เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 221 : ระดับเเก่​นเเท้สวรรค์

บทที่ 221 : ระดับเเก่​นเเท้สวรรค์

บทที่ 221 : ระดับเเก่​นเเท้สวรรค์


บทที่ 221 : ระดับเเก่​นเเท้สวรรค์

“เจ้าใช้สิ่งนี้ตอนนี้ไม่ได้หรอก แต่หลังจากเป็นเทพยุทธแล้วจะใช้ได้…แน่นอนว่าเจ้าต้องมีชีวิตรอดไปถึงตอนนั้นก่อนนะ”

“…”

เฉินซานซือไม่ได้เกรงใจเเละรับไว้

ธูปของเขาก็หมดไปนานแล้ว…วัดต่างๆก็ถูกแทนที่ด้วยคนของราชสำนัก ทำให้เขาไปเอามาใช้ยาก

และสำหรับเขาแล้ว ธูปก็เป็นเพียงแค่สิ่งทดแทนเท่านั้น

การมีพลังวิญญาณพวกนี้ ก็หมายความว่าเขาสามารถฝึกฝนวิชาห้าธาตุที่เฉาเซี่ยทิ้งไว้ และก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบ่มเพาะเซียนได้เเล้ว

ตอนนี้ดูเหมือนว่า เขาจะไม่มีเวลาให้ทะลวงไปถึงขั้นเทพยุทธก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางเซียนแล้ว

ประตูเเดนเซียน…ครั้งหน้าจะเปิดอีกทีก็อีกห้าสิบปี

ในเทือกเขาหลัวเทียน ก็ยังมีเซียนกลุ่มหนึ่งที่ไม่รู้ว่ากำลังวางแผนอะไรอยู่

ไม่ว่าจะยังไง หลังจากเข้าสู่เส้นทางเซียนแล้ว ก็น่าจะมีวิธีเอาตัวรอดมากขึ้น…ยกตัวอย่าง​เช่น วิชาดาบพลังวิญญาณ​ก็ไม่ต้องพึ่งพาพลังธูปอีกต่อไป

….

ตกกลางคืน

เฉินซานซือมาที่ห้องนอน

เเต่จักรพรรดินีกำลังนั่งเฝ้าอยู่ที่โต๊ะ

“ออกไป”

“น้องสะใภ้ นี่มันห้องข้าไม่ใช่เหรอ?”

“ห้องรับรองก็จัดให้เจ้าเรียบร้อยแล้วนี่”

“ใช่แล้ว กุ้ยอี” กู้ซินหลันเอ่ยเสริม

“พรุ่งนี้ก็จะกลับตงชิ่งกับเจ้าแล้ว วันนี้ยังไม่ให้พี่เขยกับข้าได้อยู่ด้วยกันหน่อยหรือ?”

“ให้เวลาหนึ่งชั่วยาม”

จักรพรรดินีมอง “พี่เขย” อย่างรังเกียจเล็กน้อย ก่อนจะวางถ้วยชาลงอย่างแรงแล้วเดินออกไป

ฟังจากเสียงแล้ว ไม่ได้ไปห้องรับรอง ไม่รู้ว่าไปที่ไหน

“น้องสาวข้า…ไม่รู้เป็นอะไรไป” กู้ซินหลันพูดอย่างไม่สบอารมณ์

“ข้ารู้สึกว่านางแปลกๆ แม้แต่หลานชายตัวน้อยอย่างตู้เหอก็นางยังไม่สนใจเลย”

“ก็อาจเป็นเพราะนางเป็นจักรพรรดินีกระมัง”

เฉินซานซือพึมพำ​ใน​ใจ ว่าน่าจะเป็นเพราะนางคิดว่าตัวเองเป็นเซียน…ส่วนคนอื่น​เป็นคนธรรมดา

“ข้าว่า นางคงลำบากมามากในช่วงหลายปีมานี้” กู้ซินหลันครุ่นคิด

“ท่านพี่…ยังไงข้าก็ต้องพาตู้เหอกลับไปด้วย อย่างแรก ข้าไม่ไว้ใจให้แม่นมเลี้ยง อย่างที่สอง มีเด็กสักคน จะได้ให้นางเลิกทำหน้าบึ้งตึงตลอดเวลาเเบบนั้น”

“องค์หญิง…อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย”

“หืม?”

“ถึงเวลาปรนนิบัติกระหม่อม​แล้ว”

“…”

….

วันรุ่งขึ้น

แสงแดดอุ่นๆ ส่องผ่านหน้าต่าง กลายเป็นลำแสงสีทองสาดส่องเข้ามาในห้อง

หน้ากระจกทองแดง กู้ซินหลันนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ผมยาวสลวยดุจน้ำตกไหลลงมาคลุมไหล่

เฉินซานซือถือหวีไม้ เเล้วหวีผมให้นาง

“พี่ซานซือ ข้าไปจริงๆแล้วนะ”

“อืม ไปเถอะ”

หลังจากทั้งสองคนสวีทกันเสร็จ…จักรพรรดินีในชุดคลุมสีดำก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ

“พี่สาว ไปกันเถอะ”

เฉพาะเวลาที่พูดกับพี่สาวเท่านั้น​ ที่น้ำเสียงอันเย่อหยิ่งของนางถึงจะหายไป

“หืม?”

จักรพรรดินีมองเห็น​หลานชายในอ้อมกอดของพี่สาว

“ตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่า…”

“ถ้างั้นข้าไม่ไปแล้ว” กู้ซินหลันพูดอย่างไม่พอใจ

“เจ้ามาครั้งนี้ ยังไม่เคยทำหน้าดีๆกับใครเลย…เเล้วยังจะมาพรากบข้าไปจากลูกอีกเหรอ?”

“อีก​อย่าง​ เขายังอายุ​แค่หกเดือนกว่าๆ…ข้าเป็นห่วง ถ้าเจ้าไม่ให้ข้าพาลูกไปด้วย ข้าก็จะอยู่ที่นี่แหละ”

“…”

ในที่สุด จักรพรรดินีก็ยอมตกลง

พี่น้องสองคนอุ้มลูกออกจากประตูหลังของจวน โดยไม่ให้ใครรู้

เมื่อเฉินซานซือจะออกมาส่ง ทั้งสองคนก็หายไปแล้ว

ช่างเถอะ…ยังไงก็เป็นน้องสาวแท้ๆของกู้ซินหลัน เเถมยังมีฝีมือพอตัว ก็นับว่าเป็นการป้องกันอย่างหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องเทือกเขาหลัวเทียน รวมถึงประตูเเดนเซียน…เขาควรจะคุยกับศิษย์พี่ให้รู้เรื่อง

แต่ต้องรอให้ศิษย์พี่ติดต่อกับท่านอาจารย์ให้ได้ก่อน

….

ในบ้านเงียบสงบลงมากหลังจากไม่มีเสียงเด็กร้องไห้

เฉินหยุนซี นั่งอ่านหนังสือเบาๆในศาลาหน้าบ้าน…ซือฉินและโม่ฮวาต่างก็ทำหน้าที่ของตน เตรียมอาหารเช้า ทำความสะอาดบ้าน

ส่วนเฉินซานซือก็ไม่ได้อยู่เฉย เขาฝึกฝนวรยุทธอยู่ที่หลังบ้านตลอดเวลา​

เมื่อมีเนื้อสัตว์อสูรช่วยเสริม ความเร็วในการฝึกฝนก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก

เปลี่ยนพลังภายใน​เป็นพลังลมปราณนั่นคือระดับเเก่นเเท้สวรรค์!

เมื่อมีพลังลมปราณแล้ว ก็ไม่นับว่าเป็นคนธรรมดาอีกต่อไป

จากการสังเกตของเฉินซานซือ

ไม่ว่าจะเป็นสำนักธูปวิญญาณ หรือ หอค้นหาเซียน ถ้าพวกเขาไม่มีวิธีป้องกันตัว พลังลมปราณก็เพียงพอที่จะทำลายร่างกายของพวกเขาได้เเล้ว

“ครืนนน——”

หอกวิญญาณห้าพยัคฆ์หมุนวน สร้างเสียงสะท้อนกับพลังภายในอย่างต่อเนื่อง

ภายในร่างกายของเฉินซานซือ เส้นชีพจรหลักและเส้นชีพจรรอง รวมถึงเส้นชีพจรพิเศษทั้งแปด ก็เหมือนเครื่องจักรที่ทำงานเกินกำลัง…พวกมันสร้างพลังภายในอย่างต่อเนื่อง แล้วใช้พลังนั้นไปกับการฝึกหอก ควบคู่ไปกับการฝึกการหายใจ วนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

ไม่รู้ว่าทำซ้ำไปกี่ครั้ง

จนกระทั่งในชั่วขณะหนึ่ง…พลังภายในในร่างกายของเขาก็หมดลง

ผู้​ฝึกยุทธที่สูญเสียพลังภายใน ก็เหมือนเครื่องจักรที่ขาดแหล่งพลังงาน กลายเป็นของไร้ชีวิตโดยสมบูรณ์

ในสถานการณ์เช่นนี้ เฉินซานซือจำเป็นต้อง "สตาร์ทเครื่อง" ด้วยตัวเอง…ฝึกฝนวิชาในระดับเเก่นเเท้สวรรค์โดยไม่มีพลังภายใน

ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกได้ว่า "เครื่องจักร" กำลังสึกหรออย่างหนัก…ความเจ็บปวดในร่างกายตอนนี้​ เหมือนมีคนมาเทน้ำมันพริกลงในเส้นชีพจร จนความเจ็บปวดสุดขีดถาโถมเข้ามาไม่หยุด

เขาใช้สติที่เลือนราง ค่อยๆฟื้นการหายใจ

พลังลมปราณต่างๆที่อยู่ระหว่างสวรรค์และโลก ไหลเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ผ่านหลอดลม ปอด และอวัยวะอื่นๆ

ส่วนประกอบที่มีประโยชน์จะเปลี่ยนเป็น "เชื้อเพลิง" และหลอมรวมเข้ากับร่างกาย ส่วนที่ไร้ประโยชน์ก็จะถูกขับออกจากร่างกายไปพร้อมกับการหายใจ กลับคืนสู่โลกกว้าง

ทุกครั้งที่หายใจเข้า…ปริมาณพลังลมปราณที่เป็นประโยชน์ก็จะเพิ่มขึ้น พลังลมปราณที่ถูกขับออกมาก็จะมากขึ้น ใช้ประโยชน์จากพลังลมปราณทั้งหมดระหว่างสวรรค์และโลก จนกระทั่งก่อนที่เขาจะล้มลง ทุกสิ่งระหว่างสวรรค์และโลกก็ดูเหมือนจะโล่งขึ้นมาทันที

ตอนนี้…ทุกครั้งที่หายใจเข้า พลังลมปราณ​ที่เป็นประโยชน์จะมีมากกว่าเก้าส่วน

ด้วย "เชื้อเพลิง" จำนวนมากที่ไหลเข้ามา เส้นชีพจรพิเศษทั้งแปดที่หยุดทำงานไปก็เริ่มทำงานอีกครั้ง พลังมังกรแท้จริงก็เริ่มปรากฏขึ้น​มา…แต่พลังในครั้งนี้บริสุทธิ์อย่างถึงที่สุด และเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในเชิงคุณภาพ

“ครืนนน!”

ร่างกายวัชรดังก้องเหมือนระฆังใหญ่

หอกยาวในมือของเฉินซานซือแทงออกไป พลังลมปราณที่ติดไปด้วยทำให้ภูเขาจำลองแตกเป็นเสี่ยงๆ

จากนั้น..แผงค่าสถานะก็ปรากฏขึ้นทันที

[วิชา: หอกมังกรปกปักษ์ ระดับเเก่นเเท้สวรรค์ (เริ่มฝึก)]

[ความคืบหน้า: 0/500]

[ผล: ลมหายใจเต่าดำ]

[ลมหายใจเต่าดำ: เปลี่ยนแปลงการหายใจ สร้างพลังลมปราณ​อันมั่นคงยั่งยืน…เเละไม่มีที่สิ้นสุด]

….

สายมั่นคงอีกแล้ว?

เฉินซานซือได้สัมผัสด้วยตัวเอง

…ตอนนี้พลังลมปราณของเขา เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในพลังที่ทรงพลังที่สุดในโลก

และหลังจากที่เข้าใจหลักการหายใจอย่างถ่องแท้แล้ว ประสิทธิภาพในการฟื้นฟูก็รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ การต่อสู้แบบหนึ่งรุมหลายคนไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

ในที่สุดก็ถึงระดับเเก่นเเท้สวรรค์แล้ว!

จริงๆแล้ว เขาฝึกวรยุทธ์มาแค่สองปีกว่าๆ มาที่เหลียงโจก็แค่ปีกว่าๆ

ในเวลาสั้นๆเช่นนี้ สามารถทะลวงไปถึงระดับเเก่นเเท้สวรรค์ เป็นผู้บัญชาการกองพัน…ในคนรุ่นเดียวกัน เขาคือคนเดียว ไม่สิ แม้จะย้อนกลับไปร้อยปี ก็ไม่มีใครเทียบเขาได้

แม้แต่ซุนปู้หุย พี่ชายคนที่สามของซุนปู้ฉี ก็ยังไม่เร็วขนาดนี้

“หอกนี้ ควรจะเปลี่ยนได้แล้ว”

เฉินซานซือมองรอยร้าวเล็กๆ ที่ปรากฏบนด้ามหอก

ในฐานะผู้บัญชาการกองพัน แน่นอนว่าเขาสามารถได้รับอาวุธได้…แต่เขาไม่ได้ตั้งใจจะไปรับ เพราะต้องการสร้างอาวุธด้วยมือของตัวเอง

ไหนๆก็ต้องสร้างลูกธนูเส้นชีพจรอยู่แล้ว ถือโอกาสยกระดับทักษะ[ตีเหล็ก] ไปถึงขั้นสูงสุดด้วยเลยละกัน​

“ซีซี ไปกันเถอะ พ่อจะไปส่งเจ้าไปเรียนหนังสือที่จวนแม่ทัพ”

“ค่ะ”

เฉินซานซือและลูกสาวนั่งบนหลังม้าไปด้วยกัน

“ท่านพ่อ” เฉินหยุนซีเงยหน้ามองคางของพ่อ

“ช่วงนี้ข้าเจอท่านอาจารย์คนนั้นอีกแล้วเจ้าค่ะ”

“แล้วเจ้าได้ถามชื่อเขาหรือยัง?”

“…” เฉินหยุนซีส่ายหน้า

เฉินซานซือจดจำไว้ในใจ แล้วอุ้มลูกสาวลงจากหลังม้าอย่างเบามือ มองดูนางเข้าไปในจวนแม่ทัพแล้ว จึงขี่ม้าไปยังค่ายทหาร

….

ในโรงตีเหล็ก

เขามาที่โกดังเพื่อนำเหล็กกล้าดำก้อนใหญ่มา แล้วก็เริ่มลงมือทำงาน

“แกร๊ง! แกร๊ง! แกร๊ง!”

เสียงตีเหล็กดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หลังจากหลายวันผ่านไป เขาก็สร้างหัวลูกธนูได้มากกว่าร้อยอัน และกำลังสร้างด้ามลูกธนูจากไม้เส้นชีพจรผีอย่างช้าๆ

“แกร๊ง!”

[ทักษะ: ตีเหล็ก ระดับปุถุชน (ขั้นสูงสุด)]

[ความคืบหน้า: 0]

[ผล: ปรมาจารย์ตีเหล็ก]

[ปรมาจารย์ตีเหล็ก: อาวุธของปุถุชนที่สร้างขึ้นด้วยมือ ล้วนเป็นอาวุธเหล็กดำระดับสูงสุด]

อาวุธเหล็กดำระดับสูงสุด สามารถรองรับพลังลมปราณ​ได้ดีกว่า

แม้แต่ปรมาจารย์ตีเหล็กหลายคน โอกาสในการสร้างอาวุธระดับสูงสุดก็ไม่ได้สูงนัก ดังนั้นมันจึงมีค่ามาก

เมื่อทักษะตีเหล็กมาถึงขั้นสูงสุดแล้ว ก็ต้องเริ่มสร้างอาวุธใหม่!

เขาหาหนังสือ "บันทึกหอก" มาเล่มหนึ่ง และเลือก "คู่หู" ที่ถูกใจได้อย่างรวดเร็ว นั่นคือ หอกลี่ฉวน

หอกนี้ ยาวกว่าหนึ่งจ้าง…ลักษณะเด่นที่สุดคือ ทำจากเหล็กกล้าดำทั้งหมด รวมถึงด้ามหอกด้วย เรียกว่าไม่ใช้ไม้เลย

การตีหอกนี้ต้องทำในคราวเดียว หากล้มเหลว เหล็กกล้าดำชั้นดีทั้งก้อนก็จะเสียเปล่า

เฉินซานซือสูดหายใจเข้าลึกๆ หลังจากเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็เริ่มลงมือ

ผู้​ฝึกยุทธระดับสูงตีอาวุธ ด้วยความช่วยเหลือของพลังภายในหรือพลังลมปราณ มักจะใช้เวลาไม่นานนัก…เพียงเจ็ดวัน อาวุธระดับสูงสุดเล่มใหม่ก็เกือบจะเสร็จสมบูรณ์

“ซี่…ซี่…”

หลังจากการชุบแข็ง ก็ทำการตกแต่งเพิ่มเติมเล็กน้อย ในที่สุดหอกลี่ฉวนก็สำเร็จ!

หอกนี้ยาวกว่าหนึ่งจ้าง ทำจากเหล็กกล้าดำทั้งหมด…สีดำเหมือนหยกจนแสงไฟจากเตาหลอมส่องประกายบนด้ามหอก

ปลายหอกคมกริบ…หอกก็เหมือนชื่อของมัน มันราวกับเกิดจากน้ำพุเย็นที่แข็งตัว นอกจากนี้ เขายังแกะสลักลวดลาย สัตว์เทพวนเวียนพันกัน ราวกับกำลังจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ที่ด้ามจับประดับด้วยพู่สีแดง พลิ้วไหวไปตามลม เพิ่มความสง่างาม

เฉินซานซือหยิบมันขึ้นมาลองเหวี่ยงดูสองสามครั้ง รู้สึกพอใจกับสัมผัสมาก…เกรงว่าในโลกมนุษย์ ก็นับเป็นอาวุธระดับต้นๆได้ เพียงส่งพลังลมปราณเข้าไปเล็กน้อย หอกก็สั่นสะท้านราวกับมีชีวิต

เเต่น่าเสียดาย…มันก็แค่ของในโลกมนุษย์เท่านั้น

ตอนนี้เมื่อเขานึกถึงเซียนที่บินไปมาบนท้องฟ้า เขาก็รู้สึกนอนไม่หลับ

ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เหมือนรู้สึกว่าความรู้ของตัวเองยังไม่พอ พลังยังไม่พอ เลยรู้สึกไม่ปลอดภัยสักนิด

ชีวิตผู้คนจะต้องล้มตาย?

พวกเซียนพวกนี้ไม่โผล่หน้ามา ก็คิดจะปล่อยให้ผู้คนในเหลียงโจล้มตายเลยหรือ?

เซียนบ้าบออะไร?

เซียนแบบนี้…ฮึ่ม พวกเจ้าบ่มเพาะได้ ข้าบ่มเพาะไม่ได้หรือไง?

เขาถือหอกออกจากโรงตีเหล็ก เเล้วกลับไปที่ค่ายทหาร

ทันใดนั้น รองผู้บัญชาการคนหนึ่งของกองพันมังกรฟ้าก็มาหาเขา เเล้วบอกว่าแม่ทัพฟางต้องการพบเขา

“เจ้าขาว”

เฉินซานซือเรียก เจ้าขาวที่กำลังรังแกม้าศึกหลายตัวก็กลับมาอย่างว่าง่าย

“เจ้าไปรังแกม้าตัวอื่นทำไม? เจ้าก็ฝึกทหารด้วยหรือไง?”

“เพี๊ยะ!”

หลังจากแส้ฟาดลงบนก้นม้า ทิวทัศน์สองข้างทางก็เริ่มพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว…เผลอแป๊บเดียวก็ถึงที่หมาย

ริมทะเลสาบหลังจวนแม่ทัพ ฟางชิงหยุนรออยู่ในศาลาพักผ่อนมานานแล้ว

“ข้ามีสองเรื่องจะเเจ้ง…เรื่องแรก ข้าสืบเรื่องชาติกำเนิดของภรรยาเจ้าได้แล้ว รวมถึงแขกที่ไม่ได้รับเชิญในบ้านเจ้าด้วย”

“หืมม…ดูจากสีหน้าเจ้าแล้ว ไม่ต้องให้ข้าพูดมากแล้วล่ะ”

“งั้นก็คุยเรื่องที่สองกันเลย”

“อาจารย์ส่งจดหมายมา บอกว่าถ้าเจ้าตัดสินใจแล้ว ก็ไปที่ประตูเซียนได้เลย…เเต่ก่อนที่เจ้าจะไป ข้าจะหาคนติดตามที่ไว้ใจได้ให้เจ้าสองคน”

“ขอบคุณศิษย์​พี่ แล้วก็…ข้าก็มีเรื่องจะเเจ้งท่าน”

จากนั้น เฉินซานซือก็เล่าเรื่องที่เขาเห็นในใจกลางเทือกเขาให้ฟังคร่าวๆ

“เซียน?” สีหน้าของฟางชิงหยุนเคร่งขรึมขึ้น

“ข้าเคยได้ยินอาจารย์พูดถึงเรื่องนี้”

“คนพวกนี้เริ่มปรากฏตัวในเทือกเขาอย่างโจ่งแจ้ง เกรงว่าใกล้จะทำสำเร็จแล้ว…ยังไงเจ้าก็ระวังตัวด้วย”

“ข้าจะจำไว้”

“อ้อศิษย์​พี่…หลังจากข้าไปแล้ว ท่านช่วยประกาศว่าข้าปิดด้านฝึกฝนให้หน่อยนะขอรับ แล้วก็ซีซีกับสาวใช้สองคนในจวน ก็ต้องฝากพี่ชายดูแลด้วย”

การไปยังดินแดนเซียน…ถ้าให้ฮ่องเต้รู้ คงเป็นเรื่องใหญ่แน่

“ได้…ข้าจะจัดการให้เอง” ฟางชิงหยุนกล่าว

“เเล้วก็…น้องสาวของภรรยาเจ้าคือจักรพรรดินีของตงชิ่ง นางอาจจะมีหินวิญญาณ เจ้าสามารถไปขอนางหรือยืมนางมา เข้าสู่เส้นทางเซียนแล้วค่อยไปประตูเซียน…น่าจะปลอดภัยกว่า”

“ขอรับ”

จริงๆแล้วเฉินซานซือมีหินวิญญาณอยู่ที่บ้านเเล้ว…แค่ยังไม่ได้ใช้

จากนั้นเขาก็กลับมาบ้าน ตั้งใจจะอยู่เป็นเพื่อนลูกสาว เพราะอีกไม่นานก็ต้องออกเดินทางไกลอีกแล้ว

“ท่านพ่อจะปิดประตูฝึกวิชาเหรอคะ?”

เฉินหยุนซีที่กำลังกัดน้ำตาลเคลือบผลไม้อยู่ก็ชะงักไป

“ท่านพ่อจะฝึกเสร็จเมื่อไหร่คะ?”

“ประมาณครึ่งปี”

เฉินซานซือลูบหัวนาง เเล้วพัดต่อ

“ช่วงนี้เจ้าไปเล่นที่บ้านอาจารย์เยอะๆนะ…เจ้าบอกพ่อไม่ใช่เหรอว่าพี่ๆน้องๆที่นั่นใจดีมาก แถมยังมีอาๆน้าๆที่ชอบเล่นกับเจ้าด้วย”

“เอ๊ะ?...เเล้วน้ำตาลเคลือบผลไม้นี่ ใครซื้อให้?”

“ท่านอาจารย์ซื้อให้ค่ะ”

“ท่านพ่อจะกินมั้ยคะ?” เฉินหยุนซียื่นให้

คนๆนั้นอีกแล้ว?

หลังจากตรวจดูน้ำตาลเคลือบผลไม้แล้วว่าไม่มีปัญหา เฉินซานซือก็ไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของลูกสาว รับมากิน

ตัวเขาเองไม่ได้กินของแบบนี้มานานหลายปีแล้ว อร่อยจริงๆ เผลอแปปเดียวก็กินไปห้าลูกติดๆกัน

“?”

เฉินหยุนซีมองเขาด้วยตาแป๋ว ทำหน้างงๆ

เฉินซานซือมองไม้เสียบที่ว่างเปล่าในมือ เเล้วกระแอมแก้เขินเล็กน้อย

“เด็กๆ กินของหวานเยอะฟันจะผุ…พ่อเลยอาสากินแทนเจ้าเอง”

“คุณหนูหยุนซี!” สาวใช้คนหนึ่งจากจวนแม่ทัพเดินตามมา

“ท่านอาจารย์จะสอบแล้ว รีบไปเร็วเข้า”

“ท่านพ่อ ข้าไปก่อนนะคะ ไม่งั้นจะโดนตี”

เฉินหยุนซีเลียน้ำตาลที่ติดริมฝีปากเล็กน้อย แล้วรีบไปหาสาวใช้

จากนั้นในลานบ้าน ก็กลับเงียบเหงาในทันที

เฉินซานซือนั่งอยู่บนม้านั่งหิน เล่นไม้เสียบในมือ พรางคิดถึงเส้นทางที่จะไป และสิ่งที่ต้องเตรียม

มีพลังวิญญาณแล้ว วิชาดาบพลังวิญญาณก็ใช้ได้ตลอดแน่นอน แล้วก็ฝึกวิชาห้าธาตุให้เข้าขั้น สุดท้ายก็คือลูกเเก้วปราณ…

ตั้งแต่กลับมาจากดินแดนตะวันออกพลังวิญญาณในลูกเเก้วปราณก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆและเร็วไม่น้อย แบบนี้ไม่นานก็จะกลับมาถึงระดับ "กองทัพทหารสวรรค์เก้าชั้นฟ้า" ได้

ว่ากันว่า…ขบวนทัพในคัมภีร์สวรรค์ เดิมทีก็เป็นของเซียน ถ้าใช้ร่วมกัน ผลลัพธ์จะดียิ่งขึ้นหรือไม่?

“น้องชาย”

ทันใดนั้น​เอง…เสียงที่อบอุ่นก็ดังขึ้นข้างหูเขา

เฉินซานซือเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง

ชายหนุ่มผู้นี้สวมชุดคลุมยาวสีขาวที่ซีดจางลงเล็กน้อย คาดเข็มขัดผ้าเก่าๆเเละมีม้วนหนังสือเก่าๆห้อยอยู่

โดยรวม การแต่งกายดูยากจน…แต่กลับมีออร่าที่บอกไม่ถูก

ดูจากรูปร่างหน้าตา เขาน่าจะอายุแค่ยี่สิบต้นๆ แต่ดวงตากลับเหมือนผ่านโลกมามาก

“น้องชาย กำลังจะไปหัดเป็นเซียนงั้นหรือ?”

ด้วยมารยาท…เฉินซานซือจึงลุกขึ้นยืน เเล้วประสานมือคำนับ

“ไม่ทราบว่าท่านชื่ออะไร?”

“ข้าแซ่เหมย ชื่อเดียวว่า เสี่ยว” คุณชายเหมยพูดอย่างสบายๆ

“น้องชายเฉิน อาจจะเคยได้ยินชื่อข้ามาบ้าง”

เหมยเสี่ยว

คุณชายเหมย

เฉินซานซือจำชื่อนี้ได้แน่นอน

ศิษย์พี่สี่เคยพูดไว้…นี่คือเซียนที่เคยชี้แนะอาจารย์ของเขา!

เขาปรากฏตัวที่จวนแม่ทัพได้อย่างไร และปรากฏตัวต่อหน้าเขาด้วยวิธีธรรมดาๆแบบนี้ได้อย่างไร

‘ท่านเป็นเซียนงั้นหรือ?’

“คารวะท่านผู้อาวุโส” เฉินซานซือโค้งคำนับ

ถ้าคนๆนี้คือคนที่ชี้แนะอาจารย์ของเขา ก็ควรจะได้รับความเคารพอย่างสูง

“ข้าชอบให้คนเรียกว่าอาจารย์มากกว่าเซียน”

เหมยเสี่ยวกวักมือบอกไม่ต้องมากพิธี

“ว่างๆ ข้าก็ชอบสอนหนังสือไปทั่ว”

อย่างที่คิด…คนที่ซีซีพูดถึงหลายครั้ง ก็คืออาจารย์เหมยคนนี้

“ขอบคุณอาจารย์เหมยที่สั่งสอนลูกสาวของข้า”

เฉินซานซือกล่าวขอบคุณ เเต่ในใจก็ยังคงระแวง

“ว่าเเต่…อาจารย์เหมยมาหาข้า มีธุระอะไรหรือขอรับ?”

“น้องชายไม่ต้องกังวล” อาจารย์เหมยเชิญเขานั่งลง

“เเค่ว่างๆก็เลยมาคุยกับเจ้า…ว่าเเต่ลูกเเก้วปราณใช้ดีหรือไม่?”

“ลูกเเก้วปราณ?”

เฉินซานซือจำได้…เหลียงจี๋เหนียนเคยประกาศว่า ลูกเเก้วปราณและคัมภีร์สวรรค์เป็นของที่เซียนมอบให้เขา

หรือว่า จะเป็นอาจารย์เหมยคนนี้?

นี่จะมาเอาของคืนงั้นหรือ?

………………….

จบบทที่ บทที่ 221 : ระดับเเก่​นเเท้สวรรค์

คัดลอกลิงก์แล้ว