล้วจะมีสักกี่คนที่รอดชีวิตกลับไปได้?
หากออกจากเมืองคุนหยางไป ข้างหลังก็คือแม่น้ำเหมี่ยว
ถ้ากองทัพของราชวงศ์ไล่ตามมาทันและโจมตีตอนที่กำลังข้ามแม่น้ำ เกรงว่าสิบส่วนคงไม่เหลือรอดแม้แต่ส่วนเดียว!
แต่ในทางกลับกัน องค์จักรพรรดิและเหล่าขุนนางชั้นสูงในราชสำนักกลับสามารถอาศัยความช่วยเหลือของยอดฝีมือ เพื่อหนีเอาตัวรอดไปได้อย่างสบายๆ!
เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้ เหล่าทหารของราชสำนักจึงได้เข้าใจในที่สุดว่าทำไมตั้งแต่เริ่มสงครามที่แม่น้ำเหมี่ยวมาจนถึงตอนนี้ เหล่าพี่น้องแห่งกองทัพเป่ยเหลียงถึงไม่เคยปริปากบ่นเลยแม้แต่ครึ่งคำ
เพราะพวกเขามีแม่ทัพที่ไม่ได้มองทหารใต้บังคับบัญชาเป็นเพียงแค่เบี้ยบนกระดาน
แต่เป็นผู้ที่พร้อมจะร่วมเป็นร่วมตายไปกับพวกเขาอย่างแท้จริง!
การมีแม่ทัพเช่นนี้อยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ย่อมยินดีที่จะฝากชีวิตของตนเองไว้ในกำมือของคนผู้นี้!
"ท่าน...ท่านแม่ทัพเฉิน—"
ท่ามกลางเหล่าทหารของราชสำนัก นายทหารยศนายกองคนหนึ่งเปลี่ยนจากน้ำเสียงลังเลเป็นแน่วแน่
"ข้ายินดีที่จะอยู่ร่วมเป็นร่วมตายไปกับเมืองคุนหยาง!"
"แม่ทัพน้อยขออยู่สู้!"
"ข้ายินดีสู้จนตัวตาย!"
"ไอ้พวกฉางอันมันไม่ให้ทางรอดกับเรา งั้นก็สู้กับพวกมันให้ตายกันไปข้างหนึ่ง!"
"สู้โว้ย!"
"พวกเราจะอยู่ที่เมืองคุนหยางนี่แหละ
เพื่อรอท่านแม่ทัพเฉินกลับมา!"
"หนีก็ตาย สู้ยังอยู่ที่นี่อาจจะไม่เพียงแค่รอด
แต่ยังอาจจะมีโอกาสพลิกกลับมาชนะครั้งใหญ่ก็ได้!"
"ข้า... ข้าก็เหมือนกัน!"
ในชั่วพริบตาเดียว
เหล่าทหารของราชสำนัก กลับพร้อมใจกันชูอาวุธในมือขึ้นสูง และเปล่งเสียงสาบานว่าจะสู้ตายเพื่อแสดงความภักดีโดยไม่ต้องรอรับคำสั่งจากองค์จักรพรรดิหรือกระทรวงกลาโหมเลยแม้แต่น้อย
ภาพเหตุการณ์นี้ ทำเอาเหล่าขุนนางอย่างเจ้ากรมคลังซ่างกวนไห่ชางที่อยู่บนกำแพงเมือง ถึงกับทำอะไรไม่ถูก
จากนั้นสีหน้าของพวกเขาก็เผยความไม่พอใจออกมาอย่างที่ไม่อาจเก็บงำได้
นี่มันกองกำลังของพวกเขาทั้งนั้นนะ!
เเล้วจะปล่อยให้เชื่อฟังคำสั่งของแม่ทัพชุดขาวจริงๆได้อย่างไรกัน?
หากว่าสงครามยังดำเนินต่อไปแบบนี้อีก ไม่ใช่ว่าทหารทั้งหมดจะกลายเป็น "กองทัพเป่ยเหลียง" กันไปหมดแล้วหรือ?!
พอคิดเรื่องนี้จบ พวกเขาก็เริ่มพิจารณาเรื่องสำคัญที่อยู่ตรงหน้า
เฉินซานซือ...นี่เขาเอาครอบครัวทั้งหมดมาทิ้งไว้ในเมืองเพื่อเป็นตัวประกันจริงๆหรือ?
ขนาดเสือยังไม่กินลูกของมัน
นี่ขนาดรัชทายาทแห่งเป่ยเหลียงยังอยู่ที่นี่ด้วย เขาคงไม่ใจดำพอที่จะไม่ใส่ใจเลยใช่ไหม?
ถ้าอย่างนั้น...ก็แปลว่าแม่ทัพชุดขาวตั้งใจจะไปนำกำลังเสริมมา เพื่อช่วยทำลายล้างศัตรูจริงๆ
ไม่ใช่แผน "ตาอยู่คว้าพุงปลาไปกิน" อย่างที่คิดไว้?
"ฝ่าบาท ท่านเสนาบดีทุกท่าน"
สายตาของเฉินซานซือตวัดมองผ่านองค์จักรพรรดิและเหล่าขุนนางทีละคน
แม้ว่าเขาจะไม่ได้ตั้งใจข่มขู่ แต่บารมีที่แผ่ออกมานั้นกลับชัดเจนอย่างที่สุด
"ข้าเฉินทำถึงขนาดนี้แล้ว...มันเพียงพอแล้วหรือยัง?!"
"น้องชายผู้มากความสามารถ เหตุใดต้องทำถึงเพียงนี้ด้วย?" เฉาฮวนรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
"อย่างไรเสียที่นี่ก็คือสนามรบ การให้น้องสะใภ้และหลานชายผู้ปรีชาของเจิ้นอยู่ที่นี่ ย่อมไม่ปลอดภัยอยู่ดี”
“มิสู้ส่งพวกเขาออกไปก่อน...”
"ฝ่าบาท พอหรือไม่พอพ่ะย่ะค่ะ?"
เฉินซานซือพูดตัดบทความห่วงใยของอีกฝ่าย
พร้อมกับถามย้ำด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย
"พูดอะไรเช่นนั้น เจิ้นไม่เคยสงสัยในตัวน้องชายเลยแม้แต่น้อย!"
"เพียงแต่เมืองคุนหยางจะขาดน้องชายไปแม้เพียงวันเดียวก็ไม่ได้!”
“แต่ในเมื่อน้องชายยืนกรานที่จะออกจากเมือง
เจิ้นก็ย่อมไม่ขัดขวางอยู่แล้ว...เหล่าขุนนางที่รักทุกท่าน มีความเห็นว่าอย่างไร?"
"เหอะๆ"
"พวกกระหม่อมย่อมไม่กล้ามีความเห็นต่างอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ซ่างกวนไห่ชางเอ่ยขึ้น
"ข้าน้อยยินดีที่จะเชื่อใจอ๋องเป่ยเหลียงพ่ะย่ะค่ะ!"
"กระหม่อมยินดีที่จะอยู่รักษาเมืองพ่ะย่ะค่ะ"
อันที่จริง พวกเขาเองก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจว่าเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้ถอยทัพก็ยังคงได้รับความสูญเสียอย่างมหาศาลอยู่ดี
การลังเลก่อนหน้านี้ก็เป็นเพียงเพราะกลัวว่าจะถูกหลอกใช้เท่านั้น
และเมื่อแม่ทัพชุดขาวยอมทิ้งภรรยาและลูกไว้เป็นตัวประกัน การลองเสี่ยงดูสักตั้งก็อาจจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
ท้ายที่สุด...ก็เหลือเพียงแต่เหล่าเซียนจากสำนักกุ้ยหยวนเท่านั้น
"จะให้ไปร่วมมือกับวังเมฆา… มันช่าง…"
เฉียนฉีเหรินแสดงสีหน้าลำบากใจ เพราะทั้งสองสำนักไม่ถูกกันอยู่แล้ว
ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างเส้นชีพจรวิญญาณแห่งหานซาน การร่วมมือกันจึงดูเป็นไปได้ยาก
และหากเรื่องนี้สำเร็จขึ้นมาจริงๆ ก็อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมาอีกระลอก
"ผู้เฒ่าคนนี้ขอพูดแทรกสักคำอย่างอาจหาญ" หวงเหล่าจิ่วเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง
"สำนักของเรากับวังเมฆาไม่ลงรอยกันก็จริง แต่ถึงแม้ในอนาคตจะต้องกลับมาต่อสู้กันอีกก็ยังดีกว่าการทิ้งเมืองหนีไปในตอนนี้อยู่ดี…พวกท่านว่าจริงหรือไม่?"
ณ เวลานี้ มันเป็นทางเลือกที่ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ
เหล่าเซียนของสำนักกุ้ยหยวนจึงได้แต่ยอมตกลง
"แต่ว่า สหายเฉิน"
"หินวิญญาณที่ผู้เฒ่าคนนี้มีอยู่ เหลือไม่มากแล้วนะ…ท่านต้องรีบไปรีบกลับด้วยล่ะ" หวงเหล่าจิ่วเตือนอีกครั้ง
…..
ในที่สุด เรื่องราวก็เป็นอันตกลงกันได้
การที่เฉินซานซือพาครอบครัวมาไว้ที่นี่ เป็นทั้งความจำใจและเป็นการแสดงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่
ในสถานการณ์ปัจจุบัน หลิงขุยตั้งใจแน่วแน่ที่จะฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก
ดังนั้นการอยู่ในเมืองคุนหยางแห่งนี้กลับกลายเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด
"ท่านแม่ทัพ" ซูเหวินไฉกระซิบถาม
"ในเมืองเกรงว่าจะมีไส้ศึกอยู่ เรื่องที่ท่านจะออกจากเมืองไปขอกำลังเสริมคงจะรั่วไหลไปถึงหูราชสำนักในไม่ช้า”
“จะให้ใช้วิธีการอะไรเพื่อชะลอการรั่วไหลของข่าวให้นานที่สุดดีหรือไม่ขอรับ?”
"ไม่ต้อง" เฉินซานซือพูดตัดบท
"ก็ต้องปล่อยให้พวกมันรู้สิ!"
"ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับ"
ซูเหวินไฉเข้าใจความนัยใน และเริ่มสั่งการลูกน้องให้เตรียมการทันที
"รอข้ากลับมารับพวกเจ้านะ"
หลังจากกล่าวอำลาครอบครัวสั้นๆ เฉินซานซือหันไปหาเหล่าทหารหาญทั้งหมด
ประสานหมัดคารวะ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นดังกังวาน
"ข้าขอฝากชีวิตครอบครัวไว้กับพี่น้องทุกท่าน และข้าขอสัญญาว่าจะไม่ทำให้พวกท่านผิดหวังอย่างแน่นอน!"
สิ้นเสียง เขาก็ทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้าไปเพียงลำพัง
ฉวยโอกาสในตอนที่เมืองคุนหยางยังไม่ถูกค่ายกลปิดล้อมอย่างสมบูรณ์ และในไม่ช้าก็หายลับไปจนไร้ร่องรอยที่ขอบฟ้า
….
ยามพลบค่ำของวันต่อมา
หลังจากเส้นตายตามคำขาดของราชสำนักสิ้นสุดลง พวกเขาก็ไม่คิดจะออมมืออีกต่อไป
"ในเมื่อพวกเจ้า เหล่าขุนนางกบฏและเหล่าโจรใจโฉด อยากจะตายกันนัก!"
"เช่นนั้นแล้ว ราชสำนักก็จะขอสนองให้พวกเจ้าสมใจปรารถนา!"
พร้อมกับการโบกสะบัดของไม้ไผ่หยกทองคำเรืองแสงในมือของตานเหลียงเฉิง
เสาแห่งสวรรค์อีกหลายต้นก็พุ่งลงมาจากฟากฟ้า
ดูดซับพลังปฐพีสีเหลืองอร่าม ก่อนจะแผ่ขยายออกเป็นค่ายกลปฐพีหนาแน่น
ก่อเกิดเป็นม่านพลังงานสีเหลืองดินขึ้นทีละชั้นๆ จนปิดล้อมเมืองคุนหยางทั้งเมืองเอาไว้
มันเป็นการปิดตายโดยสมบูรณ์
ทันทีหลังจากนั้น กองทัพใหญ่ของราชสำนักก็เปิดฉากการโจมตีครั้งสุดท้ายอย่างดุเดือด
ม่านพลังปฐพีหนาแน่นนี้เป็นค่ายกลป้องกันแบบทางเดียว ทหารรักษาการณ์ในเมืองไม่สามารถออกไปได้ แต่ทหารจากภายนอกกลับสามารถส่งกำลังเข้ามาโจมตีอย่างต่อเนื่อง
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป การที่เมืองจะแตกและผู้คนล้มตายก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
เมื่อไร้ซึ่งอ๋องเป่ยเหลียง เมืองคุนหยางจึงทำได้เพียงเปิดใช้ค่ายกลวายุภักษ์เกราะดำเต็มกำลังอยู่ตลอดเวลา
ประกอบกับข่าวสารที่รั่วไหลจากไส้ศึกภายใน ไม่นานราชสำนักก็ตรวจจับความผิดปกติได้
"เสด็จพ่อ!"
"เสด็จพ่อ เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ เฉินซานซือมันหนีไปแล้ว!" ฉินอ๋องรีบร้อนวิ่งเข้ามาในกระโจมบัญชาการกลาง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนที่อยู่ในกระโจมต่างก็ตกตะลึงไปตามๆกัน
จักรพรรดิหลงชิ่งซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง ค่อยๆเงยพระพักตร์ขึ้นอย่างช้าๆ
"มันหนีไปที่ใดกัน?" ขันทีหวงหงที่อยู่ข้างกายรีบเอ่ยถามทันที
"ตามข่าวที่สืบมาได้"
"เจ้าพรานเฉินทิ้งครอบครัวทั้งหญิงและเด็กเอาไว้ที่เมืองคุนหยาง ส่วนตัวเองหนีไปเพียงลำพัง
ดูเหมือนว่าจะเตรียมไปขอกำลังเสริมจากตงชิ่ง!"
"ตงชิ่งรึ?" เหล่าขุนนางต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เสียงเซ็งแซ่
"คนผู้นี้สมคบคิดกับตงชิ่งอย่างลึกซึ้งจริงๆด้วย!"
"ดูท่าแล้ว เรื่องที่มันร่วมมือกับจิ้นอ๋องก่อกบฏก็คงเป็นเรื่องโกหกสินะ!"
"แล้วจะทำอย่างไรกันดี?!"
"ท่านเซียนซือทั้งหลาย ยังไม่รีบตามไปอีกหรือขอรับ?" ฉีอ๋องกล่าวอย่างร้อนรน
"มิต้องตามไป" ตานเหลียงเฉิงปฏิเสธ
"ภูเขาสูง หนทางยาวไกล…ต้องพึงระวังกลล่อเสือออกจากถ้ำ"
เพราะจากสถานการณ์ในตอนนี้ ผู้ที่มีฝีมือพอจะไล่ล่าได้ มีเพียงหลิงขุยหรือเฉาไคเท่านั้น
และวิธีที่ปลอดภัยที่สุดก็คือให้ทั้งสองคนไปด้วยกัน
แต่ปัญหาคือ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะตามหาตัวพวกเขาในเวลาอันสั้น
และใครจะรู้ได้ว่าสถานการณ์ในสนามรบเบื้องหน้าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เผลอๆนี่อาจเป็นกลอุบายของแม่ทัพชุดขาวก็ได้
"ไม่ต้องไปสนใจมัน" จักรพรรดิหลงชิ่งตรัสขึ้นอย่างกะทันหัน
"เจิ้นจะไม่ไปไหนทั้งนั้น จะรอให้มันกลับมาที่นี่เอง"
“ในเมื่อมันทิ้งภรรยาและลูกไว้ในเมือง
ก็หมายความว่าเด็กคนนี้จะต้องกลับมาอย่างแน่นอน”
"ฝ่าบาททรงมีพระราชวินิจฉัยที่เฉียบแหลมยิ่งนัก!"
"จงสั่งการให้ทหารเบื้องล่าง โจมตีเมืองทั้งวันทั้งคืนอย่างไม่หยุดพัก!" ตานเหลียงเฉิงออกคำสั่ง
"ข้าอยากเห็นนักว่ากำลังเสริมของมันจะมาถึงเร็วกว่า หรือพวกเราจะตีเมืองคุนหยางแตกได้เร็วกว่ากัน!"
…..
ณ เบื้องบนม่านเมฆา
เฉินซานซือนั่งขัดสมาธิอยู่บนเรือเหินเวหา
โคจรพลังเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง
ในที่สุดอาการภายในร่างกายก็หายดีเป็นปกติ
เส้นลมปราณกลับคืนสู่สภาวะที่ดีที่สุด
เขาทั้งสองมือร่ายอาคม เร่งความเร็วของเรือเหินเวหาให้พุ่งทะยานไปข้างหน้า
แต่ทิศทางที่มุ่งไปนั้น…กลับไม่ใช่ตงชิ่ง
มันจะมีกำลังเสริมมาจากที่ไหนกันเล่า?
ตัวเขาเองนี่แหละ คือกำลังเสริมที่ว่า!
ไม่ว่าจะเป็นสำนักต่างๆ เช่นสำนักเซิงอวิ๋น สำนักกุ้ยหยวน หรือหุบเขาใบไม้ร่วง…รวมถึงวังเมฆาด้วย
การไปร่วมมือกับพวกเขาในตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไร กับการชักศึกเข้าบ้าน และยิ่งยุ่งเหยิงยาวนาน
สงครามทั่วหล้าในครั้งนี้…มันสมควรจะจบสิ้นลงได้แล้ว
……………………..