เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 225 : เส้นชีพจรวิญญาณฟื้นคืน

บทที่ 225 : เส้นชีพจรวิญญาณฟื้นคืน

บทที่ 225 : เส้นชีพจรวิญญาณฟื้นคืน


บทที่ 225 : เส้นชีพจรวิญญาณฟื้นคืน

บนภาพวาดใบประกาศจับนั้น...ปรากฏเป็นภาพของชายผู้หนึ่งสวมหน้ากากปีศาจ

มันไม่มีชื่อระบุไว้ มีเพียงฉายาว่า "มารเฒ่าหน้ากากปีศาจ" พร้อมกับรางวัลนำจับ

ต้องบอกว่ารางวัลนำจับนั้นสูงลิบลิ่วเลยทีเดียว นอกจากเงินทองจำนวนมหาศาลแล้ว ยังระบุไว้อีกว่า...ขอเพียงแค่สามารถให้เบาะแสของชายผู้นี้ได้ ก็จะได้รับรางวัลจากเซียนเป็นการตอบแทน

แต่ถ้าหากสามารถสังหารเขาได้..ก็จะได้รับวิชาเซียนเป็นของตอบเเทนเลยทีเดียว

สังหารเซียน...

เจ้ามารเฒ่าหน้ากากปีศาจนี่มันจะเก่งกาจ​ขนาดไหนกัน?

หากไม่ใช่เพราะมันลงมือสังหารจนแม้แต่เหล่าเซียนยังต้องหวาดกลัว….แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่พวกเซียนจะต้องลดตัวลงมาร่วมมือกับคนธรรมดาเพื่อติดประกาศจับเช่นนี้

หลังจากนั้นไม่นาน เฉินซานซือก็ได้พบกับหนิงเซียงอีกครั้ง

ข่าวสารที่พวกนางสืบเสาะมาได้ก็มีเนื้อหาไม่ต่างกันมากนัก

กล่าวคือ...ช่วงนี้ในบริเวณเมืองเล็กๆ แห่งนี้ มักจะเกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการปรากฏตัวของเซียน ปีศาจ หรือแม้กระทั่งอสูรประหลาดที่ลงมาจากภูเขาเพื่อจับคนกินเป็นอาหาร

เรื่องราวเหล่านี้สร้างความวุ่นวายมากมาย จนกระทั่งทางการจากเมืองหนานซูต้องส่งคนมาตรวจสอบสถานการณ์เป็นการใหญ่

"เอาเป็นว่า... เราหาที่พักกันก่อนเถอะ" เฉินซานซือเอ่ยขึ้น

แม้ว่าเป้าหมายต่อไปของพวกเขาคือการเดินทางออกทะเล แต่ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว แสงสุดท้ายของวันย้อมท้องฟ้าจนกลายเป็นสีแดงฉาน ดูท่าอีกไม่นานก็จะมืดค่ำ

พวกเขาคงทำได้เพียงรอให้ถึงวันพรุ่งนี้…แล้วค่อยไปหาเรือที่ท่าเรืออีกที

แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไปในตัวเมืองมากเท่าไหร่

เมื่อเฉินซานซือใช้ [วิชามองพลัง] ตรวจสอบ เขาก็พบว่าไอ้พวกที่เรียกตัวเองว่า "เซียน" เหล่านั้น กลับปลอมตัวปะปนอยู่ท่ามกลางผู้คนตามตรอกซอกซอยนี่เอง!

บางคนก็ปลอมเป็นจอมยุทธ์พเนจร...บางคนก็ปลอมเป็นชาวบ้าธรรมดา

อย่างเช่นที่หน้าร้านเหล้าแห่งหนึ่ง...มีชายชราจูงลาคนหนึ่งทำทีเหมือนกำลังจะซื้อเหล้า แต่ในความเป็นจริงแล้วพลังวิญญาณภายในร่างของเขากำลังโคจรอย่างต่อเนื่อง ดวงตาที่ดูขุ่นมัวและชราภาพนั้นกลับเปล่งประกายแสงเรืองรองที่คนธรรมดามองไม่เห็น กวาดสายตามองผู้คนทุกคนบนท้องถนนอย่างละเอียด

ซึ่งก็แน่นอนว่ารวมถึงเฉินซานซือและพรรคพวกอีกสองคนด้วย…ยังไงก็ไม่รอดพ้นสายตาของเขาไปได้

เขาคาดเดาว่ามันน่าจะเป็นวิชาที่คล้ายคลึงกับ [วิชามองพลัง] ของเขานั่นเอง

ที่ผ่านมามีแต่เขาที่มองคนอื่นทะลุปรุโปร่งมาโดยตลอด พอมาวันนี้กลับถูกคนอื่นมองทะลุเสียเอง...ความรู้สึกแบบนี้มันช่างน่าอึดอัดใจเสียจริง...

‘ดูท่าว่า... หากต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโลกของผู้บำเพ็ญเซียนจริงๆ คงจำเป็นต้องหาวิชาสำหรับซ่อนระดับพลังของตัวเองไว้บ้างเสียแล้ว’

แต่ก็ยังนับว่าโชคดีอยู่บ้าง ที่มันมีความแตกต่างกันอยู่จุดหนึ่ง…นั่นก็คือ "เซียน" เหล่านี้จำเป็นต้องโคจรพลังวิญญาณเพื่อใช้ในการตรวจสอบผู้อื่น

ในขณะที่เฉินซานซือใช้เพียงแค่ดวงตาเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองพลังวิญญาณแม้แต่น้อย จึงทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาได้

"เจ้าแก่!"

ทันใดนั้นเอง ผู้บำเพ็ญเซียนที่ดูหนุ่มกว่าคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับตวาดเตือนชายชราคนนั้น

"ถ้ายังใช้ 'วิชาตรวจสอบ' ของเจ้ามองสุ่มสี่สุ่มห้าอีก...ระวังข้าจะควักลูกตาของเจ้าออกมานะ!"

"เหะๆ สหายเต๋าอย่าได้ถือสาเลย"

ชายชรายิ้มแหยๆพร้อมกับประสานมือขอโทษอย่างต่อเนื่อง

"ข้าก็แค่อยากจะตรวจสอบให้แน่ใจเท่านั้นแหละ…เผื่อว่าจะเจอเบาะแสอะไรขึ้นมาบ้างน่ะ"

ถึงแม้ว่าพวกเขาจะพูดคุยกันด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังอะไรเป็นพิเศษ

นั่นแสดงให้เห็นว่าของที่คนพวกนี้กำลังตามหาอยู่ น่าจะเป็นเรื่องที่เปิดเผยกันในหมู่ผู้บำเพ็ญเซียนอยู่แล้ว

….

เฉินซานซือรีบเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมในเมืองเพื่อหาที่พักค้างคืน และรอจนฟ้าสางแล้วค่อยคิดหาวิธีออกทะเลอีกครั้ง

เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตา หนิงเซียงจึงได้ใช้คาถาลวงตาเปลี่ยนเจ้าขาวให้กลายเป็นม้าสีน้ำตาลแดงธรรมดาๆ ตัวหนึ่ง

ส่วนตัวหนิงเซียงและจ้าวจ้าวเอง เฉินซานซือก็ได้ใช้วิชาแปลงโฉมเปลี่ยนรูปลักษณ์ของพวกนางให้ดูธรรมดา เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็นเหมือนอย่างที่เคยเจอมาก่อนหน้านี้

เมืองนี้ไม่ได้ใหญ่โตนัก มีโรงเตี๊ยมอยู่เพียงแห่งเดียว…แต่โชคดีที่ยังมีห้องพักชั้นดีเหลืออยู่ เฉินซานซือจึงตัดสินใจเหมาลานบ้านทั้งหลังเพื่อความสะดวกในการทำธุระต่างๆ

เมื่อออกมาท่องยุทธภพ ปัจจัยสี่อย่างเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่ และการเดินทาง ล้วนเป็นสิ่งสำคัญ

หลังจากจัดการเรื่องที่พักเรียบร้อยแล้ว เฉินซานซือก็เตรียมจะออกไปหาอาหารเย็น

ด้วยความที่เดินทางมาตลอดทาง

จนแทบจะไม่ได้กินอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย…งั้นก็ถือโอกาสนี้ลิ้มลองอาหารพื้นเมืองของที่นี่ไปด้วยเลยก็เเล้วกัน

"ยินดี​ต้อนรับนายท่าน!" เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือร้น

"ถึงร้านเราจะเล็ก...แต่เรื่องอาหารการกินนี่ไม่เป็นสองรองใครเลยนะขอรับ! ไม่ว่าจะเป็นปลาประหลาดหรือเนื้ออสูรที่เหล่าจอมยุทธ์ทั้งหลายชื่นชอบ...ที่นี่เรามีครบทุกอย่างเลยขอรับ"

"พวกท่านมีเนื้ออสูรประหลาดให้กินด้วยงั้นหรือ?" เฉินซานซือเอ่ยถามด้วยความสนใจ

"มีสิขอรับ! มีถมเถไป!" เถ้าแก่กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

"เดี๋ยวนี้เมืองใหญ่ๆรอบๆต้องพึ่งพาเสบียงจากเมืองของพวกเราทั้งนั้นเลยนะขอรับ ในภูเขานั่นน่ะ...ยังมีพรานที่ขุนนางใหญ่ส่งมาอยู่ตั้งหลายคน!"

ส่งให้เมืองใหญ่ตั้งหลายแห่งเชียว...เฉินซานซือจึงฉวยโอกาสนี้ถามต่อไปทันที

"ว่าแต่...ที่นี่มีทรัพยากร​ล้ำค่าเยอะแยะมาตั้งแต่แรกเลยหรือ?"

"อืม...นั่นก็ไม่เชิงขอรับ"

เถ้าแก่กางนิ้วพลางนับแล้วกล่าวว่า

"พูดตามตรงเลยนะขอรับ มันก็เพิ่งจะมาเป็นแบบนี้ได้แค่ปีล่าสุดนี่เอง ทั้งในภูเขาและในทะเลแถวนี้ จู่ๆก็มีทรัพยากร​ล้ำค่าปรากฏขึ้นมาเยอะแยะเต็มไปหมด…เเต่ก็ทำให้ร้านของข้าคนแน่นทุกวันเลยขอรับ พวกจอมยุทธ์ทั้งหลายที่มานี่ ก็มาเพื่อลิ้มลองของสดๆใหม่ๆกันทั้งนั้น"

"นายท่า​น สนใจลองปูนายพล หรือว่าปลาเขาวัวสักหน่อยไหมขอรับ?"

เถ้าแก่มองไปที่ดาบข้างเอวของเฉินซานซือ แล้วเอ่ยปากชม

"ดูจากลักษณะแล้ว นายท่านเองก็คงจะเป็นจอมยุทธ์มาจากเมืองใหญ่สินะขอรับ งั้นก็มาถูกที่แล้วล่ะขอรับ! ได้ทานเนื้ออสูรของร้านข้า รับรองว่าต้องเป็นประโยชน์ต่อวิถียุทธ์ของท่านอย่างแน่นอน!"

"เถ้าแก่ ท่านเอาแต่พูดปากเปล่าแบบนี้…คิดจะหลอกกันรึไง?"

เฉินซานซือแกล้งทำเสียงแข็ง

"ของมันจะดีหรือไม่ดี มันก็ต้องเห็นกับตาถึงจะรู้สิ ไม่เช่นนั้นพอท่านเอาไปทำเป็นอาหารจนยกมาเสิร์ฟแล้ว ท่านจะเรียกเงินเท่าไหร่ก็ย่อมได้ไม่ใช่รึ?"

"ไม่มีปัญหาขอรับ! เชิญนายท่านตามข้ามาเลย!"

เถ้าแก่ตอบรับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเรียกให้ลูกจ้างมาเฝ้าร้านแทน แล้วจึงนำทางพวกเขาไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ที่อยู่ติดกัน

ทันทีที่ก้าวเข้าไป...พวกเขา​ก็พบกับลานกว้างขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยกรงเหล็กและอ่างน้ำมากมาย

ภายในนั้นมีอสูรประหลาดนานาชนิดถูกขังไว้ เรียกได้ว่าละลานตาจนนับไม่ถ้วน

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ...ภายในคฤหาสน์แห่งนี้ ยังมียอดฝีมือระดับเปิดชีพจรอยู่หลายคน และมีถึงระดับเเก่นเเท้สวรรค์คอยคุมเชิงอยู่อีกหนึ่งคน

เป็นไปตามคาด...เมื่อมีผลประโยชน์มหาศาลปรากฏขึ้นเช่นนี้ ก็ย่อมไม่ถึงมือชาวบ้านตาดำๆเป็นแน่

คนพวกนี้ดูท่าแล้วน่าจะเป็นคนของขุนนางใหญ่หรือคนของพรรคจากเมืองหนานซู ซึ่งก็รวมถึงเจ้าของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ด้วย...คนคนนี้คงจะมีสถานะที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

อสูรประหลาดจำนวนมากมายมหาศาล...ขนาดเฉินซานซือที่เป็นพรานเก่าแก่ยังต้องตาเป็นประกาย

ของพวกนี้ล้วนเป็นโอสถชั้นเลิศทั้งสิ้น แต่ละตัวหากนำไปไว้ที่แคว้นต้าเซิ่งคงประเมินค่ามิได้ จัดเป็นทรัพยากรล้ำค่าที่ต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่ายๆ

ไม่น่าเชื่อเลยว่าในเมืองเล็กๆ ของแคว้นหนานซูแห่งนี้จะมีของดีๆแบบนี้ปรากฏขึ้นมามากมาย…มิน่าเล่าถึงได้มีเซียนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่เยอะแยะไปหมด

เเต่เรื่องใดผิดปกติ...มันย่อมมรบางอย่างแอบแฝง

สถานการณ์แบบนี้ ช่างตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเทือกเขาหลัวเทียนโดยสิ้นเชิง

ฟากหนึ่งเต็มไปด้วยอสูรพิษที่ผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน อีกฟากหนึ่งกลับเต็มไปด้วยอสูรล้ำค่าที่พากันปรากฏตัวออกมาเป็นฝูง…หรือว่ามันจะมีความเกี่ยวข้องกัน?

เฉินซานซือใช้ [วิชามองพลัง] กวาดตามองไปรอบๆ

ไม่นานสายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับปลาทะเลสีแดงฉานตัวหนึ่ง พลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของปลานี้ไม่ใช่สีฟ้าอ่อนเหมือนอสูรประหลาดทั่วไป แต่เป็นสีครามเข้มลึกล้ำ

นี่...มันคงไม่ใช่แค่อสูรประหลาดธรรมดาเสียแล้ว แต่น่าจะเป็นถึง "อสูรวิญญาณ"

ถ้าหากได้กินมันเข้าไปล่ะก็... ผลที่ได้คงจะดีไม่น้อย

"เถ้าแก่ ปลาตัวนี้ราคาเท่าไหร่?" เฉินซานซือ​เอ่ยถามขึ้นทันที

"โอ้! นายท่านนี่ตาแหลมจริงๆเลยขอรับ"

"ปลาตัวนี้เพิ่งจะจับขึ้นมาจากทะเลได้เมื่อเช้านี้เองขอรับ…มันขนย้ายลำบาก แถมยังเลี้ยงไว้ไม่ได้นานด้วย ไม่อย่างนั้นคงถูกพวกเจ้านายจากในเมืองซื้อไปนานแล้วล่ะขอรับ ราคาก็ไม่แพงหรอกขอรับ... แค่หกพันตำลึงเงินเท่านั้นเอง"

หกพันตำลึงเงิน...ราคานี้ถือว่าสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง

และนี่น่าจะเป็นราคาที่เถ้าแก่ยังไม่รู้ว่าปลาตัวนี้เป็นถึงอสูรวิญญาณด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นราคาคงพุ่งขึ้นไปจนน่าตกใจเป็นแน่

"ตกลง! ปลาตัวนี้ข้าจะกินดิบๆ ส่วนเจ้ากระต่ายหยกขาว ปูนายพล แล้วก็นกอาภรณ์ม่วงตัวนั้น เอาไปปรุงด้วยวิธีที่พวกท่านถนัดที่สุด แล้วนำไปส่งที่ห้องส่วนตัวของข้าได้เลย" เฉินซานซือเริ่มสั่งอาหารอย่างไม่ลังเล

"ได้เลยขอรับ!"

เถ้าแก่หยิบลูกคิดขึ้นมาดีดเสียงดังกรอกแกรกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า

"ข้าปัดเศษให้แล้วกันนะขอรับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นหนึ่งหมื่นสี่พันตำลึงพอดี แต่ว่า...ร้านเรามีกฎอยู่ว่าต้องจ่ายเงินก่อนถึงจะลงมือทำนะขอรับ เพราะของพวกนี้มันล้ำค่า จะให้ขาดทุนคงไม่ไหวจริงๆ หวังว่านายท่านจะเข้าใจนะขอรับ"

"อืม" เฉินซานซือเอื้อมมือไปหยิบตั๋วเงิน

ก่อนจะมา...ทางจวนจอมทัพก็ได้เตรียมตั๋วเงินของโรงรับจำนำใหญ่ในแคว้นหนานซูไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

แต่ในจังหวะที่กำลังจะจ่ายเงิน มันก็มีเสียงห้าวๆดังแทรกขึ้นมา

"ช้าก่อน! ปลาตัวนั้น...ข้าเอา!"

เป็นชายฉกรรจ์หนวดเคราครึ้มคนหนึ่งแบกถุงหนังงูเดินเข้ามา

"เอ่อ...นายท่านผู้นี้..."

เถ้าแก่กำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง

ตุ้บ!

ชายหนวดเคราครึ้มโยนถุงหนังงูในมือลงบนพื้น ก่อนจะกระชากปากถุงออก เผยให้เห็นแท่งทองคำอร่ามที่อัดแน่นอยู่ข้างใน

"ทองคำห้าพันตำลึง!"

"นี่...นี่มัน"

เถ้าแก่เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ รีบหยิบแท่งทองคำหนักอึ้งขึ้นมางับดูสองสามทีเพื่อตรวจสอบ หลังจากแน่ใจแล้วก็เอ่ยถามด้วยเสียงสั่นๆ

"ของ...ของจริงรึ?!"

"พูดมาก!" ชายฉกรรจ์กล่าวเสียงเย็นชา

"จะขายให้ข้า หรือจะขายให้มัน...เจ้าก็เลือกเอาเองแล้วกัน!"

เถ้าแก่เหลือบมองไปยังจอมยุทธ์ระดับเเก่นเเท้สวรรค์ที่คุมเชิงอยู่ในลานบ้าน เมื่อได้รับการพยักหน้าอนุญาต เขาก็หันกลับมาพูดกับเฉินซานซือด้วยท่าทีลำบากใจ

"อะแฮ่ม... นายท่านขอรับ คือร้านเรามีกฎที่ไม่ได้เขียนไว้อยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ... ผู้ใดให้ราคาสูงกว่าก็ย่อมได้ของไป ถ้าหากว่า... ท่านไม่สามารถให้ราคาที่สูงกว่านี้ได้ล่ะก็"

"เจ้าหนู!" ชายฉกรรจ์หนวดเคราครึ้มเบิกตา

"แกแน่ใจนะ...ว่าจะมาแย่งของกับข้า?!"

หลังจากพูดจบ...พลังวิญญาณระดับหลอมปราณขั้นที่สามก็แผ่ออกมาจากร่างของเขาอย่างชัดเจน

มันเป็นการข่มขู่กันซึ่งๆหน้า

ไม่เพียงแค่นั้น...เฉินซานซือยังเห็นกับตาว่าก่อนที่จะเปิดปากถุง ชายฉกรรจ์คนนี้ยังได้ถ่ายเทพลังวิญญาณเข้าไปในถุงอีกด้วย ทองคำพวกนี้ส่วนใหญ่คงจะเป็นของปลอม...

นี่มันไม่คิดจะเปิดโอกาสให้ประมูลราคากันอย่างยุติธรรมเลยสินะ

ครู่ต่อมา...เฉินซานซือก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

"สหายท่านนี้ให้ราคาสูงกว่า ของชิ้นนี้ก็สมควรเป็นของเขา"

"ฮ่าๆๆๆ! ถือว่าแกยังพอมีหัวคิดอยู่บ้าง!"

ชายฉกรรจ์หัวเราะลั่นอย่างได้ใจ ก่อนจะใช้มือเปล่าคว้าปลาวิญญาณในอ่างน้ำขึ้นมา

เขาเดินออกไปพลางเริ่มกัดกินมันทั้งเป็นๆ แม้แต่เกล็ดปลาก็ยังเขมือบเข้าไปในท้องด้วย

"นายท่านขอรับ..." เถ้าแก่ฉีกยิ้มแหยๆ

"ถ้าอย่างนั้น...ท่านลองดูตัวอื่นก่อนดีไหมขอรับ?"

"งั้นข้าเอากบต้นไม้เขียวตัวนั้นแล้วกัน"

โชคของเฉินซานซือยังไม่นับว่าแย่จนเกินไปนัก…ในที่สุดเขาก็ไปเจออสูรวิญญาณอีกตัวหนึ่งในมุมหนึ่งจนได้

เพียงแต่คุณภาพของมันด้อยกว่าปลาตัวนั้นอยู่มาก แค่คราวนี้...ไม่มีใครโผล่มาแย่งอีก

บนโต๊ะอาหารภายในห้องส่วนตัว ไม่นานก็เต็มไปด้วยอาหารเลิศรสนานาชนิด

จ้าวจ้าวตาเป็นประกาย เธอรีบคว้าตะเกียบแล้วเริ่มลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อย

"ท่านแม่ทัพ"

หนิงเซียงใช้ตะเกียบคีบเนื้อชิ้นหนึ่งป้อนเข้าปากเฉินซานซือ ก่อนจะเอ่ยถาม

"พวกเราจะหยุดพักที่นี่สักสองวันดีไหมเจ้าคะ? ที่นี่มีเซียนมากมายขนาดนี้ จะต้องมีโอกาสครั้งใหญ่อย่างแน่นอน"

"ไม่ เราจะไปต่อทันที" เฉินซานซือตอบอย่างเด็ดขาด

"ขอแค่หาเรือออกทะเลได้เมื่อไหร่ก็ไปเมื่อนั้น…อย่าได้อยู่ที่นี่นาน"

จากการสังเกตการณ์มาตลอดทั้งวันของเขา...ผู้บำเพ็ญเซียนที่แข็งแกร่งที่สุดที่ปรากฏตัวในเมืองเล็กๆแห่งนี้ มีระดับพลังถึงขั้นหลอมปราณขั้นสมบูรณ์

ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ก็อยู่ราวๆขั้นกลาง คนที่ระดับพลังอยู่แค่ขั้นที่สามอย่างชายคนเมื่อครู่นี้ ถือว่าเป็นพวกที่ระดับต่ำมากแล้วด้วยซ้ำ

หากเขาคิดจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการแย่งชิงครั้งนี้...อย่างน้อยๆ ก็ต้องทะลวงขึ้นสู่ระดับเทพยุทธเสียก่อน

"ทุกอย่าง...แล้วแต่ท่านเลยเจ้าค่ะ"

หนิงเซียงรับคำอย่างว่าง่าย

หลังจากที่เนื้ออสูรประหลาดจำนวนมากลงไปอยู่ในท้อง เฉินซานซือก็ปิดประตูอย่างแน่นหนา แล้วเริ่มฝึกฝนวิชาอยู่ในลานบ้าน

การเดินทางครั้งนี้ เขานำทั้งคันธนูและหอกยาวติดตัวมาด้วย

แต่หอกที่นำมาไม่ใช่หอกลี่ฉวน แต่เป็นหอกพิเศษอีกเล่มหนึ่งที่หยิบออกมาจากคลังอาวุธโดยตรง…มันหลอมขึ้นจากโลหะดำทั้งด้ามเช่นกัน แต่มีกลไกที่สามารถถอดแยกชิ้นส่วนออกเป็นท่อนๆได้ และประกอบกลับเข้าไปใหม่เมื่อต้องการใช้งาน นับว่าสะดวกต่อการพกพาอย่างยิ่ง มันมีชื่อว่า ‘หอกทองเศียรพยัคฆ์’

ส่วนคันธนูเหล็กดำก็นำมาด้วยเช่นกัน

ทั้งหอกและคันธนูถูกเก็บไว้ในกล่องไม้กล่องเดียวกัน ซึ่งในยามปกติจ้าวจ้าวจะเป็นคนแบกไว้บนหลัง

[วิชา: หอกมังกรปกปักษ์ - เเก่นเเท้สวรรค์ (เริ่มต้น)]

[ความคืบหน้า: 401/500]

….

เฉินซานซือฝึกฝนไปจนถึงกลางดึก ร่างกายชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจนกระทั่งเขาวางหอกยาวลง แล้วถอนหายใจยาวๆออกมาเฮือกหนึ่ง

หนิงเซียงที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าเข้ามาช่วยซับเหงื่อให้ทันที

"เจ้าไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้" เฉินซานซือกล่าวเสียงเรียบ

"แม้ว่าเราจะมีพันธสัญญากันอยู่ แต่ขอเพียงเจ้าไม่ทรยศ ข้าก็จะไม่ใช้เรื่องนี้มาข่มขู่บังคับให้เจ้าทำอะไรทั้งสิ้น และเมื่อกลับไปถึงแล้ว ข้าก็จะยกเลิกพันธสัญญาให้เจ้าทันที"

เขาไม่ได้มีความสนใจในการกุมชะตาชีวิตของใครไว้ในกำมือ…ที่ต้องทำเช่นนี้ ก็เป็นเพียงเพราะไม่ไว้วางใจอีกฝ่าย จึงจำเป็นต้องมีหลักประกันเพื่อป้องกันตัวเองเท่านั้น

"ท่านแม่ทัพ...พูดจริงหรือเจ้าคะ?" หนิงเซียงแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

ในหอค้นหาเซียนนั้น...หากต้องการได้รับทรัพยากรที่แท้จริงจากเจ้าหอ ก็จำเป็นต้องลงนามในพันธสัญญาโลหิต ซึ่งไม่สามารถยกเลิกได้ตลอดชีวิต จุดประสงค์ก็เพื่อควบคุมคนผู้นั้นไว้ตลอดกาล

ในโลกนี้จะมีใครบ้าง...ที่พอได้ทาสที่ต้องยอมพลีชีพให้มาแล้ว ยังจะคิดยกเลิกพันธสัญญาให้?

นี่มันไม่ต่างอะไรกับแม่เล้าในหอคณิกาที่ยอมจ่ายเงินไถ่ตัวให้หญิงงามฟรีๆ…เรื่องดีๆแบบนี้จะมีอยู่บนโลกได้อย่างไรกัน?

"ข้าจำเป็นต้องหลอกเจ้าด้วยรึ?" เฉินซานซือตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

"และที่สำคัญ...จวนแม่ทัพก็จะยังคงให้ความคุ้มครองเจ้าต่อไป ไม่ใช่ว่าพอใช้ประโยชน์เสร็จแล้วก็จะเขี่ยเจ้าทิ้งไป เพราะฉะนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องมาคอยเอาอกเอาใจข้าเป็นพิเศษ แค่ทำหน้าที่ที่ควรทำก็พอแล้ว"

พูดจบ...เขาก็หันหลังกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง เพื่อเตรียมฝึกฝนวิชา《เคล็ดวิชาห้าธาตุ》ต่อ

"..."

หนิงเซียงได้แต่มองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาคู่สวยฉายแววหวั่นไหวระลอกหนึ่ง

…..

"พลังวิญญาณนี่มันช่างหมดเร็วจริงๆ!"

เฉินซานซือบ่นพรางหยิบหินวิญญาณระดับกลางออกมา

เมื่อเห็นว่าของที่ตุนไว้เริ่มร่อยหรอลงทุกที เขาก็รู้สึกเสียดายขึ้นมาจับใจ

ตูมมมม!!!

"เซียน!"

ในจังหวะที่เขากำลังจะเริ่มบำเพ็ญเพียรต่อนั้นเอง มันก็มีเสียงดังสนั่นดังขึ้นมาจากด้านนอก

"ไปดูกัน"

เฉินซานซือคว้าหอกขึ้นมาแล้วลุกขึ้นทันที

เขาไม่ได้จะไปดูเพราะความอยากรู้อยากเห็น แต่สถานการณ์ในตอนนี้มันแปลกประหลาดเกินไป เขาจำเป็นต้องรับรู้สถานการณ์รอบตัวอยู่ตลอดเวลา ถึงจะรู้ว่าควรรับมืออย่างไร…เเถมทิศทางของเสียง ยังดังมาจากข้างๆนี่เอง

หลังจากที่เขากระโดดขึ้นไปบนหลังคาของลานบ้าน ก็มองเห็นภาพของจุดเกิดเหตุได้อย่างชัดเจน

ณ ลานบ้านของโรงเตี๊ยมอีกแห่งหนึ่ง...ปรากฏร่างของชายชราผมขาวผู้หนึ่งสวมหน้ากากปีศาจยืนอยู่ ในมือของเขาถือหอกยาว ที่ใต้เท้าก็กำลังเหยียบร่างไร้วิญญาณของผู้บำเพ็ญเซียนคนหนึ่งอยู่

บนหลังคา...มีผู้บำเพ็ญเซียนอีกสี่คนยืนอยู่ จากคลื่นพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาจากร่างของพวกเขา คาดว่าน่าจะมีระดับพลังอยู่ราวๆขั้นหลอมปราณช่วงกลางหรือสูงกว่านั้น

หนึ่งในนั้นเป็นชายในชุดคลุมยาวสีขาว ในมือถือดาบคมเขียวเล่มหนึ่ง

สายลมยามค่ำคืนพัดพาชายเสื้อคลุมของเขาให้สะบัดไหว ท่วงท่าสง่างามองอาจ ราวกับเซียนดาบที่จุติลงมาจากสวรรค์...หรือจะพูดให้ถูกก็คือ สำหรับคนธรรมดาทั่วไปแล้ว เขาคือเซียนดาบอย่างแท้จริง

เซียนดาบผู้นั้นเริ่มตวาดถามชายชราหน้ากากปีศาจในลานบ้านด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"มารเฒ่า! เจ้ายังไม่รีบมอบ 'แก่นชีพจรวิญญาณ' ออกมาอีกหรือ!"

"หึๆ…อย่างพวกเจ้าจะทำอะไรข้าได้?" ชายชราหน้ากากปีศาจหัวเราะเยาะหยัน

"มารเฒ่า! เจ้าหนีไม่รอดแล้ว!" เซียนดาบข่มขู่

"ตอนนี้ทั่วทั้งตลาดต้าเจ๋อ เต็มไปด้วยประกาศจับของเจ้า! ตราบใดที่เจ้ายังไม่ยอมมอบแก่นชีพจรวิญญาณออกมา ผู้บำเพ็ญเซียนที่จะมาเพื่อสังหารเจ้า ก็จะมาเเบบหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย!"

"สหายฟางพูดถูกแล้ว" หญิงชราที่อยู่ข้างๆกล่าวเสริม

"ของล้ำค่าแห่งฟ้าดินเช่นนี้ เหตุใดเจ้าถึงคิดจะฮุบไว้คนเดียว? เจ้าคิดว่าตัวเองจะกินมันลงได้จริงๆรึ?"

"ใช่ๆๆ" ชายอีกคนที่สวมหมวกปีกกว้างเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มจนตาหยี

"ขอเพียงแค่ท่านยอมมอบแก่นชีพจรวิญญาณออกมา โลกแห่งผู้บำเพ็ญเซียนก็รับปากว่าจะมอบผลประโยชน์มหาศาลให้ท่านเป็นการตอบแทน เหตุใดจะต้องมาสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่งที่นี่ด้วยเล่า?"

"หรือว่า...เจ้าคิดจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับผู้บำเพ็ญเซียนทั่วทั้งใต้หล้าจริงๆ?!" ผู้บำเพ็ญเซียนคนสุดท้ายเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

"เหอะ!" ชายชราหน้ากากปีศาจเอ่ยขัดจังหวะ

"ข้อนี้... เจ้าพูดถูกเผงเลยทีเดียว"

"หาที่ตาย!"

วูบบบ—

ทันใดนั้น ดาบคมเขียวในมือของเซียนดาบก็ลอยคว้างขึ้นไปบนฟ้า ก่อนจะแยกจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ จนสุดท้ายกลายเป็นลำแสงดาบแปดสาย สาดส่องลงมาราวกับจะครอบคลุมฟ้าดิน เเละพุ่งเข้าใส่ร่างของมารเฒ่าที่อยู่ใจกลางลานบ้านอย่างรวดเร็ว

แต่เมื่อดาบมาถึง…ร่างที่เคยยืนอยู่ในลานบ้าน กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว

"สหายฟาง ระวัง!"

จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง!

เซียนดาบตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ

"เจ้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์! จะมีวิชาเหินหาวได้อย่างไร?!"

"ก็แค่วิชาตัวเบาเท่านั้นแหละ"

ตูมมมมมม—

หอกยาวในมือของมารเฒ่าหน้ากากปีศาจแทงสวนออกไป ในสายตาของเซียนดาบ... เขารู้สึกราวกับมีงูยักษ์ที่พร้อมจะกลืนกินสวรรค์พุ่งเข้าใส่ใบหน้า

เขารีบร่ายคาถาเรียกดาบทั้งแปดสายกลับมาป้องกัน แต่ทว่า...ลำแสงดาบเหล่านั้นกลับเปราะบางราวกับแก้วเมื่ออยู่ต่อหน้าหอกยาวเส้นนั้น

และหลังจากพวกมันแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ…ในชั่วพริบตา งูยักษ์ที่บ้าคลั่งก็ทะยานไปข้างหน้า ก่อนจะกัดเข้าที่ศีรษะของเซียนดาบจนขาดสะบั้น! คลื่นพลังที่เหลืออยู่...ยังซัดกระแทกจนกำแพงทั้งแถบพังทลายลงมาอีกด้วย

ในขณะเดียวกันนั้นเอง...ผู้บำเพ็ญเซียนที่สวมหมวกปีกกว้างก็รีบร่ายวิชาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระทืบเท้าลงบนพื้นหนึ่งครั้ง

ครืนนน!!!

ฉับพลัน ผืนดินโดยรอบก็เริ่มเคลื่อนไหวราวกับคลื่นทะเล และในชั่วพริบตามันก็ก่อตัวขึ้นเป็นคุกดินล้อมรอบร่างของชายชราหน้ากากปีศาจเอาไว้!

ด้วยโอกาสนี้ ผู้บำเพ็ญเซียนอีกคนหนึ่งก็ยกค้อนยักษ์ที่อาบไปด้วยสายฟ้าสีม่วงขึ้นสูง แล้วฟาดลงมาอย่างแรง!

ส่วนหญิงชราก็รวบรวมม่านหมอกพิษไว้เบื้องหน้า ก่อนจะแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นผีเสื้อสีดำนับไม่ถ้วนบินเข้าโจมตี

ทั้งสามคนร่วมมือกันอย่างรู้ใจและประสานงานกันได้อย่างยอดเยี่ยม

ทว่า...สิ่งที่ทุกคนเห็นก็คือคลื่นพลังมหาศาลระเบิดออกมาจากใต้กำแพงดินที่ห่อหุ้มร่างนั้นอยู่!

จากนั้น กำแพงดินก็เริ่มปริแตกเป็นเสี่ยงๆ ฝูงผีเสื้อที่เกิดจากหมอกพิษก็สลายหายไปในอากาศ ส่วนผู้บำเพ็ญเซียนที่ถือค้อนยักษ์นั้นยิ่งแล้วใหญ่... เขาถูกแรงระเบิดซัดจนกระเด็นลอยไปในอากาศ!

พร้อมกันนั้น หอกยาวเล่มหนึ่งก็พุ่งทะลุออกมาจากม่านฝุ่น ตรงเข้าจู่โจมที่หัวใจของผู้บำเพ็ญเซียนคนนั้นทันที!

แม้ระหว่างทางจะมีวิชาอีกหลายสายพุ่งเข้าสกัด แต่หอกเล่มนั้นก็ใช้เพียงพละกำลังล้วนๆ ทะลวงผ่านไปได้อย่างง่ายดาย และไล่ตามเป้าหมายไปด้วยความเร็วที่มิอาจต้านทาน!

ผู้บำเพ็ญเซียนที่ยังลอยอยู่กลางอากาศรีบขยี้ยันต์แผ่นหนึ่งออกมา…จากนั้น​มันก็แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสีทองหลอมรวมเข้ากับร่างของเขา ก่อนจะกลายเป็นปีกแสงคู่หนึ่ง

ด้วยปีกนี้ เขาสามารถทรงตัวอยู่กลางอากาศได้อย่างน่าเหลือเชื่อ!

ทันใดนั้น เขาก็คำรามลั่นเค้นพลังทั้งหมดในร่างปลดปล่อย​สายฟ้าสีม่วงพันรอบค้อนยักษ์ในมือ ก่อนจะฟาดเข้าใส่หอกยาวอย่างสุดแรง!

ตูมมมมม!

เสียงดังสนั่นราวกับฟ้าผ่าดังก้องไปทั่วบริเวณ หอกยาวหักสะบั้นลง...แต่ชายชราหน้ากากปีศาจกลับไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย!

ตรงกันข้าม ผูบำเพ็ญเซียนคนนั้นกลับมีเลือดทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด…ก่อนจะถูกชายชราหน้ากากปีศาจที่ตามมาทัน เเล้วต่อยเข้าที่ร่างจนแหลกไปครึ่งซีก!

ฉากนี้ทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนที่สวมหมวกปีกกว้างตกใจจนหน้าซีดเผือด

เขารีบยกมือขึ้นเสกหินยักษ์ก้อนหนึ่งพุ่งเข้าใส่ศัตรู ก่อนจะคิดหันหลังหนี...แต่น่าเสียดายที่มันสายเกินไปแล้ว

ชายชราหน้ากากปีศาจคว้าค้อนยักษ์ของผู้บำเพ็ญเซียนที่ตายไปขึ้นมาฟาดหินยักษ์จนแตกละเอียด จากนั้นก็ทะยานร่างลงมาจากฟ้า...ทุบผู้บำเพ็ญเซียนที่สวมหมวกปีกกว้างจนกลายเป็นเศษเนื้อ! จากนั้นก็ขว้างค้อนที่อัดแน่นไปด้วยพลังลมปราณมหาศาล...ไปยังหญิงชราที่หนีไปได้ไกลกว่าร้อยจั้ง!

ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด...ร่างของนางระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

กระบวนการทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นในเวลาเพียงแค่เจ็ดถึงแปดลมหายใจเท่านั้น…ผู้บำเพ็ญเซียนทั้งสี่คนก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปจนหมดสิ้น

ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดนี้...เฉินซานซือมองเห็นได้อย่างชัดเจน

ตลาดต้าเจ๋องั้นรึ?

หรือว่าจะเป็นชื่อสถานที่ในโลกของผู้บำเพ็ญเซียน?

มารเฒ่าผู้นี้ถูกโลกของผู้บำเพ็ญเซียนตามล่า...แสดงว่าเขาหนีออกมาจากที่นั่นงั้นรึ?

เขา…ช่างแข็งแกร่งอะไรเช่นนี้!

แต่เท่าที่ดูแล้ว เขาก็ยังคงเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ…เเต่พลังฝีมือกลับเหนือกว่าศิษย์พี่ใหญ่ลู่จี๋และคนอื่นๆไปไกลลิบ

ผู้บำเพ็ญเซียนระดับหลอมปราณขั้นสมบูรณ์เหล่านี้ ไม่อาจต้านทานได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว

หลังจากที่การต่อสู้จบลง...ชายชราหน้ากากปีศาจก็เริ่มค้นศพ เขาคลำหาอยู่บนร่างของคนทั้งสี่อยู่ครู่ใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ทันใดนั้น​ บนท้องฟ้ายามค่ำคืน...ก็เริ่มมีผู้บำเพ็ญเซียนเหาะเหินมามากขึ้นเรื่อยๆ

คาดคะเนด้วยสายตาแล้วน่าจะมีไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน และที่สำคัญพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาจากร่างของคนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่ง ยังแข็งแกร่งกว่าพวกที่เพิ่งตายไปเสียอีก

"ฮึ..."

ชายชราหน้ากากปีศาจยัดยาเม็ดสองสามเม็ดเข้าไปใต้หน้ากาก จากนั้นก็แบกค้อนขึ้นบ่า...ก่อนจะทะยานร่างหายลับไปในความมืด

ผู้บำเพ็ญเซียนกว่ายี่สิบคน...ล้วนมาเสียเที่ยว

….

หลังจาก​ดูจบ เฉินซานซือก็กลับเข้ามาในห้อง

"หนิงเซียง….เจ้ารู้หรือไม่ว่า 'แก่นชีพจรวิญญาณ' ที่พวกเขาพูดถึงคืออะไร?"

หนิงเซียงส่ายหน้าเบาๆ

"ฟังดูแล้ว...น่าจะเกี่ยวข้องกับพลังวิญญาณแห่งฟ้าดินเจ้าค่ะ"

"พลังวิญญาณแห่งฟ้าดิน..."

เฉินซานซือครุ่นคิด

ในโลกแห่งนี้จะมีพลังวิญญาณมาจากไหนกัน?

แล้วจะมีสมบัติล้ำค่าอะไร...ที่มีค่าพอให้ผู้บำเพ็ญเซียนมากมายขนาดนี้ยอมเดินทางจากโลกของผู้บำเพ็ญเซียนมายังโลกมนุษย์…เเละถึงขนาดต้องเสี่ยงชีวิตกันเเบบนี้

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร...เรื่องนี้ก็คงไม่ใช่สิ่งที่เขาจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ในตอนนี้

ตอนนี้ก็ยามสามแล้ว

หลังจากเกิดเรื่องวุ่นวายขนาดนี้ ก็คงไม่มีใครข่มตาหลับลงได้อีก

เฉินซานซือรออย่างเงียบๆจนกระทั่งฟ้าสาง เขาก็นำทางหนิงเซียงและจ้าวจ้าวมุ่งหน้าไปยังท่าเรือทันที

ยังไง…เขาต้องรีบออกจากสถานที่แห่งปัญหาแห่งนี้ให้เร็วที่สุด

………………

จบบทที่ บทที่ 225 : เส้นชีพจรวิญญาณฟื้นคืน

คัดลอกลิงก์แล้ว