- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 335 : โซ่เหล็กเชื่อมเรือ
บทที่ 335 : โซ่เหล็กเชื่อมเรือ
บทที่ 335 : โซ่เหล็กเชื่อมเรือ
บทที่ 335 : โซ่เหล็กเชื่อมเรือ
"ตุมๆๆๆๆ!"
ในขณะที่ "ทัพกบฏ" กำลังตีฆ้องให้สัญญาณถอยทัพนั้น…เฉินซานซือและเหล่าผู้​ฝึกยุทธตระกูลหลิงยังคงต่อสู้กันอยู่
และที่สำคัญคือ…ยิ่งเวลาการต่อสู้ดำเนินไปนานเท่าไหร่ เหล่าผู้​ฝึกยุทธตระกูลหลิงก็ยิ่งตกตะลึง
เพราะเฉินซานซือไม่ได้รีบร้อนเลยแม้แต่น้อย
แม้รู้ว่าตนเองไม่สามารถยุติการต่อสู้ได้ในเวลาอันสั้น ก็ไม่แสดงท่าทีร้อนใจออกมา
ตรงกันข้าม กลับต่อสู้ได้อย่างตามใจปรารถนามากขึ้นเรื่อยๆ
กระทั่งไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดออกมาด้วยซ้ำ
นี่เฉิน​ซาน​ซือ…กำลังใช้พวกเขาทั้งเจ็ดคนเป็นคู่ซ้อม!
เเถมใช้ค่ายกลกุ่ยสุ่ยพิฆาตอสูรเป็นเครื่องมือฝึกยุทธ์!
ผู้​ฝึกยุทธกับผู้ฝึกตนสายเซียนนั้นแตกต่างกัน
สำหรับผู้ฝึกตนสายเซียน การนั่งสมาธิรวบรวมพลังคือสิ่งดีที่สุด
แต่ผู้​ฝึกยุทธตรงกันข้าม
เพียงมีพลังวิญญาณเพียงพอ
การต่อสู้จริงจะกระตุ้นเส้นลมปราณได้ดียิ่งขึ้น…ช่วยเร่งความเร็วในการโคจรพลัง ทำให้ปลุกทิวทัศน์เทพให้ตื่นขึ้นได้เร็วขึ้น
"สารเลว!"
หลิงหลิงรู้สึกราวกับถูกหยามเกียรติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เธอหยิบหินวิญญาณจำนวนมหาศาลออกมา เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ค่ายกลกุ่ยสุ่ยพิฆาตอสูร…จนในที่สุดก็กลับมาได้เปรียบอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม
ในขณะนี้ หลังตีฆ้องให้สัญญาณถอยทัพ ทัพกบฏก็ถอนกำลังออกไปจนหมดสิ้นแล้ว
เฉินซานซือเองก็ไม่ได้คิดจะสู้ต่อเลย
เขาป้องกันการโจมตีอย่างต่อเนื่อง
พลางเหยียบศาสตราวุธบินรูปใบไม้ถอยหลังไป…
เเน่​นอน​ว่า​ไม่มีผู้ใดรั้งเขาไว้ได้
…ในไม่ช้า เขาก็หายลับไปในม่านหมอกหนา
…
"อย่าหนีนะ!"
ศิษย์พี่ใหญ่หลิงหลิงถือดาบเตรียมไล่ตามไป
แต่ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มีหนวดเครายาวในกลุ่มพวกเขา
ก็ยกมือขึ้น เป็นสัญญาณให้คนในตระกูลอย่าไล่ตามลึกนัก
เหล่าผู้​ฝึกยุทธหนุ่มสาวหลายคนมองหน้ากัน
และที่น่าประหลาดใจคือ พวกเขากลับรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง
ในสถานการณ์ที่ระดับพลังเท่ากัน
พวกเขาทั้งเจ็ดตั้งค่ายกลแล้วก็ยังไม่สามารถสังหารเขาได้
กระทั่งถ้าไม่ได้อาศัยชัยภูมิที่ได้เปรียบ ใช้แม่น้ำหลัวเซียวใต้เท้าอย่างไม่สิ้นสุด…เกรงว่าไม่เพียงไม่สามารถกดดันอีกฝ่ายได้เลย ตรงกันข้ามจะถูกตีแตกทีละคนจนหมดสิ้น
"แค่ยื้อไว้ก็พอ!" ชายวัยกลางคนกล่าว
"หลิงหลิง ข้ารู้ว่าเจ้าอยากล้างแค้นให้หลิงหยุน แต่เรารีบร้อนไม่ได้”
“ พวกเราต้องยื้อเฉินซานซือไว้
รอจนกว่าคนอื่นๆ ใต้บังคับบัญชาของเขาจะแตกพ่าย…เมื่อถึงตอนนั้น
เราจะสร้างค่ายกลใหญ่ร่วมกัน
และสังหารเขาได้อย่างง่ายดายแน่นอน"
"ท่านอาสี่… ข้าทราบแล้ว" หลิงหลิงเก็บดาบ
พวกเขาทั้งเจ็ด คือผู้​ฝึกยุทธระดับพลังแท้จริงทั้งหมดของตระกูลหลิงในสามรุ่น
การเดินทางมายังทวีปตงเซิ่งเสินโจว
เพื่อเข้าร่วมความขัดแย้งครั้งนี้
ก็เพื่อหาที่ตั้งหลักปักฐานใหม่ให้ตระกูล
….
หลังสงคราม…ราชสำนักเริ่มตรวจสอบความเสียหาย
"ท่านผู้บัญชาการ กำลังพลทั้งฝ่ายเราและฝ่ายศัตรูต่างมีความสูญเสีย" ผู้ช่วยแม่ทัพรายงาน
"การลอบโจมตีครั้งนี้ ทัพกบฏไม่ได้เปรียบอะไรเลย"
"ดี!"
"การโจมตีด้วยไฟของเฉินซานซือถูกเราคาดการณ์ไว้แล้ว
บัดนี้แม้แต่การลอบโจมตีก็ทำอะไรเราไม่ได้”
“ต่อไปเพียงรอให้หมอกหนานี้จางหาย…ก็จะสามารถยกทัพบุก กลืนกินพวกมันได้ในคราวเดียว!” ฉีอ๋องตรัสด้วยความตื่นเต้น
"หมอก…"
โจวหรงถือจอกสุราเดินมาบนดาดฟ้าเรือ
เขามองไปยังภาพที่ขาวโพลนไปหมด
แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงลึกล้ำ
"เกรงว่า… ยิ่งนานไป เรื่องยิ่งยุ่งยาก"
การเดินทัพทางน้ำ…สิ่งที่ต้องห้ามที่สุดคือการหลงทิศทาง
โดยเฉพาะตำแหน่งทัพกบฏ
หากถอยหลังไปจะมีแม่น้ำสาขาและทะเลสาบมากมาย
หากไม่สามารถแยกแยะความเคลื่อนไหวของศัตรูได้ชัดเจน
การบุกสุ่มสี่สุ่มห้า จะถูกซุ่มโจมตีได้ง่าย
ตามหลักการทั่วไป…ทางที่ดีที่สุดคือรอให้หมอกจางเสียก่อนแล้วค่อยวางแผนการบุก
แต่โจวหรงกลับออกคำสั่งใหม่
"ส่งคำสั่งลงไป พรุ่งนี้…ยกทัพ"
"ไม่รอให้หมอกจางก่อนรึ?"
"ท่านโจว… นี่ท่านจะ…"
"นี่คือการใช้ความเคลื่อนไหวรับมือความสงบนิ่ง" เนี่ยหยวนรับช่วงต่อ
"ต้องบีบให้อีกฝ่ายมีไม้เด็ดอะไร ก็ใช้ออกมาให้หมด"
….
"ไอ้ชาติหมา!"
ณ ค่ายน้ำของราชสำนักใหม่
หวังจื๋อสั่งให้คนทายาและพันแผลที่แผ่นหลังเกือบหักกระดูก…ปากก็ด่าทอไม่หยุด
"ไอ้แซ่เนี่ยมันเป็นหมารับใช้ทาสสามเเซ่จนเคยตัวไปแล้ว!"
"บาดเจ็บถึงกระดูกเลยทีเดียว ลงมือไม่เบาเลยจริงๆ" เฉิงเว่ยกล่าวด้วยความทึ่ง
"ดูท่าไอ้ศิษย์พี่สามคงจะแค้นที่เราไล่พวกมันออกจากเป่ยเหลียง!"
"ท่านแม่ทัพหวัง…เเล้วเรือเล่า?" ฉีเฉิงเดินเข้ามาแล้วเอ่ยถาม
"ท่านแม่ทัพใหญ่มีคำสั่งว่า หลังการบุกจู่โจมครั้งนี้…พวกท่านจะต้องนำเรือรบขนาดกลางถึงใหญ่ของทัพศัตรูกลับมาให้ได้หนึ่งลำ"
"อย่าพูดถึงมันเลย! ไอ้ศิษย์พี่สามมันไล่ฟันข้าขนาดนั้น จะมีปัญญาไปเอาเรือที่ไหนมา?!"
หวังจื๋อคว้าง้าวขึ้นมา
"คืนนี้… คืนนี้ข้าจะนำคนไปลองอีกสักรอบ"
"เรืออยู่นี่!"
ขณะที่พูด…เสียงเว่ยซวนก็ดังขึ้น
เขากำลังขับเรือรบแขวนธงทหารของต้าเซิ่งลำหนึ่งค่อยๆ แล่นเข้ามาในค่ายน้ำ
เรือใหญ่ของทัพศัตรูมีค่ายกลมหานทีป้องกันอยู่
เรือลำนี้…เขาบุกเข้าไปก่อนค่ายกลเปิดใช้งาน ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก
"ท่านฉี ลองดูซิว่าเรือลำนี้ใช้ได้หรือไม่?!"
"ขอเพียงมีค่ายกลมหานทีก็ใช้ได้แล้ว!"
ฉีเฉิงชี้มือไปยังที่ห่างไกล
"ต้องลำบากท่านจอมยุทธ์เว่ยนำเรือไปส่งให้ท่านแม่ทัพใหญ่ด้วยตนเองแล้ว!"
"ได้!"
เว่ยซวนรีบเรียกทหารพายเรือทันที
มุ่งหน้าไปยังท่าเรือริมทะเลสาบที่อีกฝ่ายชี้
แม่น้ำหลัวเซียวคือแม่น้ำที่เป็นดั่งชีพจรของจงหยวน…หล่อเลี้ยงผู้คนนับสิบล้านคน
อาจกล่าวได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง
มันมีแม่น้ำสาขานับไม่ถ้วน เชื่อมต่อกับแม่น้ำเล็กๆ และทะเลสาบอีกนับไม่ถ้วน
แอ่งน้ำเล็กๆ คือบึง
แอ่งน้ำใหญ่คือหนอง
เล็กและลึกคือวังน้ำ
ใหญ่และลึกคือห้วงน้ำ
กว้างและตื้นคือบึงใหญ่
กว้างและลึกคือทะเลสาบ
ทะเลสาบเชื่อมต่อกับทะเลสาบเรียกว่าบึงหลวง
บึงหลวงเชื่อมต่อกับบึงหลวงเรียกว่าหนองน้ำใหญ่
ณ ตำแหน่งของผาแดง
หากถอยหลังไปหลายสิบลี้ก็จะมีภูมิประเทศและลักษณะทางน้ำเหล่านี้ครบครัน
หลังจากการรบสิ้นสุดลง เฉินซานซือบินไปยังทะเลสาบตงฮั่น
ส่วนที่ทางเข้าทะเลสาบ มีเรือรบจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าคอยเฝ้าทางเข้าอยู่แล้ว
ไม่นานนัก เว่ยซวนขับเรือรบอู๋หยาที่ยึดมาได้แล่นเข้ามาในทะเลสาบ
"ทิ้งเรือไว้ที่นี่ก็พอ"
ซูเหวินไฉยืนอยู่บนเรือลำเล็ก พลางสั่งการ
"ได้!"
เว่ยซวนรีบนำทหารลงเรือลำเล็กจากไปทันที
ภายในทะเลสาบตงฮั่นอันกว้างใหญ่
ในไม่ช้าก็เหลือเพียงบุรุษในเสื้อคลุมขาวและซูเห​วิน​ไฉสองคนเท่านั้น
"เจ้าโจวหรงนั่น…เตรียมการป้องกันการโจมตีด้วยไฟไว้จริงๆ ด้วย"
ซูเหวินไฉนึกถึงสิ่งที่เห็น แล้วกล่าวอย่างทึ่ง
"เจ้า 'ค่ายกลมหานที' นี่ ไม่เพียงแต่ป้องกันเปลวไฟได้เท่านั้น
แต่ยังเทียบเท่ามีโล่วารีล่องหนล้อมรอบเรือรบศัตรูอีกด้วย
ช่างรับมือได้ยากยิ่ง!"
หลังค่ายกลมหานทีเปิดใช้งาน
อย่าว่าแต่เทพยุทธเลย
แม้แต่ซือหม่าเย่าและผู้ฝึกตนระดับพลังแท้จริงก็ยังยากทำลาย
….อาจกล่าวได้ว่ามันคือปราสาทแข็งแกร่งดุจกำแพงทองคันฉ่อง
ที่กำลังเคลื่อนที่อยู่บนผิวน้ำ
เมื่อกองทัพทั้งสองฝ่ายต้องเผชิญหน้ากันตรงๆ เรือรบของทั้งสองฝ่ายปะทะกัน…ผลลัพธ์จะร้ายแรงเกินคาด
นี่มัน…ไร้เทียมทานโดยสิ้นเชิง!
เฉินซานซือไม่พูดอะไร
แต่กลับทะยานร่างเข้าไปในเรือรบ
เรือรบที่ยึดมาได้ยังไม่ทันทำความสะอาด
บนดาดฟ้าเต็มไปด้วยคราบเลือดและศพทหารราชสำนักนอนเกลื่อน
ตามมุมต่างๆ ของเรือรบปักธงทหารและธงค่ายกลไว้
มันคือค่ายกลระดับสอง
ในฐานะปรมาจารย์ค่ายกล เฉินซานซือย่อมดูออก
แม้ค่ายกลมีสถานการณ์พิเศษบ้าง
แต่ก็สามารถเปรียบเทียบโดยรวมได้
อานุภาพค่ายกลระดับหนึ่ง…
เทียบเท่าผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณ
ส่วนอานุภาพค่ายกลระดับสอง…
เทียบเท่าระดับสร้างฐานปราณ
ค่ายกลมหานที…สามารถต่อกรกับผู้ฝึกตนระดับสร้างฐานปราณได้!
ปรมาจารย์ค่ายกลระดับสอง!
ตานเหลียงเฉิงเป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับหลอม​ปราณ แต่สามารถวางค่ายกลระดับสองได้…นี่ก็เพียงพอพิสูจน์ว่าเขาเป็นอัจฉริยะด้านค่ายกลผู้ยิ่งใหญ่
แน่นอนว่า…ค่ายกลระดับสองสิ้นเปลืองพลังวิญญาณมหาศาลมาก
ณ ตำแหน่งหางเสือเรือ
เฉินซานซือพบตำแหน่งจานค่ายกล
รอบๆ มีหินวิญญาณระดับต่ำเก็บไว้จำนวนมาก
แถมยังมีหินวิญญาณระดับกลางสีเขียวครามอีกด้วย…หนึ่งก้อนเท่ากับหินวิญญาณระดับต่ำถึงพันก้อน
กระนั้น พลังวิญญาณยังถูกใช้ไปเร็ว
มาก…หากเปิดค่ายกลมหานทีต่อเนื่อง เกรงว่าจะสูบหินวิญญาณจนหมด
เหมือนสงครามในโลกมนุษย์
เมื่อเปิดฉากแล้ว…แต่ละวันต้องสิ้นเปลืองทองคำนับหมื่นตำลึง
สำหรับเหล่าเซียน
เมื่อเปิดศึกสงครามกัน…ก็ต้องสิ้นเปลืองหินวิญญาณนับไม่ถ้วนเช่นกัน
การแย่งชิงเส้นชีพจรวิญญาณครั้งนี้
เกรงว่าสำนักเซิงอวิ๋นจะทุ่มทุนไม่น้อยเลย
….
ณ ตำแหน่งศูนย์กลางค่ายกล
เฉินซานซือฝังหินวิญญาณก้อนหนึ่ง
หมุนจานค่ายกลเบาๆ…หางเสือเรือส่องแสงวิญญาณเจิดจ้า อักขระยันต์โบราณบนจานค่ายกลสว่างขึ้นทีละดวง ธงค่ายกลตามตำแหน่งเริ่มเคลื่อนไหวเป็นระเบียบ
ค่ายกลมหานที!
"ซ่าาาาา—"
น้ำในทะเลสาบตงฮั่นเริ่มกระเพื่อม
ก่อตัวเป็นกำแพงน้ำครึ่งวงกลม
ห่อหุ้มเรือรบอู๋หยาไว้ภายใน
เคล็ดเชิดอัคคี!
เฉินซานซือใช้พลังเซียนสร้างเปลวไฟ สะสมเป็นลูกไฟเหนือฝ่ามือ
เเล้วสะบัดมือเปลี่ยนเป็นห่าฝนเพลิงโปรยลงดาดฟ้าเรือ
…เป็นไปตามคาด
เปลวไฟลุกได้เพียงสองลมหายใจ
บนกำแพงน้ำค่ายกลมหานที
ก็ปรากฏอสรพิษสร้างจากน้ำทะเลสาบหลายตัว
พุ่งเข้าใส่ตำแหน่งเกิดไฟอย่างแม่นยำ
ฝังพลังเซียนฟ้าดิน สามารถดับเปลวไฟได้ราบรื่น…ควันหนาทึบลอยคลุ้งบนดาดฟ้าเรือ
ค่ายกลมหานที ไม่เพียงป้องกันการโจมตีภายนอก แต่ป้องกันได้ทั้งภายในและภายนอก
ต้องรู้ว่า เปลวไฟเคล็ดเชิดอัคคีไม่ใช่ไฟธรรมดา
มันเป็นไฟแห่งพลังเซียน
แต่ก็ยังถูกดับได้อย่างง่ายดาย​…นี่แสดงอานุภาพค่ายกลระดับสองที่ไม่ธรรมดาจริงๆ
เฉินซานซือกระโดดเบาๆ ทะลุออกจากค่ายกลมหานที กลับไปยังเรือลำเล็กของว่อหลง
ในมือปรากฏคันธนูทองคำขนาดใหญ่
เล็งไปยังเรือรบอู๋หยา
ง้างคันธนูโค้งดุจจันทร์เพ็ญ
"ตูม!"
สายธนูดีดกลับเข้าที่
กระสุนเงินแฝงพลังแท้จริงมหาศาล
ลุกโชนเป็นเปลวเพลิงกลางอากาศ
กางปีกกลายเป็นหงส์เพลิงอาบเปลวอัคคี…ส่งเสียงร้องแหลมพุ่งออกไปชนกำแพงน้ำ
"ครืนนนนน!"
แรงปะทะอันน่าสะพรึง ทำให้เรือรบอู๋หยาโคลงเคลง
แต่ค่ายกลมหานทียังไม่บุบ
หงส์เพลิงและม่านน้ำยันกันได้เพียงไม่กี่ลมหายใจ
ก็หม่นแสงและดับมอด
กระสุนเงินสูญสิ้นพลังวิญญาณ ร่วงกลางอากาศจมหายไปในทะเลสาบ
"ตูม!"
จากนั้นมังกรเพลิงอีกตัวทะยานสู่ท้องฟ้า
เมื่อเข้าใกล้ค่ายกล อุณหภูมิก็พุ่งสูงรวดเร็ว…เปลวเพลิงสีแดงฉาน
คำรามลั่นและฉีกกระชากเข้าใส่ค่ายกลมหานที
เปลวเพลิงวิเศษจากศาสตราวุธเซียน!
ครั้งนี้…เรือรบอู๋หยาโคลงเคลงรุนแรงยิ่งขึ้น
ราวกับเผชิญกับสึนามิ
มังกรเพลิงสีแดงฉานสามารถฉีกรอยแยกบนกำแพงน้ำได้สำเร็จ
แต่ในขณะที่กำลังบุกเข้าไปในเรือรบ
จานค่ายกลบนเรือเริ่มหมุนเร็วขึ้น สูบพลังวิญญาณจากหินวิญญาณภายในด้วยความเร็วที่ไม่อาจจินตนาการได้
จากนั้นดึงน้ำในทะเลสาบมาเสริมกำแพงน้ำ
ซ่อมแซมค่ายกลมหานทีที่เสียหายอย่างต่อเนื่อง
กำแพงน้ำในทะเลสาบซึ่งแฝงพลังวิญญาณหนาขึ้น
จากเดิมไม่กี่ชุ่น กลายเป็นหนากว่าหนึ่งจั้ง (3.3 เมตร)
และมีเปลวเพลิงสีแดงฉาน กำลังลุกไหม้อยู่ภายในสายน้ำ
อัคคีในวารี!
ถึงกระนั้น เปลวเพลิงวิเศษก็ยังไม่ดับมอด
แต่กำลังระเหยกำแพงน้ำอยู่
"ซี่ๆๆ—"
เสียงน้ำและไฟที่ไม่เข้ากันดังต่อเนื่อง
ราวเสียงเนื้อย่าง
หมอกควันม้วนตัวหนาแน่นปกคลุมอาณาบริเวณหลายร้อยจั้ง เปลี่ยนฟ้าดินราวแดนสวรรค์บนโลกมนุษย์
ค่ายกลมหานทีท้ายที่สุดก็สามารถยืมพลังจากทะเลสาบทั้งผืน ซ่อมกำแพงน้ำได้อย่างไม่สิ้นสุด
จนกระสุนเงินภายในมังกรเพลิงถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
เปลวเพลิงวิเศษก็ดับมอดลงตาม
เฉินซานซือทดลองด้วยตนเอง
และได้ข้อสรุปเกี่ยวกับค่ายกลระดับสองนี้
น้ำของค่ายกลมหานที…ไม่สามารถดับเปลวเพลิงวิเศษได้
เหตุผล…เพราะเปลวเพลิงวิเศษต้องการเชื้อเพลิง
ไม่ว่าจะฟืน, น้ำมันตะเกียง หรือร่างกาย
หากมี "วัสดุ" ให้เผาไหม้
เปลวเพลิงวิเศษก็สามารถปลดปล่อยอานุภาพได้
โดยเงื่อนไขสำคัญ…ต้องมี "วัสดุ"
และแน่นอน น้ำไม่ใช่วัสดุสำหรับเผาไหม้
การที่เปลวเพลิงดับลง ไม่ใช่เพราะถูกน้ำดับ…แต่เพราะน้ำมันตะเกียงบนกระสุนเงินหมด
เมื่อไม่มีวัสดุให้เผาไหม้ จึงไม่สามารถลุกต่อไปได้
หากต้องการจุดไฟเผาเรือใหญ่จากภายนอก…
เงื่อนไขแรกคือ ต้องใช้กำลังมหาศาลทำลาย "กำแพงน้ำ" ให้ได้
แต่ค่ายกลระดับสองนี่…
หากเฉินซานซือทุ่มสุดกำลัง อาจฉีกรอยแยกแล้วยิงลูกธนูเปลวเพลิงเข้าไปได้
แต่เมื่อเปิดศึกแล้ว เขาจะถูกผู้​ฝึกยุทธตระกูลหลิงพันธนาการไว้…เป็นไปไม่ได้ที่จะลงมือเอง
ดังนั้น…เหลือเพียงวิธีเดียว
นั่นคือจุดไฟจากภายใน
…..
เขาเก็บคันธนู หยิบธงค่ายกลหลักที่นำมาจากบนเรือ ทะลุผ่านค่ายกลมหานทีกลับไปยังดาดฟ้า
แล้วจุดเปลวเพลิงวิเศษจากภายใน
"วื้ด!"
ค่ายกลมหานทีสร้างอสรพิษยักษ์จากน้ำทะเลสาบหลายตัวพุ่งใส่เปลวไฟ
แต่ครั้งนี้พวกมันดับเปลวไฟไม่ได้
เปลวเพลิงวิเศษสีแดงฉานใช้ตัวเรือเป็นเชื้อเพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว
ไม่กี่ลมหายใจ…
กลืนกินเรือรบขนาดมหึมาทั้งลำ
ธงค่ายกล, จานค่ายกล, หินวิญญาณ…ล้วนถูกเผาทำลาย
จากนั้น ค่ายกลมหานทีก็พังทลายอย่างรุนแรง
ไม่กี่ลมหายใจต่อมา เรือรบสูงหลายจั้งยังไม่ทันจม ก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปโดยตรง
และเมื่อเปลวเพลิงสัมผัสน้ำทะเลสาบ
เกิดหมอกควันหนาทึบอีกครั้ง
เพียงจุดไฟจากภายในเรือ ก็ไร้ปัญหาใดๆทั้งสิ้น
"ไฟของนายท่านนี่…" ซูเหวินไฉมองตาค้าง
"มิน่าเล่านายท่านถึงพูดเสมอว่าจะใช้ไฟทำลายศัตรู”
“ตอนนี้ปัญหาคือ…จะส่งไฟเข้าไปข้างในและทำให้ลุกลามเร็วอย่าง”
“เพราะเรือลำหนึ่งลุกไหม้ สามารถลามติดกันเป็นวงกว้างได้”
"ถูกต้อง… โอกาสมีเพียงครั้งเดียว" เฉินซานซือกล่าว
"ถ้าไม่เผาเรือรบพวกเขาสิ้นซากในคราวเดียว
ครั้งต่อไปโจวหรงจะป้องกันอย่างแน่นอน
หากใช้กลอุบายเดิมอีกครั้ง มันจะยากขึ้นหลายเท่า"
"ถ้าล่ามเรือรบของพวกเขาไว้ด้วยกันคงดี" ซูเหวินไฉพึมพำ
"แต่กองทัพเรือราชสำนักชั้นยอดที่เจิ้นหนานอ๋องทิ้งไว้ให้…เชี่ยวชาญรบทางน้ำ ไม่มีเหตุผลจะทำเช่นนั้นเลย”
“ตรงกันข้าม กองทัพเป่ยเหลียงของเราไม่มีประสบการณ์รบทางน้ำ หลายคนโวยวายว่าจะต้องใช้โซ่เหล็กเชื่อมเรือให้เดินเรือมั่นคง”
"ไม่มีเหตุผล…ก็สร้างเหตุผลให้พวกเขาสิ!" เฉินซานซือกล่าว
"พรุ่งนี้ราชสำนักน่าจะบุกโจมตีก่อนเพื่อหยั่งเชิง
เจ้าจงเตรียมเรือรบไห่หูไว้ห้าร้อยลำ…คัดเลือกทหารชั้นยอดขึ้นเรือ แล้วตามข้าบุกค่ายกลของศัตรู!"
"ข้าน้อยจำไว้แล้วขอรับ" ซูเหวินไฉรับคำสั่ง
เฉินซานซือสัมผัสถึงลูกเเก้วปราณในอก
พลังปราณสีขาวเพิ่มขึ้นมหาศาลวันแล้ววันเล่า
หาก "ความหวังของประชา" วัดเป็นปริมาณได้…
สิ่งที่บรรจุอยู่ข้างในนี่…มันก็คือดินแดนครึ่งค่อนแผ่นดิน!
เป็นความจริงที่ว่าทุกครั้งที่วางค่ายกล
จะต้องสิ้นเปลืองพลังปราณสีขาวไปส่วนหนึ่ง
แต่นับตั้งแต่กองทัพเป่ยเหลียงได้เดินทางผ่านสถานที่ต่างๆมากขึ้น…ความเร็วในการฟื้นฟูพลังปราณสีขาวก็ยิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องประหยัดเหมือนเมื่อก่อน
ที่ใช้ได้ก็ต่อเมื่อถึงศึกตัดสินเท่านั้น
"จริงสิ… นายท่าน"
"ถ้าหากนายท่านวางแผนให้พวกเขาใช้โซ่เหล็กเชื่อมเรือ แล้วจะจุดไฟจากภายในได้อย่างไรขอรับ?”
“ไส้ศึกเพียงคนสองคนเกรงว่าจะไม่พอ ต้องให้มันบานสะพรั่งไปทั่วทุกแห่ง จึงจะทำให้อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัวได้”
แม้จะใช้โซ่เหล็กเชื่อมเรือกันอยู่
หากมีเรือรบเพียงลำสองลำลุกไหม้
ภายใต้การจัดการของยอดฝีมือผู้​ฝึกยุทธและผู้ฝึกตนระดับสูง…ก็ยังมีเวลาเพียงพอที่จะแยกเรือออกจากกันได้
ดังนั้น…ยังต้องการไส้ศึกเพียงพอในกองทัพศัตรู
"เรื่องนี้ข้ามีแผนของข้าเอง” เฉินซานซือกล่าว
"เจ้าไปทำตามที่ข้าสั่งเถอะ"
---
วันรุ่งขึ้น…
มันก็เป็นไปตามคาด…
ท่ามกลางม่านหมอกหนาทั่วฟ้า กองกำลังส่วนหน้าของกองทัพเรือราชสำนักยกทัพมายังค่ายน้ำของทัพกบฏอย่างยิ่งใหญ่
เรือรบ "เฟยอวิ๋น" และ "ไก้ไห่" ลำแล้วลำเล่า
ดูราวกับเมืองที่กำลังเคลื่อนที่บนผิวน้ำ
แถมภายในเรือยังวางค่ายกลมหานทีไว้อีกด้วย
หากกองเรือราชสำนักใหม่เข้าปะทะตรงๆ
ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาก้อนหินไปกระทบไข่
"ทุกคน! ชะลอความเร็ว!"
เยี่ยนหงหยวนและแม่ทัพเฒ่าขับเรือลำเล็ก
แล่นไปมาระหว่างเรือนโหลวฉวนแต่ละลำ
รักษารูปขบวนบนผิวน้ำให้มั่นคง
ค่อยๆ เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
หมอกหนายังคงปกคลุมอยู่
ทัศนวิสัยเบื้องหน้าเลวร้ายยิ่ง
หากไม่ระวัง… รูปขบวนจะเสีย
บริเวณใกล้เคียงเต็มไปด้วยแม่น้ำสาขา
หากพลาด…กองทัพใหญ่จะกระจัดกระจาย
ข้อได้เปรียบที่มีอยู่ต้องมลายหายไป
การเดินทัพทำศึก โดยเฉพาะเมื่อมีคนเกินหมื่น
อย่าว่าแต่ขึ้นสู้รบเลย…แม้แต่การบัญชาการเคลื่อนไหว ก็นับเป็นเรื่องซับซ้อนอย่างยิ่ง
---
"ตึง! ตึง! ตึง!"
ขณะเดินทางท่ามกลางม่านหมอกครึ่งชั่วยาม
ฝั่งศัตรูก็มีเสียงกลองศึกดังขึ้น
"ระวัง!"
"ตั้งกระบวนทัพ!"
เยี่ยนหงหยวนชักดาบขึ้น ตะโกนเสียงดัง
เดิมคิดว่าทัพกบฏจะไม่ถอย…พวกเขาต้องส่งเรือรบใหญ่ทั้งหมดออกสู้ตาย
แต่ผลกลับคาดไม่ถึง
เบื้องหน้าในม่านหมอกหนา มีเพียงเรือลำเล็กโผล่ออกมาเป็นแถวเรือลำเล็กหลายสิบลำ เเละจะมีเรือใหญ่ลำเดียวคุมเชิงอยู่ด้านหลัง
ท่ามกลางม่านหมอกหนา…บุรุษชุดเกราะทมิฬถือหอกเพลิง
เบื้องหลังตามด้วยดาบปราณสายแล้วสายเล่า
รอบกายห้อมล้อมด้วยโล่ผืนปฐพี
เขาเหยียบศาสตราวุธบินบุกเข้าค่ายกล
พลางออกคำสั่งเสียงดัง
"ตั้งกระบวนทัพ!"
สิ้นเสียงคำสั่ง…เรือลำเล็กนับไม่ถ้วนอาศัยความคล่องแคล่ว แหวกว่ายเข้าไปตามช่องว่างระหว่างเรือใหญ่ศัตรู กระจายตัวออกไปทุกทิศทุกทาง
ดูเหมือนต่างคนต่างรบ…แต่แท้จริงมีตำแหน่งเฉพาะเจาะจง
สายใยพลังปราณสีขาวหลายสายทะยานออกจากลูกเเก้วปราณ เสริมพลังให้ทหารและเรือรบฝ่ายตน
ทันใดนั้น…เรือก็มีชีวิตขึ้นมา!
ภายใต้พลังปราณสีขาว เรือลำเล็กราวกับมีชีวิต…กลายเป็นฝูงปลามังกรสวมเกราะมังกร
แหวกว่ายบนผิวน้ำด้วยความเร็วเหนือจินตนาการ
ขณะที่พวกมันแหวกว่าย บนผิวน้ำปรากฏค่ายกลขนาดมหึมา
คลื่นน้ำกลายเป็นอักขระยันต์และลวดลายค่ายกล ภายในแฝงไอสังหารนองเลือดรางๆ
มองจากที่สูง…แทนที่จะเรียกว่าค่ายกล
กลับดูเหมือนแท่นบูชายัญขนาดมหึมา
และเรือนโหลวฉวน "เฟยอวิ๋น" ของทัพศัตรูก็คือ...เครื่องเซ่นบนแท่นบูชา!
……………………….