เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 226 : ขึ้นเรือ

บทที่ 226 : ขึ้นเรือ

บทที่ 226 : ขึ้นเรือ


บทที่ 226 : ขึ้นเรือ

กว่าครึ่งหนึ่งของชาวบ้านในเมืองหนานหลิ่งเป็นชาวประมง

ดังนั้น... แม้จะเพิ่งยามเหม่า (05:00-06:59 น.) ท่าเรือก็คึกคักไปด้วยผู้คนมากมายแล้ว มีทั้งคนที่เตรียมจะออกทะเล และคนที่เพิ่งกลับมาจากการออกทะเลมาหลายวัน…บริเวณโดยรอบก็มีทหารทางการจำนวนมากคอยรักษาความสงบเรียบร้อย

ทุกคนต่างกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้…เรื่องที่เห็นเหล่าเซียนเหยียบดาบบินว่อนอยู่บนท้องฟ้า

สำหรับชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนห่างไกลแห่งนี้มาเกือบค่อนชีวิตแล้ว... มันเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากจริงๆ ไม่เพียงแค่นั้นยังมีข่าวลืออีกว่าทางการหนานซูกำลังจะส่งกองทัพใหญ่มาเจรจาด้วย

"หยุดนะ!"

"เจ้าพวกชาวบ้านชั้นต่ำ! กล้าดียังไงถึงลอบซ่อนปลาวิเศษไว้!"

"..."

ไม่ไกลนัก...มีชาวประมงคนหนึ่งที่เพิ่งกลับมาจากการออกทะเล เเต่ถูกทหารทางการหลายคนจับได้ว่าซ่อนปลาวิเศษไว้และพยายามจะนำติดตัวไป... เขาจึงถูกซ้อมอย่างหนักทันที

"ไม่มีเหตุผลเลย…พวกเราเป็นชาวประมงที่นี่มาหลายชั่วอายุคนแล้วนะ!"

"ตอนที่พวกเราไม่มีจะกิน ไม่มีใครเคยมาสนใจ…พอตอนนี้มีปลาวิเศษ! มีอสูรประหลาด! พวกแกก็มายึดเอาไปจนหมด!"

หลังจากสอบถามดูจึงได้ความว่าเมื่อไม่นานมานี้ ทางการหนานซูได้ส่งคนมาที่เมืองหนานหลิ่ง

จากนั้น​ก็เริ่มจากปิดภูเขาห้ามไม่ให้พรานท้องถิ่นเข้าไปล่าสัตว์ เเล้วก็ส่งคนมาที่ท่าเรือเพื่อยึดปลา โดยออกกฎว่าชาวประมงทุกคนจะต้องส่งมอบปลาวิเศษตามจำนวนที่กำหนดในแต่ละเดือนเพื่อเป็นภาษี และจะต้องขายให้ทางการเท่านั้น ส่วนเรื่องราคาน่ะหรือ...

ข้าราชการใจดำบางคน...ถึงกับไม่ให้แม้แต่เงินสักอีแปะเดียว เก็บเข้ากระเป๋าตัวเองไปทั้งหมด

สำหรับยอดฝีมือหรือผู้บำเพ็ญเซียนแล้ว ที่นี่อาจจะเป็นโอกาสครั้งใหญ่ในชีวิต…แต่สำหรับชาวบ้านในเมืองหนานหลิ่งแล้ว มันกลับกลายเป็นหายนะที่ไม่รู้ที่มาที่ไปเสียอย่างนั้น

….

เฉินซานซือเดินไปตามท่าเรือ พลางเอ่ยปากสอบถามเกี่ยวกับ "สุดขอบฟ้า"

แต่ทว่า ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างก็ส่ายหน้าเป็นพัลวัน บอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อสถานที่แห่งนี้มาก่อน เขาจึงต้องเปลี่ยนไปถามตรงๆว่ามีชาวประมงคนไหนรับจ้างพานคนออกทะเลบ้าง

ในช่วงแรก...พอผู้คนได้ยินค่าตอบแทนที่สูงลิบลิ่วก็พากันแสดงความสนใจอย่างกระตือรือร้น แต่พอได้ยินว่าเขาต้องการจะเดินทางต่อไปเรื่อยๆ…ทุกคนก็พากันตกใจกลัวจนหน้าถอดสี

เมื่อสอบถามอย่างละเอียดจึงได้ความว่าหากเดินทางออกทะเลไปจากที่นี่เป็นระยะทางสี่พันลี้ ก็จะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

เพราะทะเลที่อยู่ไกลออกไปกว่าสี่พันลี้นั้น...ถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกหนาทึบ เรือลำไหนที่แล่นเข้าไป ก็จะไม่ได้กลับออกมาอีกเลย

"ม่านหมอกหนา..."

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินซานซือก็ยิ่งมั่นใจว่าการเดินทางครั้งนี้มาถูกทางแล้ว

และจากที่ได้ฟังมา มันให้ความรู้สึกราวกับว่าโลกใบนี้ถูกโลกของผู้บำเพ็ญเซียนใช้กลไกบางอย่างกั้นเอาไว้โดยเฉพาะ

เขายังคงเดินหน้าสอบถามเกี่ยวกับ "สุดขอบฟ้า" ต่อไป...ในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ การมีคนที่มีประสบการณ์นำทางย่อมดีที่สุด

เขาเดินถามไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงตอนเที่ยงวัน... ในที่สุดก็มีชายชราคนหนึ่งบอกว่าพอจะรู้เรื่องอยู่บ้าง

"สุดขอบฟ้างั้นรึ..."

ชายชราทอดสายตามองไปยังมหาสมุทรที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ก่อนจะกล่าวว่า

"เมื่อห้าสิบปีก่อน มีชาวยุทธ์จำนวนไม่น้อยมาที่เมืองของเราแห่งนี้ พวกเขาก็พูดเหมือนกันว่าจะไปที่ที่เรียกว่าสุดขอบฟ้านี่แหละ"

"ในตอนนั้น...พวกเขาจ้างให้พ่อของข้าเป็นคนขับเรือให้ แล้วก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย"

"ท่านจอมยุทธ์...เฒ่าชราคนนี้ขอเตือนท่านสักคำเถอะนะ...ท่านอย่าได้คิดสั้นเลย"

ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่ยอมนำทางให้เด็ดขาด

ถึงแม้ว่าเฉินซานซือจะเสนอราคาให้สูงแค่ไหน เขาก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธ…แต่ก็ยินดีที่จะขายเรือให้ ทว่า

เฉินซานซือมาคิดดูอีกที ขนาดชาวประมงเฒ่าที่มีประสบการณ์โชกโชนยังไม่สามารถรับมือกับม่านหมอกนั้นได้...

อีกทั้ง เขาก็รู้เพียงแค่ทิศทางคร่าวๆ ของ "สุดขอบฟ้า" เท่านั้น หากต้องขับเรือออกไปตามหาในทะเลอันกว้างใหญ่นี้ด้วยตัวเองจริงๆ…ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาไปถึงเมื่อไหร่กัน

"สหายเต๋า...ท่านคงจะเป็นผู้ตามหาเซียนสินะ?" ทันใดนั้น เสียงชราภาพก็ดังขึ้นข้างหู

เฉินซานซือหันกลับไป ก็พบว่าเป็นชายชราผู้บำเพ็ญเซียนที่จูงลาไปซื้อเหล้า...ของบางอย่างมันแสร้งทำกันไม่ได้อยู่แล้ว ไหนๆตัวเขาเองก็ใช้สถานะปลอมอยู่แล้ว จึงไม่ได้ปฏิเสธออกไป

"ใช่แล้ว"

"ถ้าอย่างนั้น...สหายเต๋าก็ไม่ต้องเหนื่อยเปล่าแล้วล่ะ" ชายชรากล่าวด้วยรอยยิ้ม

"โลกใบนี้มีอาคมที่มหาปราชญ์ในยุคโบราณร่ายกั้นเอาไว้ เรือของสามัญชนน่ะ...ไม่สามารถเดินทางไปถึงสุดขอบฟ้าได้หรอก สหายเต๋าหากดันทุรังบุกเข้าไปในม่านหมอกนั่นล่ะก็มีโอกาสเก้าในสิบส่วนที่จะต้องจบชีวิตลงที่นั่น...ดังนั้นอย่าได้เสียแรงเปล่าเลย"

"เว้นเสียแต่ว่า..." เขาเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน

"เว้นเเต่ว่าสหายเต๋าจะมอบหินวิญญาณให้ข้าสักสองก้อน... เรามาเป็นสหายกัน แล้วข้าจะชี้ทางสว่างให้ท่าน”

“เป็นอย่างไรเล่า?”

หินวิญญาณสองก้อน…

หากไม่นับหินวิญญาณระดับ​กลางที่ยังไม่คิดจะใช้ในตอนนี้...ทรัพย์สินทั้งหมดที่เฉินซานซือมีอยู่ก็คือหินวิญญาณระดับ​ต่ำเจ็ดก้อน...สองก้อนก็เท่ากับเกือบหนึ่งในสามของทั้งหมดแล้ว มันช่างน่าเจ็บใจเสียจริง

แต่จากการที่เขาตระเวนถามมาครึ่งค่อนวัน...ก็แทบจะมั่นใจได้เลยว่าหากไม่มีใครช่วย มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะเดินทางไปถึงสุดขอบฟ้า

สุดท้าย...เขาก็ทำได้เพียงต่อรองกับอีกฝ่าย

"สหายเต๋าพูดจริงรึ?"

"ก็แค่หินวิญญาณสองก้อนเท่านั้น... เฒ่าชราผู้นี้ไม่หลอกท่านหรอก"

"เเต่สหายเต๋ารีบๆตัดสินใจเข้าเถอะ...เวลามันไม่คอยท่าใครนะ"

"ตกลง!" เฉินซานซือไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว

สุดท้าย​ ก็ได้แต่ใช้หินวิญญาณสองก้อนนี้เสี่ยงดวงดูสักตั้ง

"หึๆ~"

ชายชรายื่นมือที่เหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้แห้งออกไปข้างหน้า...แล้วคว้าหินวิญญาณเข้าไปเก็บไว้ในแขนเสื้อ

"สหายเต๋า..." เฉินซานซือแสร้งทำท่าเสียดาย

"ข้ามีหินวิญญาณอยู่แค่สี่ก้อนเท่านั้น...นี่เท่ากับว่าข้าให้ท่านไปเกือบทั้งหมดแล้วนะ"

"วางใจได้" ชายชรากล่าวอย่างไม่รีบร้อน

"เฒ่าชราผู้นี้ไม่หลอกท่านหรอก... เฒ่าชราผู้นี้แซ่ม่อ นามว่าม่อจู๋... ท่านจะเรียกข้าว่าเฒ่าม่อเฉยๆก็ได้"

"ข้าน้อยแซ่จาง นามว่าหัว" เฉินซานซือแนะนำตัวเอง

"ท่านจะเรียกข้าว่าจางหัวก็ได้"

"ได้เลย สหายจาง...งั้นเราก็เดินไปคุยไปกันเถอะ"

ม่อจู๋จูงลาเดินเล่นไปตามชายหาดกับเฉินซานซือ…ทันใดนั้นเขาก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือความรู้สึกบางอย่าง

"คิดไม่ถึงจริงๆว่าคราวนี้ที่ประตู​เซียนเปิด…จะมีคนจากโลกมนุษย์มากมายขนาดนี้ต้องการเดินทางไปยังโลกของผู้บำเพ็ญเซียน"

"โอ้?"

"คนเยอะมากเลยหรือ?" เฉินซานซือเอ่ยถาม

"เยอะสิ เยอะมาก...ตอนนี้ทุกคนก็ไปรวมตัวกันอยู่ที่สุดขอบฟ้านั่นแหละ บางคนก็ถือแผ่นหยกไว้ในมือเพื่อรอให้ประตู​เซียนเปิด บางคนก็คุกเข่าอ้อนวอนขอให้เซียนรับเป็นศิษย์" ม่อจู๋อธิบายอย่างไม่รีบร้อน

"แล้วก็ไม่ใช่แค่คนจากแคว้นซูของพวกท่านเท่านั้นนะ แต่เป็นคนจากทั่วทั้งเก้าทวีปเลยทีเดียว ตอนนี้พวกเขา​ต่างก็ไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่นหมดแล้ว"

"ห้าสิบปี..."

"ผู้อาวุโส...ข้าขอเรียนถามว่าเหตุใดประตูสู่โลกของผู้บำเพ็ญเซียนถึงได้เปิดออกเพียงแค่ห้าสิบปีต่อหนึ่งครั้งเท่านั้น?" เฉินซานซือเอ่ยถามต่อ

ในเมื่อเขาเสียหินวิญญาณไปแล้ว ก็ต้องถามให้คุ้มค่าที่สุด

"เรื่องนี้มันยาวนานมาก~"

ม่อจู๋ก็ไม่ได้หวงความรู้แต่อย่างใด

"เฒ่าชราผู้นี้ก็อ่านเจอในตำรามาเหมือนกัน ได้ยินมาว่า...ในยุคบรรพกาล หลังจากสงครามเทพมารครั้งใหญ่ เส้นชีพจรวิญญาณที่เป็นต้นกำเนิดของพลังวิญญาณระหว่างสวรรค์​เเละปฐพี​ได้ถูกทำลายลง”

“เเละมันไม่เพียงแต่จะทำให้พลังวิญญาณลดลงอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่มันยังก่อให้เกิดพลังงานที่ปนเปื้อนต่างๆนานาขึ้นมาสร้างมลทินให้กับโลกใบนี้ด้วย”

“มันก็เหมือนกับโรคระบาดในโลกมนุษย์นั่นแหละ ถ้าไม่รีบยับยั้งไว้ มันก็จะลุกลามไปทั่วทุกหนทุกแห่ง”

"ดังนั้น...เหล่ามหาปราชญ์ในยุคบรรพกาลจึงได้ลงมือ ปิดตายสถานที่เหล่านั้นทั้งหมด"

"นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา...หากคนจากโลกมนุษย์ต้องการจะเดินทางไปยังโลกของผู้บำเพ็ญเซียน ก็จะต้องผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายเท่านั้น...ซึ่งก็คือสิ่งที่พวกท่านเรียกว่า 'ประตู​เซียน' นั่นเอง"

"ข้อจำกัดนี้เป็นข้อจำกัดเพียงฝ่ายเดียว... สำหรับผู้บำเพ็ญเซียนอย่างพวกเราแล้วไม่มีผลอะไรหรอก... แต่แน่นอนว่าปกติถ้าไม่มีธุระอะไรเราก็ไม่กลับมาที่โลกมนุษย์หรอกนะ ที่ท่านเห็นพวกเรามากันในตอนนี้น่ะ... เป็นเพราะว่า"

"โลกใบนี้ของพวกท่าน...พลังวิญญาณกำลังจะฟื้นคืนแล้ว"

"พลังวิญญาณฟื้นคืน?" เฉินซานซือเบิกตา​กว้าง​เเล้วเริ่มครุ่นคิดในใจ

'ถ้าพลังวิญญาณจะฟื้นคืน... งั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องลำบากไปที่สุดขอบฟ้าแล้วน่ะสิ'

"ใช่แล้ว…ความเสียหายที่เกิดจากสงครามครั้งใหญ่ในยุคบรรพกาลกำลังจะได้รับการซ่อมแซม"

"สถานที่ที่ถูกปิดตายเหล่านี้...ทุกๆ ช่วงระยะเวลาหนึ่งจะมีโอกาสที่จะซ่อมแซมตัวเองได้…และก่อให้เกิดเส้นชีพจรวิญญาณสายใหม่ขึ้นมาได้"

ม่อจู๋เดาความคิดของเขาออก จึงรีบเล่าต่อ

"ท่านเลิกคิดไปได้เลย... เส้นชีพจรวิญญาณเป็นเส้นชีพจรแห่งสวรรค์​เเละโลกที่ฟื้นคืนได้ช้าที่สุด อย่างน้อยๆก็ต้องใช้เวลากว่าร้อยปี...หากท่านจะรออยู่ที่นี่จนถึงตอนนั้นล่ะก็... เกรงว่าคงจะกลายเป็นเถ้าธุลีไปเสียก่อนแล้วล่ะ~”

“ทางเลือกที่ดีที่สุด...ก็คือเดินทางไปยังตลาดต้าเจ๋อที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วหาเส้นชีพจรวิญญาณสักสายหนึ่งเพื่อใช้ในการบำเพ็ญเพียร”

ร้อยปี… เฉินซานซือคงรอไม่ไหวจริงๆนั่นแหละ เขาจึงถามเรื่องอื่นต่อ

"ถ้าเช่นนั้นแล้ว...ที่เหล่าสหายเต๋าเดินทางมาที่นี่กันเป็นเพราะเหตุใดรึ?"

"ในโลกของผู้บำเพ็ญเซียน โดยทั่วไปแล้ว สำนักไหนที่พบเส้นชีพจรวิญญาณก่อน...ก็จะได้เป็นเจ้าของ" ม่อจู๋กล่าว

"เมื่อไม่นานมานี้ที่ตลาดต้าเจ๋อได้มีการติดประกาศรางวัล ใครก็ตามที่สามารถหาตำแหน่งที่เส้นชีพจรวิญญาณจะฟื้นคืนได้ ก็จะได้รับสมุนไพรสวรรค์สำหรับปรุงยาเม็ดสร้างรากฐานเป็นการตอบแทน... และก่อนที่เส้นชีพจรวิญญาณแต่ละสายจะถือกำเนิดขึ้น ก็จะก่อให้เกิด 'แก่นชีพจรวิญญาณ' ขึ้นมาก่อนหนึ่งตน... มีเพียงการตามแก่นชีพจรวิญญาณไปเท่านั้น ถึงจะสามารถหาตำแหน่งของเส้นชีพจรวิญญาณได้"

"ถ้าเช่นนั้น..." เฉินซานซือพยักหน้าเข้าใจ

"สหายเต๋าก็มาที่นี่เพื่อตามหาแก่นชีพจรวิญญาณไปแลกรางวัลเหมือนกันสินะ? มิน่าเล่าเมื่อคืนนี้...มารเฒ่าหน้ากากปีศาจถึงได้ถูกล้อมโจมตี... คงจะเป็นเพราะแก่นชีพจรวิญญาณอยู่ในมือของเขานั่นเอง"

“เฒ่าชราผู้นี้พลังฝีมือต่ำต้อย จะไปสู้กับคนพวกนั้นได้อย่างไรกัน ข้าก็แค่มาหาของตกหล่นเท่านั้นแหละ...ทุกครั้งที่พลังวิญญาณฟื้นคืน ก็จะมีอสูรวิญญาณปรากฏตัวขึ้นมาบ้าง เอาไปขายก็พอจะได้หินวิญญาณมาบ้าง”

“ส่วนเรื่องมารเฒ่าที่ท่านพูดถึงน่ะ...”

พอพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของม่อจู๋ก็เจือความหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด

"มันเป็นคนบ้า!"

"คนบ้า?"

"เหตุใดจึงพูดเช่นนั้น?"

ม่อจู๋มองไปรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นแล้ว จึงกล่าวต่อ

"มารเฒ่าหน้ากากปีศาจคนนั้น... เขาพบแก่นชีพจรวิญญาณมาได้หลายสิบวันแล้ว แต่กลับไม่ยอมนำไปรับรางวัลที่ตลาด”

“เขาเอาเเต่ซ่อนตัวอยู่คนเดียว... ก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่...พอคนจากสำนักในตลาดไปหาเขาเพื่อขอซื้อ ก็คุยกันไม่รู้เรื่อง...สุดท้ายจนปัญญาจริงๆ ถึงได้ลงมือ...แล้วจากนั้นมันก็เริ่มฆ่าคนไม่เลือกหน้า”

"ข้าคิดไม่ตกจริงๆ ว่าการได้แก่นชีพจรวิญญาณมาแล้วแต่ไม่ยอมไปรับรางวัลเนี่ย มันจะมีประโยชน์อะไร"

"เขาตัวคนเดียว ไม่มีสำนักไหนหนุนหลัง...หรือว่ามันคิดจะฮุบเส้นชีพจรวิญญาณทั้งสายไว้คนเดียวงั้นรึ?"

"ทำตัวแปลกประหลาดขนาดนี้เชียว?" เฉินซานซือพึมพำ​

"เขาเป็นใครมาจากไหนกัน?"

"ไม่รู้สิ"

"รู้แต่ว่าเคยปรากฏตัวที่ตลาดเมื่อหลายปีก่อน...แล้วก็เพิ่งจะมาปรากฏตัวอีกทีเมื่อไม่นานมานี้”

“คนผู้นี้ก็ไม่เหมือนกับท่านและข้า... เขาฝึกแต่วรยุทธ์ ไม่บำเพ็ญเพียร... ข้าไม่คิดจะไปยุ่งกับเขาหรอก...กะว่าจะเดินเล่นอีกสักสองสามวัน ถ้ายังหาของตกหล่นไม่ได้ก็จะกลับแล้ว”

"โปรดจำไว้…คืนนี้ยามจื่อ (23:00-00:59 น.) ท่านจงมาที่นี่"

"ถึงตอนนั้นจะมีเรือใหญ่ลำพิเศษมารับผู้บำเพ็ญเซียนอย่างพวกเรากลับ...แต่ทุกคนจะต้องจ่ายค่าเรือคนละหนึ่งก้อนหินวิญญาณ...ท่านเตรียมของท่านไว้ให้พร้อมแล้วกัน"

ต้องใช้อีกก้อนหนึ่ง...

มันเป็นอย่างที่ซุ่นจื่อบอกจริงๆ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องใช้หินวิญญาณทั้งนั้น

ถ้ามันไม่ไหวจริงๆ...เขาก็คงต้องยอมทุบหินวิญญาณระดับกลางก้อนนั้นแล้วล่ะ...แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะแลกได้เท่าไหร่

"ถ้าเช่นนั้น...ก็ต้องขอบคุณสหายเต๋ามากแล้ว" เฉินซานซือประสานมือคารวะ

"รับเงินคนอื่นแล้วก็ต้องทำงานให้เขาสิ…สหายเต๋าจะเกรงใจไปใยเล่า?”

“ว่าแต่ว่านะ...อันที่จริง ข้าก็เป็นนักร่ายยันต์ สหายเต๋าสนใจจะซื้อยันต์สักสองสามแผ่นไว้ป้องกันตัวไหมล่ะ? ของข้าราคาถูกนะ ไม่หลอกลวงทั้งเด็กและผู้ใหญ่”

"ขออภัยสหายเต๋าด้วย ท่านก็รู้ว่าข้าน้อยมาจากโลกมนุษย์…ข้าจะไปมีหินวิญญาณมากมายขนาดนั้นได้อย่างไรกัน? ทั้งตัวมีอยู่แค่สี่ก้อนเท่านั้น ถ้าใช้ไปอีกก็ไม่เหลือแล้วจริงๆ"

"ไว้ในอนาคตหากมีความจำเป็น ข้าน้อยจะมาซื้อจากสหายเต๋าอย่างแน่นอน"

"ถ้าอย่างนั้น...วันนี้ท่านก็อย่าลืมมาให้ตรงเวลาล่ะ"

"ถ้ามาช้าพวกเขาไม่รอท่านหรอกนะ" เฒ่าม่อเอ่ยเตือน

"แน่นอน"

เฉินซานซือไม่ได้สนทนาต่ออีก ข้อมูลที่ได้มาก็มากพอแล้ว

เขาจำเป็นต้องตรวจสอบจากหลายๆ ทางอีกครั้งว่ามันเป็นความจริงหรือไม่

เรือ...ไม่ใช่ว่าจะสามารถ​ขึ้นไปส่งเดชได้

แล้วยังมีเรื่องพลังวิญญาณฟื้นคืนอีก...

เรื่องราวต่างๆมันช่าง เริ่มน่าเหลือเชื่อเสียจริง

ถ้าหากที่นี่มีเซียนมารวมตัวกันเพราะพลังวิญญาณฟื้นคืน...แล้วสถานการณ์ที่เมืองเหลียงโจวล่ะเป็นอย่างไรบ้าง?

มารเฒ่าหน้ากากปีศาจคนนั้น... เขาคิดจะทำอะไรกันแน่?

พร้อมกับความคิดมากมายที่ผุดขึ้นในหัว...เขากลับมาถึงโรงเตี๊ยม และได้พบกับหนิงเซียงที่แยกย้ายกันไปสืบข่าวเมื่อครู่นี้

"คุณชาย...งั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะเจ้าคะ~"

ที่หน้าประตูโรงเตี๊ยม...ปรากฏว่าหนิงเซียงกำลังสนทนาอยู่กับคุณชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง

ไม่เพียงแค่นั้น...หนิงเซียงในตอนนี้ หาใช่หญิงงามมากเสน่ห์แห่งหอคณิกาในวันวานไม่

บนใบหน้าของนางมีผ้าโปร่งสีม่วงปิดบังไว้ กิริยาท่าทางในการพูดจาล้วนสง่างามอย่างหาที่เปรียบมิได้ ราวกับคุณหนูจากตระกูลใหญ่

แต่ทว่า... ภายใต้ผ้าโปร่งที่บดบังนั้นกลับเผยให้เห็นความงามอันเลือนรางราวกับอยู่ในม่านหมอก เพิ่มความเป็นเทพเซียนให้กับนางอีกหลายส่วน...ให้ความรู้สึกราวกับนางฟ้าที่จุติลงมาจริงๆ

คุณชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงข้ามนาง... แม้บนใบหน้าจะยังคงรักษามารยาทไว้อย่างครบถ้วน แต่ดวงตาทั้งสองข้างกลับไม่อาจซ่อนความตะลึงงันไว้ได้มิด บนใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจง...ขณะพูดคุย มุมปากของเขาดูราวกับจะมีน้ำลายไหลออกมาได้ทุกเมื่อ

"คุณหนูหนิงเซียง... ท่าน ท่านต้องมาให้ได้นะ”

“ถ้าอย่างนั้น...แล้วเราค่อยพบกันใหม่นะ!”

"เอ๊ะ~" เมื่อเขาหันกลับมาก็เห็นเฉินซานซือพอดี

"ท่านผู้นี้คือ..."

"คุณชายหลิว...ท่านผู้นี้คือพี่ชายของข้าเจ้าค่ะ"

"ไม่ทราบว่า...พอจะเพิ่มได้หรือไม่เจ้าคะ"

"ได้สิ! แน่นอนว่าต้องได้!"

คุณชายหลิวประสานมือคารวะ

"สหายเต๋าท่านนี้ในเมื่อเป็นพี่ชายของคุณหนูหนิงเซียง ก็ย่อมเป็นสหายของข้าด้วยเช่นกัน! คืนนี้ยามจื่อก็ตามขึ้นเรือมาพร้อมกันได้เลย...ค่าเรือข้าเลี้ยงเอง!"

"คุณชาย...ทำเช่นนี้จะดีหรือเจ้าคะ" หนิงเซียงเอ่ยปฏิเสธอย่างนุ่มนวล

"ขัาเพียงแค่จะขอเดินทางไปด้วยกันได้หรือไม่...เเต่จะให้คุณชายออกเงินให้ได้อย่างไรกันเจ้าคะ"

"ไม่เป็นไรน่า...ก็แค่หินวิญญาณไม่กี่ก้อนเท่านั้นเอง!" คุณชายหลิวตบอกอย่างภาคภูมิใจ

"ตกลงตามนี้นะ! ข้าขอตัวก่อนล่ะ!"

พูดจบ เขาก็รีบร้อนจากไปทันที

….

"เป็นอย่างไรบ้างล่ะ...ท่านพี่~"

ทันทีที่กลับเข้ามาในลานบ้าน หนิงเซียงก็กลับคืนสู่ร่างหญิงงามยั่วยวนในทันที

"ข้าก็พอจะมีประโยชน์อยู่บ้างใช่ไหมล่ะเจ้าคะ? ตอนนี้ทุกอย่างจัดการเรียบร้อยแล้ว"

"เจ้าไม่ได้ใช้วิชาลวงตาอะไรกับเขาหรอกนะ?" เฉินซานซือกล่าวอย่างระแวดระวัง

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ...ก็เท่ากับว่าไปหาเรื่องตายดีๆนี่เอง

ที่นี่ไม่เหมือนกับโลกมนุษย์...ต่อให้ผู้บำเพ็ญเซียนจะโดนวิชาเข้าไป ก็เกรงว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ในไม่ช้า...ถึงตอนนั้นเรื่องจะยุ่งยากกว่าเดิม

"ข้าจะโง่ขนาดนั้นได้อย่างไรกัน" หนิงเซียงทำเสียงขึ้นจมูกอย่างแง่งอน

"วางใจเถอะเจ้าค่ะ ข้าใช้เสน่ห์ล้วนๆ ผู้บำเพ็ญเซียนก็ไม่เห็นจะวิเศษวิโสไปกว่ากันเท่าไหร่ ดูท่าแล้ว...ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายที่ไหน หรือมีสถานะอะไร ก็ล้วนเป็นพวกตัณหาจัดทั้งนั้นแหละ”

“จ้าวจ้าว...เจ้าก็หัดดูไว้ซะนะ”

จ้าวจ้าวพยักหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ

ส่วนเฉินซานซือได้แต่พึมพำอย่างเซ็งๆ

แค่ไปสืบข่าว เขาก็เสียหินวิญญาณไปตั้งสองก้อนแล้ว

เเต่พอเปลี่ยนมาเป็นหนิงเซียง...ไม่เพียงแต่จะไม่ต้องเสียอะไรเลย กลับยังมีคนเสนอจะให้หินวิญญาณฟรีๆอีกต่างหาก และที่สำคัญที่สุดก็คือ... เธอยังไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ล่วงเกินทางวาจาแม้แต่น้อย เป็นแค่การสนทนาปกติธรรมดาๆเท่านั้น

ไอ้หมอนั่น…มันจะโง่ขนาดนั้นเลยรึ?

ช่างมันเถอะ...แลกเปลี่ยนข้อมูลกันก่อนดีกว่า

หลังจากที่แลกเปลี่ยนข้อมูลกันแล้ว...พวกเขาก็ได้ข้อสรุปว่าคำพูดของเฒ่าม่อนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก

พลังวิญญาณของที่นี่กำลังจะฟื้นคืนจริงๆ และถ้าหากต้องการจะเดินทางไปยังสุดขอบฟ้า ก็จำเป็นต้องอาศัยเรือของผู้บำเพ็ญเซียนเท่านั้น

ถ้าหากนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ...

เมื่อห้าสิบปีก่อน...การจะเดินทางไปยังสุดขอบฟ้าคงจะยากเย็นกว่านี้เป็นร้อยเท่า

…..

ในคืนนั้นเอง

ทั้งสามคนก็เก็บข้าวของเตรียมพร้อม และเดินทางมาถึงท่าเรือในยามจื่อ (23:00-00:59 น.) ตรงตามเวลา

ที่นี่...มีผู้บำเพ็ญเซียนจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่ก่อนแล้ว

"สหายจางก็จะไปเหมือนกันรึ?"

"รีบไปเถอะน่า พวกเรามันก็แค่ผู้บำเพ็ญเซียนพเนจร มาที่นี่ก็เพื่อรางวัลนำจับ จะอยู่สู้ตายไปทำไมกัน?"

"ใช่แล้ว...เรื่องเส้นชีพจรวิญญาณน่ะ ก็ปล่อยให้คนที่ควรจะกังวลเขากังวลกันไปเถอะ"

"ข้ามาเที่ยวนี้...อย่างน้อยๆ ก็เก็บอสูรวิญญาณได้สองตัวล่ะนะ"

"ฮ่าๆๆๆ! ข้าใช้ก้อนหินกองหนึ่ง... หลอกซื้อปลาวิเศษมาได้ตัวหนึ่งเลยเว้ย!"

ผู้บำเพ็ญเซียนที่เมื่อวานนี้ใช้วิชาลวงตาซื้อปลาวิเศษไป แล้วยังใช้กำลังข่มขู่ไม่ให้เฉินซานซือเปิดโปงและห้ามประมูลราคาก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน

แต่เมื่อเฉินซานซือสังเกตเห็นเขา ก็ทำเป็นไม่สนใจไปเสีย

ทุกคนรออยู่ที่เดิมประมาณครึ่งชั่วยาม...ก็เห็นผู้บำเพ็ญเซียนร่างท้วมคนหนึ่งเหาะเข้ามา

"สหายซู...ท่านมาเสียที นี่เรายังจะรออะไรอยู่อีก? รีบเปิดเรือส่งพวกเราไปได้แล้ว"

"..."

ซูโหย่วเลี่ยงมองพวกเขา แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงแหลมเล็ก

"สหายเต๋าทุกท่านรีบร้อนจะไปกันขนาดนี้เลยรึ? ไม่คิดจะรออีกหน่อยจริงๆหรือ? แค่ให้เบาะแสของแก่นชีพจรวิญญาณ ก็จะได้รับรางวัลเป็นหินวิญญาณจำนวนมากแล้วนะ"

"ก็กลัวว่าจะมีปัญญารับของ...แต่ไม่มีปัญญาใช้น่ะสิ!"

"เมื่อคืนนี้สหายเต๋าที่ตามไปไล่ล่ามารเฒ่านั่น ก็ตายไปอีกห้าคนแล้ว...ตอนนี้ใครจะยังกล้าไปไล่ล่ามันอีก?"

"ผู้บำเพ็ญเซียนอย่างพวกเรา...ทางที่ดีอย่าไปสู้รบฆ่าฟันกันเลยจะดีกว่า"

"ใช่ๆๆ"

"..."

"เอาเถอะ...แล้วแต่พวกท่านแล้วกัน"

ฉังพลัน…ในฝ่ามือของซูโหย่วเลี่ยงก็ปรากฏเรือจิ๋วที่แกะสลักจากลูกวอลนัทขึ้นมาลำหนึ่ง

เขาโยนมันลงไปในทะเล...เกิดแสงวิญญาณวาบขึ้นในอากาศ และเมื่อมันตกลงสู่ผิวน้ำ ก็กลายเป็นเรือลำใหญ่ของจริงขึ้นมาทันที

เขาเหลือบมองทุกคน แล้วกล่าวว่า

"กฎเดิม...คนละหนึ่งก้อนหินวิญญาณ"

"ข้าเองๆ!" คุณชายหลิวรีบจะควักหินวิญญาณออกมา

"ไม่จำเป็น!"

เฉินซานซือชิงจ่ายหินวิญญาณสามก้อนออกไปก่อนที่คุณชายแซ่หลิวคนนั้นจะได้จ่าย

ได้ข้อมูลจากปากของคนผู้นี้มาก็เพียงพอแล้ว... หากใช้หินวิญญาณของเขาจริงๆ ในอนาคตไม่รู้จะต้องไปพัวพันกับบุญคุณความแค้นอะไรอีก

"สหายเต๋า...ท่านนี่ช่างเป็นคนตรงไปตรงมาเสียจริง!"

"..."

ไม่นาน...ทุกคนก็จ่ายค่าเรือจนครบ

และก่อนที่จะขึ้นเรือก็ยังต้องมีการตรวจสอบสถานะอีกด้วย

ด้วยสถานะคนธรรมดาที่มาตามหาเซียนของเฉินซานซือ และมีเฒ่าม่อช่วยอธิบายให้...เขาก็สามารถขึ้นเรือได้อย่างราบรื่น...หินวิญญาณสองก้อนที่เสียไปก็ไม่นับว่าสูญเปล่า

สภาพแวดล้อมภายในเรือดีมาก ผู้บำเพ็ญเซียนแต่ละคนมีห้องพักเล็กๆเป็นของตัวเอง

เขาเป็นคนท้ายๆที่ขึ้นเรือ ตำแหน่งห้องพักจึงอยู่ที่ท้ายสุดของท้องเรือ

เเต่ทันทีที่เขากำลังจะหาที่นั่ง...เขากลับมองเห็นคลื่นพลังลมปราณจากห้องข้างๆวาบขึ้นมาแวบหนึ่ง...ก่อนที่พลังวิญญาณอีกสายหนึ่งจะดับวูบลงทันที

"..."

มีคนฆ่ากัน…ให้ตายเถอะ!

เฉินซานซือค่อยๆโคจรพลังลมปราณในร่าง เตรียมพร้อมที่จะร่ายวิชาป้องกันตัว และพยายามสร้างความวุ่นวายเพื่อเรียกผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นๆในเรือมาช่วย

ขณะเดียวกันก็เตรียมพร้อมที่จะหนีทุกเมื่อ

….

ในขณะเดียวกันนั้นเอง...ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น

"เอ๊ะ~ แปลกจริง…”

"วิชาตรวจสอบของผู้บำเพ็ญเซียนสามารถมองเห็นได้แค่พลังวิญญาณ...เมื่อครู่เฒ่าชราผู้นี้อุตส่าห์ใช้แค่พลังลมปราณในการสังหารคน... และไม่ได้ทำให้เกิดเสียงแม้แต่น้อย...เจ้าหนูอย่างแกกลับยังสัมผัสได้งั้นรึ?

"เฒ่าชราผู้นี้กับเจ้าไม่ได้มีบุญคุณความแค้นต่อกัน...จะไม่ลงมือกับเจ้าหรอก”

"เจ้าเองก็ไม่ได้มีบุญคุณความแค้นอะไรกับเฒ่าชราผู้นี้เช่นกัน”

"ถ้าอย่างนั้น...เราต่างคนต่างไม่ส่งเสียง พอเรือถึงที่หมายแล้วข้าก็จะจากไปเอง”

"ต่างคนต่างให้ความสะดวกแก่กัน...ตกลงใหม?"

…………………..

จบบทที่ บทที่ 226 : ขึ้นเรือ

คัดลอกลิงก์แล้ว