- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 226 : ขึ้นเรือ
บทที่ 226 : ขึ้นเรือ
บทที่ 226 : ขึ้นเรือ
บทที่ 226 : ขึ้นเรือ
กว่าครึ่งหนึ่งของชาวบ้านในเมืองหนานหลิ่งเป็นชาวประมง
ดังนั้น... แม้จะเพิ่งยามเหม่า (05:00-06:59 น.) ท่าเรือก็คึกคักไปด้วยผู้คนมากมายแล้ว มีทั้งคนที่เตรียมจะออกทะเล และคนที่เพิ่งกลับมาจากการออกทะเลมาหลายวัน…บริเวณโดยรอบก็มีทหารทางการจำนวนมากคอยรักษาความสงบเรียบร้อย
ทุกคนต่างกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้…เรื่องที่เห็นเหล่าเซียนเหยียบดาบบินว่อนอยู่บนท้องฟ้า
สำหรับชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนห่างไกลแห่งนี้มาเกือบค่อนชีวิตแล้ว... มันเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากจริงๆ ไม่เพียงแค่นั้นยังมีข่าวลืออีกว่าทางการหนานซูกำลังจะส่งกองทัพใหญ่มาเจรจาด้วย
"หยุดนะ!"
"เจ้าพวกชาวบ้านชั้นต่ำ! กล้าดียังไงถึงลอบซ่อนปลาวิเศษไว้!"
"..."
ไม่ไกลนัก...มีชาวประมงคนหนึ่งที่เพิ่งกลับมาจากการออกทะเล เเต่ถูกทหารทางการหลายคนจับได้ว่าซ่อนปลาวิเศษไว้และพยายามจะนำติดตัวไป... เขาจึงถูกซ้อมอย่างหนักทันที
"ไม่มีเหตุผลเลย…พวกเราเป็นชาวประมงที่นี่มาหลายชั่วอายุคนแล้วนะ!"
"ตอนที่พวกเราไม่มีจะกิน ไม่มีใครเคยมาสนใจ…พอตอนนี้มีปลาวิเศษ! มีอสูรประหลาด! พวกแกก็มายึดเอาไปจนหมด!"
หลังจากสอบถามดูจึงได้ความว่าเมื่อไม่นานมานี้ ทางการหนานซูได้ส่งคนมาที่เมืองหนานหลิ่ง
จากนั้น​ก็เริ่มจากปิดภูเขาห้ามไม่ให้พรานท้องถิ่นเข้าไปล่าสัตว์ เเล้วก็ส่งคนมาที่ท่าเรือเพื่อยึดปลา โดยออกกฎว่าชาวประมงทุกคนจะต้องส่งมอบปลาวิเศษตามจำนวนที่กำหนดในแต่ละเดือนเพื่อเป็นภาษี และจะต้องขายให้ทางการเท่านั้น ส่วนเรื่องราคาน่ะหรือ...
ข้าราชการใจดำบางคน...ถึงกับไม่ให้แม้แต่เงินสักอีแปะเดียว เก็บเข้ากระเป๋าตัวเองไปทั้งหมด
สำหรับยอดฝีมือหรือผู้บำเพ็ญเซียนแล้ว ที่นี่อาจจะเป็นโอกาสครั้งใหญ่ในชีวิต…แต่สำหรับชาวบ้านในเมืองหนานหลิ่งแล้ว มันกลับกลายเป็นหายนะที่ไม่รู้ที่มาที่ไปเสียอย่างนั้น
….
เฉินซานซือเดินไปตามท่าเรือ พลางเอ่ยปากสอบถามเกี่ยวกับ "สุดขอบฟ้า"
แต่ทว่า ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างก็ส่ายหน้าเป็นพัลวัน บอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อสถานที่แห่งนี้มาก่อน เขาจึงต้องเปลี่ยนไปถามตรงๆว่ามีชาวประมงคนไหนรับจ้างพานคนออกทะเลบ้าง
ในช่วงแรก...พอผู้คนได้ยินค่าตอบแทนที่สูงลิบลิ่วก็พากันแสดงความสนใจอย่างกระตือรือร้น แต่พอได้ยินว่าเขาต้องการจะเดินทางต่อไปเรื่อยๆ…ทุกคนก็พากันตกใจกลัวจนหน้าถอดสี
เมื่อสอบถามอย่างละเอียดจึงได้ความว่าหากเดินทางออกทะเลไปจากที่นี่เป็นระยะทางสี่พันลี้ ก็จะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
เพราะทะเลที่อยู่ไกลออกไปกว่าสี่พันลี้นั้น...ถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกหนาทึบ เรือลำไหนที่แล่นเข้าไป ก็จะไม่ได้กลับออกมาอีกเลย
"ม่านหมอกหนา..."
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินซานซือก็ยิ่งมั่นใจว่าการเดินทางครั้งนี้มาถูกทางแล้ว
และจากที่ได้ฟังมา มันให้ความรู้สึกราวกับว่าโลกใบนี้ถูกโลกของผู้บำเพ็ญเซียนใช้กลไกบางอย่างกั้นเอาไว้โดยเฉพาะ
เขายังคงเดินหน้าสอบถามเกี่ยวกับ "สุดขอบฟ้า" ต่อไป...ในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ การมีคนที่มีประสบการณ์นำทางย่อมดีที่สุด
เขาเดินถามไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงตอนเที่ยงวัน... ในที่สุดก็มีชายชราคนหนึ่งบอกว่าพอจะรู้เรื่องอยู่บ้าง
"สุดขอบฟ้างั้นรึ..."
ชายชราทอดสายตามองไปยังมหาสมุทรที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ก่อนจะกล่าวว่า
"เมื่อห้าสิบปีก่อน มีชาวยุทธ์จำนวนไม่น้อยมาที่เมืองของเราแห่งนี้ พวกเขาก็พูดเหมือนกันว่าจะไปที่ที่เรียกว่าสุดขอบฟ้านี่แหละ"
"ในตอนนั้น...พวกเขาจ้างให้พ่อของข้าเป็นคนขับเรือให้ แล้วก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย"
"ท่านจอมยุทธ์...เฒ่าชราคนนี้ขอเตือนท่านสักคำเถอะนะ...ท่านอย่าได้คิดสั้นเลย"
ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่ยอมนำทางให้เด็ดขาด
ถึงแม้ว่าเฉินซานซือจะเสนอราคาให้สูงแค่ไหน เขาก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธ…แต่ก็ยินดีที่จะขายเรือให้ ทว่า
เฉินซานซือมาคิดดูอีกที ขนาดชาวประมงเฒ่าที่มีประสบการณ์โชกโชนยังไม่สามารถรับมือกับม่านหมอกนั้นได้...
อีกทั้ง เขาก็รู้เพียงแค่ทิศทางคร่าวๆ ของ "สุดขอบฟ้า" เท่านั้น หากต้องขับเรือออกไปตามหาในทะเลอันกว้างใหญ่นี้ด้วยตัวเองจริงๆ…ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาไปถึงเมื่อไหร่กัน
"สหายเต๋า...ท่านคงจะเป็นผู้ตามหาเซียนสินะ?" ทันใดนั้น เสียงชราภาพก็ดังขึ้นข้างหู
เฉินซานซือหันกลับไป ก็พบว่าเป็นชายชราผู้บำเพ็ญเซียนที่จูงลาไปซื้อเหล้า...ของบางอย่างมันแสร้งทำกันไม่ได้อยู่แล้ว ไหนๆตัวเขาเองก็ใช้สถานะปลอมอยู่แล้ว จึงไม่ได้ปฏิเสธออกไป
"ใช่แล้ว"
"ถ้าอย่างนั้น...สหายเต๋าก็ไม่ต้องเหนื่อยเปล่าแล้วล่ะ" ชายชรากล่าวด้วยรอยยิ้ม
"โลกใบนี้มีอาคมที่มหาปราชญ์ในยุคโบราณร่ายกั้นเอาไว้ เรือของสามัญชนน่ะ...ไม่สามารถเดินทางไปถึงสุดขอบฟ้าได้หรอก สหายเต๋าหากดันทุรังบุกเข้าไปในม่านหมอกนั่นล่ะก็มีโอกาสเก้าในสิบส่วนที่จะต้องจบชีวิตลงที่นั่น...ดังนั้นอย่าได้เสียแรงเปล่าเลย"
"เว้นเสียแต่ว่า..." เขาเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน
"เว้นเเต่ว่าสหายเต๋าจะมอบหินวิญญาณให้ข้าสักสองก้อน... เรามาเป็นสหายกัน แล้วข้าจะชี้ทางสว่างให้ท่าน”
“เป็นอย่างไรเล่า?”
หินวิญญาณสองก้อน…
หากไม่นับหินวิญญาณระดับ​กลางที่ยังไม่คิดจะใช้ในตอนนี้...ทรัพย์สินทั้งหมดที่เฉินซานซือมีอยู่ก็คือหินวิญญาณระดับ​ต่ำเจ็ดก้อน...สองก้อนก็เท่ากับเกือบหนึ่งในสามของทั้งหมดแล้ว มันช่างน่าเจ็บใจเสียจริง
แต่จากการที่เขาตระเวนถามมาครึ่งค่อนวัน...ก็แทบจะมั่นใจได้เลยว่าหากไม่มีใครช่วย มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะเดินทางไปถึงสุดขอบฟ้า
สุดท้าย...เขาก็ทำได้เพียงต่อรองกับอีกฝ่าย
"สหายเต๋าพูดจริงรึ?"
"ก็แค่หินวิญญาณสองก้อนเท่านั้น... เฒ่าชราผู้นี้ไม่หลอกท่านหรอก"
"เเต่สหายเต๋ารีบๆตัดสินใจเข้าเถอะ...เวลามันไม่คอยท่าใครนะ"
"ตกลง!" เฉินซานซือไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
สุดท้าย​ ก็ได้แต่ใช้หินวิญญาณสองก้อนนี้เสี่ยงดวงดูสักตั้ง
"หึๆ~"
ชายชรายื่นมือที่เหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้แห้งออกไปข้างหน้า...แล้วคว้าหินวิญญาณเข้าไปเก็บไว้ในแขนเสื้อ
"สหายเต๋า..." เฉินซานซือแสร้งทำท่าเสียดาย
"ข้ามีหินวิญญาณอยู่แค่สี่ก้อนเท่านั้น...นี่เท่ากับว่าข้าให้ท่านไปเกือบทั้งหมดแล้วนะ"
"วางใจได้" ชายชรากล่าวอย่างไม่รีบร้อน
"เฒ่าชราผู้นี้ไม่หลอกท่านหรอก... เฒ่าชราผู้นี้แซ่ม่อ นามว่าม่อจู๋... ท่านจะเรียกข้าว่าเฒ่าม่อเฉยๆก็ได้"
"ข้าน้อยแซ่จาง นามว่าหัว" เฉินซานซือแนะนำตัวเอง
"ท่านจะเรียกข้าว่าจางหัวก็ได้"
"ได้เลย สหายจาง...งั้นเราก็เดินไปคุยไปกันเถอะ"
ม่อจู๋จูงลาเดินเล่นไปตามชายหาดกับเฉินซานซือ…ทันใดนั้นเขาก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือความรู้สึกบางอย่าง
"คิดไม่ถึงจริงๆว่าคราวนี้ที่ประตู​เซียนเปิด…จะมีคนจากโลกมนุษย์มากมายขนาดนี้ต้องการเดินทางไปยังโลกของผู้บำเพ็ญเซียน"
"โอ้?"
"คนเยอะมากเลยหรือ?" เฉินซานซือเอ่ยถาม
"เยอะสิ เยอะมาก...ตอนนี้ทุกคนก็ไปรวมตัวกันอยู่ที่สุดขอบฟ้านั่นแหละ บางคนก็ถือแผ่นหยกไว้ในมือเพื่อรอให้ประตู​เซียนเปิด บางคนก็คุกเข่าอ้อนวอนขอให้เซียนรับเป็นศิษย์" ม่อจู๋อธิบายอย่างไม่รีบร้อน
"แล้วก็ไม่ใช่แค่คนจากแคว้นซูของพวกท่านเท่านั้นนะ แต่เป็นคนจากทั่วทั้งเก้าทวีปเลยทีเดียว ตอนนี้พวกเขา​ต่างก็ไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่นหมดแล้ว"
"ห้าสิบปี..."
"ผู้อาวุโส...ข้าขอเรียนถามว่าเหตุใดประตูสู่โลกของผู้บำเพ็ญเซียนถึงได้เปิดออกเพียงแค่ห้าสิบปีต่อหนึ่งครั้งเท่านั้น?" เฉินซานซือเอ่ยถามต่อ
ในเมื่อเขาเสียหินวิญญาณไปแล้ว ก็ต้องถามให้คุ้มค่าที่สุด
"เรื่องนี้มันยาวนานมาก~"
ม่อจู๋ก็ไม่ได้หวงความรู้แต่อย่างใด
"เฒ่าชราผู้นี้ก็อ่านเจอในตำรามาเหมือนกัน ได้ยินมาว่า...ในยุคบรรพกาล หลังจากสงครามเทพมารครั้งใหญ่ เส้นชีพจรวิญญาณที่เป็นต้นกำเนิดของพลังวิญญาณระหว่างสวรรค์​เเละปฐพี​ได้ถูกทำลายลง”
“เเละมันไม่เพียงแต่จะทำให้พลังวิญญาณลดลงอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่มันยังก่อให้เกิดพลังงานที่ปนเปื้อนต่างๆนานาขึ้นมาสร้างมลทินให้กับโลกใบนี้ด้วย”
“มันก็เหมือนกับโรคระบาดในโลกมนุษย์นั่นแหละ ถ้าไม่รีบยับยั้งไว้ มันก็จะลุกลามไปทั่วทุกหนทุกแห่ง”
"ดังนั้น...เหล่ามหาปราชญ์ในยุคบรรพกาลจึงได้ลงมือ ปิดตายสถานที่เหล่านั้นทั้งหมด"
"นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา...หากคนจากโลกมนุษย์ต้องการจะเดินทางไปยังโลกของผู้บำเพ็ญเซียน ก็จะต้องผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายเท่านั้น...ซึ่งก็คือสิ่งที่พวกท่านเรียกว่า 'ประตู​เซียน' นั่นเอง"
"ข้อจำกัดนี้เป็นข้อจำกัดเพียงฝ่ายเดียว... สำหรับผู้บำเพ็ญเซียนอย่างพวกเราแล้วไม่มีผลอะไรหรอก... แต่แน่นอนว่าปกติถ้าไม่มีธุระอะไรเราก็ไม่กลับมาที่โลกมนุษย์หรอกนะ ที่ท่านเห็นพวกเรามากันในตอนนี้น่ะ... เป็นเพราะว่า"
"โลกใบนี้ของพวกท่าน...พลังวิญญาณกำลังจะฟื้นคืนแล้ว"
"พลังวิญญาณฟื้นคืน?" เฉินซานซือเบิกตา​กว้าง​เเล้วเริ่มครุ่นคิดในใจ
'ถ้าพลังวิญญาณจะฟื้นคืน... งั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องลำบากไปที่สุดขอบฟ้าแล้วน่ะสิ'
"ใช่แล้ว…ความเสียหายที่เกิดจากสงครามครั้งใหญ่ในยุคบรรพกาลกำลังจะได้รับการซ่อมแซม"
"สถานที่ที่ถูกปิดตายเหล่านี้...ทุกๆ ช่วงระยะเวลาหนึ่งจะมีโอกาสที่จะซ่อมแซมตัวเองได้…และก่อให้เกิดเส้นชีพจรวิญญาณสายใหม่ขึ้นมาได้"
ม่อจู๋เดาความคิดของเขาออก จึงรีบเล่าต่อ
"ท่านเลิกคิดไปได้เลย... เส้นชีพจรวิญญาณเป็นเส้นชีพจรแห่งสวรรค์​เเละโลกที่ฟื้นคืนได้ช้าที่สุด อย่างน้อยๆก็ต้องใช้เวลากว่าร้อยปี...หากท่านจะรออยู่ที่นี่จนถึงตอนนั้นล่ะก็... เกรงว่าคงจะกลายเป็นเถ้าธุลีไปเสียก่อนแล้วล่ะ~”
“ทางเลือกที่ดีที่สุด...ก็คือเดินทางไปยังตลาดต้าเจ๋อที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วหาเส้นชีพจรวิญญาณสักสายหนึ่งเพื่อใช้ในการบำเพ็ญเพียร”
ร้อยปี… เฉินซานซือคงรอไม่ไหวจริงๆนั่นแหละ เขาจึงถามเรื่องอื่นต่อ
"ถ้าเช่นนั้นแล้ว...ที่เหล่าสหายเต๋าเดินทางมาที่นี่กันเป็นเพราะเหตุใดรึ?"
"ในโลกของผู้บำเพ็ญเซียน โดยทั่วไปแล้ว สำนักไหนที่พบเส้นชีพจรวิญญาณก่อน...ก็จะได้เป็นเจ้าของ" ม่อจู๋กล่าว
"เมื่อไม่นานมานี้ที่ตลาดต้าเจ๋อได้มีการติดประกาศรางวัล ใครก็ตามที่สามารถหาตำแหน่งที่เส้นชีพจรวิญญาณจะฟื้นคืนได้ ก็จะได้รับสมุนไพรสวรรค์สำหรับปรุงยาเม็ดสร้างรากฐานเป็นการตอบแทน... และก่อนที่เส้นชีพจรวิญญาณแต่ละสายจะถือกำเนิดขึ้น ก็จะก่อให้เกิด 'แก่นชีพจรวิญญาณ' ขึ้นมาก่อนหนึ่งตน... มีเพียงการตามแก่นชีพจรวิญญาณไปเท่านั้น ถึงจะสามารถหาตำแหน่งของเส้นชีพจรวิญญาณได้"
"ถ้าเช่นนั้น..." เฉินซานซือพยักหน้าเข้าใจ
"สหายเต๋าก็มาที่นี่เพื่อตามหาแก่นชีพจรวิญญาณไปแลกรางวัลเหมือนกันสินะ? มิน่าเล่าเมื่อคืนนี้...มารเฒ่าหน้ากากปีศาจถึงได้ถูกล้อมโจมตี... คงจะเป็นเพราะแก่นชีพจรวิญญาณอยู่ในมือของเขานั่นเอง"
“เฒ่าชราผู้นี้พลังฝีมือต่ำต้อย จะไปสู้กับคนพวกนั้นได้อย่างไรกัน ข้าก็แค่มาหาของตกหล่นเท่านั้นแหละ...ทุกครั้งที่พลังวิญญาณฟื้นคืน ก็จะมีอสูรวิญญาณปรากฏตัวขึ้นมาบ้าง เอาไปขายก็พอจะได้หินวิญญาณมาบ้าง”
“ส่วนเรื่องมารเฒ่าที่ท่านพูดถึงน่ะ...”
พอพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของม่อจู๋ก็เจือความหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด
"มันเป็นคนบ้า!"
"คนบ้า?"
"เหตุใดจึงพูดเช่นนั้น?"
ม่อจู๋มองไปรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นแล้ว จึงกล่าวต่อ
"มารเฒ่าหน้ากากปีศาจคนนั้น... เขาพบแก่นชีพจรวิญญาณมาได้หลายสิบวันแล้ว แต่กลับไม่ยอมนำไปรับรางวัลที่ตลาด”
“เขาเอาเเต่ซ่อนตัวอยู่คนเดียว... ก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่...พอคนจากสำนักในตลาดไปหาเขาเพื่อขอซื้อ ก็คุยกันไม่รู้เรื่อง...สุดท้ายจนปัญญาจริงๆ ถึงได้ลงมือ...แล้วจากนั้นมันก็เริ่มฆ่าคนไม่เลือกหน้า”
"ข้าคิดไม่ตกจริงๆ ว่าการได้แก่นชีพจรวิญญาณมาแล้วแต่ไม่ยอมไปรับรางวัลเนี่ย มันจะมีประโยชน์อะไร"
"เขาตัวคนเดียว ไม่มีสำนักไหนหนุนหลัง...หรือว่ามันคิดจะฮุบเส้นชีพจรวิญญาณทั้งสายไว้คนเดียวงั้นรึ?"
"ทำตัวแปลกประหลาดขนาดนี้เชียว?" เฉินซานซือพึมพำ​
"เขาเป็นใครมาจากไหนกัน?"
"ไม่รู้สิ"
"รู้แต่ว่าเคยปรากฏตัวที่ตลาดเมื่อหลายปีก่อน...แล้วก็เพิ่งจะมาปรากฏตัวอีกทีเมื่อไม่นานมานี้”
“คนผู้นี้ก็ไม่เหมือนกับท่านและข้า... เขาฝึกแต่วรยุทธ์ ไม่บำเพ็ญเพียร... ข้าไม่คิดจะไปยุ่งกับเขาหรอก...กะว่าจะเดินเล่นอีกสักสองสามวัน ถ้ายังหาของตกหล่นไม่ได้ก็จะกลับแล้ว”
"โปรดจำไว้…คืนนี้ยามจื่อ (23:00-00:59 น.) ท่านจงมาที่นี่"
"ถึงตอนนั้นจะมีเรือใหญ่ลำพิเศษมารับผู้บำเพ็ญเซียนอย่างพวกเรากลับ...แต่ทุกคนจะต้องจ่ายค่าเรือคนละหนึ่งก้อนหินวิญญาณ...ท่านเตรียมของท่านไว้ให้พร้อมแล้วกัน"
ต้องใช้อีกก้อนหนึ่ง...
มันเป็นอย่างที่ซุ่นจื่อบอกจริงๆ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องใช้หินวิญญาณทั้งนั้น
ถ้ามันไม่ไหวจริงๆ...เขาก็คงต้องยอมทุบหินวิญญาณระดับกลางก้อนนั้นแล้วล่ะ...แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะแลกได้เท่าไหร่
"ถ้าเช่นนั้น...ก็ต้องขอบคุณสหายเต๋ามากแล้ว" เฉินซานซือประสานมือคารวะ
"รับเงินคนอื่นแล้วก็ต้องทำงานให้เขาสิ…สหายเต๋าจะเกรงใจไปใยเล่า?”
“ว่าแต่ว่านะ...อันที่จริง ข้าก็เป็นนักร่ายยันต์ สหายเต๋าสนใจจะซื้อยันต์สักสองสามแผ่นไว้ป้องกันตัวไหมล่ะ? ของข้าราคาถูกนะ ไม่หลอกลวงทั้งเด็กและผู้ใหญ่”
"ขออภัยสหายเต๋าด้วย ท่านก็รู้ว่าข้าน้อยมาจากโลกมนุษย์…ข้าจะไปมีหินวิญญาณมากมายขนาดนั้นได้อย่างไรกัน? ทั้งตัวมีอยู่แค่สี่ก้อนเท่านั้น ถ้าใช้ไปอีกก็ไม่เหลือแล้วจริงๆ"
"ไว้ในอนาคตหากมีความจำเป็น ข้าน้อยจะมาซื้อจากสหายเต๋าอย่างแน่นอน"
"ถ้าอย่างนั้น...วันนี้ท่านก็อย่าลืมมาให้ตรงเวลาล่ะ"
"ถ้ามาช้าพวกเขาไม่รอท่านหรอกนะ" เฒ่าม่อเอ่ยเตือน
"แน่นอน"
เฉินซานซือไม่ได้สนทนาต่ออีก ข้อมูลที่ได้มาก็มากพอแล้ว
เขาจำเป็นต้องตรวจสอบจากหลายๆ ทางอีกครั้งว่ามันเป็นความจริงหรือไม่
เรือ...ไม่ใช่ว่าจะสามารถ​ขึ้นไปส่งเดชได้
แล้วยังมีเรื่องพลังวิญญาณฟื้นคืนอีก...
เรื่องราวต่างๆมันช่าง เริ่มน่าเหลือเชื่อเสียจริง
ถ้าหากที่นี่มีเซียนมารวมตัวกันเพราะพลังวิญญาณฟื้นคืน...แล้วสถานการณ์ที่เมืองเหลียงโจวล่ะเป็นอย่างไรบ้าง?
มารเฒ่าหน้ากากปีศาจคนนั้น... เขาคิดจะทำอะไรกันแน่?
พร้อมกับความคิดมากมายที่ผุดขึ้นในหัว...เขากลับมาถึงโรงเตี๊ยม และได้พบกับหนิงเซียงที่แยกย้ายกันไปสืบข่าวเมื่อครู่นี้
…
"คุณชาย...งั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะเจ้าคะ~"
ที่หน้าประตูโรงเตี๊ยม...ปรากฏว่าหนิงเซียงกำลังสนทนาอยู่กับคุณชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง
ไม่เพียงแค่นั้น...หนิงเซียงในตอนนี้ หาใช่หญิงงามมากเสน่ห์แห่งหอคณิกาในวันวานไม่
บนใบหน้าของนางมีผ้าโปร่งสีม่วงปิดบังไว้ กิริยาท่าทางในการพูดจาล้วนสง่างามอย่างหาที่เปรียบมิได้ ราวกับคุณหนูจากตระกูลใหญ่
แต่ทว่า... ภายใต้ผ้าโปร่งที่บดบังนั้นกลับเผยให้เห็นความงามอันเลือนรางราวกับอยู่ในม่านหมอก เพิ่มความเป็นเทพเซียนให้กับนางอีกหลายส่วน...ให้ความรู้สึกราวกับนางฟ้าที่จุติลงมาจริงๆ
คุณชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงข้ามนาง... แม้บนใบหน้าจะยังคงรักษามารยาทไว้อย่างครบถ้วน แต่ดวงตาทั้งสองข้างกลับไม่อาจซ่อนความตะลึงงันไว้ได้มิด บนใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจง...ขณะพูดคุย มุมปากของเขาดูราวกับจะมีน้ำลายไหลออกมาได้ทุกเมื่อ
"คุณหนูหนิงเซียง... ท่าน ท่านต้องมาให้ได้นะ”
“ถ้าอย่างนั้น...แล้วเราค่อยพบกันใหม่นะ!”
"เอ๊ะ~" เมื่อเขาหันกลับมาก็เห็นเฉินซานซือพอดี
"ท่านผู้นี้คือ..."
"คุณชายหลิว...ท่านผู้นี้คือพี่ชายของข้าเจ้าค่ะ"
"ไม่ทราบว่า...พอจะเพิ่มได้หรือไม่เจ้าคะ"
"ได้สิ! แน่นอนว่าต้องได้!"
คุณชายหลิวประสานมือคารวะ
"สหายเต๋าท่านนี้ในเมื่อเป็นพี่ชายของคุณหนูหนิงเซียง ก็ย่อมเป็นสหายของข้าด้วยเช่นกัน! คืนนี้ยามจื่อก็ตามขึ้นเรือมาพร้อมกันได้เลย...ค่าเรือข้าเลี้ยงเอง!"
"คุณชาย...ทำเช่นนี้จะดีหรือเจ้าคะ" หนิงเซียงเอ่ยปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
"ขัาเพียงแค่จะขอเดินทางไปด้วยกันได้หรือไม่...เเต่จะให้คุณชายออกเงินให้ได้อย่างไรกันเจ้าคะ"
"ไม่เป็นไรน่า...ก็แค่หินวิญญาณไม่กี่ก้อนเท่านั้นเอง!" คุณชายหลิวตบอกอย่างภาคภูมิใจ
"ตกลงตามนี้นะ! ข้าขอตัวก่อนล่ะ!"
พูดจบ เขาก็รีบร้อนจากไปทันที
….
"เป็นอย่างไรบ้างล่ะ...ท่านพี่~"
ทันทีที่กลับเข้ามาในลานบ้าน หนิงเซียงก็กลับคืนสู่ร่างหญิงงามยั่วยวนในทันที
"ข้าก็พอจะมีประโยชน์อยู่บ้างใช่ไหมล่ะเจ้าคะ? ตอนนี้ทุกอย่างจัดการเรียบร้อยแล้ว"
"เจ้าไม่ได้ใช้วิชาลวงตาอะไรกับเขาหรอกนะ?" เฉินซานซือกล่าวอย่างระแวดระวัง
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ...ก็เท่ากับว่าไปหาเรื่องตายดีๆนี่เอง
ที่นี่ไม่เหมือนกับโลกมนุษย์...ต่อให้ผู้บำเพ็ญเซียนจะโดนวิชาเข้าไป ก็เกรงว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ในไม่ช้า...ถึงตอนนั้นเรื่องจะยุ่งยากกว่าเดิม
"ข้าจะโง่ขนาดนั้นได้อย่างไรกัน" หนิงเซียงทำเสียงขึ้นจมูกอย่างแง่งอน
"วางใจเถอะเจ้าค่ะ ข้าใช้เสน่ห์ล้วนๆ ผู้บำเพ็ญเซียนก็ไม่เห็นจะวิเศษวิโสไปกว่ากันเท่าไหร่ ดูท่าแล้ว...ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายที่ไหน หรือมีสถานะอะไร ก็ล้วนเป็นพวกตัณหาจัดทั้งนั้นแหละ”
“จ้าวจ้าว...เจ้าก็หัดดูไว้ซะนะ”
จ้าวจ้าวพยักหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ
ส่วนเฉินซานซือได้แต่พึมพำอย่างเซ็งๆ
แค่ไปสืบข่าว เขาก็เสียหินวิญญาณไปตั้งสองก้อนแล้ว
เเต่พอเปลี่ยนมาเป็นหนิงเซียง...ไม่เพียงแต่จะไม่ต้องเสียอะไรเลย กลับยังมีคนเสนอจะให้หินวิญญาณฟรีๆอีกต่างหาก และที่สำคัญที่สุดก็คือ... เธอยังไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ล่วงเกินทางวาจาแม้แต่น้อย เป็นแค่การสนทนาปกติธรรมดาๆเท่านั้น
ไอ้หมอนั่น…มันจะโง่ขนาดนั้นเลยรึ?
ช่างมันเถอะ...แลกเปลี่ยนข้อมูลกันก่อนดีกว่า
หลังจากที่แลกเปลี่ยนข้อมูลกันแล้ว...พวกเขาก็ได้ข้อสรุปว่าคำพูดของเฒ่าม่อนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก
พลังวิญญาณของที่นี่กำลังจะฟื้นคืนจริงๆ และถ้าหากต้องการจะเดินทางไปยังสุดขอบฟ้า ก็จำเป็นต้องอาศัยเรือของผู้บำเพ็ญเซียนเท่านั้น
ถ้าหากนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ...
เมื่อห้าสิบปีก่อน...การจะเดินทางไปยังสุดขอบฟ้าคงจะยากเย็นกว่านี้เป็นร้อยเท่า
…..
ในคืนนั้นเอง
ทั้งสามคนก็เก็บข้าวของเตรียมพร้อม และเดินทางมาถึงท่าเรือในยามจื่อ (23:00-00:59 น.) ตรงตามเวลา
ที่นี่...มีผู้บำเพ็ญเซียนจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่ก่อนแล้ว
"สหายจางก็จะไปเหมือนกันรึ?"
"รีบไปเถอะน่า พวกเรามันก็แค่ผู้บำเพ็ญเซียนพเนจร มาที่นี่ก็เพื่อรางวัลนำจับ จะอยู่สู้ตายไปทำไมกัน?"
"ใช่แล้ว...เรื่องเส้นชีพจรวิญญาณน่ะ ก็ปล่อยให้คนที่ควรจะกังวลเขากังวลกันไปเถอะ"
"ข้ามาเที่ยวนี้...อย่างน้อยๆ ก็เก็บอสูรวิญญาณได้สองตัวล่ะนะ"
"ฮ่าๆๆๆ! ข้าใช้ก้อนหินกองหนึ่ง... หลอกซื้อปลาวิเศษมาได้ตัวหนึ่งเลยเว้ย!"
ผู้บำเพ็ญเซียนที่เมื่อวานนี้ใช้วิชาลวงตาซื้อปลาวิเศษไป แล้วยังใช้กำลังข่มขู่ไม่ให้เฉินซานซือเปิดโปงและห้ามประมูลราคาก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน
แต่เมื่อเฉินซานซือสังเกตเห็นเขา ก็ทำเป็นไม่สนใจไปเสีย
ทุกคนรออยู่ที่เดิมประมาณครึ่งชั่วยาม...ก็เห็นผู้บำเพ็ญเซียนร่างท้วมคนหนึ่งเหาะเข้ามา
"สหายซู...ท่านมาเสียที นี่เรายังจะรออะไรอยู่อีก? รีบเปิดเรือส่งพวกเราไปได้แล้ว"
"..."
ซูโหย่วเลี่ยงมองพวกเขา แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงแหลมเล็ก
"สหายเต๋าทุกท่านรีบร้อนจะไปกันขนาดนี้เลยรึ? ไม่คิดจะรออีกหน่อยจริงๆหรือ? แค่ให้เบาะแสของแก่นชีพจรวิญญาณ ก็จะได้รับรางวัลเป็นหินวิญญาณจำนวนมากแล้วนะ"
"ก็กลัวว่าจะมีปัญญารับของ...แต่ไม่มีปัญญาใช้น่ะสิ!"
"เมื่อคืนนี้สหายเต๋าที่ตามไปไล่ล่ามารเฒ่านั่น ก็ตายไปอีกห้าคนแล้ว...ตอนนี้ใครจะยังกล้าไปไล่ล่ามันอีก?"
"ผู้บำเพ็ญเซียนอย่างพวกเรา...ทางที่ดีอย่าไปสู้รบฆ่าฟันกันเลยจะดีกว่า"
"ใช่ๆๆ"
"..."
"เอาเถอะ...แล้วแต่พวกท่านแล้วกัน"
ฉังพลัน…ในฝ่ามือของซูโหย่วเลี่ยงก็ปรากฏเรือจิ๋วที่แกะสลักจากลูกวอลนัทขึ้นมาลำหนึ่ง
เขาโยนมันลงไปในทะเล...เกิดแสงวิญญาณวาบขึ้นในอากาศ และเมื่อมันตกลงสู่ผิวน้ำ ก็กลายเป็นเรือลำใหญ่ของจริงขึ้นมาทันที
เขาเหลือบมองทุกคน แล้วกล่าวว่า
"กฎเดิม...คนละหนึ่งก้อนหินวิญญาณ"
"ข้าเองๆ!" คุณชายหลิวรีบจะควักหินวิญญาณออกมา
"ไม่จำเป็น!"
เฉินซานซือชิงจ่ายหินวิญญาณสามก้อนออกไปก่อนที่คุณชายแซ่หลิวคนนั้นจะได้จ่าย
ได้ข้อมูลจากปากของคนผู้นี้มาก็เพียงพอแล้ว... หากใช้หินวิญญาณของเขาจริงๆ ในอนาคตไม่รู้จะต้องไปพัวพันกับบุญคุณความแค้นอะไรอีก
"สหายเต๋า...ท่านนี่ช่างเป็นคนตรงไปตรงมาเสียจริง!"
"..."
ไม่นาน...ทุกคนก็จ่ายค่าเรือจนครบ
และก่อนที่จะขึ้นเรือก็ยังต้องมีการตรวจสอบสถานะอีกด้วย
ด้วยสถานะคนธรรมดาที่มาตามหาเซียนของเฉินซานซือ และมีเฒ่าม่อช่วยอธิบายให้...เขาก็สามารถขึ้นเรือได้อย่างราบรื่น...หินวิญญาณสองก้อนที่เสียไปก็ไม่นับว่าสูญเปล่า
สภาพแวดล้อมภายในเรือดีมาก ผู้บำเพ็ญเซียนแต่ละคนมีห้องพักเล็กๆเป็นของตัวเอง
เขาเป็นคนท้ายๆที่ขึ้นเรือ ตำแหน่งห้องพักจึงอยู่ที่ท้ายสุดของท้องเรือ
เเต่ทันทีที่เขากำลังจะหาที่นั่ง...เขากลับมองเห็นคลื่นพลังลมปราณจากห้องข้างๆวาบขึ้นมาแวบหนึ่ง...ก่อนที่พลังวิญญาณอีกสายหนึ่งจะดับวูบลงทันที
"..."
มีคนฆ่ากัน…ให้ตายเถอะ!
เฉินซานซือค่อยๆโคจรพลังลมปราณในร่าง เตรียมพร้อมที่จะร่ายวิชาป้องกันตัว และพยายามสร้างความวุ่นวายเพื่อเรียกผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นๆในเรือมาช่วย
ขณะเดียวกันก็เตรียมพร้อมที่จะหนีทุกเมื่อ
….
ในขณะเดียวกันนั้นเอง...ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
"เอ๊ะ~ แปลกจริง…”
"วิชาตรวจสอบของผู้บำเพ็ญเซียนสามารถมองเห็นได้แค่พลังวิญญาณ...เมื่อครู่เฒ่าชราผู้นี้อุตส่าห์ใช้แค่พลังลมปราณในการสังหารคน... และไม่ได้ทำให้เกิดเสียงแม้แต่น้อย...เจ้าหนูอย่างแกกลับยังสัมผัสได้งั้นรึ?
"เฒ่าชราผู้นี้กับเจ้าไม่ได้มีบุญคุณความแค้นต่อกัน...จะไม่ลงมือกับเจ้าหรอก”
"เจ้าเองก็ไม่ได้มีบุญคุณความแค้นอะไรกับเฒ่าชราผู้นี้เช่นกัน”
"ถ้าอย่างนั้น...เราต่างคนต่างไม่ส่งเสียง พอเรือถึงที่หมายแล้วข้าก็จะจากไปเอง”
"ต่างคนต่างให้ความสะดวกแก่กัน...ตกลงใหม?"
…………………..