เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 334 : ศึกกองเรือ

บทที่ 334 : ศึกกองเรือ

บทที่ 334 : ศึกกองเรือ


บทที่ 334 : ศึกกองเรือ

เนี่ยหยวนกับเขาต่างยกจอกสุราคารวะกันคนละหนึ่ง ถือเป็นการคลายความเข้าใจผิดที่มีต่อกัน

จากนั้นเขาวางจอกลง ก่อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“เมื่อครู่ท่านบอกว่า ได้เตรียมรับมือการโจมตีด้วยไฟของศิษย์น้องข้าไว้แล้ว ไม่ทราบว่าท่านเตรียมการไว้อย่างไรบ้าง... หรือถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร”

“ไม่เป็นไร!”

“ก่อนยกทัพขึ้นเหนือครั้งนี้ เซียนตานเหลียงเฉิงได้เตรียมธงค่ายกลและจานค่ายกลไว้มากมาย สามารถตั้ง ‘ค่ายกลมหานที’ ครอบลำเรือได้”

“เปลวไฟใดๆจากภายนอกก็ไม่อาจทะลวงเข้ามาได้”

“อ๋อ... ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง” เนี่ยหยวนก้มหน้าครุ่นคิด

“โจวหรงสมกับเป็นหัวหน้าแห่งฉีหลิน คิดการณ์รอบคอบจริงๆราชวงศ์ต้าเซิ่งของเรามีท่านคอยดูแลในยามวิกฤต ถือเป็นโชคของชาติ”

“ดี! คราวนี้ไม่เพียงมีผู้ฝึกยุทธขอบเขตพลังแท้จริงธาตุน้ำคอยกดดันศัตรู บนเรือรบทั้งหมดของเรายังติดตั้งค่ายกลมหานทีด้วย เมื่อรวมกับค่ายกลจากตำราสวรรค์แล้ว จะต้องทำลายทัพศัตรูได้อย่างราบคาบ!” ฉีอ๋องกล่าวอย่างมั่นใจ

“อ๋องผู้นี้จะไปแนวหน้า นำทัพเอง เพื่อปลุกขวัญกำลังใจทหาร!”

---

ณ กองทัพเรือของราชสำนักใหม่

ซูเหวินไฉ ชุยจื่อเฉิน ซือหม่าเย่า และแม่ทัพคนอื่นๆมาถึงเรือบัญชาการกลาง เพื่อปรึกษาแผนรับมือที่กำลังจะมาถึง

บนที่นั่งแม่ทัพ เฉินซานซือถือจดหมายลับในมือ ก่อนจุดไฟเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน

“ท่านแม่ทัพเฉิน” ซือหม่าเย่าเอ่ยเร่ง

“ตอนนี้กองทัพเราเผชิญหน้ากับพวกเขา ศึกใหญ่กำลังจะปะทุ ควรทำลายศัตรูเช่นไรดี?”

“ถ้าอยู่บนบกก็ว่าไปอย่าง แต่นี่บนแม่น้ำ คงต้องพึ่งท่านบุกทะลวงค่ายกลเพียงลำพัง” ชุยจื่อเฉินเสริมเสียงทุ้ม

“โจวหรงไม่ใช่ไม่รู้ถึงความเก่งกาจของท่าน ในเมื่อยังกล้ามาเผชิญหน้า คงมีแผนรับมือแน่ ศึกนี้เราคงพึ่งท่านเพียงคนเดียวไม่ได้ ที่น่ากังวลคือเรือรบยักษ์ของพวกเขารับมือได้ยากนัก” ซือหม่าเย่าพูดตรงๆ

เฉินซานซือหันไปทางซูเหวินไฉ

“ซูเหวินไฉ เจ้ามีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะ”

ซูเหวินไฉยกยิ้มมุมปาก

“ไม่มีอะไรปิดบังนายท่านได้จริงๆ ข้าขอเสนอ...เรามาเขียนความคิดของเราลงบนฝ่ามือ แล้วดูว่าตรงกันหรือไม่ดีไหม?”

“ก็ดี” เฉินซานซือพยักหน้า

ไม่นาน ทั้งคู่ใช้หมึกเขียนตัวอักษรลงบนฝ่ามือ พอเปิดให้ดู ต่างก็ยิ้มออกมา

บนฝ่ามือทั้งคู่คืออักษร “ไฟ”

“เป็นความคิดที่ดี” ซือหม่าเย่าชม

“เรือรบของพวกเขาใหญ่ก็จริง แต่ก็กลัวไฟเหมือนกัน แม้ลมจะไม่เป็นใจ เราก็ใช้เรือเล็กบุกเข้าไปจุดไฟให้ลุกทั่ว ขอเพียงติดไฟได้ ต่อให้เรือใหญ่แค่ไหนก็ไร้ประโยชน์”

แม่ทัพทั้งหลายต่างเห็นพ้อง

เฉินซานซือจึงตัดสินใจทันที

“อีกสามวัน ใช้ทัพหน้าห้าหมื่นเข้าปะทะ แล้วส่งเรือรบเหมิงชงโต้วเจี้ยนสองร้อยลำ บรรทุกน้ำมันดินกับหญ้าแห้งเต็มลำ บุกเข้าไปจุดไฟ ส่วนเรือใหญ่กับกองทัพหลักคอยกดดันจากแนวหลัง”

“รับบัญชา!” เหล่าแม่ทัพรีบไปดำเนินการ

ซูเหวินไฉมองตามพลางโบกพัด

“เรือพวกนั้นจัดกระบวนกระจัดกระจาย จุดไฟลำหนึ่งก็คงไม่ลามหมด แต่ก็น่าจะได้ผลอยู่บ้าง”

“ไม่... ผลคงไม่มากนัก” เฉินซานซือกล่าวอย่างไม่คาดคิด

“โอ้?” ซูเหวินไฉชะงัก

“หรือว่าโจวหรงได้เตรียมรับมือไว้แล้ว?”

เฉินซานซือพยักหน้า

“ก็จริง... โจวหรงไม่ใช่คนธรรมดา” ซูเหวินไฉพึมพำ

“ถ้าเขารู้ว่าเราจะใช้ไฟ... หรือว่านายท่านยังมีแผนอื่น?”

“ไม่ แผนก็คือไฟ แต่ไม่ใช่ตอนนี้” เฉินซานซือตอบเรียบๆ

“แม้เขารู้ว่าเราจะใช้ไฟ สุดท้ายเราก็ยังต้องใช้ไฟอยู่ดี... เหมือนตอนโซ่วหยางที่เรารู้ว่าเขาจะใช้น้ำท่วม แต่ก็ทำอะไรไม่ได้”

“อีกสามวัน จงสั่งให้เว่ยซวนกับหวังจื๋อ หาทางยึดเรือรบของศัตรูที่สมบูรณ์มาให้ได้หนึ่งลำ... ไม่ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม”

“ขอรับ” ซูเหวินไฉรับคำ ก่อนจากไปด้วยความครุ่นคิดถึงความหมายในคำสั่งนั้น

---

สามวันต่อมา…

ยามสายของวันที่สี่ หมอกหนาปกคลุมผืนน้ำจนขาวโพลนไปทั่วฟ้า

กลางหมอกนั้น ชายในเสื้อคลุมขาวนั่งอยู่บนเรือลำเล็กเพียงลำเดียว ค่อยๆพายฝ่าม่านหมอกตรงเข้าหาค่ายน้ำของทัพศัตรู จนเหลือระยะเพียงสองร้อยก้าว จึงมีคนมองเห็นและร้องลั่นด้วยความตกใจ

“ข้าศึกบุก!”

“ข้าศึกบุก!”

บนเรือรบแนวหน้าของราชสำนัก ฉีอ๋องซึ่งกำลังทอดพระเนตรอยู่ไกลๆถึงกับสะดุ้ง

เเละเมื่อมองเห็นในมือของชายชุดขาวปรากฏคันธนูทองคำและลูกศรเงิน

ทันใดนั้นเปลวเพลิงก็ลุกโชนกลางหมอก ก่อนกลายเป็นหงส์เพลิงอาบพลังแท้จริง พุ่งทะยานตรงเข้ามา

พระพักตร์ของฉีอ๋องซีดเผือดทันที

“คุ้มครององค์ชาย!”

ทหารองครักษ์สองนายรีบยกโล่ขึ้นบัง แต่แรงปะทะมหาศาลทำให้โล่ปลิวหลุดจากมือ ร่างทั้งร่างถูกเปลวเพลิงกลืนหายกลายเป็นเถ้าถ่าน

หงส์เพลิงยังคงพุ่งทะลวงต่อไป อากาศรอบองค์ฉีอ๋องร้อนระอุขึ้นทุกขณะ…

ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย ธารน้ำแข็งมหึมาร่วงหล่นจากฟากฟ้า ดับเปลวเพลิงได้อย่างฉิวเฉียด

บนดาดฟ้าเรือ ปรากฏผู้ฝึกยุทธขอบเขต​พลัง​แท้จริงหลายคนในชุดคลุมยาวถือดาบอ่อน

ผู้นำคือหญิงสาวใบหน้าเย็นชา แววตาของนางมุ่งตรงไปยังชายชุดขาว พร้อมไอสังหารเย็นเยียบที่ถาโถมไม่หยุด

ในขณะเดียวกัน ด้านหลังชายชุดขาว มีเรือโหลวฉวนสองลำลอยคุมเชิง…ตามด้วยเรือรบเหมิงชงโต้วเจี้ยนจำนวนนับไม่ถ้วน มุ่งโจมตีกองเรือราชสำนักอย่างรวดเร็ว

เห็นได้ชัดว่าหวังใช้เรือเล็กที่คล่องแคล่วบุกประชิดเพื่อจู่โจม

เสียง “ข้าศึกบุก!” ดังระงมอีกครั้ง

กองเรือราชสำนักตอบสนองทันที ภายใต้คำสั่งของแม่ทัพแนวหน้าเริ่มโต้กลับอย่างเป็นระบบ

เหล่าผู้ฝึกยุทธตระกูลหลิงออกจากเรือรบ เหยียบผิวน้ำดั่งแมลงปอ

ผู้​ฝึกยุทธขอบเขต​พลังแท้จริงขั้นต้นถึงเจ็ดคนโอบล้อมชายชุดขาวจากทุกทิศ พร้อมธงค่ายกลที่เอวซึ่งส่งเสียงสะท้อนถึงกัน บ่งบอกว่ากำลังจะเรียงร่างสร้าง “ค่ายกลกุ่ยสุ่ยพิฆาตอสูร”

หลิงหลิง ศิษย์พี่ใหญ่แห่งตระกูลหลิง อยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางของค่ายกล ตวาดสั่งเสียงเย็น

“ลงมือ!”

ทันใดนั้น ทั้งหกคนที่เหลือตวัดดาบพร้อมกัน

ค่ายกลดึงพลังน้ำจากแม่น้ำหลัวเซียวมาผสานพลัง ก่อเป็นพายุวารีงวงช้างหกลูก ดูดปลาจากแม่น้ำนับไม่ถ้วนขึ้นมา ก่อนบดสลายเป็นหมอกโลหิต

พายุทั้งหกล้อมรอบชายชุดขาวอย่างรวดเร็ว หดเข้าหากันราวจะบดเขาให้แหลกเป็นผุยผง

แสงวิญญาณวาบขึ้น

เกราะเหล็กอักขระเก่าแก่หุ้มกายชายชุดขาว หอกเงินลุกด้วยเพลิงมังกรผงาดจากสายน้ำ พุ่งเข้าปะทะพายุวารีจนผิวน้ำระเบิดเป็นคลื่นยักษ์ซัดกระจาย

ไฟและน้ำปะทะกันจนไอน้ำปกคลุมทั่วฟ้า

หมอกที่หนาอยู่แล้วกลับหนาทึบจนแทบมองไม่เห็นมือของตน

เมื่อพลังเเท้​จริงคลายลง เพลิงบนหอกมังกรเงินอ่อนแรงไปเล็กน้อย แต่ยังคงสลายพายุวารีได้หมดสิ้น

หลิงหลิงซึ่งยังไม่ลงมือ ใช้เพียงปลายเท้าแตะผิวน้ำยืนอย่างมั่นคง

ดาบยาวในมือนางราวกับเชือกอ่อน หย่อนลงสู่แม่น้ำ ลวดลายค่ายกลสีน้ำเงินขนาดมหึมาปรากฏใต้เท้าของทุกคน

นางดูดซับพลังจากแม่น้ำอย่างต่อเนื่อง ดาบยาวหลอมรวมกับสายน้ำราวกับนางกำแม่น้ำทั้งสายไว้ในมือ ทุกการโจมตีของอีกหกคนก็หลั่งพลังเข้าสู่นางเรื่อยๆ

จนเมื่อพลังถึงขีดสุด นางจึงตวัดดาบแหวกแม่น้ำหลัวเซียวใส่เปลวเพลิงเบื้องหน้า

คลื่นยักษ์สูงกว่าห้าจั้งซัดโถม ราวกับสึนามิจากทะเลหลั่งลงมาจากฟากฟ้า

พลังแท้จริงไร้สิ้นสุดแฝงอยู่ในสายน้ำนั้น

บูมมมม!!!

เสียงระเบิดและเสียงน้ำระเหยดังสนั่น

เรือเล็กใต้เท้าชายชุดขาวแตกกระจาย เศษไม้กระเด็นลงแม่น้ำเชี่ยว

หลังการปะทะ เขาและหลิงหลิงถอยไปหลายสิบก้าว ก่อนจะทรงตัวบนศาสตราวุธบินรูปใบไม้

ยังไม่ทันได้หายใจ อีกหกผู้​ฝึกยุทธก็เปิดวิชาสุดยอดเข้าโจมตีต่อเนื่อง ขณะที่หลิงหลิงยืนด้านหลัง เริ่มสะสมพลังเพื่อฟาดฟันครั้งใหม่

เปลวเพลิงบนหอกของเฉินซานซือพลันลุกโชนขึ้นอีกครั้ง พร้อมกันนั้นด้านหลังเขาปรากฏดาบพลังวิญญาณสีม่วงกว่า 50 เล่ม และโล่ผืนปฐพีหมุนวนรอบๆ

ยันต์พลังมหาศาล ยันต์ความเร็วเทพ…ถูกเสริมพลังลงบนร่างอย่างเต็มที่

เมื่อเหวี่ยงหอกยาวออกไปอีกครั้ง ไม่เพียงแค่ปลดปล่อยพลังแท้จริงธาตุอัคคีเท่านั้น แต่ยังมีดาบพลังวิญญาณนับไม่ถ้วนพุ่งแหวกอากาศออกไปพร้อมคมหอกที่วาดวนอย่างดุดัน

เปลวเพลิงที่พันรอบด้วยดาบพลังวิญญาณสีม่วง ทำให้ความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน

โล่คาถาปฐพีที่หนาแน่นก็ช่วยแบ่งเบาการโจมตีอันถาโถมจากทุกทิศทุกทาง

น่าเสียดายพลังเซียนในระดับหลอมปราณขั้นกลาง ถึงจะทรงพลัง แต่ประโยชน์ที่ใช้ได้จริงกลับมีจำกัดยิ่งนัก

เเต่เมื่อเฉินซานซือขับไล่ศัตรูทั้งหกไปได้อีกครั้ง

ศิษย์พี่ใหญ่แห่งตระกูลหลิงก็อาศัยพลังจากค่ายกลสะสมจนเต็ม แล้วฟาดดาบสร้างคลื่นยักษ์ลงมาอีกระลอก

เฉินซานซือจึงไม่มีเวลาไล่สังหาร ต้องรีบตั้งรับการโจมตีครั้งใหม่

คนทั้งหกนั้นล้วนเป็นขอบเขต​พลังแท้จริงขั้นต้น

โดยเฉพาะหลิงหลิงศิษย์พี่ใหญ่ผู้เปิดเทพแปดทิวทัศน์​เทพได้แล้วถึงเจ็ดองค์

อีกเพียงก้าวเดียวก็จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตพลังเเท้​จริงขั้นกลาง

ยิ่งมีค่ายกลและคนในตระกูลช่วยเหลือ ทำให้พลังของนางใกล้เคียงขั้นกลางอย่างยิ่ง

ทว่า มันกลับน่าแปลกใจ​มาก

ถึงบัดนี้​ หลิงหลิงยังไม่อาจกดดันคู่ต่อสู้ได้แม้แต่น้อย

เเถมทุกครั้งที่อีกฝ่ายออกกระบวนท่า ความรุนแรงกลับเพิ่มขึ้นทีละส่วน…ราวกับมีกำลังลึกลับหนุนเสริม

หากพวกเขามิได้ฝึกพลังแท้จริงธาตุน้ำ ต่อให้ทั้งเจ็ดร่วมกันสร้างค่ายกล ก็คงต้านไม่ได้นานเช่นนี้

แต่โชคดีที่โลกนี้ไม่มีคำว่า “ถ้า”

ตระกูลหลิงฝึกพลังธาตุน้ำ!

แถมยังมีแม่น้ำหลัวเซียวทั้งสายช่วยหนุน อาจกล่าวได้ว่าเป็นการใช้หลักส่งเสริม–ข่มกันของธาตุทั้งห้าอย่างถึงแก่น

แม้หลิงหลิงและพวกจะทำลายเสื้อคลุมขาวไม่ได้ แต่อีกฝ่ายก็ไม่อาจสังหารพวกเขาได้รวดเร็วเช่นกัน

เเละแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

ในขณะที่กำลังรบระดับสูงยันกันอย่างดุเดือด กองกำลังอื่นๆก็เข้าสู่สภาพโกลาหล​

ผู้ฝึกตนของสำนักเซิงอวิ๋นและสำนักกุ้ยหยวนใช้วิชาเซียน​ต่อสู้กันไม่หยุด

เรือรบเหมิงชงโต้วเจี้ยนอาศัยความคล่องตัว บุกตัดกระบวนทัพศัตรู

ธนูพุ่งวาบทั่วฟ้า เสียงดาบและศาสตราวุธปะทะกันดังระงม

ซือหม่าเย่าถือดาบยาว โคจรลมหายใจดวงตาเปลี่ยนเป็นแดงฉานดุจโลหิต

ร่างกายขยายใหญ่ กระดูกบิดเบี้ยว เสียงดังลั่น…ฝ่ามือแปรสภาพเป็นกรงเล็บ ผิวหนังงอกขนสีดำเทาทั้งร่างราวกับปีศาจ!

เขากระโจนขึ้นดาดฟ้าเรือรบอู๋หยาลำหนึ่ง ฟันดาบเพียงครั้งเดียว สังหารศัตรูกว่าสิบในพริบตา

“ปีศาจ! มันเป็​นปีศาจ!”

เหล่าทหารราชวงศ์ต้าเซิ่งตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน

ผู้ฝึกตนขั้นสมบูรณ์ของสำนักเซิงอวิ๋นพุ่งมาขวาง ควบคุมดาบบินเข้าประมือ พลางด่าทอด้วยความดูแคลน

“พวกผู้​ฝึกยุทธ…เพื่อเพิ่มพลัง ถึงกับไม่เลือกวิธี! เป็นมนุษย์ดีๆไม่ชอบ กลับไปรับพลังจากเผ่าอสูร!”

นี่คือ…ลมหายใจอสูรสวรรค์!

ตำนานกล่าวว่า เมื่อหนึ่งแสนปีก่อน มนุษย์ในดินแดนที่เผ่าอสูรครอง ได้สร้างวิชาลมหายใจพิเศษที่ต้องหลอมโลหิตอสูรเข้ากับร่าง

ผู้ฝึกวิชานี้จะค่อยๆกลายร่างคล้ายปีศาจ จึงถูกผู้ฝึกตนสายหลักดูแคลนเสมอ

และสิ่งที่ซือหม่าเย่าฝึก คือแขนงหนึ่งของวิชานี้ลมหายใจหมาป่าจันทราเงิน!

….

ณ เวลานี้​

บนผิวน้ำแม่น้ำหลัวเซียว การรบโกลาหลยิ่งทวี

“จุดไฟ! เร็ว!”

เรือรบขนาดกลางเเละเล็กพุ่งเข้าใส่ค่ายกลศัตรู

หวังจื๋อตะโกนลั่น

ทหารโยนคบเพลิงลงบนหญ้าแห้งและน้ำมันดินเพลิงลุกโชนในพริบตา

เรือรบนี้พุ่งเข้าชนเรือโหลวฉวนขนาดใหญ่ ก่อนจะกระโดดลงเรือเล็ก “โจ่วเก่อ” ที่รออยู่

แต่ทันใดนั้นเสียงตะโกนจากผู้ฝึกตนสำนักเซิงอวิ๋นก็ดังขึ้น

“เปิดค่ายกล!”

แสงวิญญาณพร่างพรายจากเรือโหลวฉวน

ธงค่ายกลหมุนวนภายในเรือ อักขระยันต์สว่างวาบขึ้น

“ซ่าาา”

กำแพงน้ำเป็นวงกลมห่อหุ้มเรือทั้งลำ

เรือเพลิงที่พุ่งเข้าชนแตกสลาย เปลวไฟมอดลงท่ามกลางสายน้ำเชี่ยว

…ค่ายกลมหานที!

“อะไรวะ?!”

หวังจื๋อฟันง้าวโม่เตาใส่เรือ แต่มันราวกับฟันกำแพงเหล็ก แขนของเขาด้านชาจากแรงสะท้อนจนต้องถอย

เขากวาดตามองเรือรบใหญ่เกือบทั้งหมดของศัตรูล้วนเปิดใช้ค่ายกลมหานทีที่กันไฟได้สมบูรณ์

ส่วนเรือกลางเเละเล็กไม่มีค่ายกลใหญ่ คงเพราะสิ้นเปลืองทรัพยากรเกินไป

แต่แค่ปกป้องเรือใหญ่ได้ ก็เพียงพอแล้ว

เมื่อเรือใหญ่ไม่ลุกไหม้ การเอาเรือเล็กชนเรือเล็กก็ไร้ความหมาย

ระยะห่างระหว่างเรือใหญ่ก็ทำให้ไฟไม่อาจลามต่อเนื่อง

ยิ่งไปกว่านั้น

ค่ายกลนี้…ป้องกันเเค่เพียงด้านเดียว!

คนข้างนอกไม่สามารถบุกเข้ามาได้…แต่คนข้างในยังยิงธนูออกไปข้างนอกได้

….

"เจ้าหก!"

ท่ามกลางความตึงเครียดของสนามรบ เสียงตะโกนที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง

หวังจื๋อหันไปก็เห็นเนี่ยหยวนถือดาบ ยืนอยู่บนเรือเล็ก “โจ่วเก่อ” ลำหนึ่ง

"เจ้าหก ทำไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก ค่ายกลมหานทีนี้เป็นฝีมือปรมาจารย์ระดับสองที่วางไว้ ไม่กลัวไฟของพวกเจ้าเลย ศึกผาแดงครั้งนี้ พวกเจ้าต้องพ่ายแพ้แน่นอน สู้ยอมจำนนแต่เนิ่นๆดีกว่า ข้าจะรับประกันชีวิตให้!"

"อย่ามาหลอกข้า เรื่องมันบานปลายมาถึงขนาดนี้แล้ว พวกเรายอมจำนนยังรอดได้อีกเหรอ? เจ้าเข้ามาใกล้ๆมาพูดให้ข้าฟังดีๆซิ ว่าเจ้ามีวิธีอะไร!"

"ขอเพียงพวกเจ้า..."

เนี่ยหยวนเพิ่งเข้ามาใกล้สามจั้ง ก็ถูกง้าวฟาดลงมาอย่างกะทันหัน!

เขาหลบอย่างร้อนรน เรือเล็กใต้เท้ากระจายแตกสลาย แม่ทัพสองคนรีบกระโดดขึ้นเรืออื่นอย่างเร่งรีบ

"เจ้าหก เจ้าบ้าไปแล้วรึ เจ้าจะฆ่าข้าจริงๆรึ?!"

"ข้าจะฆ่าเจ้า!" หวังจื๋อด่าทอเสียงดัง

"พี่ใหญ่… มันเป็นทาสสามแซ่”

“แต่เจ้าเลวยิ่งกว่ามัน เป็นได้แค่หมาของทาสสามเเซ่! ตายซะเถอะ”

ศิษย์พี่ศิษย์น้องสองคน เข้าปะทะกัน

หนึ่งใช้ง้าว หนึ่งใช้ดาบ…ชั่วขณะนั้นยากจะตัดสินผู้ชนะ

"วื้ด"

หนึ่งเค่อผ่านไป เรือเล็กของทัพศัตรูทยอยเข้ามาล้อม

หวังจื๋อและพวกที่ลอบวางเพลิงล้มเหลว หากไม่ถอยทัพตอนนี้ ก็จะถูกทำลายล้างทั้งหมด

"เจ้าหก! ข้าหวังดีเตือนเจ้า แต่เจ้ากลับเนรคุณ”

“ระหว่างเจ้ากับข้า เราตัดขาดกันนับแต่นี้!”

“ฉัวะะะะ!!”

เนี่ยหยวนฉวยโอกาสขณะที่อีกฝ่ายถอยทัพ ฟันดาบลงบนแผ่นหลังของหวังจื๋อ จนโลหิตสาดกระเซ็น

ดวงตาของหวังจื๋อแทบถลน แต่ก็รู้ดีว่าหากยืดเยื้อต่อไปต้องตาย

เขาจึงเร่งความเร็วถอยทัพ บุกฝ่าวงล้อมออกไปได้ในเสี้ยววินาที ก่อนที่ศัตรูจะล้อมไว้ครบ

บนผืนน้ำแม่น้ำหลัวเซียว…การปะทะครั้งแรกของทั้งสองทัพได้สิ้นสุดลงแล้ว

…………………..

จบบทที่ บทที่ 334 : ศึกกองเรือ

คัดลอกลิงก์แล้ว