- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 222 : วิชาควบคุมเซียน
บทที่ 222 : วิชาควบคุมเซียน
บท​ที่ 222 : วิชาควบคุมเซียน
บท​ที่ 222 : วิชาควบคุมเซียน
“มันเป็​นของๆข้า แต่ข้าไม่ได้ให้เหลียงจี๋เหนียน”
อาจารย์เหมยเหมือนจะรู้ความคิดของเขา
“เเละเจ้าไม่ต้องคืนหรอก…สิ่งนี้ใครมีวาสนาก็ครอบครองได้ ส่วนจะใช้ประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับเเต่ละคน”
“ขอบคุณท่านอาจารย์”
เเต่เเบบนี้​เฉินซานซือก็ยิ่งงง ไม่รู้ว่า “เซียน” คนนี้ต้องการอะไร
“น้องชายจะไปที่ประตูเเดนเซียนเพื่อหัดเป็นเซียน ต้องระวังตัวให้มาก”
เหมยเสี่ยวหยุดครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า
“ข้าขอยืมลูกเเก้วปราณหน่อยได้หรือไม่?”
“ได้สิขอรับ”
ไม่ว่าเฉินซานซือจะเชื่อใจอีกฝ่ายหรือไม่ ด้วยพลังที่เเตกต่าง ยังไงเขาก็ต้องยื่นให้
คนๆนี้สามารถปรากฏตัวในจวนแม่ทัพ และปรากฏ​ตัวข้างๆเขาได้อย่างเงียบเชียบ ก็แสดงให้เห็นหลายอย่างแล้ว
และ…วิชามองพลังของเขา มองทะลุคนๆนี้ไม่ได้เลย
ณ เวลานี้…อาจารย์เหมยไม่ได้หยิบลูกเเก้วปราณไป
เขาเพียงใช้นิ้วแตะเบาๆ ก็มีพลังวิญญาณสีเขียวอมฟ้าไหลเข้าไป จากนั้นก็กลับสู่ความสงบ เเละเขาก็เผยยิ้มบางๆ
“สิ่งนี้ สามารถป้องกันได้ทุกวิชาเซียน ถือเป็นของขวัญต้อนรับที่ข้ามอบให้…ส่วนวิธีใช้ เมื่อไหร่จะใช้ น้องชายก็ค่อยๆคิดเอาเองแล้วกัน”
ป้องกันได้ทุกวิชาเซียน?! (น่าจะได้เเค่ครั้งเดียว)​
เฉินซานซือไม่รู้ว่ามันเหมือนกับที่เขาเข้าใจหรือไม่
ถ้าเป็นแบบนั้น…มันจะเว่อร์เกินไปหน่อยไหม?
แล้วทำไมถึงมอบให้เขาง่ายๆแบบนี้ ทำไม?
อีกฝ่ายไม่ใช่ญาติมิตร…เพราะท่านอาจารย์งั้นเหรอ?
“เอาล่ะ ก่อนไป ขอถามน้องชายอีกคำถามหนึ่ง”
อาจารย์เหมยหดมือกลับ เเล้วพูดช้าๆว่า
“น้องชายคิดว่า คำว่า ‘เซียน’ ควรตีความอย่างไร?”
ตัวอักษรของโลกนี้ ก็วิวัฒนาการมาจากภาพวาดเช่นกัน…ตัวอักษรหลายตัวมีความคล้ายคลึงกัน บางตัวก็เหมือนกันทุกประการ เซียนก็เป็นหนึ่งในนั้น
“เซียน…”
เฉินซานซือพึมพำ​เเล้วกล่าวว่า
“ภูเขาไม่สำคัญว่าจะสูง ถ้ามีเซียนก็กลายเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์…คำว่า ‘เซียน’ ก็คือผู้มีวิชาอาคมที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึก”
“น้องชาย ลองเปลี่ยนความคิดใหม่ดู”
“ในความเห็นของข้า เซียนก็คือ ‘คน’ และ ‘ภูเขา’”
“ศพของคนกองเป็นภูเขา นั่นแหละคือ ‘เซียน’”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เสียงของเหมยเสี่ยวก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาลงทันที
“คนเขามักพูดกันว่า บ่มเพาะจนมีอายุยืนยาวเท่าฟ้าดิน ท่องเที่ยวอย่างอิสระ นั่นคือเซียน…เเต่แท้จริงแล้ว พวกเขาก็แค่สนองความต้องการส่วนตัวที่ไม่สิ้นสุดเท่านั้น”
“แน่นอน นี่เป็นเพียงความเห็นของข้า…ส่วนน้องชายจะมองอย่างไร ก็ต้องเดินตามทางของตัวเอง หาคำตอบของตัวเอง ในอนาคตเราคงมีวาสนาได้พบกันใหม่ ลาก่อน”
สิ้นเสียง ร่างของเขาก็หายวับไปในทันที
ข้างหน้าเฉินซานซือว่างเปล่า เมื่อเขามองหา ก็เห็นร่างเดียวกันอีกครั้งในอีกมุมหนึ่งของลานบ้านด้านหน้า
แต่ดูเหมือน…จะต่างจากเหมยเสี่ยวที่คุยกับเขาเมื่อครู่
เขาดู “อ่อนเยาว์” กว่า…มีชีวิตชีวากว่า ราวกับกำลังโต้เถียงกับใครบางคน หรือกำลังตั้งปณิธาน เห็นแค่ท่าทางแต่ไม่ได้ยินเสียง
ก่อนที่เฉินซานซือจะเข้าไปใกล้ ร่างนั้นก็หายไป…เเละครั้งนี้ หายไปจริงๆ
“แปลกจริงๆ”
เฉิน​ซาน​ซือไม่ได้อยู่นาน หลังจากออกจากจวนแม่ทัพ เขาก็กลับบ้านทันที
ป้ายจวน ตอนนี้เปลี่ยนจาก "จวนเฉิน" เป็น "จวนอู่ยี่โหว" ที่ฮ่องเต้พระราชทาน
“นายท่าน”
ซือฉินและโม่ฮวาจูงม้าไปพัก
ส่วนเฉินซานซือตรงไปที่หลังบ้าน…หยิบลูกเเก้วปราณออกมาตรวจดูของขวัญที่อาจารย์เหมยให้
นี่คือพลังวิญญาณสีเขียวอมฟ้า
เขาลองใช้มันดูเเล้ว แต่ล้มเหลว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพลังวิญญาณสีขาวในลูกเเก้วปราณยังใช้ไม่ได้ หรือระดับปัจจุบันของเขายังไม่เพียงพอที่จะควบคุมพลังงานนั้น รู้สึกได้แค่ว่าพลังงานนั้นลึกลับและทรงพลัง เเละเขายังใช้ไม่ได้ในตอนนี้
ป้องกันทุกวิชาเซียน!
คำสามคำนี้ สำหรับเฉินซานซือที่เพิ่งรู้จักคำว่าเซียน มันช่างเหลือเชื่อเกินไป
ถ้าเป็นเรื่องจริง…การมอบพลังวิเศษขนาดนี้ให้คนอื่นได้ อาจารย์เหมยเป็นใครกันแน่?
หรือจะพูดอีกอย่าง ถ้าเขาเป็นผู้บ่มเพาะเซียน เขาอยู่ระดับไหน? ระดับหลอมปราณ? หรือระดับสร้างรากฐาน?
การที่สามารถมาและไปอย่างไร้ร่องรอยแบบนี้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับแก่นทองคำแล้วใช่ไหม?
ในเวลานี้ เฉินซานซือมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า
ในเมื่อสามารถบ่มเพาะเซียนได้ เขาก็ต้องไป…ไม่เช่นนั้นก็คงเหมือนมดปลวก ที่ไม่สามารถควบคุมโชคชะตาของตัวเองได้
เขาหยิบถุงผ้าที่เจิ้นกุ้ยอี้ให้มา ในนั้นคือหยกสีฟ้าใสที่ดูสวยงามมาก เเละภายในมีพลังวิญญาณสีเขียวอมฟ้าอยู่มากมาย
นี่น่าจะเป็นหินวิญญาณที่เฉาเซี่ยพูดถึง
เมื่อเทียบกันแล้ว…สิ่งที่หอค้นหาเซียนเคยให้เขา น่าจะเป็นเเค่เศษหินวิญญาณ
ในถุงผ้านอกจากหินวิญญาณก้อนใหญ่แล้ว ยังมีหินวิญญาณก้อนเล็กๆ อีกหลายก้อน
หินวิญญาณก้อนเล็กมีสีเขียว ไม่เพียงแต่มีพลังวิญญาณน้อยกว่า คุณภาพก็ยังด้อยกว่าหินวิญญาณก้อนใหญ่…น่าจะมีความแตกต่างกันในเรื่องคุณภาพ
น้องภรรยาคนนี้นับว่าใจกว้างมาก เฉินซานซือสัมผัสพลังวิญญาณภายใน คาดว่าน่าจะใช้ได้สักพัก
เขาถือหินวิญญาณก้อนใหญ่ไว้ในมือ หลับตาลง…จากนั้น​ ในใจเริ่มนึกถึงเนื้อหาของวิชาห้าธาตุ เริ่มต้นเส้นทางเซียนของตัวเองอย่างเป็นทางการ
เเต่ในใจเฉินซานซือตอนนี้ มีทั้งความคาดหวังและความกังวลเล็กน้อย ไม่รู้ว่าพรสวรรค์ในการบ่มเพาะเซียนของตัวเองจะเป็นอย่างไร
เส้นทางแห่งวรยุทธ์…คือการที่มนุษย์ธรรมดามองเห็นความหวังจากพลังปราณอันยุ่งเหยิงระหว่างสวรรค์และโลก ยอมรับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเพื่อยกระดับขีดจำกัดทางร่างกาย จนกระทั่งเหนือธรรมชาติ เข้าสู่ระดับเทพยุทธ​
นี่คือ การฝืนชะตาฟ้า
ส่วนเส้นทางแห่งเซียน ผู้บ่มเพาะจะใช้พลังวิญญาณระหว่างสวรรค์และโลกหลอมรวมเข้ากับร่างกาย จนกระทั่งสลัดร่างกายมนุษย์ กลายเป็นร่างเซียน
นี่คือ การอาศัยพลังแห่งสวรรค์และโลก
พลังวิญญาณ คือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของผู้บ่มเพาะเซียน
“ครืนนนนนน——”
เนื่องจากเคยฝึกวิชาดาบพลังวิญญาณ…เฉินซานซือจึงผ่านขั้นตอน "สัมผัสพลังวิญญาณ" ได้อย่างรวดเร็ว
เริ่มทดสอบพรสวรรค์ทางจิตวิญญาณตามวิธีในวิชาห้าธาตุ พลังวิญญาณไหลเข้าสู่ร่างกายภายใต้การดึงดูดของจิตวิญญาณ เริ่มหลอมรวมอย่างช้าๆ ตามวิธีการหมุนเวียนพลังวิญญาณที่ซับซ้อน
การบ่มเพาะเซียนไม่เจ็บปวดเหมือนการฝึกวรยุทธ์…ส่วนใหญ่ คือการทดสอบความอดทน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน…ในที่สุดก็มีพลังวิญญาณเส้นแรกที่ถูกหลอมรวมจนกลายเป็นเหมือนหมอก เเล้วเก็บไว้ในตันเถียน​
…
[วิชา: วิชาห้าธาตุ ระดับหลอมปราณขั้นต้น (ยังไม่เริ่มฝึก)]
[รากฐานจิตวิญญาณ: จิตวิญญาณห้าธาตุระดับต่ำ)]
[ความคืบหน้า: 0/100]
[ผล: ยังไม่มี]
….
จิตวิญญาณห้าธาตุ?
เฉินซานซือมองแวบแรก คิดว่ามันค่อนข้างดี เพราะ​มีครบทุกอย่าง…ห้าธาตุครบถ้วน น่าจะเป็นอัจฉริยะ
แต่คำว่าจิตวิญญาณห้าธาตุระดับต่ำที่อยู่ข้างหลัง เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คำบรรยายที่ดี…
“ข้าไม่ใช่อัจฉริยะแล้วเหรอ?”
ในใจเฉินซานซือรู้สึกหดหู่เล็กน้อย
ในเส้นทางแห่งวรยุทธ์ เขาก็ยังมีร่างกายของเทพยุทธโดยกำเนิด ทำไมถึงมาเป็นพรสวรรค์ระดับต่ำสุดในเส้นทางเซียนได้?
ความแตกต่างมันค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม เฉินซานซือก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
ไม่เป็นไรหรอก พอนึกย้อนไปตอนนั้น เขาก็เป็นแค่นักวิชาการที่อ่อนแอ ค่อยๆก้าวไปทีละก้าว อาศัยความพยายามและหยาดเหงื่อของตัวเองจนมาถึงทุกวันนี้
เส้นทางเซียน ก็เช่นกัน!
ยังไง…ฟ้าย่อมช่วยผู้ที่ขยันหมั่นเพียร!
เมื่อคิดเช่นนี้ เฉินซานซือก็มีแรงจูงใจอย่างมาก
การฝึกครั้งนี้ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่
เเต่เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง กลับรู้สึกสดชื่นแจ่มใส ไม่มีความเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย
[วิชา: วิชาห้าธาตุ ระดับหลอมปราณขั้นต้น (ยังไม่เริ่มฝึก)]
[ความคืบหน้า: 41/100]
[ผล: ยังไม่มี]
….
“ก๊อกๆๆ!”
“นายท่าน…ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม?”
เสียงสาวใช้สองคนดังมาจากนอกประตูหลังบ้าน
เฉินซานซือเก็บของ แล้วเดินไปเปิดประตูไม้
“เกิดอะไรขึ้น?”
“นายท่าน ท่านไม่เป็นไรจริงๆเหรอ…พวกเรา​ตกใจแทบแย่!”
ซือฉินตบหน้าอก โม่ฮวาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ที่แท้ การบ่มเพาะของเขากินเวลาหลายวัน
ก่อนหน้านี้ แม้เฉินซานซือจะปิดประตูฝึกวรยุทธ เขาก็ต้องกินข้าวทุกวัน และเป็นอาหารราคาแพงอย่างเนื้อสัตว์อสูรและยาบำรุง
ซือฉินและโม่ฮวาจะนำอาหารมาวางไว้หน้าประตูหลังบ้านทุกวัน วันละสามมื้อ นายท่านว่างเมื่อไหร่ก็จะมารับไปกินเอง
แต่ครั้งนี้…ผ่านไปนานขนาดนี้ นายท่านยังไม่ออกมาเลย เเถมอาหารก็ไม่ได้แตะต้อง
ทั้งสองคนไม่กล้ารบกวน…อดทนมาห้าหกวันจนเป็นห่วงว่าจะเกิดเรื่อง จึงรวบรวมความกล้าเคาะประตู
“ไม่เป็นไร ข้ารักษาอาการบาดเจ็บอยู่น่ะ” เฉินซานซือหาข้ออ้าง
“ช่วงนี้ข้าอาจจะปิดประตูฝึกบ่อยๆ เรื่องอาหารข้าจะไปหาในป่าเอง พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
“ค่ะ นายท่าน” ซือฉินและโม่ฮวารับคำ
จากนั้น เฉินซานซือก็ไปที่ค่ายทหาร…ต้มยาให้ลูกน้องอีกสองสามหม้อ จากนั้นจึงไปที่จวนแม่ทัพ ตั้งใจจะบอกพี่ชายแล้วออกเดินทางไปประตูเซียน
คาดว่าเมื่อถึงที่หมาย ก็น่าจะเข้าสู่ระดับหลอมปราณขั้นต้นได้แล้ว ขอแค่ระวังตัว…การไปสำรวจเส้นทางไม่น่าจะมีปัญหา
“น้องเล็กไปคนเดียว มันอันตรายเกินไปนะ” ฟางชิงหยุนวางหนังสือในมือลง
“ตอนนี้ ข้าหาคนมาให้เจ้าสองคน…เดินทางไปด้วยกัน จะได้ดูแลกันได้”
“ใครหรือขอรับ?”
“หนิงเซียง กับ จ้าวจ้าว” ฟางชิงหยุนตอบอย่างใจเย็น
“พวกนาง?”
เฉินซานซือเพิ่งปฏิเสธคำขอไถ่ตัวของหนิงเซียงไปไม่นาน ไม่คิดว่าพวกนางจะไปหาศิษย์พี่เเบบนี้
“ไว้ใจได้เหรอ?”
“หนิงเซียงคนนั้น…” ฟางชิงหยุนอธิบายอย่างช้าๆ
“เดิมทีนางเป็นทายาทเจ้าสำนักคนที่ห้าสิบของหอค้นหาเซียน แต่ถูกเจ้าสำนักคนปัจจุบันแย่งตำแหน่งและทรัพยากรไป…จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ คนของหอค้นหาเซียนบางส่วนไปที่ภูเขาจื่อเวย เจ้าสำนักจึงต้องไปช่วยที่อื่น”
“หนิงเซียงฉวยโอกาสที่สำนักใหญ่ว่างเปล่า บุกกลับไปเอาสมบัติของบรรพบุรุษและทรัพยากรบางส่วนมา…ตอนนี้ นางจึงกำลังถูกหอค้นหาเซียนตามล่า”
“ข้าสัญญากับนางว่า ถ้าติดตามเจ้า…อาจารย์จะช่วยคุ้มครองนาง”
“ผู้บ่มเพาะเซียนเจ้าเล่ห์มาก เเต่พวกนางก็ไม่เเพ้กัน”
“เจ้าลองไปคุยกับพวกนางอีกครั้ง…ถ้าพวกนางให้คำมั่นสัญญา การมีคนไปด้วยก็เป็นเรื่องดี”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
เมื่อเป็นเช่นนี้ คืนนั้นเฉินซานซือก็ไปที่หอโคมแดงอีกครั้ง
“ท่านแม่ทัพ”
ครั้งนี้ หนิงเซียงและจ้าวจ้าวต่างทำตัวเรียบร้อยอย่างไม่น่าเชื่อ
“คารวะท่านแม่ทัพ” หนิงเซียงโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
จ้าวจ้าวก็ทำตาม แต่ท่าทางไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่นัก
“ท่านแม่ทัพ”
“ข้าทราบว่าท่านมีข้อกังวล จึงไปหาท่านแม่ทัพฟาง ตอนนี้ท่านแม่ทัพฟางรับปากแทนอาจารย์ของท่านแล้ว…ท่านจะให้โอกาสพวกเราหรือไม่?”
“เอาจริงๆนะ ไม่ว่ายังไงเราก็พอรู้จักกันบ้างเเล้ว” เฉินซานซือพึมพำ​เเล้วหยุดไปครู่หนึ่ง
“แต่ ข้าจะเชื่อใจพวกเจ้าได้อย่างไร?”
เรื่องที่เกิดขึ้นบนภูเขาจื่อเวย ยังคงติดใจเขา​อยู่
ตอนนั้น เขาตั้งใจร่วมมือกับหอค้นหาเซียนอย่างจริงใจ เเถมยังเคยช่วยชีวิตขันทีเหล่า…แต่สุดท้าย​ได้อะไรกลับมา?
ได้การทรยศไงล่ะ
ดังนั้น เฉินซานซือจะไม่เชื่อคำสัญญาของพวกนางเพียงเพราะพวกนางเป็นผู้หญิงที่ดูไม่มีพิษภัย
ครั้งที่แล้วเป็นแค่ของวิเศษ​ เเต่ครั้งนี้เป็นถึงประตูเซียนที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะไปยังดินแดนเซียน…เขารู้ดีว่าสิ่งล่อใจสำหรับผู้บ่มเพาะเซียนนั้นมากมายเพียงใด ดังนั้นโอกาสที่จะถูกทรยศจึงสูงมาก
“ท่านแม่ทัพ ขอแค่ท่านรับข้าไว้ ข้าจะยอมทำทุกอย่างเพื่อท่าน” หนิงเซียงอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร
“ถ้าเจ้ายังพูดแบบนี้อีก เราก็ไม่จำเป็นต้องคุยกันต่อแล้ว”
เฉินซานซือหันหลังจะเตรียม​จะเดินออกไป
เขาสังเกตเห็น ตอนที่หนิงเซียงก้มหน้าพูด พลังวิญญาณในร่างกายของนางเคลื่อนไหวอย่างเงียบๆ…นางน่าจะใช้วิชาเซียนเพื่อล่อลวงจิตใจอีกแล้ว ภาพที่ออกมานางจึงดูน่าสงสารเป็นพิเศษ
“เดี๋ยวก่อน!”
หนิงเซียงรู้ว่าถูกจับได้ จึงนางตัดสินใจได้ขั้นเด็ดขาด
“ข้ายินดีทำสัญญาเลือด เเละยอมเป็นทาส”
“สัญญาเลือด?”
เฉินซานซือพยักหน้า
“พูดต่อสิ”
“ท่านแม่ทัพอาจยังไม่รู้ว่าสัญญาเลือดคืออะไร”
“เเค่ใช้กระดาษและหมึกพิเศษ บวกกับเลือดและวิชาของผู้บ่มเพาะ จากนั้นสาบานต่อสวรรค์ คำสัญญาที่ให้ไว้ต้องทำตาม…หากใครละเมิดสัญญา มันจะสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อผู้บ่มเพาะระดับต่ำ” หนิงเซียงอธิบายอย่างตั้งใจ
“อาจารย์…”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของจ้าวจ้าวก็เคร่งขรึมขึ้น
“อาจารย์ แบบนี้ท่าน…”
“หุบปาก” หนิงเซียงตวาดเเล้วพูดต่อทันที
“ขอแค่ท่านแม่ทัพเห็นด้วย ชีวิตของข้าก็จะเป็นของท่านแม่ทัพ เช่นนี้ดีหรือไม่?”
“ต้องทำขนาดนั้นเลยเหรอ?” เฉินซานซือเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
“การมอบชีวิตให้คนอื่น ต่างจากการตายเเล้วตรงไหน?”
“ในเมื่อจะต้องตายอยู่แล้ว ทำไมข้าถึงจะไม่สู้ยืนหยัดล่ะ?”
แววตาเศร้าสร้อยของหนิงเซียงมีความเกลียดชังแฝงอยู่
“ข้ามีเงื่อนไขเดียว หากข้าตายจริงๆ ขอท่านแม่ทัพทำลายสมบัติของบรรพบุรุษที่อยู่กับข้า หรือถ้าอยากเก็บไว้ใช้เอง วันใดวันหนึ่ง ถ้าท่านแม่ทัพมีพลังมากพอ ได้โปรดแก้แค้นให้ข้า หรืออย่างน้อย…ก็อย่าให้ของตกไปอยู่ในมือของมัน”
เฉินซานซือเห็นได้ชัดเจน…ผู้หญิงคนนี้มีความแค้นฝังลึกกับเจ้าสำนักหอค้นหาเซียน
ถ้าเป็นแบบนี้…และถ้าเรื่องสัญญาเลือดเป็นเรื่องจริง ก็อาจจะตกลงได้
ไม่ใช่ว่าเขาต้องการควบคุมชีวิตของคนอื่น แต่ "โดนงูเเว้งกัดครั้งเดียว" สำหรับ​เขาก็มากพอ​แล้ว…รอจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม ทั้งสองฝ่ายเชื่อใจกันจริงๆค่อยยกเลิกสัญญาก็ยังไม่สาย
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉินซานซือก็พยักหน้า
“ข้าตกลง”
“อีกอย่าง ทำสัญญาเลือดเฉพาะข้าไม่ทำกับศิษย์ของข้า” หนิงเซียงเน้นย้ำ
“ข้ายอมทำทุกอย่างเพื่อความแค้น เเต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจ้าวจ้าว”
เฉินซานซือหันมองเด็กสาวหน้าอกแบนราบ…เมื่อสังเกตเห็นพลังวิญญาณที่น้อยนิดในร่างกายของนางก็พยักหน้า​เล็กน้อย
“ไม่มีปัญหา”
“เจ้ามองเเบบนี้หมายความว่ายังไง?”
จ้าวจ้าวเท้าสะเอว เเล้วพูดอย่างโกรธ
“เจ้าดูถูกข้าเหรอ? คอยดูเถอะ!”
“ในเมื่อตกลงกันแล้ว~”
หนิงเซียงกลับมาเป็นสาวสวยเย้ายวนใจอีกครั้ง
“ท่านแม่ทัพจะไถ่ตัวให้ข้าเลยไหมเจ้าคะ?”
“เจ้า…”
เฉินซานซือเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
นี่คือการประกาศให้โลกรู้ และบอกหอค้นหาเซียนว่าอย่ามายุ่งเกี่ยว​กับนางอีก
เเบบนี้…ดูเหมือนว่า ท่านอาจารย์ของเขามีอิทธิพลมากจริงๆ
ทันใดนั้น​ เขาก็ยื่นมือออกไป
“เอาเงินมาสิ”
หนิงเซียงเบ้ปากทันที
“ข้ามอบชีวิตให้ท่านแล้ว ท่านยังจะไม่ออกเงินอีกเหรอ?”
“ค่าไถ่ตัวแม่นางราคาแพงเกินไป เเละข้าก็ยากจนมาก”
ถ้าเฉินซานซือจำไม่ผิด ค่าไถ่ตัวของหญิงงามอันดับหนึ่งของหอโคมแดง ต้องใช้เงินเป็นล้านตำลึง!
หญิงงามเหล่านี้ เป็นเหมือนป้ายทองคำ หอโคมแดงจะไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆได้อย่าง​ไร
เว้นแต่เขาจะใช้ตำแหน่งบังคับ แต่นั่นก็ไม่ค่อยเหมาะสม…และถึงแม้ว่าเขาจะมีเงิน แต่การใช้เงินแบบนี้ สู้เอาไปซื้อยาให้ลูกน้องเพิ่มพลัง จะมีประโยชน์มากกว่ามาก
“จ้าวจ้าว ไปเอาตั๋วเงินมา”
“หา?...ท่านอาจารย์ แม่เล้าบอกว่าต้องใช้สองล้านตำลึง เเบบนี้ต่อไปพวกไม่กลายเป็นยาจกหรือ”
“เจ้านี่โง่จริงๆ” หนิงเซียงใช้นิ้วดีดหน้าผากศิษย์
“พวกเราจะไปอยู่กับท่านโหวแล้ว ยังจะอดอยากได้อีกเหรอ?”
“อ๋อ”
จ้าวจ้าวพยักหน้า​ เเล้วหยิบตั๋วเงินปึกหนึ่งออกมาจากกล่องที่ล็อคไว้
“นี่ ของเจ้า”
เฉินซานซือรับเงิน แล้วไปหาแม่เล้าของหอโคมเเดง
“โอ้โห!”
“ท่านเฉินสนใจสาวงามของเรา หอโคมแดงเรามีหน้ามีตาเเล้ว…เร็วเข้า เอาสัญญาขายตัวของหนิงเซียงมา ต่อไปนางก็เป็นผู้หญิงของท่านเฉินแล้ว เตรียมรถม้า ส่งท่านกลับจวนอย่างนอบน้อม” แม่เล้าพูดด้วยน้ำเสียงประจบสอพลอ
หลังจากจ่ายเงินสองล้านตำลึงไป…เฉินซานซือก็ "ได้สาวงามกลับบ้าน" ทันที
“ขาดหนิงเซียงที่เป็นหญิงงามอันดับหนึ่ง…ต่อไปธุรกิจของเราไม่รู้จะขาดทุนเท่าไหร่ มากกว่าสองล้านตำลึงแน่ๆ”
แม่เล้ามองพวกเขานั่งรถม้าออกไป แล้วเริ่มบ่น
“ท่านเฉินนี่ก็แปลก หาไม่ได้ จนต้องเอาของที่คนอื่นใช้แล้วมาเลี้ยงที่บ้านเชียวหรือ!”
“พวกเจ้ารีบเอาเรื่องนี้ไปกระจายข่าว บอกว่าท่านป๋อเย่เฉินอาละวาดหอโคมแดงเพื่อไถ่ตัวหนิงเซียง ยิ่งเว่อร์ยิ่งดี”
การแต่งเรื่อง เป็นวิธีหนึ่งที่หอโคมแดงใช้ดึงดูดลูกค้า
…
ณ จวนแม่ทัพ
ในศาลาพักผ่อน ริมทะเลสาบหลังบ้าน
“วัสดุพวกนี้ มีเฉพาะที่สำนักใหญ่ของหอค้นหาเซียนเท่านั้น”
หนิงเซียงเขียนสัญญาเลือดต่อหน้าฟางชิงหยุน เเลวใท่องวิชา
“ท่านแม่ทัพฟาง ท่านต้องรักษาสัญญานะ”
“วางใจเถอะแม่นาง” ฟางชิงหยุนตรวจสอบอย่างละเอียด หลังจากแน่ใจว่าไม่มีปัญหาก็เก็บสัญญาไว้
“สัญญาข้าจะเก็บไว้แทนน้องเล็กก่อน รอให้น้องเล็กกลับมาอย่างปลอดภัยแล้วจะคืนให้ เเต่หากมีอะไรผิดพลาด…”
“เจ้าต้องตาย ศิษย์ของเจ้าก็ไม่รอด…เเถมข้ายังรู้ว่ากระดูกของพ่อเจ้าอยู่ที่ไหน”
“ทำสัญญาเลือดกันแล้ว ท่านยังไม่พอใจอีกหรือ?” หนิงเซียงพูดอย่างน้อยใจ
จากนั้น นางก็มองชายในชุดขาวข้างๆ
“นายท่าน ควรพาข้ากลับบ้านได้แล้วหรือยังเจ้าคะ?”
เมื่อมีคนเพิ่มมาอีกสองคน…เฉินซานซือก็ต้องเตรียมตัวใหม่
หลังจากกลับไปที่จวน เขาก็เริ่มจัดที่อยู่ให้พวกนาง
ลานบ้านด้านหน้าเป็นของสาวใช้สองคน ตรงกลางเป็นของกู้ซินหลันและเฉินหยุนซี เหลือแค่ลานบ้านด้านหลังเท่านั้นที่ยังอยู่ได้
“อ๊ะ นายท่าน…”
ซือฉินมองนายท่านพาผู้หญิงสองคนกลับมาอย่างสับสน
โม่ฮวารีบขยิบตาให้นาง เเล้วรีบโค้งคำนับพร้อมกัน
“คารวะแม่นาง”
ในใจพวกนางอดนินทาไม่ได้…คุณผู้หญิงเพิ่งจากไปแค่สองวัน นายท่านก็มีคนใหม่แล้ว
“ท่านเฉิน บ้านท่านก็ไม่ได้ใหญ่โตนี่นา”
หนิงเซียงมองไปรอบๆ จากนั้นก็นอนลงบนเตียงอย่างเป็นธรรมชาติ
“ภรรยาของนายท่านไม่อยู่เหรอ? พอดีเลย ข้าจะไปนอนบนเตียงนาง…”
“พอได้แล้ว”
เฉินซานซือคิดถึงแต่ประตูเซียนและเหตุการณ์ประหลาดในเทือกเขาหลัวเทียน จึงไม่มีอารมณ์จะมาเล่นมุกตลกกับนาง
ตอนนี้มีผู้ช่วยเพิ่มมาอีกสองคน…เเละดูเหมือนหนิงเซียงจะมีความรู้ไม่น้อย นางก็น่าจะมีประโยชน์
นอกจากนี้…เขากำลังคิดว่าจะเตรียมอีกอย่าง
เเละนั่นคือขบวนทัพในตำราสวรรค์
ในตำราสวรรค์ ไม่เพียงแต่มีขบวนทัพขนาดใหญ่ เเต่ยังมีขบวนทัพขนาดเล็กด้วย
และขบวนทัพภายใน เดิมทีสร้างขึ้นสำหรับผู้บ่มเพาะเซียน…เพียงแต่กองทัพมนุษย์ไม่มีพลังบ่มเพาะ ต้องใช้พลังวิญญาณสีขาวในลูกเเก้วปราณแทนพลังวิญญาณปกติ​
ถ้าการเดินทางครั้งนี้สามารถฝึกฝนขบวนทัพเซียนได้สักหนึ่งหรือสองแบบ ก็น่าจะลดความกดดันลงได้ไม่น้อย
“พวกเจ้าสองคนออกมาข้างนอกหน่อย”
เฉินซานซือโบกมือ
“ต่อไป ข้าจะถ่ายทอดขบวนทัพให้…ข้าจะเป็นศูนย์กลาง พวกเจ้าสองคนเป็นผู้ช่วย เข้าใจไหม?”
“ขบวนทัพเซียน?!”
“ท่านก็รู้เรื่องนี้ด้วยหรือ? งั้นข่าวลือที่ว่ามีฟ้าผ่าที่หน้าผาหยินซง และหมอกลงหนาที่ด่านหู่เหลา ล้วนเป็นเรื่องจริงงั้นหรอ?” หนิงเซียงตกตะลึง​เล็กน้อย​
ถ้าก่อนหน้านี้ที่นางทำสัญญาเลือด เป็นเพราะต้องการเอาชีวิตรอดและรอโอกาสแก้แค้น
ตอนนี้ นางกลับรู้สึกว่าตัวเองเลือกถูกแล้ว…
การติดตามคนๆนี้ อาจจะมีความหมายมากกว่าการอยู่ที่หอค้นหาเซียน
…
จากนั้น ภายใต้การแนะนำของเฉินซานซือ
ทั้งสามคนก็เริ่มนั่งขัดสมาธิในตำแหน่งที่กำหนด เริ่มควบคุมพลังวิญญาณ เชื่อมต่อกันเป็นขบวนทัพอย่างช้าๆ
ในขณะเดียวกัน
แผงค่าสถานะก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
[วิชา: การควบคุมเซียน]
[ความคืบหน้า: 0]
[ผล: ยังไม่มี]
………………….